ร้องเปิดเขื่อนปากเกร็ดระทึกคันกั้นตลิ่งถล่ม
ชัชชาติรุดนนท์ถกผู้ว่าฯคุมน้ำ

สุดทนน้ำท่วมขังนาน 3 เดือน ชาวบางบาล อยุธยา ฮือปิดถนน เรียกร้องเปิดประตูน้ำคลองบางกุ้งเพิ่ม1.5 เมตร เร่งระบายน้ำเจ้าพระยาลงทุ่ง หัวหน้า โครงการส่งน้ำมหาราช รุดเจรจาต่อรอง ขอเปิดเพิ่มให้ 50 ซ.ม. แต่ชาวบ้านยังยืนกราน ในที่สุดยอมตามที่ร้องขอ ชาวบ้านพอใจสลายตัวเดินทางกลับ ‘บิ๊กตู่’ ตรวจน้ำท่วมหล่มสัก เพชรบูรณ์ กำชับระบบสื่อสารกับประชาชนต้องชัดและทันสถานการณ์ เร่งช่วยพื้นที่ประสบภัย-เยียวยาด่วน ‘บิ๊กป้อม’ ตรวจท่วมปทุมธานี ถกผู้ว่าฯ หมูป่า สั่งบูรณาการช่วยประชาชน ผู้ว่าฯ กทม.รุดพบผู้ว่าฯ นนท์ หารือแนวบูรณาการแก้น้ำท่วม ตั้งกรรมการร่วม 3 จังหวัด กทม.-นนท์-ปทุมธานี บริหารจัดการน้ำ พัฒนา 3 คลอง เร่งระบายลงคลองเปรมประชากร แก้น้ำท่วมขังย่านเศรษฐกิจ-ถนนสายหลักเชื่อม 3 จังหวัด ปากเกร็ดระทึกกลางดึก คันกั้น 2 วัดพัง เร่งเสริมทรายป้องตลิ่ง

13 จังหวัดยังท่วมขัง
เมื่อวันที่ 6 ต.ค. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ในฐานะ กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กลาง (กอปภ.ก.) รายงานอิทธิพลร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมภาคเหนือด้านตะวันตก ขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรง ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย อีกทั้งผลกระทบจากสถานการณ์พายุโนรู ทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากและลมแรงในหลายพื้นที่ ส่งผลให้เกิดสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก โดยในช่วงวันที่ 28 ก.ย.-6 ต.ค. เกิดสถานการณ์ภัย ในพื้นที่ 30 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน พะเยา เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง สุโขทัย เพชรบูรณ์ ตาก พิจิตร อุตรดิตถ์ น่าน แพร่ นครสวรรค์ อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ ยโสธร อุบลราชธานี ขอนแก่น นครราชสีมา บุรีรัมย์ เลย ชัยภูมิ มหาสารคาม มุกดาหาร ลพบุรี กาญจนบุรี สระบุรี สระแก้ว ปราจีนบุรี และพังงา รวม 155 อำเภอ 589 ตำบล 3,177 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 72,557 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต 4 ราย (ศรีสะกษ 3 ราย เพชรบูรณ์ 1 ราย) ผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย (ศรีสะเกษ)

ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์ในพื้นที่ 13 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ พิจิตร นครสวรรค์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ขอนแก่น เลย ชัยภูมิ มหาสารคาม นครราชสีมา บุรีรัมย์ ลพบุรี ปราจีนบุรี รวม 85 อำเภอ 399 ตำบล 2,557 หมู่บ้าน

ขณะที่สถานการณ์น้ำล้นตลิ่งยังคงมีสถานการณ์ 6 จังหวัด ได้แก่ ตาก พระนคร ศรีอยุธยา อ่างทอง ปทุมธานี สิงห์บุรี และชัยนาท รวม 22 อำเภอ 167 ตำบล 285 หมู่บ้าน ภาพรวมสถานการณ์มีระดับน้ำ เพิ่มขึ้น ปภ.โดย สำนักงานปภ.จังหวัด ได้ประสานจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่และให้การดูแล ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่องและจะได้จัดเจ้าหน้าที่เข้าสำรวจประเมินความเสียหาย

น้ำท่วมคร่าแล้ว 26 ราย
ด้านนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวง สาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงสถานการณ์ น้ำท่วมว่า ตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค. 2565 จนถึงปัจจุบัน พบผู้เสียชีวิตที่สัมพันธ์กับเหตุการณ์น้ำท่วมสะสม 26 ราย สาเหตุคือถูกกระแสน้ำพัดขณะเดินเท้าหรือใช้รถ/เรือ และจมน้ำถึง 23 ราย ขอให้ประชาชนยึดหลัก “4 ห้าม 4 ให้” โดย 4 ห้าม ได้แก่ 1.ห้ามหาปลาในช่วงน้ำไหลหลาก 2.ห้ามดื่มสุราแล้วลงเล่นน้ำ 3.ห้ามเดินผ่านหรือขับรถฝ่ากระแสน้ำท่วม เพราะระดับน้ำเพียง 6 นิ้ว ก็ทำให้รถเสียหลักและล้มได้ และ 4.ห้ามเด็กลงเล่นน้ำ เพราะอาจ พลัดตกหรือถูกน้ำพัดได้ ส่วน 4 ให้ ได้แก่ 1.ให้อพยพไปพื้นที่สูงและรีบออกจากพื้นที่กรณีเกิดน้ำท่วม 2.ให้สวมเสื้อชูชีพ หรือนำอุปกรณ์ที่ลอยน้ำได้ติดตัวไปด้วย 3.ให้เดินทาง เป็นกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือกันเวลาฉุกเฉิน และ 4.ให้ติดตามข้อมูลข่าวสารสภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

นพ.โอภาสกล่าวว่า สำหรับสถานการณ์น้ำล้นตลิ่งและพายุโซนร้อนโนรู ปัจจุบันมีพื้นที่ ได้รับผลกระทบ 19 จังหวัด สถานบริการสาธารณสุขได้รับผลกระทบสะสม 93 แห่ง ได้แก่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) 1 แห่ง โรงพยาบาล 7 แห่ง สำนักงานสาธารณสุข อำเภอ 6 แห่ง และ รพ.สต. 79 แห่ง เปิดให้บริการปกติ 71 แห่ง เปิดบริการบางส่วน 16 แห่ง ปิด/ย้ายจุดบริการ 6 แห่ง ได้แก่ รพ.สต.ท่าช้าง รพ.สต.ปากดุก อ.หล่มสัก ตั้งจุดบริการบริเวณหน้าหมู่บ้าน, รพ.สต.มะกอก จ.มหาสารคาม ตั้งจุดบริการที่วัดจันทร์ประดิษฐ์ บ้านท่ามะกอก, รพ.สต.หนองเมือง รพ.สต.บัวชุม และรพ.สต.ท่ามะนาว จ.ลพบุรี ตั้งจุดบริการในหมู่บ้าน

ทั้งนี้ ได้จัดทีมปฏิบัติการด้านการแพทย์ออกให้บริการประชาชนรวม 211 ทีม ตรวจรักษา 10,471 ราย ส่วนใหญ่เป็นโรคน้ำกัดเท้า โรคผิวหนัง เช่น แพ้ ผื่นคัน และโรคทางเดินหายใจ พบผู้มีภาวะเครียด 1,115 ราย เฉพาะจังหวัดศรีสะเกษพบผู้มีภาวะเครียดถึง 982 ราย และมีภาวะซึมเศร้าอีก 25 ราย ได้ให้การดูแลต่อเนื่องแล้ว นอกจากนี้ ขอให้ระมัดระวังโรคและภัยสุขภาพอื่นๆ ที่จะเกิดในช่วงน้ำท่วม เช่น ไข้หวัด ตาแดง อุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ โรคฉี่หนู น้ำกัดเท้า อันตรายจากไฟดูด เหยียบของมีคม และสัตว์มีพิษกัดต่อย หากได้รับบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน โทร.1669 ตลอด 24 ชั่วโมง

ตรวจหล่มสัก – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ พร้อมคณะพบปะเยี่ยมเยียนให้กำลังใจประชาชนประสบภัยน้ำท่วมที่ ต.ตาลเดี่ยว อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ พร้อมตรวจสถานการณ์แม่น้ำป่าสักล้นตลิ่ง เมื่อวันที่ 6 ต.ค.

‘บิ๊กตู่’รุดตรวจท่วมเพชรบูรณ์
ที่ท่าอากาศยานเพชรบูรณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พร้อมคณะ มีพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ลงพื้นที่ ตรวจดูสถานการณ์น้ำและอุทกภัยในพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ โดยรับฟังรายงานสถานการณ์จากนายกฤษณ์ คงเมือง ผวจ.เพชรบูรณ์ โดยนำเสนอรายงานผ่านวีดิทัศน์สรุปผลกระทบ ที่จังหวัดได้รับจากอิทธิพลของพายุโนรู ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบ 10 อำเภอ โดยมีอำเภอหล่มเก่า ได้รับผลกระทบมากที่สุด ทั้งนี้ ในภาพรวมมีประชาชนได้รับ ผลกระทบ 89 ตำบล 696 หมู่บ้าน 20,647 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และยังมีพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหาย 173,086 ไร่ และอยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหายเพิ่มเติม

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ได้ติดตามและ รับทราบสถานการณ์มาโดยตลอด ได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งแก้ปัญหา โดยเร็ว ทุกภาคส่วนต้องเยียวยาดูแลผู้ประสบภัยเร่งด่วน พร่องน้ำออกจากพื้นที่การเกษตรและพื้นที่เศรษฐกิจ ดูแลสำรวจข้อมูลผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนและได้รับความเสียหาย และเร่งฟื้นฟู ช่วยเหลือดูแลประชาชนภายหลัง น้ำลดต่อไป

“ระบบการสื่อสารกับประชาชนต้องชัดเจน และทันต่อสถานการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์การดูแลผู้ป่วยติดเตียงและผู้ที่ไม่สามารถช่วยเหลือ ตัวเองได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ต้องให้การดูแลช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด รวมทางการจัดส่งเครื่องยังชีพให้กับกลุ่มประชาชนที่ยังไม่ได้ย้ายออกจากบ้านด้วย และขอให้ส่วนราชการเร่งอำนวยความสะดวก ดูแลชีวิตและทรัพย์สิน ของประชาชน พร้อมเตรียมแผนเผชิญเหตุ และเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง โดยรัฐบาลจะเร่งขับเคลื่อนโครงการเพื่อการแก้ปัญหาระยะยาวต่อไป” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ถามอาชีวะฟังทรานซิสเตอร์มั้ย
จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์และคณะได้เดินทาง ไปยังเทศบาลตำบลตาลเดี่ยว อ.หล่มสัก พบปะให้กำลังใจประชาชนและเยี่ยมเยียนบ้านเรือนที่ประสบอุทกภัย และเดินทางไปตรวจติดตามสถานการณ์น้ำป่าสัก เยี่ยมเยียนประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในเขตพื้นที่เศรษฐกิจ เทศบาลเมืองหล่มสัก ที่สวนสาธารณะดงตาล

ที่หมู่ 11 ต.ตาลเดี่ยว อ.หล่มสัก พล.อ.ประยุทธ์ พบปะให้กำลังใจประชาชนที่ประสบอุทกภัย และได้พูดกับนักเรียนอาชีวะถึงเรื่องวิทยุทรานซิสเตอร์ว่า “ชาวบ้านเขาใช้กันอยู่แล้ว ขอให้ใส่ข่าวข้อมูลน้ำท่วมไปมากๆ ใช้ถ่านไม่ต้องชาร์จแบต” ก่อนที่จะถามนักเรียนอาชีวะว่า “ฟังอะไรอยู่ เอฟเอ็ม เอเอ็ม ปกติน้ำไม่ท่วม ฟังอะไรอยู่ ฟังเพลง ฟังละคร ฟังข่าว เวลาน้ำท่วมไฟดับ น้ำท่วมใช้ไม่ได้แล้วใช้อะไรก็ฟัง ก็ใช้นี่ เข้าใจที่ผมพูดหรือไม่ หากรวมพลังกันแบบนี้ก็จะไปต่อได้ และฝากให้เตรียมหาช่างซ่อมบ้านไว้ด้วย”

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวกับนายอำเภอหล่มสัก ว่า ท้องถิ่นคือพลังของประเทศ ขณะที่ ส.ส.ใน พื้นที่ มาร่วมกันช่วยกันทำงานโดยนายกฯ จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด อย่างน้อยก็ลดความเดือดร้อนให้กับประชาชนให้ได้มากที่สุด ขณะเดียวกันประชาชนต่างตะโกนให้กำลังใจบอกรักนายกฯและชื่นชมการทำงานอย่างต่อเนื่อง ช่วงหนึ่งนายกฯยังได้กำมือไว้ที่หัวใจและขว้างออกไปให้ชาวบ้าน พร้อมกล่าวว่า “เอาหัวใจมาฝากด้วย รู้ความเดือดร้อนทุกคน ไม่อยากให้เกิดขึ้นทั้งสิ้น ประชาชนเดือดร้อนนายกฯเดือดร้อนยิ่งกว่า และต้องแก้ปัญหาให้”

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์เดินลุยน้ำเข้าไปเยี่ยมบ้านประชาชนซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียง ในซอยศรีสะอาด หมู่ 11 ต.ตาลเดี่ยว อ.หล่มสัก ขณะที่มีประชาชนตะโกนให้กำลังใจนายกฯ “สู้ๆ” 2 ครั้ง โดยพล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ขอให้ประชาชนสู้ๆ 3 ครั้ง นายกฯต้องสู้มากกว่า และในระหว่างนั้นเป็นช่วงที่โรงเรียน เลิกเรียน มีเด็กนักเรียนเดินผ่านเห็นนายกฯ ซึ่งนายกฯได้ถอดหน้ากากอนามัยทักทายเด็กนักเรียนว่า เป็นนายกฯตัวจริง

ห่วงกทม.เจ้าพระยาล้น
ต่อมา ที่สวนสุขภาพเทศบาลเมืองหล่มสัก ต.หล่มสัก พล.อ.ประยุทธ์เยี่ยมเยียนประชาชนผู้ประสบภัยในเขตพื้นที่เศรษฐกิจเทศบาลเมือง หล่มสัก 11 ชุมชนที่ได้รับความเดือดร้อน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงการลงพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ว่า ในพื้นที่ที่มีน้ำท่วม มีหลายอำเภอ ตอนนี้ก็ลดระดับลงมากแล้ว รู้สึกดีใจที่ฝนไม่ตกลงมา สถานการณ์ดีขึ้น การระบายน้ำจะคล่องตัวขึ้น โดยจะไหลลงแม่น้ำป่าสัก ซึ่งตนก็ติดตามสถานการณ์มาตลอด แต่ระดับน้ำแม่น้ำป่าสักก็ยังคงสูงอยู่ นั่นคือธรรมชาติของน้ำ วันนี้ได้มาเยี่ยมเยียนและมาดูสถานการณ์น้ำในพื้นที่และมีหลายโครงการที่รับไปพิจารณา เรื่องพนังกั้นน้ำ ขยายขนาดคลองชลประทาน ซึ่งต้องอยู่กับน้ำและธรรมชาติ แต่ต้องมีการบริหารการระบายน้ำลงคู่คลองต่างๆ แหล่งน้ำธรรมชาติที่มีอยู่ แต่พื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่การเกษตรก็จะเร่งรัดเรื่องการเยียวยาให้เร็วที่สุด สิ่งสำคัญที่สุดคือความรักความสามัคคี ตนไม่ใช่ศัตรูใครทั้งสิ้น และจะทำให้ที่สุดเท่าที่อยู่ในหน้าที่

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะประสานกับกทม.เพื่อรับมือสถานการณ์น้ำอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า แน่นอน พื้นที่ กทม.น่าห่วง ซึ่งให้หลายหน่วยงานประสานการอยู่แล้ว ปัญหาคือระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ที่สูงขึ้นมาและล้นตลิ่ง ล้นพนังกั้นน้ำ ซึ่งพื้นที่กว้างพอสมควรต้องเร่งระบายน้ำให้เร็วที่สุด ปัญหาของกรุงเทพฯคือเป็นพื้นที่ต่ำ ระดับน้ำ แม่น้ำเจ้าพระยาจึงไม่ต่างจากระดับน้ำทะเล เมื่อล้นมาก็ต้องเร่งระบายน้ำให้เร็วที่สุด

ขณะเดียวกันน้ำเหนือก็หนุนมาน้ำป่าสัก ก็เร่งระบาย หากไม่ระบายก็อยู่ไม่ได้ จึงต้องให้เตรียมความพร้อม หวังว่าสถานการณ์ จะคลี่คลายโดยเร็ว เพราะเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว แต่น้ำที่เหลืออยู่ก็ต้องระบาย

สระบุรีอพยพอยู่ถนน
ด้านเขื่อนแม่น้ำป่าสักชลสิทธิ์ ได้เปิดระบายน้ำสูงถึง 800 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที และยังปล่อยเป็นระยะๆ จนทำให้บ้านเรือนประชาชนที่อยู่ริมตลิ่งแม่น้ำป่าสักอย่างที่ชุมชนเขาคูบา สะพานคลองเพรียว (สะพานดำ) เขตเทศบาลเมืองสระบุรี ที่เป็นคลองเชื่อมต่ออ่างเก็บน้ำคลองชลประทานด้านที่เปิดประตูระบายน้ำคลองชลประทานไหลลงสู่แม่น้ำป่าสัก ประตูได้ปิด เนื่องจากช่วงกลางดึกคืนที่ผ่านมาน้ำได้เอ่อท่วมสูงเพิ่ม 80 ซ.ม. ส่งผลให้น้ำเข้าท่วมจนทำให้ชาวบ้านชุมชนเขาคูบาได้ช่วยกันขนของหนีน้ำขึ้นที่สูง มาอยู่ที่ริมถนนกลางหมู่บ้าน ที่เจ้าหน้าที่เทศบาล เมืองสระบุรีได้จัดเตรียมไว้ให้ บางบ้านน้ำยังไม่ท่วม แต่จะทยอยขนของย้ายขึ้นมา ก่อนที่น้ำจะขึ้นและเข้าท่วม

เจ้าพระยา-ป่าสักล้นตลิ่งเพิ่ม
ขณะที่จ.พระนครศรีอยุธยา หลังจากเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท เร่งระบายน้ำลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อนที่ 2,756 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่งผลทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านสาขาแม่น้ำน้อย มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ย 10-20 ซ.ม. รวมถึงเขื่อนพระราม 6 เร่งระบายน้ำลงสู่ท้ายเขื่อน 1,022 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่งผลทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น 10-20 ซ.ม. โดยมวลน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสัก ที่มีการเพิ่ม การระบายทั้งจากเขื่อนเจ้าพระยา และเขื่อนพระราม 6 ไหลมารวมกันที่บริเวณสามแยกท่าน้ำวัดพนัญเชิงวรวิหาร อ.พระนครศรีอยุธยา ทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นล้นตลิ่งเข้าท่วมถนนจุดกลับรถใต้สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่ง ต.เกาะเรียน อ.พระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำท่วมสูงกว่าครึ่งเมตร ส่วนชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้ายา ต.เกาะเรียน ระดับน้ำท่วมในชุมชน สูงตั้งแต่ 1-2 เมตร ชาวบ้านต้องเก็บข้าวของภายในบ้านเพื่อให้พ้นน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง นำรถยนต์มาจอดไว้ริมถนน แล้วใช้เรือสัญจรในการเข้าออกบ้านเรือน

ส่วนที่ต.บ้านโพ อ.บางปะอิน น้ำที่ท่วม อยู่ในชุมชนที่บ้านพักติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา น้ำท่วมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยวันละประมาณ 10-20 ซ.ม. นอกจากรถยนต์ รถจักรยานยนต์ที่ชาวบ้านต้องนำจอดเอาไว้บนถนนเนื่องจากถนนทางเข้าชุมชน และบ้านถูกน้ำท่วมสูงแล้ว รถที่ใช้เข็นศพ ประกอบพิธีทางศาสนา ของวัด ทองบ่อ ที่ถูกน้ำท่วม กว่า 1 เมตร ยังต้องนำมา จอดเอาไว้ริมถนน เนื่องจากภายในวัดน้ำท่วมจนไม่ที่เก็บรักษา

ขณะที่วัดบ้านพาสน์ ต.บ้านโพ อ.บางปะอิน อยู่ติดกับแม่น้ำพระยา พบว่าระดับน้ำท่วมสูงกว่า 2 เมตร เข้าท่วมเต็มพื้นที่ของวัด พระสงฆ์ สามเณร ต้องย้ายขึ้นไปจำวัดกุฏิในชั้นที่ 2 ชั้นล่างถูกน้ำท่วมทั้งหมด พระสงฆ์สามเณรต้องช่วย กันปรับยกสะพานไม้ให้สูงพ้นน้ำเป็นรอบที่ 2

จี้ระบายน้ำ – ชาวบ้าน ต.บ้านกุ่ม ต.บางชะนี อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ชุมนุมปิดถนนทางหลวง 309 เรียกร้องกรมชลประทานเปิดประตูระบายน้ำให้สูงขึ้นอีก เนื่องจากเดือดร้อนหนักจากน้ำท่วมมานานนับเดือน เมื่อวันที่ 6 ต.ค.

ชาวบางบาลฮือปิดถนนอีก
วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มชาวบ้าน ในต.บ้านกุ่ม ต.บางชะนี อ.บางบาล ที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ได้รวมตัวกันออกมาเรียกร้องให้กรมชลประทานเปิดประตูระบายน้ำ คลองบางกุ้ง เพื่อเพิ่มการระบายน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาให้ไหลลงคลองบางกุ้ง และเข้าทุ่งนา ในอ.บางปะหัน โดยระบุว่า ต้องทนทุกข์ทรมาน อยู่กับสภาพของน้ำที่ท่วมบ้านกว่า 2 เมตร เข้าสู่เดือนที่ 3 แล้ว ทำไมไม่บริหารระบายน้ำเข้าทุ่ง ให้น้ำกระจายออกไป ชาวบ้านเรียกร้อง มาโดยตลอด หลายครั้ง ผวจ. นายอำเภอ ได้ทำ หนังสือด่วนที่สุด ถึงอธิบดีกรมชลประทาน เรื่องก็เงียบ ชาวบ้านไม่มีทางออกแล้ว จึงต้องออกมาเรียกร้องแบบนี้ เพื่อขอให้เปิดประตูระบายน้ำเพิ่มเป็น 1.50 เมตร

ต่อมา นายอาทิตย์ ศรีแจ่ม หัวหน้าฝ่ายและบำรุงรักษาโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามหาราช ผู้ดูแลรับผิดชอบประตูระบายน้ำคลองบางกุ้ง พร้อมด้วย ปลัดอำเภอบางบาล เข้ามาพูดคุยเจรจากับชาวบ้าน โดยให้ส่งตัวแทนมาร่วมพูดคุย โดยจะเปิดประตูระบายน้ำเพิ่มขึ้นอีก 50 ซ.ม. แต่ตัวแทนชาวบ้านไม่พอใจ ยืนยันต้องเปิด 1.50 เมตร ในที่สุดทางชลประทานได้รับปากว่า จะเปิดประตูระบายน้ำให้สูงขึ้น 1.50 เมตร ตามที่ชาวบ้านร้องขอ ทำให้ชาวบ้านพอใจและเดินทางกลับ

‘บิ๊กป้อม’ถกผู้ว่าฯ หมูป่า
ที่ศาลากลางจังหวัดปทุมธานี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผอ.กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) พร้อมคณะลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยมและประชุมติดตามการบริหารจัดการน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ในจ.ปทุมธานี มีนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผวจ.ปทุมธานี บรรยายสรุปภาพรวมสถานการณ์ ทั่วไปของจ.ปทุมธานี จากนั้น เลขาสทนช. รายงานแผนงานด้านทรัพยากรน้ำ ต่อด้วย นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน นำเสนอแผนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ จ.ปทุมธานี นนทบุรีและกทม.

โดยสรุป จ.ปทุมธานี อยู่ในพื้นที่ 2 ลุ่มน้ำ คือลุ่มน้ำเจ้าพระยา (77%) และลุ่มน้ำบางปะกง (23%) มีปริมาณน้ำปัจจุบัน 26 ล้าน ลบ.ม.(39%) ปัญหาอุทกภัยมีสาเหตุหลัก คือน้ำหลาก จากต้นน้ำตอนบน ไหลลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำให้เกิดการเอ่อล้นตลิ่ง เข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรม รวม 7 อำเภอ อยู่ในขณะนี้ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาล ได้มี 13 มาตรการรองรับฤดูฝน ควบคู่กับโครงการ 349 โครงการ ในปี 2561-2565 แล้ว และอีก 4 โครงการสำคัญ ในปี 2566-2567

พล.อ.ประวิตรกล่าวแสดงความห่วงใย ต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ พร้อมมอบนโยบาย ที่สำคัญ ให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สทนช. กรมชลประทาน และจังหวัด ให้เร่ง บูรณาการทำงานแก้ปัญหาน้ำร่วมกันอย่างจริงจัง ให้กลับสู่ภาวะปกติ โดยเร็วที่สุด ขอย้ำ สทนช. ให้ขับเคลื่อนแผนป้องกันและแก้ไขทั้งภาวะน้ำท่วม น้ำแล้ง เพื่อแก้ปัญหาน้ำในระดับพื้นที่ ให้กรมชลประทานเร่งซ่อมแซมบำรุงรักษาระบบระบายน้ำ อาคารบังคับน้ำและสถานี สูบน้ำให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ตลอดเวลา และให้จังหวัดเตรียมมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอยู่ในขณะนี้ และหลังน้ำลด อย่างทันท่วงที

จากนั้น พล.อ.ประวิตรเดินทางไปตรวจติดตามการบริหารจัดการแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณท่าน้ำวัดโบสถ์ อ.สามโคก และเดินทางต่อไปยัง อบต.กระแชง เพื่อตรวจติดตามการดูแลการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัย และไปตรวจเยี่ยมการก่อกระสอบทรายกั้นน้ำ และศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน ฟิกซ์ อิท เซ็นเตอร์) วิทยาลัยเทคนิคปทุมธานี พร้อมทั้งได้พบปะเยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชน เพื่อให้กำลังใจผู้ที่ประสบอุทกภัยต่อด้วยการเดินทางไปตรวจสภาพประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ อ.ธัญบุรี โดยมีอธิบดีกรมชลประทาน รายงานการทำงานของประตูระบายน้ำทั้ง 2 แห่ง รวมถึง การบริหารจัดการน้ำคลองรังสิตประยูรศักดิ์ และการระบายน้ำในพื้นที่ จ.ปทุมธานี-กทม. เพื่อเร่งระบายน้ำ ลดความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชนตามแผนงานอย่างเร่งด่วน

ขณะที่สถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาล้นท่วมพื้นที่ชุมชนวัดเจดีย์ทอง หมู่ 1 ต.คลองควาย อ.สามโคก มีบ้านเรือนกว่า 140 หลังคาเรือนที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำ ได้รับความเดือดร้อนทุกหลังคาเรือน ทำให้เส้นทางเข้าออกเป็นไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากระดับ น้ำท่วมสูงเกินกว่า 1 เมตรต้องใช้เรือในการสัญจรเข้าออกทุกหลังคาเรือน โดยอบต.คลองควายพร้อมด้วยกำนันผู้ใหญ่บ้านชาวบ้าน ได้ร่วมกันทำสะพานเหล็กชั่วคราวเพื่อเป็นทางเดินมาถึงหน้าวัดเจดีย์ทองที่มีถนนแนวคัน กั้นน้ำเพื่อไปทำงาน ทั้งนี้ทางเดินในชุมชน ไม่สามารถทำสะพานได้เนื่องจากน้ำลึกมาก ทาง อบต.คลองควาย นำเรือพายมาให้ชาวบ้าน ได้ใช้ในการสัญจร ส่วนชาวบ้านได้ช่วยกันวางกระสอบทรายกันน้ำเข้าบ้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน มีปริมาณน้ำไหลผ่านที่บางไทรเฉลี่ย 3,003 ลบ.ม.ต่อวินาที ลดลงจากเมื่อวานเล็กน้อย ขณะที่ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ท่าเรือเฉลิมพระเกียรติ เทศบาลเมืองปทุมธานี เวลา 08.30 น. อยู่ที่ระดับ+2.68ม.รทก. คาดว่าจะขึ้นสูงสุดบริเวณจุดท่าเรือเฉลิมพระเกียรติ เทศบาลเมืองปทุมธานี เวลา 21.00 น.ที่ระดับ 2.85 ม.รทก.

แนวกั้นท่วมปากเกร็ดพัง
ที่วัดหงษ์ทอง ถนนสุขาประชาสรรค์ 2 ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนนทบุรี ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เจ้าหน้าที่เทศบาลนครปากเกร็ด ยังคงเสริมแนวกระสอบทรายอย่างต่อเนื่อง หลังจากเมื่อคืนวันที่ 5 ต.ค. ที่ผ่านมา ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นสูงสุดวัดได้ 2.60 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง บริเวณ ชุมชนวัดหงษ์ทองเกิดแนวกระสอบทรายรั่วน้ำล้นทะลักเข้าพื้นที่ เจ้าอาวาสวัดหงษ์ทอง ประชาชนในชุมชน เจ้าหน้าที่เทศบาลนครปากเกร็ด รวมทั้งทหารจากสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมนำกำลังพลช่วยเสริมกระสอบทรายในชุมชนวัดหงษ์ทอง ช่วยเร่งกู้สถานการณ์ปิดแนวเขื่อนป้องกันไว้ได้ โดยน้ำไม่กระทบพื้นที่ด้านในมาก ขณะที่กำแพงวัดบางพัง ถนนสุขาประชาสรรค์ 2 ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แตก เทศบาลนครปากเกร็ดเร่งกู้และแก้ไขเรียบร้อยแล้วโดยใช้รถบรรทุกดินเข้าไปสร้างแนวป้องกันน้ำท่วม โดยมีประชาชน ร่วมช่วยกันด้วย โดยทั้ง 2 จุดที่แนวป้องกันน้ำท่วมพัง

ถอดบทเรียนท่วมทำแผน
ที่ศาลาว่าการกทม. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมหัวหน้าหน่วยงานว่า ในที่ประชุม ได้มีการรายงานการถอดบทเรียนสถานการณ์น้ำท่วมและการเตรียมการสำหรับปีต่อไป ซึ่งพื้นที่หลักไม่กังวล แต่จะมีปัญหาในชุมชนย่อย จึงให้ผอ.เขตลงพื้นที่สำรวจและนำข้อมูลขึ้น จีพีเอส จัดทำแผนระยะยาว 1 ปี โดยให้เริ่มดำเนินการทันที รวมถึงตรวจสอบข้อมูลผ่านระบบทราฟฟี่ฟองดูว์

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า ช่วงเช้าวันเดียวกัน ได้ลงพื้นที่ถนนทรงวาด เขตสัมพันธวงศ์ ซึ่งเป็นจุดเฝ้าระวังน้ำล้นคัน พบว่ามีบางจุด ที่รั่วซึม แต่คันกั้นน้ำยังไม่พัง หากดูดน้ำออกให้เร็วกว่าน้ำที่ไหลเข้ามาคงไม่มีปัญหาอะไร ขณะเดียวกันจุดที่น้ำซึมเข้ามา ส่วนใหญ่เป็นคันกั้นน้ำที่เก่าแล้ว ต้องซ่อมแซมด้วยการ ตอกชีตไพล์ เสริมความแข็งแรงเพิ่มเติม โดยปีที่ผ่านมาถนนทรงวาดต้องประสบปัญหา น้ำทะลักอย่างหนัก แนวกระสอบทรายพัง จากเรือที่วิ่งในแม่น้ำเจ้าพระยาแต่ปีนี้ได้นำกรงเหล็กมาเสริมกระสอบทรายให้หนาแน่นขึ้นกว่าเดิม พร้อมปักธงแดงแสดงสัญลักษณ์ว่า เป็นจุดเสี่ยง เรือที่สัญจรต้องมีความระมัดระวัง

นอกจากนี้ยังได้ตรวจจุดฟันหลอบริเวณถนนทรงวาด ที่กทม.เรียงกระสอบทรายไว้ จำนวน 28 จุด ขณะนี้เชื่อว่าป้องกันน้ำท่วมได้ เพราะระดับน้ำยังไม่สูงกว่าแนวป้องกัน ยังห่างจากแนวป้องกันอีกประมาณ 80 ซ.ม. โดยเจ้าหน้าที่เขตสัมพันธวงศ์ ให้ข้อมูลว่า จุดอ่อนของเขตสัมพันธวงศ์มีที่ถนนทรงวาด และศาลเจ้าโรงเกือก โดยเจ้าหน้าที่เขตสัมพันธวงศ์และเจ้าหน้าที่สำนักระบายน้ำคอยตระเวนตรวจสอบดูจุดเสี่ยงตลอด ทั้งนี้ ถนนทรงวาดถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่ต้องเร่งสร้างความมั่นใจให้ประชาชน อย่าให้เกิดน้ำท่วมได้ ซึ่งต้องเตรียมแผนระยะยาวป้องกันน้ำท่วมในปีหน้าด้วย

‘ชัชชาติ’รุดถกพ่อเมืองนนท์
จากนั้น ช่วงบ่ายวันเดียวกัน นายชัชชาติ ผู้ว่าฯ กทม. ได้เข้าพบนายสุธี ทองแย้ม ผวจ.นนทบุรี ที่ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี และร่วมพูดคุยกับหัวหน้าส่วนราชการ นายสมนึก ธนเดชากุล นายกเทศมนตรีนครนนทบุรี, นายวิชัย บรรดาศักดิ์ นายกเทศมนตรีนครปากเกร็ด และหัวหน้าส่วนราชการระหว่างจังหวัดนนทบุรีและกรุงเทพฯ โดยนายชัชชาติได้สอบถามผวจ.นนทบุรี เรื่องการระบายน้ำของชลประทาน จากเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสัก รวมทั้งการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู เรื่องการจราจรและเรื่องฝุ่น

นายสุธีกล่าวว่า ตอนนี้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา อยู่ที่ 3,200 ล้านลบ.ม.ต่อวินาที เริ่มส่งผลต่อบ้านเรือนริมน้ำ น้ำเริ่มท่วมนอกแนวป้องกัน รวมถึงฝนตกหนักจะรับน้ำไม่พอส่งผลให้หลาย พื้นที่น้ำท่วมเพราะท่อระบายน้ำเล็กระบายไม่ทัน ที่ผ่านมาฝนตก 140 ม.ม. ส่งผลให้หลายพื้นที่น้ำท่วมสูงสูบไม่ทัน เพราะท่อระบายน้ำเดิมเล็กแค่ 70 ซ.ม. สูบอยู่ 2-3 วันน้ำจึงแห้งเป็นปกติ ตนมาทำงานวันแรกฝนตกหนักพอดี โดยเฉพาะพื้นที่เมืองทองธานีน้ำท่วมหนัก โดยเฉพาะช่วงนี้สูบอย่างเดียวเปิดประตูน้ำไม่ได้ ถึงแถวนั้นรวมทั้งถนนแจ้งวัฒนะ สูบน้ำลงคลอง บางพูดอย่างเดียวส่งต่อออกเจ้าพระยา ประกอบ กับคอนโดฯ สร้างขึ้นเป็นจำนวนมากน้ำก็ไหล ลงท่อทั้งหมด โดยเฉพาะเมืองทองธานีต้องสร้างพื้นที่รับน้ำ ที่ผ่านมามีการพร่องน้ำในบึงไว้ 20 ซ.ม. เมื่อเกิดฝนตกหนักแป๊บเดียว ก็ท่วม ประกอบกับพื้นที่เมืองทองธานียังไม่ได้ ยกให้เป็นพื้นที่ของทางราชการ ก็ไม่สามารถนำเงินเข้าไปใช้แก้ปัญหาได้

ส่วนการสูบน้ำจากประชานิเวศน์ 2-3 ออกลงคลองส่วยเข้าสู่คลองบางเขนเพื่อจะลงเจ้าพระยา นายสุธีกล่าวว่า สูบได้แค่เลี้ยง ให้น้ำเสมอผิวการจราจร เพราะจะท่วมถนนประชาชื่น-นนทบุรี ก็จะไปมีผลต่อการจราจรอีก เราได้เสนอทางหลวงให้สร้างท่อใต้ถนนติวานนท์ตรงวัดตำหนักเหนือ เพื่อระบายน้ำจากเมืองทองธานีออกแม่น้ำเจ้าพระยา

เร่งพัฒนา 3 คลองระบายท่วม
นายชัชชาติกล่าวว่า ปัญหาต่างๆ ทั้งน้ำหรือการจราจรก็เป็นปัญหาต่อเนื่องกันไม่ว่าจะนนทบุรีหรือกรุงเทพฯ ก็ถือว่าเป็นผู้ว่าฯ ใหม่ทั้งคู่รับตำแหน่งเข้ามาก็รับน้ำฝน ซึ่งตนได้กำชับให้กทม.สูบน้ำจากคลองบางเขน ให้เยอะขึ้น เพื่อรับน้ำจากคลองส่วยลงสู่เจ้าพระยา รวมทั้งจะเสนอรัฐบาลให้ช่วยปรับปรุงคลองบ้านใหม่ ซึ่งเป็นเขตติดต่อ 3 จังหวัดคือ นนทบุรี กรุงเทพฯ และปทุมธานี

ด้านผู้แทน สำนักการระบายน้ำ กทม.กล่าวว่า คลองที่มีความสำคัญของนนทบุรีและกรุงเทพฯ คือคลองส่วย ที่เชื่อมต่อมาจากคลองบ้านใหม่ หากกรุงเทพฯ เปิดคลองส่วยได้ ก็จะช่วยบริหารจัดการพื้นที่ถนนแจ้งวัฒนะ รวมทั้งงามวงศ์วานได้ดีขึ้น และระบายน้ำออกสู่คลองบางเขน คลองส่วยถึงเวลาต้องพัฒนา เมื่อฝนตกหนักน้ำจะไม่มีทางออก อีกคลองหนึ่งคือคลองบางพูด ซึ่งเชื่อมต่อกรุงเทพฯ ด้วย เมื่อน้ำเอ่อในเมืองทอง น้ำก็จะเอ่อเข้าไปในเขตกรุงเทพฯ เข้าสู่คลองเปรมประชากร การเอาน้ำ ออกจากพื้นที่อะไรทำได้ช้า รวมทั้งเขตดอนเมือง ซึ่งทั้ง 3 คลองมีปัญหาท่อไซฟ่อนลอดคลองประปาทั้งหมด ในส่วนกรุงเทพฯ กำลังเร่งพัฒนาคลองเปรมเมื่อเสร็จแล้วการระบายน้ำก็จะดีขึ้น และกรุงเทพฯ ก็จะเร่งพัฒนาคลองบางเขนด้วย ซึ่งฝั่งนนทบุรีคลองบางเขนหมดแล้วเหลือแต่ฝั่งกรุงเทพฯ

ขณะที่พล.ต.ต.ไพศาล วงศ์วัชรมงคล ผบก.ภ.จ.นนทบุรี กล่าวว่า ตำรวจนนทบุรี ได้เปิดช่องทางพิเศษถนนงามวงศ์วานเป็น บางช่วงเวลา เพื่อส่งรถต่อเข้าไปในกรุงเทพฯ บางช่วงก็ต้องเปิดช่องทางพิเศษด้านกรุงเทพฯ เข้านนทบุรี

ตั้งคณะทำงานร่วม3จังหวัด
จากนั้น ภายหลังการหารือ นายชัชชาติ ผู้ว่าฯ กทม. และนายสุธี ผวจ.นนทบุรี ร่วมแถลงเรื่องความร่วมมือระหว่างจังหวัด โดยนายชัชชาติ กล่าวว่า มีการคุยถึงปัญหาหลัก 2 เรื่อง คือ เรื่องน้ำและเรื่องการจราจร ซึ่งทั้งสองส่วนไหลไปมาโดยไม่รู้เขตจังหวัด สำหรับปัญหาน้ำท่วมมีส่วนร่วมกันที่คลองบางเขน โดยกทม. เป็นคนดูดออกลงแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งรับน้ำจากหลายคลองในจังหวัดนนทบุรี นอกจากนี้มีคลองบ้านใหม่อยู่อีกฝั่งในพื้นที่ 3 จังหวัด กทม. ปทุมธานี และนนทบุรี หากสามารถบริหารจัดการร่วมกันได้ ทำให้การระบายน้ำจากคลองเปรมประชากรมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงคลองส่วย ซึ่งขนานกับคลองประปา ไหลมาลงคลองบางเขน ถ้าบริหารจัดการดี จะช่วยให้แก้ปัญหาเรื่องน้ำในจังหวัด นนทบุรี และกทม.ได้ วันนี้เพิ่งทราบว่า กรมทางหลวงมีโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำใต้ดิน จากคลองเปรมประชากร มาลงริมแม่น้ำเจ้าพระยา ระหว่างทางต้องดูแลให้ดี จากการหารือได้ข้อสรุปว่าจะมีการตั้งคณะทำงานร่วมกัน 3 จังหวัด โดยเชิญกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท ร่วมด้วย เพื่อหารือเรื่องน้ำอย่างใกล้ชิด

ด้านนายสุธีกล่าวว่า เรื่องน้ำ รถ และการจราจรไหลไปมาไม่รู้เขตของใคร จากการ พูดคุยได้รับทราบปัญหาที่จะร่วมกันแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องน้ำมีปัญหาทั้งสองฝั่ง จึงได้ตั้งคณะทำงานร่วมกัน เมื่อได้แนวทางอย่างไร และพื้นที่ของใครให้ไปแก้ไขพื้นที่ตรงนั้น โดยจะร่วมกันแก้ไขตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ แบบไร้รอยต่อ ซึ่งการมาพูดคุยครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องดี ต่อไปสถานการณ์จะดีขึ้น ถ้าทำงานร่วมกันได้

อพยพ – จนท.นำเรือท้องแบนเร่งอพยพนักศึกษาออกจากหอพักกลางดึก หลังน้ำล้นเขื่อนกัดเซาะพนังกั้นพัง ไหลบ่าท่วมมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม และอีกหลายชุมชนเมืองมหาสารคาม เมื่อวันที่ 6 ต.ค.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน