กนง.มติเอกฉันท์ขึ้นดอกเบี้ย0.25%คุม‘เงินเฟ้อ’บาน

มติเอกฉันท์ กนง.ให้ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% จากเดิม 0.75% ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายของไทยเป็น 1% ต่อปี ขณะที่เงินบาทอ่อนค่าสุดรอบ 16 ปี ทะลุ 38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หลังธนาคารกลางสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยแรงและเร็วมุ่งเป้าคุมเงินเฟ้อ สภาอุตฯ กังวลบาทพุ่งแตะ 39 บาท ชี้การปรับขึ้นดอกเบี้ยจะช่วยพยุงส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐได้ อย่างน้อยก็พยุงค่าเงินบาทไม่ให้พุ่งพรวดเร็วเกินไป แบงก์กรุงเทพแจ้งขึ้นดอกเบี้ยทันทีตั้งแต่ 29 ก.ย. ปรับดอกเบี้ยเงินฝากเพิ่มขึ้น 0.15-0.50% ต่อปี ส่วนเงินกู้ขยับขึ้น 0.375-0.40% ด้านธอส.ยังตรึงดอกเบี้ย ถึงสิ้นปีนี้ ดีเดย์ม.ค.ปี66 ค่อยขยับขึ้น ส่วนแบงก์กรุงศรีคาด กนง.จ่อปรับขึ้นอีก 3 ครั้ง ผู้ว่าการการท่องเที่ยวฯ มั่นใจภาวะเงินบาทอ่อนลงหรือแข็งค่าขึ้น ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ นักท่องเที่ยวตัดสินใจมาเที่ยว

เมื่อวันที่ 28 ก.ย. นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า ที่ประชุม กนง. เมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมามีมติเป็นเอกฉันท์ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.25% ต่อปี จาก 0.75% ต่อปี เป็น 1% ต่อปี โดยให้มีผลทันที โดยคณะกรรมการ กนง.ประเมินว่า แม้เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่มีความเสี่ยงจากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น จึงเห็นควรให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไปเข้าสู่ระดับที่เหมาะสมกับการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว และในกรณีที่แนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะข้างหน้าเปลี่ยนไปจากที่ประเมินไว้ กนง.พร้อมปรับขนาดและเงื่อนเวลาของการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายให้เหมาะสมต่อไป

“กนง.ประเมินว่าการปรับขึ้นนโยบายครั้งนี้จะส่งผ่านไปยังธนาคารพาณิชย์ให้ทยอยตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากปัจจุบันลูกค้าของธนาคารพาณิชย์อยู่ในกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรม และเอสเอ็มอี หลังจากก่อนหน้านี้ธนาคารพาณิชย์ยังไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ย” นายปิติกล่าว

นายปิติกล่าวว่า นอกจากนี้ ยังได้คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2565 ไว้ที่ 3.3% ขณะที่ปรับลดคาดการณ์ในปี 2566 ลงเหลือ 3.8% จากเดิมที่ 4.2% ตามแรงส่งของภาคท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนเป็นสำคัญ โดยภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวได้ดีกว่าคาดจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปีนี้คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางเข้าไทย 9.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ 6 ล้านคน ขณะที่ปีหน้าคาดว่าจะเพิ่มเป็น 21 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก คาดการณ์เดิมที่ 19 ล้านคน

ขณะที่การส่งออกปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ที่ระดับ 8.2% เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ 7.9% ขณะที่ปี 2566 คาดว่าจะขยายตัวได้ที่ระดับ 1.1% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 2.1% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงจะส่งผลต่อภาคการส่งออก แม้ว่าจะไม่ได้กระทบกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวมก็ตาม และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังมีความทั่วถึงมากขึ้น ทั้งในมิติของสาขาธุรกิจโดยเฉพาะภาคบริการและในมิติของรายได้ที่เริ่มกระจายตัวดีขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงกว่าคาดส่งผลต่อภาคการส่งออก แต่ไม่ได้กระทบแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภาพรวม

นายปิติกล่าวต่อว่า กนง.ยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อไทยในปี 2565 เพิ่มขึ้นเป็น 6.3% จากเดิมที่ 6.2% และปี 2566 เป็น 2.6% จากคาดการณ์เดิม 2.5% โดยมีแนวโน้มปรับลดลงตามราคาน้ำมันโลกและปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่ทยอยคลี่คลาย ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2565 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.6% จากคาดการณ์เดิมที่ 2.2% และปี 2566 อยู่ที่ 2.4% จากคาดการณ์เดิมที่ 2% โดยแนวสูงขึ้น จากการส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ ด้านค่าจ้างแรงงานปรับเพิ่มขึ้นในบางภาคธุรกิจและบางพื้นที่ที่ขาดแคลนแรงงาน แต่ยังไม่เห็นสัญญาณการปรับเพิ่มขึ้นในวงกว้าง และแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ยังมีจำกัด เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังอยู่ระหว่างการฟื้นตัว ส่วนอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย โดย กนง.จะติดตามความเสี่ยงเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการส่งผ่านต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้นหากผู้ประกอบการเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนหลายด้านพร้อมกัน

ส่วนการอ่อนค่าของค่าเงินบาทนั้น นายปิติกล่าวว่ายังไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ แต่ต้องติดตามอย่าง ใกล้ชิด โดยเงินบาทที่อ่อนค่าเร็วและต่อเนื่อง เป็นผลมาจากดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก โดยตั้งแต่ต้นปีเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าไปแล้ว 18.4% ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปีเงินบาทอ่อนค่าลง 12.1% แต่ไม่ได้อ่อนค่ามากเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค เพราะเป็นผลมาจากปัจจัยของโลกจากกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ยแรงและเร็ว ประกอบกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายไปในสหรัฐ ซึ่งไม่ใช่ปัจจัยที่ส่งผลแค่ไทยเท่านั้น แต่เป็นเหมือนกันทุกประเทศทั่วโลก

“เสถียรภาพระบบการเงินที่อยู่ในเกณฑ์ดี จะช่วยลดทอนผลกระทบของการอ่อนค่าของเงินบาท โดยตั้งแต่ต้นปีเงินทุนเคลื่อนย้าย ยังเป็นบวกที่ 4,474 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับที่สูงเป็นอันดับที่ 6 ของโลก ยังไม่มีปัญหาเรื่องเงินทุนเคลื่อนย้ายเมื่อเทียบกับหลายประเทศ นักลงทุนยังไม่ได้หนีออก ส่วนการที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ค่าเงินบาทที่อ่อนลงจะช่วยผู้ส่งออกด้วยส่วนหนึ่ง และการส่งผ่านของต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นไปยังอัตราเงินเฟ้อ ก็ยังไม่ได้เพิ่มขึ้นมากจนน่าเป็นห่วง” นายปิติกล่าว

นายปิติกล่าวอีกว่า จากสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ธปท.จะติดตามการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่มีความผันผวนสูง ซึ่งที่ผ่านมาธปท.ได้เข้าไปดูแลเพื่อไม่ให้ค่าเงินห่างไกลจากปัจจัยพื้นฐานมาก ขณะที่นโยบายอัตราดอกเบี้ยก็มีข้อจำกัดในการดูแลเรื่องค่าเงิน ซึ่งจะเห็นได้จากที่ผ่านมามีการขึ้นดอกเบี้ยไป 0.25% ต่อปี แต่เงินบาทก็ยังอ่อนค่าอยู่ในระดับ 12.1% ขณะที่หลายประเทศมีการขึ้นดอกเบี้ยสูงกว่า แต่ค่าเงินก็อ่อนค่าแรงกว่าไทย ดังนั้น นโยบายดอกเบี้ยจึงมีเป้าหมายหลักในการดูแลเศรษฐกิจในประเทศและปัจจัยเรื่องเงินเฟ้อเป็นหลัก ยังไม่เห็นประเด็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนนโยบายดอกเบี้ยที่กระชากรุนแรงเพื่อดูแลค่าเงิน แต่ธปท.ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจเพราะอัตราแลกเปลี่ยนก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าวันเดียวกัน ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 37.99 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลง จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ระดับ 37.97 บาทต่อดอลลาร์ โดยหลังจากเปิดตลาดเงินบาทได้อ่อนค่าไปแตะที่ระดับ 38.04 บาทต่อดอลลาร์ ทำสถิติใหม่ในรอบ 16 ปี 3 เดือน เป็นผลมาจากถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดที่ยังคงสนับสนุนการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟด จนกว่าเฟดจะคุมปัญหาเงินเฟ้อได้สำเร็จ

นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ยอมรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทปัจจุบันที่ 38 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าเร็วเกินไป และมีโอกาสจะได้เห็นเงินบาทเคลื่อนไหวไปอยู่ที่ 39 บาทต่อดอลลาร์ หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 3 ครั้งติดต่อกัน ทำให้ค่าเงินสกุลอื่นอ่อนค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการนำเข้าเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้าในการผลิตภาคอุตสาหกรรมแพงขึ้น ประกอบกับค่าจ้างขั้นต่ำที่ปรับขึ้น ทั้งประเทศเฉลี่ย 5% สุดท้ายจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนในที่สุด

“เงินบาทอ่อนค่าเป็นประโยชน์ต่อการ ส่งออก อีกทั้งยังช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้ามาเที่ยวใช้จ่ายในไทยมากขึ้นในช่วงที่เหลือ 3 เดือนของปีนี้ ซึ่งหากมีต่างชาติมาเที่ยวไทยเดือนละ 1.5-2 ล้านคน จะกระตุ้นเป้าหมายไทยมีต่างชาติมาเที่ยวได้ 8-10 ล้านคนได้ แต่กรณีที่เงินบาทอ่อนค่าเร็วเกินไป จะส่งผลกระทบต่อผู้นำเข้าวัตถุดิบเข้ามาผลิตสินค้ายิ่งลำบาก แม้ส่งออกจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเมื่อแลกเป็นเงินบาท แต่เทียบกับการนำเข้าแล้วสุดท้ายจะทำให้ไทยขาดดุลดุลบัญชีเดินสะพัด ดังนั้น ธปท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพและสมดุล” นายเกรียงไกรกล่าว

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้น 0.25% มาอยู่ 1% ตามมติกนง. จะช่วยรักษาส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐ อย่างน้อยก็ช่วยพยุงการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพมากขึ้น ไม่ให้ไหลเร็วเกินไป และคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปต่อเนื่อง ไม่ขึ้นพรวดพราด

ด้านนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการ ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์เงินบาทและเงินสกุลอื่นทั่วโลกอ่อนค่าลงมาก ทำสถิติอ่อนค่าสูงสุดในรอบหลายปี โดยเงินยูโรและรูปีของอินเดียอ่อนค่าเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในรอบ 20 ปี การแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องของดอลลาร์สหรัฐ เป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันให้ค่าเงินสกุลอื่นอ่อนค่าอย่างมาก ท่ามกลางความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอย

“ค่าเงินที่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะอ่อนหรือแข็งค่าขึ้น มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรม ท่องเที่ยวบ้าง แต่ไม่มีนัยสำคัญ นักท่องเที่ยวตัดสินใจเดินทางบนความต้องการเดินทางและประสบการณ์ที่จะได้รับมากกว่าปัจจัยด้านราคาอย่างเดียว การเปลี่ยนแปลงราคา ที่เกิดขึ้นจากค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงไป อัตราแลกเปลี่ยนไม่มีผลต่อการตัดสินใจในการ เดินทาง แต่มีผลต่อการใช้จ่ายเมื่ออยู่ในประเทศ ค่าเงินบาทที่อ่อนจะช่วยให้มีการใช้จ่ายมากขึ้น เพราะเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลัก เช่น ดอลลาร์สหรัฐ จะมีมูลค่าถูกลงในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ ขณะที่ค่าเงินที่แข็งขึ้นของประเทศต้นทางก็อาจมีผลต่อต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นตามค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงไป” นายยุทธศักดิ์กล่าว

ส่วนความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจเสี่ยง ที่จะเข้าสู่สภาวะถดถอยดังกล่าวนั้น นาย ยุทธศักดิ์กล่าวว่า “กดดันให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ขณะที่ค่าเงินที่แข็งขึ้นของประเทศต้นทางก็อาจมีผลต่อต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นตามค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงไป ท่ามกลางความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอย โดยความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจเสี่ยงที่จะเข้าสู่สภาวะถดถอยดังกล่าวนั้นได้กดดันให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลง ต่อเนื่องสู่ระดับ อย่างไรก็ตาม ค่าเงินที่แข็งขึ้นของประเทศต้นทางอาจมีผลต่อต้นทุน การเดินทางที่สูงขึ้นตามค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงไป ค่าเงินประเทศปลายทางอ่อนค่า มูลค่าจะ ถูกลงในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ ขณะที่ค่าเงินที่แข็งขึ้นของประเทศต้นทางก็อาจมีผลต่อต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นตามค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงไป ท่ามกลางความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอย”

ขณะที่ความเห็นของธนาคารต่างๆ นางรัชนี นพเมือง รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารประกาศปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้เพิ่มขึ้น โดยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากปรับเพิ่มขึ้น 0.15-0.50% ต่อปี ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อ เอ็มแอลอาร์ หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate) เพิ่มขึ้น 0.40% ต่อปี เอ็มโออาร์ หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate) เพิ่มขึ้น 0.375% ต่อปี และเอ็มอาร์อาร์ หรืออัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) เพิ่มขึ้น 0.30% ต่อปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 29 ก.ย.2565

ทั้งนี้ การปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับกลุ่มผู้ฝากเงิน และเพื่อเป็นการช่วยบรรเทาผลกระทบกับกลุ่มเปราะบาง ในด้านเงินกู้ ธนาคารจึงได้ปรับอัตราดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์ ในอัตราที่น้อยกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อื่นๆ

ด้านนายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ธอส. จะตรึงอัตราดอกเบี้ยบ้านไปจนถึงสิ้นปี 2565 โดยคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการตรึงดอกเบี้ยในปีนี้รวม 1,900 ล้านบาท จากนั้นช่วงเดือนม.ค.-มิ.ย.2566 ธอส.จะทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้ใกล้เคียงกับตลาด คาดว่าจะได้รับผลกระทบอีก 5,000 ล้านบาท ในช่วงครึ่งแรกของปี 2566

ทั้งนี้ ธอส. มีลูกค้าที่ใช้อัตราดอกเบี้ยลอยตัวอยู่ประมาณ 1 ล้านราย โดยอัตราดอกเบี้ยลอยตัว อยู่ที่ 6.150% ต่อปี ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้จะยังไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้

ด้านรายงานข่าวจากกลุ่มงานโกลบอล มาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กรุงศรีคาดว่าในการประชุมรอบหน้าจะมีปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอีก 0.25% และอาจจะปรับขึ้นอีกครั้งละ 0.25% อีก 2 ครั้งในไตรมาส 1 ของปี 2566 ซึ่งในเบื้องต้นน่าจะได้เห็นการปรับอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 1.75% ในกรอบระยะเวลาดังกล่าว

 

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน