‘บิ๊กป้อม’สั่งดูแล-ปลัดมท.รุดรพ. อุตุฯเตือนอีก-ฝนยังหนักยัน21กย. ‘ชัชชาติ’ล่องเรือคลองบางกอกน้อย ดูจุดฟันหลอริมน้ำ-เร่งแก้ปมกรุงจม
ผู้ว่าฯ ชัชชาติตั้งวงถกนักวิชาการ-ขรก. หารือจัดการน้ำ อุตุฯ เตือนอีกระวังอันตราย ทุกภาคฝนกระหน่ำหนัก-ลมกระโชกแรง ถึง 21 ก.ย. ‘กทม.-ปริมณฑล’ก็ไม่รอดชะตากรรม ชาวบ้านริมแม่น้ำน้อย‘อยุธยา’ โอดทนทุกข์ทรมานนอนกับน้ำเกือบติดหลังคาบ้านมา 2 เดือนแล้ว วอนช่วยผันไปทุ่งแก้มลิงบ้าง หลายจังหวัดในอีสาน-เหนือเจอน้ำหลาก-น้ำท่วมบ้านเรือนและที่ทำกิน เร่งผันน้ำออกจากอ่าง-เขื่อน
อุตุเตือนฝนหนักทั่วปท.
เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 17 ก.ย. น.ส. ชมภารี ชมภูรัตน์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือน “ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 17-21 กันยายน 2565)” ฉบับที่ 5 ระบุว่า บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศลาวตอนบนและประเทศเวียดนามตอนบน ส่งผลทำให้ร่องมรสุมเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของประเทศไทย เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ลมกระโชกแรง และฝนที่ตกสะสมซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มในระยะนี้ไว้ด้วย
เช็กด่วนมีที่ไหนบ้าง
จังหวัดที่คาดว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง มีดังนี้ วันที่ 18 ก.ย. ภาคเหนือ : จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จังหวัดเลย ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคกลาง : จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม สมุทรสาคร รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก : จังหวัดฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ภาคใต้ : จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง และพังงา
ในช่วงวันที่ 19-20 ก.ย. ภาคเหนือ : จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จังหวัดหนองคาย บึงกาฬ นครพนม มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคกลาง : จังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี และสระบุรี ภาคตะวันออก : จังหวัดจันทบุรี และตราด
ทะเลใต้คลื่นสูง 2 เมตร
ในช่วงวันที่ 21 ก.ย. ภาคเหนือ : จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม นครราชสีมา และบุรีรัมย์ ภาคกลาง : จังหวัดนครสวรรค์ สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก : จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ระยอง จันทบุรี และตราด
สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง โดยทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือในบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองไว้ด้วย
จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือที่ 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ตรวจคลอง – นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. พร้อม รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผอ.ศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต ลงเรือตรวจสอบคลองบางกอกน้อย จุดฟันหลอ พบปริมาณน้ำค่อนข้างสูง บางจุดไม่มีคันกั้นน้ำ และมีผักตบชวาจำนวนมาก เป็นอุปสรรคการระบายน้ำ เมื่อวันที่ 17 ก.ย.
‘ชัชชาติ’หารือ‘เสรี’จัดการน้ำ
เวลา 09.00 น. วันเดียวกัน ที่ห้องประชุมโรงเรียนกุศลศึกษา วัดชัยพฤกษมาลาราชวรวิหาร เขตตลิ่งชัน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ประชุมร่วมกับรศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผอ.สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน โดยมีนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. นายขจิต ชัชวานิชย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกทม. สำนักงาน เขตตลิ่งชัน ประชาชนในชุมชนตลิ่งชัน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมด้วย เพื่อเตรียมการป้องกันและลดผลกระทบ น้ำท่วม
นายชัชชาติกล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมหารือร่วมกับอาจารย์เสรี ซึ่งได้เชิญ กทม. กรมชลประทาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงชุมชนด้วย มาร่วมพูดคุยกัน ซึ่งได้สรุปให้เห็นว่าจริงๆ แล้ว สภาพภูมิอากาศของโลกที่เปลี่ยนแปลงมีความชัดเจนขึ้น ฝนที่เพิ่มขึ้นก็มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจน สอดคล้องกับที่เห็นว่าช่วงเดือนที่ผ่านมาที่ฝนตกที่เพิ่มขึ้น 150% ในช่วงต้นเดือนแรกของเดือนก.ย. เป็นผลให้เกิดน้ำท่วม ซึ่งแผนการรองรับต้องคุยกันในรายละเอียดให้ยาวขึ้นว่าจะปรับยุทธศาสตร์อย่างไร จะวางแผนโครงการอย่างไร ซึ่งอาจารย์เสรีได้ให้คำแนะนำในการวางแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว
ในระยะสั้นต้องมีการบัญชาการจากกทม. จัดให้ผอ.เขตเป็นผู้บัญชาการส่วนหน้า ซึ่งทำอยู่แล้ว โดยมีสำนักการระบายน้ำเป็นตัวกำกับ จะเห็นภาพรวมของน้ำทั้งหมด การจัดทำยุทธศาสตร์ทั้งปลัด รองปลัด และสำนักการระบายน้ำ โดยมีผอ.เขตเป็นหน่วยส่วนหน้า ที่อาจารย์เสรีพูดมาเป็นสิ่งที่ดีมากๆ การเชิญชุมชนและประชาชนเข้ามาเป็นส่วนร่วม อย่าให้คนเหล่านี้รอให้กทม.เข้าไปแก้ปัญหาให้ ให้ชวนมาเป็นส่วนร่วมในการชี้ปัญหาและเป็นคำตอบให้กทม.ด้วย จริงๆ แล้วมีแนวร่วมอีกเป็นแสนเป็นล้านคนในพื้นที่ ซึ่งจะทำให้แก้ปัญหาได้เร็วขึ้น
ดึงกรมชลฯระบายน้ำข้ามจังหวัด
ผู้ว่าฯ กทม. ได้ยกตัวอย่างเมื่อวันที่ 16 ก.ย. ไปลงพื้นที่ในหมู่บ้านหนึ่ง ที่มีจุดที่น้ำรั่วเข้ามา ประชาชนอยู่ในพื้นที่เขาชี้จุดได้เลย ไม่ต้องรอให้น้ำเข้ามาก่อน การลงพื้นที่ในหลายๆ แห่ง ประชาชนเป็นคนพาไปชี้เลยว่าตรงไหนจุดอ่อน อาจจะทำเป็นแนวร่วม หรือหน่วยอาสากู้น้ำท่วมในชุมชน กทม.อาจจะให้ทรัพยากรไปช่วย เช่น กระสอบทราย ส่วนในระยะยาวที่อาจารย์เสรีพูดถึงจะเป็นการร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น กรมชลประทาน จังหวัดต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าดูจากแผนการระบายน้ำของ กทม.ที่ผ่านมา จะระบายน้ำไปในพื้นที่ของ กทม.เอง จากแสนแสบมาที่ประตูระบายน้ำพระโขนง ลาดพร้าวมาออกบางซื่อ ก็อยู่ในพื้นที่กทม.ทั้งหมด ลาดกระบังมาออกประเวศ ทำให้ทุกอย่างไหลมาอยู่ที่ตรงกลางทั้งหมด แต่ในอนาคตไม่ได้แล้ว ยิ่งน้ำทางตอนเหนือที่อาจารย์เสรีพูด ต้องผ่านทางจังหวัดอื่นต้องดูน้ำในภาพรวม
ผู้ว่าฯ กทม.กล่าวด้วยว่า แต่ละจังหวัดต้องพูดคุยกัน โดยมีกรมชลประทานเป็นตัวเชื่อมประสาน แต่ละจังหวัดระบายน้ำเองไม่ได้แน่ ต้องมีการหารือกัน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ กทม.ต้องเป็นเจ้าภาพในการหารือร่วมกับปริมณฑล ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำอย่างเดียว เรื่องฝุ่น PM2.5 ก็คล้ายๆ กัน ฝุ่นก็ลอยข้ามไปข้ามมา เรื่องมลพิษ เรื่องการจราจร เรื่องที่อยู่อาศัยต่างๆ เรื่องเหล่านี้เป็นแนวทางที่จะต้องร่วมมือกันมากขึ้นในอนาคต
“จริงๆ แล้ว แผนบริหารจัดน้ำก็มีการวางรากฐานมานาน ผู้ว่าฯ หลายท่านที่ผ่านมาก็ได้วางสิ่งดีๆ ไว้ ก็นำมาปรับปรุงบ้างหรือว่าเพิ่มเติมเข้าไป เป็นสิ่งที่ทำกันมานาน โครงสร้างพื้นฐานไม่ได้เพิ่งทำ แต่ทำมาหลายผู้ว่าฯ แล้ว ต่อเนื่องกันมา อุโมงค์ระบายน้ำก็เป็นผลงานของหลายผู้ว่าฯ ถือว่าเป็นเนื้อเดียวกัน เป็นการนำแผนมาปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้น” นายชัชชาติกล่าว
ด้านรศ.ดร.เสรีกล่าวขอบคุณผู้ว่าฯ กทม. ที่มาร่วมพูดคุยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวชุมชนตลิ่งชัน รวมถึงจังหวัดรอยต่อ ซึ่งพร้อมรับน้ำ แต่ด้วยในข้อจำกัดต่างๆ ผู้ว่าฯ ก็มีนโยบายและแผนการที่ชัดเจน ทั้งในระยะสั้น ระยะปานกลางถึงระยะยาว ซึ่งมีความตั้งใจเกินร้อย ความตั้งใจที่มีคิดว่าประชาชนต้องสบายใจ อีกทั้งผู้ว่าฯ กทม.และรองผู้ว่าฯ ก็มีความรู้พื้นฐานด้านนี้ จึงไม่กังวลในเรื่องแผนและนโยบายการบริหารจัดการ อนาคตข้างหน้าเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ผู้ว่าฯ ก็รับปากว่าจะวางรากฐานให้ ถ้ามี ผู้ว่าฯ คนใหม่มาคงต้องเดินตามนโยบาย หากไม่เดินแล้วจะติดขัดอีก ขอขอบคุณที่จะวางรากฐานไว้ให้
ขณะที่นายธเนศร์กล่าวว่า กรมชลประทานเป็นหน่วยงานระดับปฏิบัติที่ต้องดูตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ซึ่งได้ทำงานร่วมกับสำนักการระบายน้ำ กทม. จะเห็นว่าการระบายน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันออกเขตลาดกระบัง คลองประเวศ คลองแสนแสบ พยายามที่จะติดตั้งเครื่องมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ เร่งระบายน้ำในแนวเหนือใต้ให้ลงสู่ทะเลให้เร็วที่สุด
ต่อมาหลังจากจบการประชุม นายชัชชาติลงเรือสำรวจน้ำคลองมหาสวัสดิ์ ร่วมกับ รศ.ดร.เสรี โดยเรือแล่นเข้าสู่คลองบางกอกน้อยเป็นจุดฟันหลอพบปริมาณน้ำค่อนข้างสูงบางจุดมีไม่มีคันกั้นน้ำ และพบผักตบชวาจำนวนมากเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุน้ำไหลช้า ซึ่งทาง กทม.จะช่วยเร่งกำจัด บางจุดชาวบ้านนำกระสอบทรายมาตั้งแนวไว้

จม 2 เดือนแล้ว – นางพเยาว์ เขียวพิลาภ อายุ 71 ปี ชาวบ้าน อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา พาสามีที่ป่วยติดเตียงมาพักใต้หลังคาสังกะสี ท่ามกลางอาการร้อน เพราะหมู่บ้านถูกน้ำจากแม่น้ำน้อย ล้นตลิ่งเข้าท่วมสูงกว่า 2 เมตร เข้าสู่เดือนที่ 2 แล้ว ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง เมื่อวันที่ 17 ก.ย.
ระทมทุกข์นอนกลางน้ำ 2 เดือน
ด้านสถานการณ์น้ำท่วมในจ.พระนครศรีอยุธยา เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำลงสู่ท้ายเขื่อน 1,948 ลบ.ม/วินาที ทำให้ปริมาณน้ำ ในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านจ.พระนครศรี อยุธยา คลองสาขาต่างๆ แม่น้ำน้อยที่รับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา ระดับน้ำทรงตัว ที่เขื่อนพระราม 6 อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ระบายน้ำลงสู่ท้ายเขื่อนที่ 497 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำท้ายเขื่อน เพิ่มขึ้นประมาณ 5 ซ.ม.
ส่วนที่หมู่ที่ 8 ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ ภายในหมู่บ้านถูกน้ำจากแม่น้ำน้อย ล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือน สูงกว่า 2 เมตร เข้าสู่เดือนที่ 2 แล้ว บ้านหลายหลังถูกน้ำท่วมสูง จนต้องงัดพื้นบ้านมายกพื้นให้สูงใช้เป็นที่หลับนอนพักอาศัย เก็บข้าวของเครื่องใช้ที่พอเก็บได้เอาไว้ บางส่วนต้องปล่อยจมน้ำ การขับถ่ายเป็นไปด้วยความยากลำบาก ใช้ส้วมลอยน้ำ ต้องทนกับสภาพความร้อนเพราะพื้นที่ยกขึ้นสูงจนเกือบจะเท่ากับหลังคา
นางพเยาว์ เขียวพิลาภ อายุ 71 ปี เล่าว่า บ้านถูกน้ำท่วมไปครั้งหลังต้องพาสามีที่ป่วยติดเตียงมาใต้หลังคาสังกะสีเพียงไม่ถึงเมตร อากาศก็ร้อนแต่ต้องทนอยู่แบบนี้ เพราะไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน
นายดิเรก ภู่สว่าง อายุ 49 ปี กำนันตำบลท่าดินแดง อ.ผักไห่ กล่าวว่า จากสภาพของชาวบ้านที่ต้องอยู่ริมแม่น้ำน้อยที่บ้านเรือนถูกน้ำท่วม ได้รับความเดือดร้อนมานานเข้าสู่เดือนที่ 2 ชาวบ้านเฝ้ารอวันที่ 15 ก.ย. มีการแจ้งว่าจะผันน้ำเข้าสู่ทุ่งแก้มลิง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และให้น้ำลดลงบ้าง แต่ไม่มีการเปิดประตูระบายน้ำ จนชาวบ้านต้องไปรวมตัวกันเรียกร้อง ทั้งนี้ไม่ได้ต้องการให้น้ำลดลงไปมากอะไร ต้องการแค่ให้พออาศัยหลับนอนอยู่ในบ้านได้ จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยพิจารณา การระบายน้ำบริหารน้ำให้เหมาะสม บรรเทาความทุกข์ความเดือดร้อนของชาวบ้าน
เตือนชาวสังขละฯระวังท่วม
ที่จ.กาญจนบุรี นายกองเอกพงศธร สิริสาคร รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ผู้อำนวยการจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ระหว่าง 17-20 ก.ย.กาญจนบุรี เป็นจังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำหลาก และน้ำท่วมขัง ได้แก่ อ.สังขละบุรี ดังนั้นเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ จึงให้กอปภ.อ. กอปภ. อปท. และหน่วยงานด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยดำเนินการดังนี้
1.ประชาสัมพันธ์แจ้งประชาชนในพื้นที่อ.สังขละบุรี ให้ติดตามข้อมูลสภาวะอากาศ และข่าวสาร จากทางราชการอย่างใกล้ชิด ตลอด 24 ชั่วโมง เฝ้าระวังสถานการณ์ฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และปริมาณฝนสะสมที่ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก ให้รีบแจ้งเตือนภัยประชาชนในพื้นที่เพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ทันที
2.หากเกิดสถานการณ์สาธารณภัยขึ้นในพื้นที่ ให้ปฏิบัติตามข้อสั่งการและดำเนินการตามหนังสือกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจ.กาญจนบุรี ด่วนที่สุด ลงวันที่ 15 มิ.ย. โดยประสานจัดกำลัง จิตอาสาเข้าร่วมปฏิบัติงานด้วย พร้อมทั้งแจ้งกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจ.กาญจนบุรีทราบทันที ทางหมายเลขโทรศัพท์/โทรสาร 0-3451-5998-0-3451-6795 จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ [email protected] และแอพพลิเคชั่นไลน์ รายงานสาธารณภัยจ.กาญจนบุรี สำหรับอ.สังขละบุรี ขอให้แจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ดำเนินการด้วย
เชียงใหม่ลำน้ำใจล้นตลิ่งแล้ว
ส่วนที่จ.เชียงใหม่ สนง.ปภ.จ.เชียงใหม่ สาขาฝาง รายงานว่า อบต.โป่งน้ำร้อน แจ้งเตือนประชาชน ที่ใกล้ลำน้ำยกของขึ้นที่สูง และจะสำรวจความเสียหาย เพื่อช่วยเหลือตามระเบียบต่อไป ส่วนต.เวียง หมู่ที่ 4 บ้านสวนดอก หมู่ที่ 8 บ้านแม่ใจใต้ และหมู่ที่ 19 บ้านใหม่ไชยาราม เป็นหมู่บ้านที่ติดลำน้ำแม่ใจ น้ำล้นตลิ่งหลากท่วม ขณะนี้ยังมี น้ำท่วงขัง การสัญจรช่วงสะพาน (ขัวเจ้ทา) รถเล็กต้องสัญจรด้วยความระมัดระวัง อบต.เวียง ได้แจ้งเตือนให้ราษฎรยกของขึ้นที่สูง ทต.เวียงฝาง นำกระสอบทราย ทำพนังกั้นลำน้ำใจ ช่วงสะพานและหน้าโรงพยาบาลฝาง และทั้ง 2 อปท. สำรวจความเสียหายและช่วยเหลือตามระเบียบต่อไป

เร่งผลักดัน – เจ้าหน้าที่ชลประทานที่ 7 จ.อุบลราชธานี เร่งกำจัดผักตบชวาที่ลอยมาติดเครื่องผลักดันน้ำ บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำมูน เหนือแก่งสะพือ อ.พิบูลมังสาหาร เพื่อเร่งระบายน้ำที่เอ่อท่วมพื้นที่ 12 อำเภอ ให้ลงสู่แม่น้ำโขง โดยเร็ว เมื่อวันที่ 17 ก.ย.
เผยอุบลฯท่วมแล้ว 12 อำเภอ
ที่จ.อุบลราชธานี พ.อ.สิทธิชัย เสาวคนธ์ ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 56 จ.อุบลราชธานี กองบัญชาการกองทัพไทย นำกำลังพลกำจัดผักตบชวาที่ลอยมากับน้ำติดเครื่องผลักดันน้ำ 140 เครื่อง ของกรมชลประทาน ซึ่งมาเดินเครื่องผลักดันน้ำที่สะพานข้ามแม่น้ำมูน เหนือแก่งสะพือ อ.พิบูลมังสาหาร เพิ่มกำลังการไหลของน้ำที่ไหลผ่านแก่งสะพือไปลงแม่น้ำโขงวันละ 14 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อเร่งลดระดับน้ำที่ไหลท่วมพื้นที่ตัวเมืองให้เร็วกว่าปกติ แต่มีผักตบชวาที่ลอยมาตามน้ำจำนวนมากอุดตัน จึงเป็นอุปสรรคในการเดินเครื่องได้เต็มที่ ต้องกำจัดผักตบชวาที่มาติดค้างตามจุดต่างๆ ของเครื่อง เพื่อทำให้น้ำไหลได้สะดวกยิ่งขึ้น สำหรับอัตราการระบายน้ำท่วม จากแม่น้ำมูนลง แม่น้ำโขง เฉลี่ยวันละ 216 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน
อย่างไรก็ตามยังมีพื้นที่ลุ่มต่ำถูกน้ำไหลท่วมรวม 12 อำเภอ โดยมี 2 อำเภอ ประชาชนต้องอพยพหนีน้ำท่วมถึงรวม 16 ชุมชน 230 ครอบครัว จำนวน 853 คน และมีพื้นที่เกษตรน้ำท่วมเสียหายกว่า 69,000 ไร่
โคราชเร่งระบายน้ำจาก 4 อ่าง
ที่จ.นครราชสีมา นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ได้ออกประกาศแจ้งเตือนจากกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง ระหว่างวันที่ 17-21 ก.ย. ขอให้เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขัง ในพื้นที่อ.เมือง โนนไทย โนนสูง ปากช่อง สีคิ้ว และวังน้ำเขียว พร้อมให้เฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ที่มีปริมาตรน้ำสูงกว่าเกณฑ์ปฏิบัติการเก็บกักน้ำสูงสุด ได้แก่ อ่างเก็บน้ำลำตะคอง อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง และอ่างเก็บน้ำมูนบน ในพื้นที่อ.ปากช่อง สีคิ้ว สูงเนิน ขามทะเลสอ ปักธงชัย เมืองนครราชสีมา ครบุรี โชคชัย และเฉลิมพระเกียรติ
ขณะที่ปริมาณน้ำจากอ่างเก็บน้ำต่างๆ รวมทั้งอ่างเก็บน้ำลำเชียงไกรตอนบน จาก อ.ด่านขุนทด เร่งระบายน้ำในอ่างฯ ออก ต่อเนื่อง เพื่อเตรียมรับมวลน้ำก้อนใหม่ที่จะไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ ซึ่งลำน้ำลำเชียงไกรใน อ.โนนสูง ก็มีปริมาณน้ำจำนวนมากไหลมาลงลำน้ำ จนล้นฝายเก็บน้ำบ้านส้ม ในต.ดอนชมพู บางจุดปริมาณน้ำล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมนาข้าวเป็นบริเวณกว้าง และมวลน้ำทั้งหมดกำลังจะไหลลงลำน้ำมูนบริเวณบ้านสัมฤทธิ์ ต.สัมฤทธิ์ อ.พิมาย ก่อนจะไหลต่อไปยังเขื่อนเก็บน้ำพิมาย
โคราชแจ้งเตือน 12 อำเภอ
นายวิเชียร จันทรโณทัย ผวจ.นครราชสีมา ในฐานะผู้อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครราชสีมา ออกหนังสือด่วนที่สุด เมื่อช่วงค่ำวันที่ 16 ก.ย. 65 แจ้งไปยังนายอำเภอที่อยู่ใน 11 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง, โนนไทย, โนนสูง, ปากช่อง, สีคิ้ว, สูงเนิน, ขามทะเลสอ, ปักธงชัย, ครบุรี, โชคชัย, เฉลิมพระเกียรติ และนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา ให้ประกาศแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ของตนเอง เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมเฉียบพลันในช่วงระหว่างวันที่ 17-21 ก.ย. 65 โดยแบ่งการเฝ้าระวังไว้ 2 สถานการณ์ 2 กลุ่มอำเภอ ได้แก่ 1.พื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำหลาก น้ำท่วมขัง มี 3 อำเภอ คือ อ.โนนไทย อ.โนนสูง และ อ.เมืองนครราชสีมา 2.พื้นที่เฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ที่มีปริมาตรน้ำสูงกว่าเกณฑ์ปฏิบัติการกักเก็บน้ำสูงสุด (Upper Rule Curve) ได้แก่ อ่างเก็บน้ำลำตะคอง อ.สีคิ้ว, อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง อ.ปักธงชัย, และ อ่างเก็บมูลบน อ.ครบุรี ซึ่งอาจจะส่งผล กระทบกับประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณที่ลาดเชิงเขา ที่ราบลุ่มน้ำ บริเวณท้ายอ่างเก็บน้ำ และบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำริมสองฝั่งลำน้ำธรรมชาติ ในพื้นที่ อ.ปากช่อง สีคิ้ว สูงเนิน ขามทะเลสอ ปักธงชัย เมืองนครราชสีมา ครบุรี โชคชัย และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ
อ.สามเงาน้ำปิงเจิ่งนอง
ที่จ.ลำปาง แม้ปัจจุบันเขื่อนใหญ่ใน จ.ลำปาง จะลดปริมาณการระบายน้ำลง แต่มวลน้ำที่เอ่อล้นอยู่ท้ายเขื่อน ยังคงไหลบ่าลงสู่พื้นที่ท้ายน้ำ โดยมวลน้ำดังกล่าวทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำวังสูงขึ้น และกัดเซาะแนวคันดินที่กั้นตลอดแนวแม่น้ำวัง ในพื้นที่ ต.ยกกระบัตร และต.วังจันทร์ อ.สามเงา จ.ตาก และขยายวงกว้าง เข้าท่วมพื้นที่ ต.วังหมัน อ.สามเงา ซึ่งทั้ง 3 ตำบลนี้ อยู่ท้ายน้ำรองรับน้ำมาจากจ.ลำปาง ก่อนที่จะไหลลงสู่แม่น้ำปิงที่บ้านปากวัง ต.ตากกออก อ.บ้านตาก จ.ตาก ยังคงเอ่อล้นและกัดเซาะแนวคันดินที่กั้นเสริมไว้เดิม และที่เสริม แนวใหม่ ได้รับความเสียหายอีกหลายจุด ทำให้มีน้ำท่วมบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่พืชสวนการเกษตร เฉลี่ย 80-120 ซ.ม.

เยี่ยม‘ฮีโร่’ – นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าฯ อุดรธานี เป็นตัวแทนพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นำกระเช้าดอกไม้ สิ่งของเข้าเยี่ยมให้กำลังใจ ‘น้องบาส’ นายอรรถชัย อาจอุดม ฮีโร่ที่ช่วยเด็กนักเรียนถูกไฟดูด ที่ร.พ.อุดรธานี ก่อนวิดีโอคอล ให้กำลังใจและควักเงินซื้อมือถือเครื่องใหม่ให้ เมื่อวันที่ 17 ก.ย.
2ฮีโร่ช่วยชีวิตนร.ลุยน้ำถูกไฟดูด
เมื่อวันที่ 17 ก.ย. น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เผยว่ารัฐบาลโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรักษาการนายกรัฐมนตรี แสดงความชื่นชมนายอรรถชัย หรือ บาส อาจอุดม อายุ 19 ปี นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคอุดรธานี เข้าช่วยเหลือนักเรียนชายบริเวณหลังโรงเรียนสตรีราชินูทิศ จากเหตุการณ์ไฟฟ้าดูดเนื่องจากฝนตกน้ำท่วม โดยทั้งคู่ปลอดภัยและขณะนี้พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล รองนายกฯ ชื่นชมในความกล้าหาญ มีสติ โดยใช้ร่มดึงตัวผู้ประสบเหตุ ไม่ใช้มือสัมผัสซึ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกไฟฟ้าดูดร่วม ถือเป็นแบบอย่างที่ดีในการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุไฟฟ้าดูดอย่างถูกต้อง
น.ส.ไตรศุลีกล่าวเพิ่มเติมว่า รองนายกฯ ยังกำชับให้การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ติดตามสถานการณ์ระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง และเฝ้าระวังตรวจสอบเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าที่ติดตั้งบนเสาไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย รวมถึงพร้อมให้ความช่วยเหลือด้านระบบไฟฟ้าแก่ประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกันนี้ ยังขอให้เพิ่มการประชาสัมพันธ์ ย้ำเตือนประชาชนให้ระมัดระวังอันตรายจากไฟฟ้ารั่วในสถานการณ์อุทกภัย หากพบว่ามี แนวโน้มที่ระดับน้ำบริเวณบ้านจะเริ่มท่วมสูงขึ้นจนใกล้ถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าให้สับคัตเอาต์ตัดกระแสไฟ, ย้ายอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและปลั๊กไฟขึ้นที่สูง, อย่าใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าขณะร่างกายเปียกหรือยืนแช่น้ำอยู่, หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำเข้าใกล้ปลั๊กไฟ สายไฟ เสาไฟ ฯลฯ

เยี่ยมฮีโร่ – นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้าเยี่ยมติดตามอาการ ‘น้องบาส’ นายอรรถชัย อาจอุดม อายุ 19 ปี น.ศ.วิทยาลัยเทคนิคอุดรธานี พลเมืองดีที่ช่วยชีวิตเด็กชั้นม.1 ที่โดนไฟดูด พร้อมมอบกระเช้าและเงินช่วยเหลือ ที่โรงพยาบาลอุดรธานี เมื่อวันที่ 17 ก.ย.
วันเดียวกัน นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) พร้อมดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายสยาม ศิริมงคล ผวจ.อุดรธานี เข้าเยี่ยมอาการนายอรรถชัยที่พักรักษาตัวอยู่ร.พ.อุดรธานี พร้อมมอบกระเช้าและเงินช่วยเหลือให้แก่น้องบาส และชื่นชมความกล้าหาญ รวมถึงติดตามอาการของด.ช.ชยุต หรือ โซดา เลยชัยภูมิ อายุ 12 ปี นักเรียนโรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ที่ถูกกระแสไฟชอร์ตนอนแช่น้ำที่ท่วมขัง และน.ส.จิดาภา เปรมปรีดิ์ อายุ 15 ปี นักเรียนโรงเรียนสตรีราชินูทิศที่ถูกกระแสไฟดูด และให้กำลังใจแก่ญาติผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุดรธานี และนายแพทย์ผู้ดูแลรักษาได้แจ้งให้ทราบว่าปลอดภัยทุกคน
รายงานข่าวแจ้งว่า นอกจากนายอรรถชัย หรือ บาส ที่ช่วยเหลือน้องโซดาแล้ว ยังมีอีก 1 ฮีโร่คือ นายปรัชญา หรือ บอส ใจบุญ อายุ 17 ปี เด็กนักเรียนชั้นม.5 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์ ผู้ช่วยปั๊มหัวใจช่วยเหลือน.ส.จิดาภา นักเรียนชั้นม.3 ที่ถูกไฟดูดจุดเดียวกันก่อนกรณีของด.ช.ชยุต กระทั่งยื้อชีวิตผู้ประสบเหตุกระทั่งเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพมารับช่วงปฐมพยาบาลต่อ โดยช่วงที่เกิดเหตุมีผู้ถ่ายภาพและคลิปขณะน้องบาสช่วยปั๊มหัวใจช่วยน.ส.จิดาภาจนชีพจรกลับคืนมารอดอย่างปาฏิหาริย์นำไปโพสต์ลงโซเชี่ยล ทำให้ผู้คนต่างชื่นชมขนานนามว่า ฮีโร่ชุดนักเรียน