ตกทั่วปท.ยาวถึง30กย.43จว.เสี่ยงน้ำป่าบ่าซ้ำ

อุตุฯ ชี้พายุ ‘โนรู’ เข้าไทย ฟาดเต็มๆ อุบลราชธานี-อำนาจเจริญ 29 ก.ย.นี้ หอบฝนตกหนักทั่วทุกภาคกว่า50 จังหวัด รวมทั้งกทม.และจังหวัดปริมณฑล ทะเลทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามันมีคลื่อนสูง 2-3 เมตร แนะชาวเรืองดออกจากฝั่ง กอนช.เตือน 7 จังหวัดริมลำโขง น้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะ ที่อุบลฯ และศรีสะเกษ กรมธรณีเตือน 43 จังหวัด เสี่ยงน้ำป่า-ดินถล่ม จากฝนตกชุก ปลัดสธ. สั่งร.พ.ทุกแห่ง ตรวจความแข็งแรงของอาคาร รับมือพายุโนรู พร้อมยกของขึ้นที่สูง เตรียมยา-เวชภัณฑ์ รับผู้ป่วยฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง เปิดร.พ.สนามหากจำเป็น ‘บิ๊กตู่’ ให้ทุกเหล่าทัพ ช่วยกทม.ลอกคลอง-พร่องน้ำเร่งระบายท่วมขัง

‘โนรู’เข้าไทยที่อำนาจเจริญ-อุบล
เมื่อวันที่ 27 ก.ย. กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือน “พายุโนรู” ฉบับที่ 10 ระบุว่า เมื่อเวลา 16.00 น. ของวันเดียวกัน พายุไต้ฝุ่นโนรู บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง มีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 240 กิโลเมตรทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองฮอยอัน ประเทศเวียดนาม หรือที่ละติจูด 15.7 องศาเหนือ ลองจิจูด 110.6 องศาตะวันออก โดยมีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 158 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก ด้วยความเร็วประมาณ 15 ก.ม.ต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณเมืองฮอยอัน ประเทศเวียดนามในวันที่ 28 ก.ย. และจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อน เคลื่อนผ่านประเทศลาวตอนล่างเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างของประเทศไทยบริเวณ จ.อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ในวันที่ 29 ก.ย.

เส้นทางพายุ – สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (จิสด้า) เผยแพร่ภาพดาวเทียม เส้นทางพายุโนรู บริเวณทะเลจีนใต้ กำลังขึ้นฝั่งประเทศเวียดนาม คาดว่าจะเข้าประเทศไทยทางจ.อุบลราชธานีและอำนาจเจริญ วันที่ 29 ก.ย.นี้

อ่อนแรงเป็นดีเปรสชัน
หลังจากนั้นจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน และหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงตามลำดับ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ส่งผลทำให้มีฝนตกหนักหลายพื้นที่และมีฝนตกหนักมากบางแห่งกับมีลมแรงบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตราย จากฝนตกหนัก ถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม สำหรับประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งให้ระวังอันตราย จากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย

จังหวัดที่คาดว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง มีดังนี้ ในช่วงวันที่ 27-28 ก.ย. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

ทะเลคลื่นสูง-งดออกฝั่ง
ภาคกลาง จ.ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม รวมทั้งกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ภาคตะวันออก จ.ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ภาคใต้ จ.ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

ต่อมา วันที่ 29 ก.ย. ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี, ภาคกลาง จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ภาคตะวันออก จ.ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด และภาคใต้ จ.เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

จากนั้น วันที่ 30 ก.ย. ภาคเหนือ จ.แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย ชัยภูมิ ขอนแก่น และนครราชสีมา, ภาคกลาง จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม รวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล, ภาคตะวันออก จ.ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด และภาคใต้ จ.เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง พังงา และภูเก็ต

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น โดยทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณ ที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนล่างทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทย ตอนบนควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 1 ต.ค.นี้

‘บิ๊กป้อม’กำชับแผนรับโนรู
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการรับมือ ไต้ฝุ่น “โนรู” ที่จะเข้าประเทศไทยในสัปดาห์นี้ว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้เตรียมตั้งศูนย์ไว้ทั้งหมดแล้ว เพื่อรับมือสถานการณ์ทั่วประเทศ ขณะที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) ก็ได้เตรียมการเรื่องการเยียวยา ผู้ประสบภัยไว้แล้ว พร้อมกันนี้ ได้กำชับทุกหน่วยงานเตรียมพร้อมรับมือแล้ว จึงไม่ต้องห่วง

ด้านสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า โพสต์ว่า #จับตา #พายุโนรู GISTDA เผยภาพจาก #ดาวเทียมฮิมาวาริ 8 ของญี่ปุ่น วันที่ 27 ก.ย. ว่า พายุโนรูกำลังเคลื่อนตัวจากตอนกลางของทะเลจีนใต้ มีทิศทางเคลื่อนที่กำลังจะขึ้นฝั่งเวียดนามด้วยความเร็วลมประมาณ 80-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (ความเร็วลม ณ เวลา 09.30 น.) ซึ่งความเร็วลมอ่อนลงกว่าวานนี้ จากนั้นจะเคลื่อนผ่านสปป.ลาว เข้าสู่ประเทศไทยประมาณช่วงค่ำวันที่ 28-29 ก.ย. บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และจะส่งผลให้หลายพื้นที่ของประเทศไทย มีฝนตกมาก

คาดว่าพื้นที่น่าเป็นห่วงคือ จ.อุบลราชธานี และจ.ศรีสะเกษ และพื้นที่บริเวณลุ่มน้ำชีและมูน เพราะปริมาณน้ำในลำน้ำขณะนี้หลายจุดเกินความจุ จนส่งผลให้บางพื้นที่มีน้ำท่วม และหากมีฝนจากพายุเข้ามาอีกจะทำให้มีพื้นที่ถูกน้ำท่วมเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกันอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ขนาดกลาง ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนนี้ ส่วนใหญ่มีน้ำมากเกือบเต็มความจุที่แล้ว ขณะนี้มีพื้นที่เกษตรกรรมบริเวณลุ่มน้ำชีและมูน ได้รับผลกระทบแล้วประมาณ 3 แสนไร่ คาดว่าเมื่อพายุโนรูเคลื่อนตัวเข้ามาจะทำให้มีปริมาณฝนเพิ่มขึ้น จนทำให้มีพื้นที่ได้รับผล กระทบเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

จิสด้ายังเผยข้อมูลภาพจากดาวเทียม ICEYE พบน้ำท่วมขังในบริเวณบางส่วนของลุ่มน้ำชี และลุ่มน้ำมูน ทั้งสิ้น 143,587 ไร่ ในเขตจังหวัดจ.อุบลราชธานี 74,366 ไร่ จ.ศรีสะเกษ 37,704 ไร่ จ.ยโสธร 23,150 ไร่ และจ.อำนาจเจริญ 8,367 ไร่ ขณะที่พื้นที่ นาข้าวได้รับผลกระทบแล้วทั้งสิ้น 73,272 ไร่ นอกจากนี้ ยังรวมถึงพื้นที่เกษตรกรรมอื่นๆ ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมสองฝั่งแม่น้ำสายหลักและสายรอง ชุมชนที่อยู่อาศัย ตลอดจนเส้นทางคมนาคมบางส่วน ทั้งนี้ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://flood.gistda.or.th

10 ทุ่งพร้อมรับเจ้าพระยาบ่า
นายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสทนช. ในฐานะรองผอ.กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผอ.กอนช. ได้สั่งการให้ สทนช.ประสานหน่วยงานเกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์เพื่อรับมือและพร้อมให้ความ ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงที่อาจได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนตัวของพายุโนรู อย่างใกล้ชิด ซึ่งทางศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายใต้ กอนช. จะประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในวันที่ 28 ก.ย. ที่สำนักงานชลประทานที่ 7 อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เพื่อระดมแผนการรับมือและติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำที่อาจจะเกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย เพื่อลดผลกระทบให้น้อยที่สุดและสามารถ เข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ ในพื้นที่ภาคกลาง ศูนย์การบริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย ภาคกลาง ยังได้เตรียมเดินหน้าจัดเวทีสร้างความ เข้าใจให้กับประชาชนในแต่ละทุ่งรับน้ำ เพื่อชี้แจงสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ ตามมติของคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยภาคกลาง ที่เห็นชอบแผนรับน้ำเข้าทุ่งรับน้ำต่างๆ ทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ชี้แจงสถานการณ์น้ำในปัจจุบันและการคาดการณ์ ตลอดจนเกณฑ์การรับน้ำเข้าทุ่ง ระบบการปลูกข้าวเหลื่อมเวลา มาตรการส่งเสริมการดำรงชีวิตให้กับประชาชน ในพื้นที่รับน้ำ และการให้ความช่วยเหลือและการชดเชยเยียวยาผู้ประสบภัย พร้อมทั้ง การรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ด้วย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและสร้างการ มีส่วนร่วมของประชาชนในทุกภาคส่วน

สำหรับทุ่งรับน้ำทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ประกอบด้วย ทุ่งผักไห่- ทุ่งป่าโมก ทุ่งเจ้าเจ็ด ทุ่งพระยาบันลือ-พระพิมล ทุ่งบางบาล-บ้านแพน ทุ่งโพธิ์พระยา ทุ่งเชียงราก ทุ่งท่าวุ้ง ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก ทุ่งบางกุ่ม และทุ่งบางกุ้ง ซึ่งมีศักยภาพรองรับน้ำได้สูงสุดรวมกันประมาณ 1,300 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) โดยก่อนที่จะรับน้ำเข้าทุ่ง จะดำเนินกระบวนการมีส่วนร่วมกับประชาชนในพื้นที่ และทางจังหวัดจะเป็นผู้ประกาศเกณฑ์การรับน้ำเข้าทุ่งให้ประชาชนได้รับทราบล่วงหน้า ในปริมาณที่จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบ หรือสร้างความเสียหายแก่ประชาชน ซึ่งล่าสุดพื้นที่เพาะปลูกข้าวทั้ง 10 ทุ่ง ได้เก็บเกี่ยวข้าวไปแล้วคิดเป็น 96.66% คาดว่าเกษตรกรจะเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จทั้งหมดภายในสิ้นเดือนก.ย.นี้

จัดแผนเร่งระบายน้ำชี-มูน
ขณะที่ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชล ประทาน ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำชี-มูน จ.อุบลราชธานี เตรียมพร้อมบริหารจัดการน้ำ รับ “โนรู” โดยมี นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผอ.สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา นายเอนก ก้านสังวอน ผอ.สำนักเครื่องจักรกล นายจักริน ประเสริฐสุวรรณ ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 7 และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ ในครั้งนี้ด้วย

นายประพิศเปิดเผยว่า ตามที่กรมอุตุนิยม วิทยา ได้คาดการณ์ถึงพายุโนรู ที่ส่งผลให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนตกหนักถึงหนักมากกับมีลมแรงในช่วงวันที่ 27-29 ก.ย. ซึ่งจะทำให้มีปริมาณน้ำในแม่น้ำชี-มูน เพิ่มสูงขึ้นตามลำดับนั้น นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ได้มีนโยบายให้กรมชล ประทานเตรียมพร้อมในการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ซึ่ง ณ ปัจจุบัน สถานการณ์น้ำ บริเวณสถานีวัดน้ำท่า M.7 (สะพานเสรีประชาธิปไตย) ระดับน้ำอยู่ที่ 113.47 ม.รทก. มีปริมาณน้ำไหล อัตราประมาณ 3,219 ลบ.ม./วินาที

กรมชลประทาน ได้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ ที่สะพานพิบูลมังสาหาร อ.พิบูลมังสาหาร จำนวน 140 เครื่อง และติดตั้งเครื่องสูบน้ำระบบไฮโดรโฟล 1 บริเวณแก่งสะพือ อ.พิบูล มังสาหาร เพื่อเร่งระบายน้ำในแม่น้ำมูนให้ไหล ลงสู่แม่น้ำโขงให้เร็วขึ้น พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้เตรียมติดตั้งเครื่องสูบน้ำอีก 20 เครื่อง บริเวณแก่งสะพือ อ.พิบูลมังสาหาร และเครื่อง ผลักดันน้ำเพิ่มเติมอีก 200 เครื่อง บริเวณสะพานโขงเจียม อ.โขงเจียม เพื่อเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำให้เร็วที่สุด

นายเกรียงไกร ภาคพิเศษ ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 8 กรมชลประทาน ได้ชี้แจงกรณี ที่เกิดขึ้นว่า ปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่จังหวัดภาคอีสานใต้ ได้แก่ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ ตลอดระยะเวลาในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน ณ วันที่ 26 ก.ย. จำนวน 76 แห่ง ยังมีความมั่นคงแข็งแรง สำหรับการระบายน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำ ได้พิจารณาควบคุมให้มีความสอดคล้องกับปริมาณน้ำที่ไหลลงอ่างฯ และไม่ให้เกิดผลกระทบกับพื้นที่ท้าย ส่วนอ่าง เก็บน้ำที่มีน้ำมากกว่า 100% ของความจุนั้น น้ำจะระบายไหลผ่านอาคารระบายน้ำล้น ซึ่งเป็นอาคารที่ทำหน้าที่เพื่อให้น้ำล้นผ่าน ในปริมาณที่สัมพันธ์กับปริมาณน้ำที่ไหลลงอ่างฯ พื้นที่ด้านท้ายบางแห่งอาจมีน้ำท่วมขังในบริเวณที่เป็นที่ลุ่มต่ำบ้าง เนื่องจากมีปริมาณน้ำจากฝนที่ตกในพื้นที่มาเสริมด้วย

7 จว.ริมลำโขงจับตาน้ำล้น
ด้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ได้ติดตาม ข้อมูลสถานการณ์น้ำท่าและปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ ประกอบด้วย 1.สถานีนครพนม จ.นครพนม ปัจจุบันระดับน้ำ +137.85 เมตร จากระดับทะเลปานกลางต่ำกว่าตลิ่ง 5.11 เมตร คาดการณ์ระดับน้ำจะเพิ่มขึ้นในช่วง วันที่ 28 ก.ย.-1 ต.ค.ประมาณ 1.50-2.00 เมตร แต่ยังคงต่ำกว่าระดับตลิ่ง 2.สถานีมุกดาหาร จ.มุกดาหาร ปัจจุบันระดับน้ำ +130.76 เมตร จากระดับทะเลปานกลางต่ำกว่าตลิ่ง 5.96 เมตร คาดการณ์ระดับน้ำจะเพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 28 ก.ย.-1 ต.ค. ประมาณ 1.50-2.00 เมตร แต่ยังคงต่ำกว่าระดับตลิ่ง 3.สถานีโขงเจียม จ.อุบลราชธานี ปัจจุบันระดับน้ำ +98.78 เมตร จากระดับทะเลปานกลางต่ำกว่าตลิ่ง 4.75 เมตร คาดการณ์ระดับน้ำจะเพิ่มขึ้นในช่วง วันที่ 29 ก.ย.-2 ต.ค.ประมาณ 2.00-2.50 เมตร แต่ยังคงต่ำกว่าระดับตลิ่ง

กอปภ.ก.จึงได้ประสาน 7 จังหวัดริมฝั่งแม่น้ำโขง ได้แก่ เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัย อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานในพื้นที่จัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตรในช่วง 24 ชั่วโมง และจุดเสี่ยง น้ำท่วมขัง พร้อมตรวจสอบและซ่อมแซม คันกั้นน้ำริมแม่น้ำให้มั่นคงแข็งแรง และกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ รวมถึงปรับแผนการระบายน้ำจากเขื่อนและประตูระบายน้ำเพื่อพร่องน้ำ บริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำให้เป็นแก้มลิงหน่วงน้ำ เร่งระบายน้ำในลำน้ำ แม่น้ำ เพื่อรองรับน้ำหลากจากพื้นที่ต้นน้ำ อีกทั้งแจ้งเตือน ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ เฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

ตลิ่งถล่ม – สภาพเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำป่าสัก บริเวณชุมชนวัดศรีบุรีรตนาราม (วัดเพรียว) เขตเทศบาลเมืองสระบุรี จ.สระบุรี พังถล่มลงไปในลำน้ำ หลังระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักเอ่อสูงขึ้น เมื่อวันที่ 27 ก.ย.

ท่วมร.พ. – น้ำทะลักเข้าท่วมโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชนครไทย อ.นครไทย จ.พิษณุโลก หลังเกิดฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ต้องระดมกระสอบทรายกั้นและเร่ง สูบน้ำออก เมื่อวันที่ 27 ก.ย.

 

สู้น้ำท่วม – เจ้าหน้าที่กทม.นำถุงทรายวางเรียงยาวบนทางเท้าถนนวงเวียนหลักสี่-บางเขน เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำท่วม หลังจากกรมอุตุฯ ประกาศเตือนพายุโนรูจะเข้าสู่ประเทศไทยระหว่างวันที่ 28 ก.ย.-1 ต.ค.

เตือน 43 จังหวัดน้ำป่า-ดินถล่ม
ขณะที่ ศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) แจ้งเตือนภัยดินถล่ม-น้ำป่าไหลหลาก เนื่องจากอิทธิพลของไต้ฝุ่นโนรู ดังนี้พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.อุบลราชธานี ศรีสะเกษ นครราชสีมา ชัยภูมิ เลย หนองคาย อุดรธานี หนองบัวลำภู และขอนแก่น

ภาคเหนือ จ.ตาก แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย น่าน พะเยา แพร่ ลำปาง ลำพูน อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ อุทัยธานี และนครสวรรค์, ภาคกลาง จ.นครนายก ลพบุรี สระบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์, ภาคตะวันออก จ.ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี และตราด และภาคใต้ จ.ชุมพร ระนอง และพังงา

โดยขอให้เฝ้าระวังภัยดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก ในระหว่างวันที่ 28-30 ก.ย. โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัย อ.นาจะหลวย น้ำยืน น้ำขุ่น บุญฑริก จ.อุบลราชธานี, อ.ภูสิงห์ ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ, อ.ปากช่อง สีคิ้ว วังน้ำเขียว ปักธงชัย จ.นครราชสีมา, อ.คอนสาร เกษตรสมบูรณ์ หนองบัวแดง เทพสถิต ภักดีชุมพล จ.ชัยภูมิ, อ.ภูกระดึง ภูหลวง วังสะพุง ด่านซ้าย ภูเรือ นาแห้ว จ.เลย, อ.แม่สอด อุ้มผาง พบพระ จ.ตาก, อ.คลองลาน ปางศิลาทอง จ.กำแพงเพชร, อ.ชาติตระการ เนินมะปราง นครไทย วังทอง จ.พิษณุโลก, อ.เมือง น้ำหนาว ชนแดน เขาค้อ หล่มเก่า หล่มสัก หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์, อ.ลานสัก บ้านไร่ ห้วยคต จ.อุทัยธานี, อ.แม่เปิน แม่วงก์ จ.นครสวรรค์, อ.สังขละบุรี ทองผาภูมิ ด่านมะขามเตี้ย ไทรโยค จ.กาญจนบุรี, อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี, อ.เมือง ขลุง เขาคิชฌกูฏ มะขาม สอยดาว จ.จันทบุรี, และอ.บ่อไร่ เขาสมิง เกาะช้าง และจ.ตราด

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รมว.กลาโหม ได้สั่งการเพิ่มเติมให้ทุกเหล่าทัพเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำและสภาพลมฟ้าอากาศ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยได้เตรียมการสนับสนุน กทม. ได้แก่ การเร่งลอกขยะและวัชพืชจำนวนมากที่อุดตันทางน้ำ ทั้งช่องและท่อระบายน้ำตามถนน รวมถึงเศษสวะที่ขวางคลองและประตูระบายน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำลงลำน้ำสายหลัก และการเข้าไปช่วยดูแลศาสนสถานและโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งให้แบ่งมอบพื้นที่จัดยานพาหนะเข้าเสริมรถสาธารณะเพื่ออำนวยความสะดวกและรับส่งประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังสูง

ย้ำเปิดค่ายทหารให้ผึ่งข้าว
ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ประชุมติดตามการปฏิบัติงาน ของหน่วยทหารทั่วประเทศ โดย พล.อ.ณรงค์พันธ์ ได้กำชับให้ปัจจุบันยังคงต้องเฝ้าระวังอิทธิพลของพายุโนรู ที่จะส่งผลกระทบกับพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ทำให้ มีฝนตกหนักในสัปดาห์นี้ กำชับให้เน้นเรื่องการลดผลกระทบ และรักษาทรัพย์สินของประชาชนมิให้เสียหายจากอุทกภัยดูแลเรื่องปัจจัย 4 รวมทั้ง “เปิดค่ายตากข้าวช่วยชาวนา” โดยใช้พื้นที่ว่าง อาคาร โรงรถ ถนนในค่ายทหารเป็นพื้นที่ตากข้าว+ให้กับเกษตรกร

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า ได้สั่งการทุกหน่วยงานในกำกับดูแลของ ทส. เช่น กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ให้เตรียมความพร้อม ในการให้ความช่วยเหลือประชาชนหากมีสภาวะ ฉุกเฉินเกิดขึ้น โดยเฉพาะหากอุทยานใด มีความสุ่มเสี่ยงต่อการจะเกิดอุบัติเหตุ ขอให้ปิดตัวลง เพื่อป้องกันเรื่องความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สั่งการเขตพื้นที่ฯ ดูแลโรงเรียนในภาคอีสาน และในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม โดยต้องไปดูแลเรื่องระบบไฟฟ้า เตรียมการยกของขึ้นพื้นที่สูง เพื่อให้นักเรียนมีความปลอดภัยที่สุด พร้อมกับให้พื้นที่ติดตาม สถานการณ์พายุจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

กำชับรพ.รับมือ‘โนรู’
ด้านนพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ตั้งแต่ช่วง ส.ค. เป็นต้นมา มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ วันที่ 15 ส.ค.-ปัจจุบัน มีรายงานผู้เสียชีวิตสะสม 15 ราย บาดเจ็บ 21 ราย ขณะนี้สถานพยาบาลในสังกัด สธ.ทุกแห่งยังเปิดให้บริการเป็นปกติ มีเพียง รพ.สต. 2 แห่งใน อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ที่เปิดให้บริการได้บางส่วน สำหรับผลกระทบจากพายุโนรู ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ย.-1 ต.ค. นั้นขอให้สถานพยาบาลทุกแห่งเร่งสำรวจความแข็งแรงของสิ่งก่อสร้าง อาคาร รวมถึงระบบไฟส่องสว่าง ซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดให้มีความปลอดภัย นอกจากนี้ ให้ดูแลอาคารสถานที่และครุภัณฑ์ที่อาจได้รับผลกระทบ ใช้หลักป้องกัน ยกสูง เคลื่อนย้าย รวมถึงเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์และ ผลกระทบด้านโรคและภัยสุขภาพที่อาจจะ เกิดขึ้น สำรองยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้เพียงพอต่อบริการ หากมีความ เสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ให้จัดหาสถานที่สำรองหรือจัดตั้ง ร.พ.สนามเมื่อจำเป็น เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อผู้มารับบริการ

นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า ส่วนกลางได้เตรียมสนับสนุนยาช่วยเหลือผู้ประสบภัย เสื้อชูชีพ รองเท้าบู๊ต ไฟฉาย และประสานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชน หากมีความจำเป็นมาขอรับการสนับสนุนได้สำหรับประชาชนขอให้ระมัดระวังสุขภาพอนามัย ทั้งเรื่องอาหาร น้ำดื่ม โดยเฉพาะโรคที่มากับน้ำท่วมและหลังน้ำลด เช่น ตาแดง ท้องร่วง น้ำกัดเท้า และฉี่หนู หากเจ็บป่วยสามารถไปรับ บริการได้ที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน หรือเจ็บป่วย ฉุกเฉินโทร.สายด่วน 1669 ตลอด 24 ชั่วโมง

โคราชยัน 27 อ่างเก็บยังแข็งแรง
ด้านนายกิติกุล เสภาศีราภรณ์ ผอ.โครงการชลประทานนครราชสีมา กล่าวถึงสถานการณ์น้ำ และการระบายน้ำ กับความมั่นคงแข็งแรงของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง รวม 27 แห่ง ของจังหวัดนครราชสีมา ว่า อ่างเก็บน้ำ ทุกแห่งยังมีความมั่นคงแข็งแรง ส่วนการระบายน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำได้พิจารณาควบคุม ให้มีความสอดคล้องกับปริมาณน้ำที่ไหลลงอ่าง และไม่ให้เกิดผลกระทบกับพื้นที่ท้ายอ่าง

ฝนถล่มสนามกีฬา
ส่วนที่สนามว่ายน้ำภายในสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ต.ปรุใหญ่ อ.เมือง จ.นครราชสีมา มวลน้ำฝนไหลบ่าจากมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ต.สุรนารี ที่มีพื้นที่สูงกว่าสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา หลาย 10 เมตร ทำให้น้ำฝนไหลท่วมอาคารสนามแข่งกีฬาว่ายน้ำและกระโดดน้ำมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ระดับน้ำสูงเฉลี่ย 40 ซ.ม. ได้ท่วมขังเต็มพื้นที่ชั้นล่าง ทางการกีฬา แห่งประเทศไทยภาค 3 นครราชสีมา ได้จัดเจ้าหน้าที่สำรวจตรวจสอบความเสียหายเบื้องต้น เพื่อวางแผนซ่อมแซม ฟื้นฟูต่อไป

ด้านหมู่บ้านหนองกระโดน หมู่ 3 บ้านหนองสายธาร หมู่ที่ 10 ต.ด่านเกวียน อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นชุมชนเครื่องปั้นดินเผา โดยมีเจ้าของร้านเครื่องดินเผาต่างๆ ในเขตพื้นที่ ต่างทำความสะอาดและสูบน้ำออกจากลานเครื่องปั้นดินเผา เนื่องจากหลังจากฝนตกตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 ก.ย. น้ำยังไม่ลด

ระยองช่วยเรือประมงล่ม
วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ ศร.ชล.จว.ระยอง และนักประดาน้ำ พร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่าง พรกุศล เข้าช่วยลูกเรือประมงของเรือประมง อ.แสงประทีป 9 ที่ได้อับปางลงกลางทะเลระยอง บริเวณ แบริ่ง 200 ระยะห่างจากฝั่งบ้านเพ ต.เพ อ.เมือง จ.ระยอง ประมาณ 7 ไมล์ทะเล ใกล้กับ เกาะจันทร์ หลังได้รับแจ้งจากเจ้าของเรือเมื่อช่วง หัวค่ำวันที่ 26 ก.ย. โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง พบลูกเรือประมงที่ประสบภัย ทั้งหมด 7 คน ทางเรือประมงได้ช่วยขึ้นมาได้แล้ว โดยที่ทุกคนต่างมีอาการอ่อนแรง เพราะลอยคออยู่นาน ก่อนจะพาลูกเรือประมงทั้ง 7 คน ซึ่งเป็นคนสัญชาติพม่า 6 คน สัญชาติเวียดนาม 1 คน กลับเข้าฝั่ง แล้วนำตัวทั้งหมดส่ง ร.พ.ระยอง ล่าสุดลูกเรือทั้งหมดอาการปลอดภัยแล้ว ส่วนนายอรุณศักดิ์ เชื้อคนมั่น อายุ 56 ปี บ้านเดิม อยู่ จ.นครพนม ได้สูญหายไปยังไม่พบร่าง ซึ่งเจ้าหน้าที่เตรียมการค้นหาต่อไป ก่อนจะรีบนำลูกเรือ

สระบุรีเขื่อนพัง-ตลิ่งทรุด
ที่จ.ลพบุรี นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผวจ.ลพบุรี ลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำของเขื่อนเก็บกักน้ำ กุดตาเพชร ต.กุดตาเพชร อ.ลำสนธิ จ.ลพบุรี ซึ่งเป็นเขื่อนขนาดกลางที่เก็บกักน้ำระดับสูงสุดได้ที่ 43 ล้านลบ.ม. หลังจากที่มีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีปริมาณน้ำ เก็บกักอยู่ในตัวอ่างวันนี้ 42.17 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 98.07 โดยต้องพร่องน้ำลงสู่ ท้ายเขื่อนเตรียมรองรับน้ำที่จะไหลลงสู่ตัวอ่างวันละ 1.6 ล้านลบ.ม. ส่งผลให้น้ำล้นตลิ่งเกิดผลกระทบกับพี่น้องประชาชนที่อยู่ในที่ลุ่ม

ขณะที่จ.สะบุรี จากเหตุเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำป่าสัก บริเวณชุมชนวัดศรีบุรีรตนาราม (วัดเพรียว) เขตเทศบาลเมืองสระบุรี พังถล่มเมื่อค่ำวันที่ 26 ก.ย. ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนและทรัพย์สินได้รับความเสียหาย ดินริมตลิ่งทรุดตัวยาวไปตามแนวตลิ่งจากเขื่อน-โรงสูบน้ำโรงสีเก่าระยะไกลเกือบ 100 เมตร และดินยุบตัวรุกล้ำจากแม่น้ำป่าสัก เข้ามาชิดใกล้บ้านเรือนประชาชน ราว 20 เมตร หน่วยงานท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่เร่งเข้าช่วยเหลือ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และสำรวจซ่อมแซม เขื่อนต่อไป

สู้น้ำท่วม – เจ้าหน้าที่กทม.นำถุงทรายวางเรียงยาวบนทางเท้าถนนวงเวียนหลักสี่-บางเขน เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำท่วม หลังจากกรมอุตุฯ ประกาศเตือนพายุโนรูจะเข้าสู่ประเทศไทยระหว่างวันที่ 28 ก.ย.-1 ต.ค.

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน