ปักธงเตือนลำตะคองล้น
แม่ค้าเขียงหมูสุดช็อก แก๊งคอลดูดเงินจากแอพฯแบงก์ พริบตาเดียวสูญ 1.5 ล้านบาท โทร.มาอ้างเป็นสรรพากร หลอกค้างภาษี ส่งลิงก์โลโก้สรรพากรให้กดตรวจสอบ พอดีกำลังติดต่อเรื่องภาษีเลยหลงกลกดลิงก์ จนถูกดูดเงินเกลี้ยงบัญชี แจ้งความสภ.ห้วยยอด-ปอท.แล้ว แต่คดียังไม่คืบ โวยแบงก์ขั้นตอนอายัดเงินล่าช้ามาก ทำหมดความเชื่อมั่น
เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ที่จ.ตรัง นางนิส ไทรงาม อายุ 63 ปี ชาว อ.ห้วยยอด จ.ตรัง พร้อมด้วยน.ส.นิดา ไทรงาม อายุ 35 ปี ลูกสาว และน.ส.ศิริวรรณ ไทรงาม อายุ 36 ปี ลูกสะใภ้ หอบเอกสารเข้าร้องเรียนต่อผู้สื่อข่าวกรณีถูกมิจฉาชีพโทรศัพท์เข้ามาแล้วดูดเงินออกจากบัญชีแอพฯธนาคารในโทรศัพท์ไป 2 บัญชีรวมเป็นเงิน 1,468,000 บาท เมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา จึงแจ้งไปยังธนาคารให้อายัดเงิน พร้อมเข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อสภ.ห้วยยอด และกองบังคับการปราบปรามการกระทำ ความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) หรือ TCSD แล้ว แค่คดียังไม่คืบหน้า
โดยพฤติกรรมคนร้ายอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร แจ้งเรื่องค้างภาษี พร้อมแช็ตไลน์ส่งลิงก์ อ้างเป็นลิงก์เว็บกรมสรรพากรเข้ามา เพื่อให้น.ส.นิดากดลิงก์เข้าไปตรวจสอบว่า ค้างภาษีหรือไม่ แต่เมื่อกดเข้าไปแล้ว โทรศัพท์ค้างขึ้นหน้าจอเป็นสีฟ้า มีโลโก้กรมสรรพากร พร้อมข้อความว่า “668325 อยู่ระหว่างการทำการตรวจสอบชื่อนาม-สกุล ห้ามใช้งานโทรศัพท์” และขณะนั้นโทรศัพท์ก็ไม่สามารถทำอะไรได้อีก แต่เห็นแค่ข้อความเงินถูกโอนออกจากบัญชี จากธนาคารไทยพาณิชย์ 1,458,000 บาท และจากธนาคารกรุงไทย 10,000 บาท สำหรับเงินที่โดนดูดไปนั้น ทั้ง 2 บัญชี ล้วนใช้แอพ พลิเคชั่นของธนาคารกับโทรศัพท์ จึงรีบประสานติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคาร และเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทราบเบื้องต้นว่าเงินถูกโอนเข้าบัญชีหญิงสาวรายหนึ่ง ในธนาคารอีกแห่ง และทางธนาคารได้อายัดบัญชีแล้ว
แต่ขณะนี้เป็นเวลา 3 วัน ทางครอบครัวนี้ต่างเฝ้ารอเงินกลับมา แต่ยังไร้วี่แวว หมดกำลังใจทำงานต่อ จึงเข้าร้องเรียนผ่าน ผู้สื่อข่าวไปยังผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้อง ให้เร่ง ช่วยเหลือ ดูแลตรวจสอบ และลดขั้นตอนกระบวนการในการแจ้งอายัดบัญชี เพราะเมื่อกระบวนการยุ่งยาก ทำให้ไม่ทันการณ์ พร้อมฝากเตือนพ่อแม่พี่น้องให้ระวังมิจฉาชีพที่มารูปแบบใหม่ แค่กดลิงก์เพียงเสี้ยววินาที เงินเก็บทั้งชีวิต ก็โดนดูดออกจากบัญชีหายเกลี้ยงภายในพริบตา

เหยื่อแก๊งคอล – นางนิส ไทรงาม เจ้าของเขียงหมูใน อ.ห้วยยอด จ.ตรัง แสดงหลักฐานถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างเป็นสรรพากรลวงให้คลิกลิงก์แอพฯ สรรพากรปลอมถูกดูดเงินเกลี้ยงบัญชี 1.45 ล้านบาท เมื่อวันที่ 16 ก.ย.
น.ส.นิดากล่าวว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เช้าของวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา ตอนแรกมีคนโทร.มาอ้างว่า เป็นเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร ซึ่งประจวบกับที่ตนเองและแม่อยู่ระหว่างการทำเรื่องเกี่ยวกับภาษีถ่ายโอนกิจการพอดี จึงเข้าใจว่ายังคงเป็นภาษีที่ค้างอยู่ ก็เลยคุยกับเขา แล้วเขาได้แจ้งชื่อจริง นามสกุลจริงของแม่มาอย่างถูกต้อง ต่อมาเขาก็ส่งลิงก์เข้ามาทางแอพพลิเคชั่นไลน์ ให้กดเข้าไปในลิงก์ที่ส่งมา ซึ่งเป็นลิงก์รูปของกรมสรรพากร และขึ้นเป็นหน้าเว็บของกรมสรรพากร จากนั้นแจ้งให้ตนเขียนชื่อ นางนิส ไทรงาม ซึ่งเป็นชื่อของแม่ ไปพร้อมกับเบอร์โทรศัพท์ หลังทำตามเพียงไม่กี่วินาที โทรศัพท์ก็ค้าง หน้าจอขึ้นสีฟ้า และไม่สามารถบังคับอะไรได้อีก ขณะที่เงินก็ถูกดูดออกไปเกลี้ยงเลยเกือบ 1.5 ล้านบาท
น.ส.นิดากล่าวต่อว่า ขอตั้งข้อสงสัยว่า ข้อมูลของตนเองและแม่ทำไมถึงรั่วไหล เป็นการรั่วไหลจากกรมสรรพากร หรือแอพฯทั้ง 2 ธนาคารที่ใช้อยู่หรือไม่ อยากให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือ เพราะขณะนี้ยอดเงินในบัญชีของแม่ ในธนาคารไทยพาณิชย์ เหลือเพียง 761 บาท และในธนาคารกรุงไทย เหลือเพียง 900 กว่าบาทเท่านั้น โดยเป็นเงินที่ตนเองตั้งใจจะเอาไปลงทุนเปิดร้าน แต่มาเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวเสียก่อน
น.ส.นิดากล่าวอีกว่า ต้องยอมรับเลยว่าตั้งแต่เกิดเรื่องมา ฝ่ายเจ้าหน้าที่ทำงานล่าช้ามาก โดยตนต้องไปเดินเรื่องเอง และต้องคอยส่งหนังสือต่อๆ กันไป เงินที่หายไปคงไปไกลถึงไหนต่อไหนแล้ว แต่ก็ยังให้กำลังใจตัวเองว่า ขอให้เงินยังอยู่ในบัญชี อย่าโดนถอนออกไปเลย แต่ก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ ก็ยังหวังว่าอย่างน้อยๆ ให้ได้คืนกลับมาบ้างก็ยังดี เพราะ ตอนนี้ไม่เหลือเลย รู้สึกไม่มีแรงทำงานเลยทั้งครอบครัว เครียดไปหมด โดยเฉพาะแม่เกือบจะมีอาการช็อก และโรคหัวใจกำเริบ ต้องรีบพาไปหาหมอรักษา
“ปกติเมื่อเราเข้าแอพพลิเคชั่นของธนาคาร จะต้องกดรหัสเข้าทุกครั้ง แต่นี่ตนเองไม่ได้กดรหัสผ่านอะไรเลย และไม่ได้ใส่รหัสโอทีพี (otp) อะไรเลยด้วย แต่เงินกลับหายไปได้ง่ายๆ จึงอยากรู้ว่าเงินที่เราฝากไว้กับธนาคาร มีความปลอดภัยแค่ไหน ตอนนี้รู้สึกว่าขาดความน่าเชื่อถือไปมาก ต่อไปเมื่อขายของมาได้ คงถือเงินสดเองอย่างเดียว ไม่ฝากเข้าธนาคารอีกแล้ว เพราะกลัว ตอนนี้เดือดร้อนจริงๆ เงินเก็บทั้งชีวิตของแม่ ที่เปิดร้านเขียงขายหมูอยู่ในตลาดสดห้วยยอดมา 40 กว่าปี ตอนนี้ไปหมดเลย จึงอยากฝากเตือนทุกคนว่า ตอนนี้มิจฉาชีพมาในรูปแบบใหม่ แค่คลิกลิงก์ เงินก็สูญหายได้ เพียงไม่กี่เสี้ยววินาที” น.ส. นิดากล่าว
ด้านน.ส.ศิริวรรณกล่าวว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดบ่อยมาก แต่ก็ยังไม่มีหน่วยงานไหนที่ทำอะไรได้ทันทีเลย จึงอยากฝากเรื่องตรงนี้ ช่วยเป็นกระบอกเสียงเรียกร้อง ให้มีความช่วยเหลืออย่างจริงจัง ในส่วนที่เกิดกับครอบครัวของจนเหตุเกิดมาประมาณ 3 วันแล้ว ก็ยังไร้วี่แวว เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น รู้สึกว่าความปลอดภัยของเทคโนโลยีไม่มีเลย หรืออาจจะต้องกลับไปใช้สมุดบัญชี มายื่นฝากถอนกับเจ้าหน้าที่โดยตรง เพราะหากใช้แอพพลิเคชั่นของธนาคาร อาจเกิดเหตุการณ์อย่างนี้อยู่เรื่อยๆ แล้วความปลอดภัยของธนาคารอยู่ตรงไหน
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ปัจจุบันมิจฉาชีพรูปแบบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Call Center) ได้มีวิวัฒนาการที่ทำให้ดูน่าเชื่อถือมากขึ้น สร้างสถานการณ์ให้ตื่นตระหนกด้วยวิธีการต่างๆ อยู่เป็นจำนวนมาก ล่าสุดพบว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทำการแอบอ้างชื่อเป็นศูนย์เครดิตบูโร หลอกลวงว่าหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนจะถูกขึ้นบัญชีดำ ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ ไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวใดๆ รวมทั้งห้ามกดลิงก์หรือติดตั้งแอพฯตามที่คอลเซ็นเตอร์บอก
น.ส.รัชดากล่าวต่อว่า ทั้งนี้ เครดิตบูโรไม่มีนโยบายการโทร.หาประชาชนรูปแบบคอลเซ็นเตอร์แจ้งเตือนใดๆ และไม่ได้เก็บบันทึกข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์มือถือของ ผู้ใช้บริการ สำหรับประชาชนที่ได้รับข้อความทางโทรศัพท์หรือคลิปเสียงผ่านไลน์จากมิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์มีข้อความแอบอ้างว่า “สวัสดีค่ะ ศูนย์เครดิตบูโร หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของท่าน จะถูกขึ้นบัญชีดำ ภายใน 1 ชั่วโมง หากมีข้อสงสัย กรุณาถือสายรอ จนกว่าเจ้าหน้าที่จะรับสาย” ขออย่าวิตกกังวล และหลงเชื่อ ข้อความดังกล่าวเป็นของมิจฉาชีพ ไม่ใช่ของเครดิตบูโร
น.ส.รัชดากล่าวด้วยว่า เครดิตบูโร หรือบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด เป็นสถาบันที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการจัดเก็บข้อมูลบัญชีสินเชื่อและประวัติการชำระสินเชื่อทุกประเภทของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ซึ่งส่งมาจากสถาบันการเงินและบริษัทที่เป็นสมาชิกเครดิตบูโร โดยข้อมูลที่จัดเก็บแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.ข้อมูลบ่งชี้ คือข้อเท็จจริงที่บ่งชี้ถึงตัวลูกค้า 2.ข้อมูลสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติและประวัติการชำระหนี้ จำแนกเป็นรายบัญชีที่มีอยู่ในแต่ละสถาบันการเงินและบริษัทสมาชิก เป็นต้น เครดิตบูโร ไม่ได้มีหน้าที่ขึ้นบัญชีดำ หรือแบล็กลิสต์ใดๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งไม่มีความเกี่ยวข้องหรือมีสิทธิอนุมัติหรือร่วมตัดสินใจให้สินเชื่อกับใคร หากบุคคลใดกล่าวอ้างกับท่าน แจ้งเรื่องได้ที่ [email protected]”