ศาลปค.สูงสุดชี้ ก.แรงงาน-ปปช. ออกมติไม่ชอบ

‘สมชาย วงศ์สวัสดิ์’ อดีตนายกฯ ชนะคดีถูกปลดให้พ้นเก้าอี้ปลัดกระทรวงแรงงาน ศาลปกครองสูงสุด สั่งเพิกถอนมติกระทรวงแรงงาน เมื่อ 21 ม.ค.52 ที่ให้ออกจากราชการ เหตุเลินเล่อ ไม่ดำเนินคดีอดีตอธิบดีและรองอธิบดีกรมบังคับคดี กรณีไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม 70 ล้านบาท จากการขายทอดตลาดที่ดินศาลจังหวัดธัญบุรี ที่ยื่นฟ้อง จำเลยทั้ง 5 ตั้งแต่กระทรวงแรงงาน-รมว.แรงงาน-อ.ก.พ. กระทรวงแรงงาน-คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม และกรรมการป.ป.ช. ศาลระบุมติป.ป.ช.ไม่มีอำนาจไต่สวนชี้มูลความผิดฐานประมาทเลินเล่อ ‘สมชาย’ เผยดีใจได้รับความยุติธรรม-ชื่อเสียงกลับคืนมา หลังจากต่อสู้คดีมานานเกือบ 20 ปี จากนี้มอบให้ฝ่ายกฎหมายดูว่าจะดำเนินการเรียกร้องสิทธิ์ที่เสียไปอย่างไร แต่พร้อมให้อภัยในสิ่งที่ให้ได้ ยัน ไม่ได้อาฆาตมาดร้ายใคร

เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ที่ศาลปกครอง ถนนเเจ้งวัฒนะ ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เเละอดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ยื่นฟ้องกระทรวงแรงงาน รมว.แรงงาน คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวงแรงงาน (อ.ก.พ. กระทรวงแรงงาน) คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-5 กรณีกระทรวงแรงงาน มีคำสั่งที่ 39/2552 ลงวันที่ 21 ม.ค.2552 ลงโทษปลด นายสมชาย ออกจากราชการ โดยอ้างว่าเหตุปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จากเหตุขณะดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม พิจารณาสั่งระงับเรื่องไม่ดำเนินคดีกับนายประมาณ ตียะไพบูลย์สิน อดีตอธิบดีกรมบังคับคดี และนายมานิตย์ สุธาพร อดีตรองอธิบดีกรมบังคับคดี ที่ไม่เรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียม 70 ล้านบาท จากการขายทอดตลาดที่ดินของศาลจังหวัดธัญบุรี ทั้งที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเห็นว่าการคืนเงินดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ทางราชการเสียหาย

ต่อมา นายสมชายได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว แต่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 พิจารณายกอุทธรณ์ นายสมชายเห็นว่าคำสั่งลงโทษทางวินัยปลดออกจากราชการและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้ 1.เพิกถอนคำสั่งกระทรวงแรงงานดังกล่าว ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ที่ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ 2.เพิกถอนมติการประชุม อ.ก.พ. กระทรวงแรงงาน ครั้งที่ 9/2551 เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2551 ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 3.เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม เรื่องดำ 5210006 เรื่องแดงที่ 0012155 ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 4.เพิกถอนมติคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในการประชุมครั้งที่ 61/2551 ลงวันที่ 16 ต.ค.2551 ที่ลงมติว่าผู้ฟ้องคดีกระทำผิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า มาตรา 250 ของรัฐธรรมนูญ 50 บัญญัติว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจหน้าที่ไต่สวนและวินิจฉัย ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูง หรือข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่าขึ้นไปร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ประกอบกับมาตรา 19 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ ด้วย แต่ไม่รวมถึงการกระทำความผิดฐานประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นมูลความผิดทางวินัย การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ใช้อำนาจชี้มูลว่าผู้ฟ้องคดีกระทำความผิดฐานประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง จึงไม่มีอำนาจกระทำได้

ส่วนที่อ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นคนละกรณีกับมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ในคดีนี้ ซึ่งแตกต่างจากกรณีของผู้ฟ้องคดี ข้ออ้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 จึงไม่อาจรับฟังได้ เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ไม่มีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิด ผู้ฟ้องคดีในความผิดฐานประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการ อย่างร้ายแรง ดังนั้นมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ในการประชุมครั้งที่ 61/2551 ลงวันที่ 16 ต.ค.2551 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงไม่มีผลผูกพันผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้ฟ้องคดีที่จะถือเอารายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงและความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 มาเป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัย หากแต่จะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวนผู้ฟ้องคดีตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 มีมติว่ากระทำความผิดฐานประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เพื่อให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบข้อกล่าวหา และได้มีโอกาสชี้แจงและนำสืบแก้ข้อกล่าวหาตาม ขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้

ดังนั้น เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีคำสั่งกระทรวงแรงงานลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ ตามมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ที่ ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามที่ได้วินิจฉัยไว้ในข้างต้น โดยมิได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนผู้ฟ้องคดี และมิได้แจ้งข้อกล่าวหาในความผิดฐานประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงแก่ผู้ฟ้องคดี คำสั่งลงโทษทางวินัยดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญในการลงโทษทางวินัย และย่อมมีผลทำให้การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 มีคำวินิจฉัย ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ด้วยเหตุอย่างเดียวกันไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

ศาลพิพากษาจึงเพิกถอนคำสั่งกระทรวงแรงงาน ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ และคำวินิจฉัยเรื่องของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ที่ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี โดยให้มีผลย้อนหลังนับแต่วันที่คำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าวมีผลบังคับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ชนะคดี – นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรมและอดีตปลัดกระทรวงแรงงาน เดินทางมาฟังคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด โดยศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งกระทรวงแรงงานที่ลงโทษปลดออกจากราชการ ที่ศาลปกครอง ถ.เเจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 14 ก.ย.

ภายหลังการอ่านคำพิกษาของศาลปกครอง นายสมชายให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ตนได้รับความเป็นธรรมจากศาลปกครองสูงสุด ที่ระบุว่าคณะกรรมการป.ป.ช. ไม่มีอำนาจไต่สวนคดีของตน เพราะตามรัฐธรรมนูญ 2550 ระบุว่าป.ป.ช. ทำได้เฉพาะข้าราชการทุจริต ร่ำรวยผิดปกติหรือทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของตน ดังนั้นศาลจึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้ตนออกจากราชการทั้งหมด ซึ่งรู้สึกดีใจมาก เพราะตนเป็นข้าราชการ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่เคยมีเรื่องด่างพร้อยอะไรเลย เมื่อมาเจอแบบนี้ก็ต้องต่อสู้ให้ถึงที่สุด วันนี้ตนได้รับความเป็นธรรมกลับคืนมา จากที่เคยถูกไล่ออกจากราชการ หรือเป็นผู้ถูกให้ออกจากราชการ มาวันนี้กลายเป็นผู้ที่ไม่เคยถูกไล่ออกหรือให้ออกจากราชการ เป็นข้าราชการที่บริสุทธิ์ ชื่อเสียงที่เสียไปก็ได้กลับคืนมา แต่ในระหว่างนี้ได้ต่อสู้มาเกือบ 20 ปีกับสิ่งที่ตน ไม่ควรจะถูกไต่สวน

ผู้สื่อข่าวถามถึงการดำเนินการเรียกคืนสิทธิประโยชน์ที่เสียไป นายสมชายกล่าวว่า ขอดูรายละเอียดคำวินิจฉัยของศาลก่อน ส่วนจะดำเนินการอะไรต่อหรือไม่นั้น ตนเป็นคนยึดถือกฎกติกาหลักเกณฑ์ อะไรที่ไม่ใช่ก็ไม่ยุ่ง อะไรที่ควรทำก็จะทำ จะไม่กลั่นแกล้งหรือแก้แค้นใคร แต่อยากให้เข้าใจว่าที่ตนพูดถึง ป.ป.ช. ไม่ใช่ชุดนี้ ไม่เกี่ยวกัน ส่วนจะเรียกค่าเสียหายจากป.ป.ช.หรือไม่นั้น คงให้กับฝ่ายกฎหมาย ดูว่าควรทำอะไร มีกฎหมายรองรับหรือไม่ คงต้องพิจารณาให้รอบคอบ ไม่ทำความเดือดร้อนให้ใคร อะไรที่ไม่มีสิทธิ์ก็ไม่ทำ

ต่อข้อถามว่าชื่อเสียงที่เสียหายไป 20 ปีเรียกร้องอะไรกลับคืนมาได้บ้าง นายสมชายกล่าวว่า เคยมีแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาอยู่ แต่คงต้องดูก่อนว่าอะไรที่อะลุ้มอล่วยได้ ตนก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวยุ่งเหยิง แต่ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับความเสียหายของชื่อเสียงในฐานะที่ต้องตกเป็นผู้ถูกไล่ออกจากราชการ ถือเป็นเรื่องร้ายแรงที่สุดของข้าราชการทุกคน และตนเป็นถึงปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้นำแห่งความยุติธรรมอยู่แล้ว เมื่อถูกกล่าวหาก็ต่อสู้เต็มที่ วันนี้ได้รับความยุติธรรม ความเมตตาจากศาลปกครอง

เมื่อถามว่าจะฟ้องกลับ ป.ป.ช.ชุดดังกล่าวหรือไม่ นายสมชายกล่าวว่า ยังไม่ขอพูดว่าจะดำเนินการอะไร ต้องไปดูในรายละเอียด เพราะตนบอกแล้วว่าอะไรที่ให้อภัยได้ก็พร้อมให้อภัย เว้นแต่สิ่งที่จะต้องทำเพื่อสิทธิ์ที่ สูญเสียกลับคืนมาก็เท่านั้นเอง ตนไม่ได้มีความอาฆาตมาดร้ายใดๆ เพียงแต่อยากบอกว่าทุกคนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมต้องคำนึงถึงความเที่ยงตรง เป็นธรรม หากกระบวนการยุติธรรมไม่มั่นคง ทุกอย่างจะขาดศรัทธา ซึ่งศาลปกครองยังคงเป็นที่พึ่งให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน