เมื่อวันที่ 13 ก.ย. นพ.จิรรุจน์ ชมเชย กุมารแพทย์เชี่ยวชาญโรคระบบหายใจและบำบัดวิกฤต โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก Jiraruj Praise ถึงการแพร่ระบาดของ RSV ความว่า “สุดยื้อ! RSV เสียชีวิตแล้ว 1 ราย เป็นการเปิดเกม ในฤดูระบาดในเมืองโคราชที่โหดมาก กลุ่มที่มีโรคประจำตัว อย่างเช่นเคสนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะอาการรุนแรงมาก ถ้าไม่หยุดการระบาดนี้ เคสที่ 2, 3, 4 ตามมาแน่นอน เพราะเรามีเด็กที่มีโรคประจำตัวหลายอย่างรักษาอยู่เป็นจำนวนมาก และกลุ่มนี้ก็ได้รับผลกระทบโดยตรง ใครบ้างที่เสี่ยงเจออาการรุนแรง? อายุน้อยกว่า 1 ปี, โรคหอบหืด โรคปอดเรื้อรัง, โรคหัวใจแต่กำเนิด, โรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ, โรคระบบประสาทผิดปกติ, โรคความผิดปกติทางพันธุกรรมเช่นดาวน์ซินโดรม”
ด้านนพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงโรคติดเชื้อไวรัส RSV ว่า โดยทั่วไปเด็กที่มีร่างกายแข็งแรง เมื่อติดเชื้อไวรัส RSV มักจะมีอาการน้อย คล้ายไข้หวัดธรรมดา มีน้ำมูกไหล ไอ จาม มีไข้ คออักเสบ แต่ในเด็กเล็กที่อายุน้อยกว่า 1 ปี หรือทารกคลอดก่อนกำหนด หรือในกลุ่มเด็กที่มีโรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจ ภูมิต้านทานบกพร่อง อาจมีอาการรุนแรงเป็นหลอดลมฝอยอักเสบ ปอดบวม ไข้สูง ไอมีเสมหะ หายใจหอบจนอกบุ๋ม หายใจแรง หายใจออกลำบาก หรือหายใจมีเสียงวีด ซึม ตัวเขียว ในบางราย อาจไอมากจนอาเจียน ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ รายที่รุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้น ผู้ปกครองจึงควรหมั่นสังเกตอาการของลูกอย่างใกล้ชิด หากมีอาการรุนแรงดังกล่าว ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาต่อไป
สำหรับไวรัส RSV ทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ โดยเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อบุตา จมูก ปาก หรือผ่านการสัมผัสเชื้อโดยตรงจากการสัมผัสผู้ป่วย สารคัดหลั่งจากปาก จมูก และทางลมหายใจผู้ป่วย ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัส RSV ดังนั้นการรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการ สำหรับผู้ป่วยเด็กที่มีอาการรุนแรงจำเป็นต้องรับไว้รักษาในร.พ.
ทั้งนี้ ช่วงฤดูฝนถึงฤดูหนาวเป็นช่วงที่มีโอกาสแพร่เชื้อสูง เป็นช่วงการระบาด ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการลดความเสี่ยงและป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ในลูกน้อย ซึ่งทำได้โดยดูแลสุขภาพให้แข็งแรง หมั่นล้างมือให้สะอาด แยกผู้ป่วย RSV เพื่อป้องกันการติดต่อทางการสัมผัส ทำความสะอาดบ้านอยู่เสมอ เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ สวมหน้ากากอนามัยขณะอยู่ในที่แออัดหรือในบริเวณสาธารณะ ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเมื่อมีน้ำมูกคั่ง ดื่มน้ำที่สะอาดในปริมาณที่ควรได้รับ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและพักผ่อนให้เพียงพอ