นํ้าท่วมขังแล้ว7ตำบลเขื่อนเจ้าพระยาวิกฤตปักธงแดง-เกินความจุกทม.-7จว.ระวัง24ชม.
เขื่อนเจ้าพระยา ชัยนาท ขึ้นธงแดงเตือนขั้นวิกฤต น้ำเหนือ บ่าเกินความจุอ่างเก็บน้ำ แจ้งประชาชนท้ายเขื่อนเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำใกล้ชิด กรมชลฯ จับตา 24 ช.ม. กำชับโครงการชลประทานพื้นที่เสี่ยงเร่งสูบ-ดันน้ำท่วมขัง ปภ.แจ้ง กทม.-7 จังหวัดริมฝั่งเจ้าพระยารับน้ำเอ่อเพิ่ม ตั้งแต่ชัยนาทลงมาถึงสมุทรปราการ ตั้งแต่ 8-13 ต.ค. ผู้ว่าฯนนท์ ประกาศ 7 ตำบล ที่ปากเกร็ดเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ หลังน้ำท่วมสูง 50 ซ.ม. ถึง 1 เมตร กว่า 7 พันครัวเรือนได้รับผลกระทบ สิงห์บุรีน้ำล้นถนน ทั้งที่พรหมบุรี และตัวเมือง คูเมืองอยุธยา เจ้าพระยาทะลักโบราณสถาน รัฐบาลผนึกเอกชน เปิดตัวแอพฯ ไลน์อะเลิร์ต ชวนโหลดแจ้งเตือนภัยพิบัติ
เขื่อนชัยนาทปักธงแดง
เมื่อวันที่ 7 ต.ค. นายชยันต์ เมืองสง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เลขานุการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ออกประกาศเฝ้าระวังระดับน้ำบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา ฉบับที่ 49/2565 ระว่า ตามที่กอนช.ติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีน้ำหลากจากทางตอนเหนือไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้น โดยที่สถานีวัดน้ำ C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีเกณฑ์ 3,077 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที ซึ่งปริมาณน้ำดังกล่าวจะไหลมารวมกับแม่น้ำสะแกกรังและลำน้ำสาขาไหลเข้าเขื่อนเจ้าพระยา โดยกรมชลประทานได้พิจารณารับน้ำเข้าคลองฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกอย่างเต็มศักยภาพคลองที่รองรับน้ำได้
ปัจจุบัน ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยามีระดับอยู่ที่ 17.64 เมตร/รทก. ซึ่งสูงกว่าระดับเก็บกัก 1.14 เมตร/รทก. เพื่อรักษาเสถียรภาพความมั่นคงของบานระบายน้ำและตัวเขื่อนเจ้าพระยา กรมชลประทานจำเป็นต้องควบคุมระดับน้ำด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ให้อยู่ในเกณฑ์ 17.60 เมตร/รทก. ซึ่งจะส่งผลทำให้ปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นอยู่ในอัตรามากกว่า 2,900-3,000 ลบ.ม. ตั้งแต่วันที่ 8 ต.ค.
ประกอบกับกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ได้คาดการณ์ระดับน้ำทะเลหนุน ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณหน้ากองบัญชาการกองทัพเรือ กรุงเทพมหานคร ป้อมพระจุลจอมเกล้าฯ จ.สมุทรปราการ และพื้นที่ใกล้เคียง จะเพิ่มสูงขึ้นกว่าปกติ โดยระดับน้ำจะมีความสูงประมาณ 1.90-2.20 เมตร/รทก. ตั้งแต่ช่วงวันที่ 8-13 ต.ค. ซึ่งจะส่งผลทำให้ตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท อ.อินทร์บุรี และ อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี, อ.ป่าโมก และอ.ไชโย คลองโผงเผง จ.อ่างทอง และคลองบางบาล อ.เสนา อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 0.10-0.15 เมตร บริเวณตั้งแต่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา จ.ปทุมธานี จ.นนทบุรี กรุงเทพมหานคร และ จ.สมุทรปราการ ระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมประมาณ 0.15-0.30 เมตร ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวจึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทางด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา เฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด
สำหรับปัจจุบัน สถานการณ์น้ำในพื้นที่ ลุ่มเจ้าพระยา ที่สถานีวัดน้ำ C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านจุดวัดอยู่ที่ 3,082 ลบ.ม.ต่อวินาที ที่ สถานี C.13 เขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท มีปริมาณน้ำทางด้านเหนือเขื่อนอยู่ที่ 17.63 เมตร/รทก. มีระดับน้ำทางด้านท้ายเขื่อนอยู่ที่ 16.77 เมตร/รทก. และเขื่อนเจ้าพระยามีอัตราการระบายน้ำผ่านเขื่อนอยู่ที่ 2,872 ลบ.ม.ต่อวินาที จึงส่งผลทำให้ที่สถานีวัดน้ำ C.3 บ้านบางพุทรา อ.เมือง จ.สิงห์บุรี มีปริมาณน้ำไหลผ่านจุดวัดอยู่ที่ 2,689 ลบ.ม.ต่อวินาที
แจ้ง 7 จว.เจ้าพระยาเอ่อเพิ่ม
ขณะที่กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ได้รับการประสานจากกรมชลประทานและ กอนช. แจ้งว่าจากการติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีน้ำหลากจากทางตอนเหนือไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ได้คาดการณ์ระดับน้ำทะเลหนุน ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณกองบัญชาการกองทัพเรือ กรุงเทพฯ ป้อมพระจุลจอมเกล้า จ.สมุทรปราการ และพื้นที่ใกล้เคียงจะเพิ่มสูงขึ้นกว่าปกติ โดยระดับน้ำจะมีความสูงประมาณ 1.90-2.20 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง จึงขอให้เฝ้าระวังผล กระทบที่อาจเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 8 – 13 ต.ค.
กอปภ.ก จึงได้แจ้ง 7 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ รวมถึงกรุงเทพฯ จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ริมน้ำนอกแนวคันกั้นน้ำและแนวเขื่อนชั่วคราวในบริเวณที่ไม่มีแนวป้องกันน้ำถาวร และพื้นที่จุดเสี่ยงที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำตามริมแม่น้ำติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

วิกฤต – เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ขึ้นธงแดง แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำขั้นวิกฤต หลังน้ำเหนือหลากเข้าเขื่อนจำนวนมาก จนเกินความจุสูงกว่าระดับเก็บกัก 1.14 เมตร ต้องเร่งระบายน้ำออก เมื่อวันที่ 7 ต.ค.
กรมชลฯเฝ้าระวัง 24 ช.ม.
ด้านนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตร และสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักกระจายทั่วทุกภาคในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมขังขยายเป็น วงกว้างมีความห่วงใยพี่น้องประชาชน และเกษตรกร จึงได้สั่งให้กรมชลประทานติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมงและได้กำชับให้โครงการชลประทานทั่วประเทศ ระดมสรรพกำลังคน เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ รวมทั้งเครื่องจักรกลต่างๆ เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ เพื่อลดผลกระทบและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด
นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า เพื่อเร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมขังให้ทันท่วงที สำหรับการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยากรมชลประทาน ได้ใช้ระบบชลประทานทางฝั่งตะวันตกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา เร่งระบายน้ำลงสู่ทะเลและฝั่งตะวันออกระบายลงสู่แม่น้ำนครนายกและแม่น้ำบางปะกง และคลองชายทะเลระบายลงสู่ทะเลอ่าวไทย ส่วนการระบายน้ำเพื่อช่วยเหลือพื้นที่น้ำท่วมขังในเขตกรุงเทพมหานคร จะใช้คลองแนวขวางที่เป็นจุดเชื่อมต่อกับกรุงเทพมหานคร อาทิ คลองรังสิตประยูรศักดิ์ คลองหกวาสายล่าง คลองบางขนากและคลองประเวศบุรีรมย์ เร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำนครนายกและแม่น้ำบางปะกง ผ่านสถานีสูบน้ำเสาวภาผ่องศรีสถานีสูบน้ำสมบูรณ์ สถานีสูบน้ำบางขนาก สถานีสูบน้ำท่าไข่ สถานีสูบน้ำท่าถั่ว และสถานีสูบน้ำปาก ตะคลองรวมกับใช้คลองแนวตั้ง อาทิ คลอง 13 และคลองพระองค์ไชยานุชิต แบ่งรับน้ำจากทางตอนบนของกรุงเทพมหานครก่อนจะใช้สถานีสูบน้ำริมคลองชายทะเล อาทิ สถานี สูบน้ำชลหารพิจิตร สถานีสูบน้ำนางหงษ์ สถานีสูบน้ำเจริญราษฎร์ สถานีสูบน้ำบางปลา และสถานีสูบน้ำสุวรรณภูมิ เป็นต้น เร่งระบายน้ำลงสู่ทะเลอ่าวไทยต่อไป
นอกจากนี้ ยังได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมบริเวณประตูระบายน้ำต่างๆ ทั้งฝั่ง ตะวันตกและตะวันออก จำนวน 69 เครื่อง จากเดิมที่ใช้สถานีสูบน้ำระบายน้ำอยู่ จำนวน 366 เครื่อง เพื่อเสริมการระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นสามารถลดปริมาณน้ำที่ท่วมขังโดยเร็วที่สุด
ไลน์อะเลิร์ตเตือนภัยพิบัติ
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม มีแนวนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการและการเตือนภัยพิบัติของประเทศ โดยกรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย และบริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการสร้างสรรค์และให้บริการ LINE ALERT บัญชีทางการแจ้งเตือนภัยพิบัติร้ายแรงบนแพลตฟอร์ม ไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางในการสื่อสารและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้อย่างรวดเร็วและทันเหตุการณ์ รวมถึงบริการข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในด้านต่างๆ อาทิ เบอร์ติดต่อฉุกเฉิน โรงพยาบาลใกล้เคียง พื้นที่เสี่ยง และแนวทางการป้องกันตัวเองจากภัยพิบัติ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยประชาชนที่สนใจ แอดไลน์ไอดี @linealert เพื่อรับข่าวมูลข่าวสาร และอัพเดตสถานการณ์ภัยพิบัติ
“นายกรัฐมนตรี ห่วงกังวลถึงการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของ พี่น้องประชาชน ด้วยแนวคิดของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการสื่อสารถึงประชาชนใน ทุกช่องทางให้ทั่วถึงมากที่สุด เพื่อให้ประชาชนรับรู้ข่าวสารเตรียมพร้อม เฝ้าระวัง LINE ALERT จึงสามารถเป็นอีกช่องทางการแจ้งเตือนภัยพิบัติที่รวดเร็ว ทันเหตุการณ์ และสอดรับกับวิถีชีวิตประชาชนในเมือง และในปัจจุบัน รวมทั้งสอดรับกับการก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัลของหน่วยงานภาครัฐ ผ่านการยกระดับการให้บริการประชาชนด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย สร้างความมั่นใจแก่ประชาชน และช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนเป็นโอกาสต่อยอดไปสู่การแข่งขันด้านนวัตกรรมในภูมิภาคอีกด้วย” นายอนุชากล่าว
โต้เฟกนิวส์ข่าวพายุเนสาทจ่อเข้า
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข่าวลือพายุ ลูกถัดไป “เนสาท” กำลังจะก่อตัวในวันที่ 12 ต.ค.นี้ และจะกระทบทุกภาคของประเทศ โดยภาคอีสานจะได้รับผลกระทบหนักสุดว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้มาจากกรมอุตุนิยมวิทยา และเป็นข้อความที่มาจากบุคคลที่ไม่มีหน้าที่รับผิดชอบ หรือหน่วยงานที่แจ้งเตือนภัยธรรมชาติโดยตรง อาจทำให้เกิดความเข้าใจที่ความคลาดเคลื่อน โดยกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่า จากการติดตามและคาดการณ์ในช่วงวันที่ 9-12 ต.ค. จะมีมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางจากจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศ ไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ จากนั้นอุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส กับมีลมแรงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งอากาศเย็นดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาตัวของพายุ แต่ยังคงมีฝนตกหนักกับลมกระโชกแรงบางแห่งในระยะแรก หรือหากมีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุ แต่โอกาสที่จะเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทยและมีผลกระทบนั้นมีน้อยมาก และอาจอ่อนกำลังลงและสลายตัวก่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามได้
น.ส.รัชดากล่าวว่า กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศร้ายแรงเกิดขึ้น กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศเตือนอย่างเป็นทางการ โดยหากมีพายุหมุนเขตร้อน เกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกหรือทะเลจีนใต้และมีแนวโน้มว่าจะเข้าสู่ประเทศไทยหรือส่งผล กระทบต่อประเทศไทย จะประกาศเตือน ล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน
สิงห์บุรีเจ้าพระยาล้นถนน
ที่จ.สิงห์บุรี เทศบาลเมืองสิงห์บุรีได้นำกำลังเจ้าหน้าที่วางแนวกระสอบทราย พร้อมกับปิดแยกถนนขุนสรรค์แล้ว ด้านฝั่งคลองชลประทานหน้าองค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี น้ำได้ไหลบ่าข้ามถนนเพิ่ม ระดับน้ำในคลองชลประทาน ทางเทศบาลจึงได้เร่ง เจ้าหน้าที่ให้นำรถขนดินและรถแบ๊กโฮ สร้างแนวคันดินป้องกันน้ำท่วม
ส่วนที่ต.บ้านหม้อ ต.พรหมบุรี น้ำยังคงสูงอยู่ถึงระดับหน้าอก ชาวบ้านบางรายที่ไม่มีเรือ ต้องอาศัยเรือจาก ปภ.สิงห์บุรี เพื่อสัญจรเข้าออกบ้าน และบางคนก็เดินลุยออกมาจากบ้านเอง
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.สิงห์บุรี ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย.ถึงปัจจุบัน ได้รับผลกระทบจำนวน 3 อำเภอ 8 ตำบล 6 ชุมชน 30 หมู่บ้าน 4,722 หลังคาเรือน 13,594 คน
ด้านจ.อ่างทอง ได้แจ้งเตือนประชาชนที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำน้อย ทั้งอ.ไชโย อ.โพธิ์ทอง และอ.วิเศษชัยชาญ โดยที่อ.วิเศษชัยชาญ บ้านเรือนประชาชนหมู่ 9 และหมู่ 10 ต.บางจัก ถูกน้ำจากแม่น้ำน้อยไหลเข้าท่วมตั้งแต่เดือนส.ค. เฉพาะหมู่ 9 ต.บางจัก บ้านเรือนประชาชนถูกน้ำท่วมแล้ว 131 หลัง และมีแนวโน้มว่าบ้านเรือนประชาชนจะถูกน้ำท่วมเพิ่มขึ้น
ที่วัดเชิงท่า ต.ท่าวาสุกรี อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา อยู่ฝั่งตรงข้ามกับเกาะเมือง มีโบราณสถานความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา ถูกน้ำจากคลองคูเมืองทะลักเข้าท่วมความสูงประมาณ 1 เมตร ทั้งโบราณสถานที่เป็นโบสถ์ วิหารเก่า แนวกำแพง ถูกน้ำท่วม ส่วนบริเวณลานวัด กุฏิพระสงฆ์ ศาลาการเปรียญของวัด ยังสามารถป้องกันน้ำท่วมได้
3 อำเภออยุธยาท่วมขยายวง
ส่วนแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่าน จ.พระนคร ศรีอยุธยา คลองสาขา และแม่น้ำน้อย มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ย 20-30 ซ.ม. รวมถึงเขื่อนพระราม 6 เร่งระบายน้ำลงสู่ท้ายเขื่อน 1,022 ลบ.ม./วินาที ส่งผลทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น 30-40 ซ.ม. โดยปริมาณน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำป่าสัก ที่เพิ่มการระบายทั้งจากเขื่อนเจ้าพระยา และเขื่อนพระราม 6 ได้ไหลมารวมกันที่บริเวณสามแยกท่าน้ำวัดพนัญเชิงวรวิหาร อ.พระนครศรีอยุธยา ยังคงส่งผลทำให้พื้นที่ท้ายน้ำตั้งแต่ อ.พระนครศรีอยุธยา อ.บางปะอิน และอ.บางไทร ระดับน้ำยังคงท่วมสูงขึ้นอีก โดยที่ชุมชน ต.ตลาดเรียบ อ.บางปะอิน อยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นขยายวงกว้างมีระดับสูง 2 เมตร
ที่ชุมชน ต.ลุมพลี อ.พระนครศรีอยุธยา เป็นชุมชนที่พี่น้องชาวมุสลิมพักอาศัยอยู่ พบว่าน้ำในคลองขวด ซึ่งรับน้ำจากแม่น้ำลพบุรี ล้นตลิ่งเข้าท่วมไหลเข้าท่วมในชุมชนอย่างรวดเร็ว ขนย้ายสิ่งของกันไม่ทัน บางจุดน้ำท่วมสูงถึง 2 เมตร ต้องใช้เรือนในการสัญจรเข้าออกหมู่บ้าน
ที่อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นพื้นรับน้ำด่านแรกของ จ.ปทุมธานีที่รับน้ำต่อจาก อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา โดยน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นเข้าท่วมชุมชนริมน้ำและวัดต่างๆ ในพื้นที่ ซึ่งวัดเกินครึ่งในอำเภอสามโคก ต่างตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสองฝั่ง โดยน้ำท่วมทั้งพระอุโบสถ ศาลา กุฏิและเมรุ ทำให้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ ได้ ที่วัดสามัคคียาราม ต.คลองควาย อ.สามโคก พระและเณรกำลังกรอกกระสอบทรายและวางแนวกันน้ำภายในบริเวณวัด
7 ตำบลปากเกร็ดเขตภัยพิบัติ
วันเดียวกัน นายสุธี ทองแย้ม ผวจ.นนทบุรี ได้ประกาศให้พื้นที่ 1.หมู่ที่ 1-5 ต.บางพลับ 2.หมู่ 1-10 ต.ท่าอิฐ 3.หมู่ 1-7 ต.เกาะเกร็ด 4.หมู่ 1-6 ต.อ้อมเกร็ด 5.หมู่ 1-6 ต.คลองพระอุดม 6.หมู่ 1-5 ต.บางตะไนย์ และ7.หมู่ 1-12 ต.คลองข่อย อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย/เขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เพื่อให้ส่วนราชการหน่วยงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในเขตพื้นที่ประสบภัยดังกล่าว โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค.2565 เป็นต้นไป
ทั้งนี้หลังจากพื้นที่ดังกล่าว ประสบภัยพายุโนรู กอปรกับภาวะฝนตกหนัก และฝนตกสะสมต่อเนื่อง ส่งผลให้มีน้ำไหลหลากผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่ง ทำให้เกิดความเสียหาย ต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน บ้านเรือน พื้นที่การเกษตรและความเป็นอยู่ของประชาชน
ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บริเวณท่าน้ำปากเกร็ด สำรวจพื้นที่ประสบสาธารณภัย ที่อยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ในพื้นที่ 7 ตำบล มี ผู้ประสบสาธารณภัย จำนวน 7,099 ครัวเรือน ต.ท่าอิฐ จำนวน 2,335 ครัวเรือน, ต.เกาะเกร็ด จำนวน 1,678 ครัวเรือน, ต.บางตะไนย์ จำนวน 1,264 ครัวเรือน, ต.คลองพระอุดม จำนวน 980 ครัวเรือน, ต.อ้อมเกร็ด จำนวน 508 ครัวเรือน, ต.บางพลับ จำนวน 260 ครัวเรือน และต.คลองข่อย จำนวน 74 ครัวเรือน
สำหรับตำบลที่ประสบสาธารณภัยทั้ง 7 ตำบลตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับท่าเรือปากเกร็ด มีเกาะเกร็ดอยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยา โอบล้อมด้วยอีก 6 ตำบลที่เหลือ ซึ่งทั้งหมดมีบ้านเรือนติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมสูง 50 ซ.ม.- 1 เมตร ส่วนที่ฝั่งปากเกร็ดวัดสนามเหนือ โดยวันเดียวกัน ระดับน้ำเพิ่มสูงสุดจากตลิ่งปนะมาณ 3.03 เมตร ต้องทำคันดินเสริมแนวกระสอบทรายป้องกันน้ำเข้าท่วมพื้นที่ตลาดสดพิชัย ตลาดสดเทศบาลนครปากเกร็ด แหล่งชุมชน และพื้นที่เศรษฐกิจ โดยเฉพาะถนนแจ้งวัฒนะที่ติดริมท่าเรือปากเกร็ด
กทม.ถกถอดบทเรียนน้ำท่วม
ที่อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการกทม.2 ดินแดง นายขจิต ชัชวานิชย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมถอดบทเรียนสถานการณ์น้ำท่วมและการ เตรียมการสำหรับปีต่อไป โดยมีผู้บริหารสำนักการระบายน้ำ (สนน.) สำนักงานเขต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม
นายขจิตกล่าวว่า การประชุมมีการแบ่งกลุ่มเพื่อระดมความคิดเห็นออกเป็น 6 กลุ่มเขต ซึ่งได้สรุปปัญหาที่เกิดจากฝนตกหนักที่ผ่านมา ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1.จุดอ่อนน้ำท่วมในพื้นที่ ในรอบที่ผ่านมา รวมทั้งในปี 2564 2.ปัญหาอุปสรรคที่ผ่านมา เช่น วัสดุอุปกรณ์ กระสอบทราย เครื่องสูบน้ำ และ3.ข้อมูลที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาในปีต่อไป ซึ่งจะมีการสรุปข้อมูลในภาพรวมทุกกลุ่มเขตและทำให้เป็นระบบ คือทำอย่างไรให้น้ำในพื้นที่เขตระบายลงคลองหลักให้เร็วที่สุด
นายขจิตกล่าวต่อว่า ในเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา มีฝนตกมากกว่าเกณฑ์เฉลี่ยประมาณ 5 เท่า ในพื้นที่ กทม. ประมาณ 800 กว่ามิลลิเมตร มี 2 จุดใหญ่ๆ ที่มีฝนตกมากในเดือน ก.ย. คือ พื้นที่เขตหลักสี่ บางเขน ดอนเมือง และพื้นที่เขตลาดกระบัง และประเวศ
สำหรับสถานการณ์น้ำในปัจจุบันยังมีบางแห่งมีน้ำท่วมขังในซอย ประมาณ 5-6 เขต เช่น พระโขนง ประเวศ และลาดกระบัง เมื่อคืนที่ 6 ต.ค. มีฝนตกหนักที่หนองแขม บางแค มีน้ำท่วมเล็กน้อยบางเส้นทางซึ่งไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด ตามคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา น่าจะไม่เกินวันที่ 10-11 ต.ค. จะมีฝนน้อยลงไปอีก เกณฑ์เฉลี่ยของฝนเดือนต.ค. ปกติจะตกไม่มากไม่ถึง 100 มิลลิเมตร (ม.ม.) ประมาณ 50-60 มิลลิเมตร คาดการณ์ว่าแนวโน้มฝนตกน่าจะดีขึ้น ในส่วนของคลองเปรมประชากร ที่มีการไหลของน้ำประมาณ 3 ลบ.ม.ต่อวินาที ได้ดำเนินการเพิ่มให้เป็น 5-6 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยนำสิ่งกีดขวางออกเพื่อทำให้น้ำไหลเร็วขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการใช้ระบบปิดล้อม หลักการคือต้องทำให้น้ำออกกับน้ำเข้ามีปริมาณเท่ากัน รวมทั้งคำนวณปริมาณน้ำที่ใช้ตามบ้านเรือน น้ำฝน และน้ำที่สูบออกไปด้วย
เร่งอุดแนวฟันหลอเจ้าพระยา
ในส่วนของแนวแม่น้ำเจ้าพระยาที่แตกรั่ว จะทำอย่างไรให้น้ำไม่ไหลเข้าบ้านเรือนของประชาชน ปัจจุบันเขื่อนของ กทม. ที่เริ่มจากนนทบุรี มีความสูง 3.50 เมตร ไล่ลงมาเรื่อยๆ จนมาสุดเขตที่สมุทรปราการ 2.80 เมตร ปัจจุบันระดับน้ำยังต่ำกว่าเขื่อน ยังเชื่อมั่นว่าน้ำเหนือที่ปล่อยลงมาจะไม่ล้นเขื่อน อย่างไรก็ตาม บริเวณจุดฟันหลอ ระยะทาง 2 ก.ม.กว่าๆ ยังมีปัญหา ขอแจ้งประชาชนที่มีแนวรั้วอิฐบล็อกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ให้แจ้งสำนักงานเขต โทร.สายด่วน กทม. 1555 หรือสำนักการระบายน้ำ โทร. 0-2248 -5115 เพื่อให้เจ้าหน้าที่นำกระสอบทรายไปเสริมกันด้านหลังอิฐบล็อกให้แข็งแรง ต้องเตรียมระวังเนื่องจากจะมีการปล่อยน้ำลงมามากขึ้น
สำหรับน้ำเหนือมีอยู่ 2 ส่วนที่อาจส่ง ผลกระทบกับ กทม. ได้แก่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งได้แจ้งให้บ้านเรือนที่อยู่นอกคันกั้นน้ำยกของขึ้นที่สูงได้ทันที โดย กทม. ได้สร้างทางเดินไว้ให้ อีกส่วนหนึ่งคือพื้นที่ที่จะผันน้ำออกไปทางรังสิต ช่วงที่ผ่านมา ต้องขอขอบคุณทหารทุกหน่วย กรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่มาช่วย กทม.
เตือนท้ายเขื่อนย้ายขึ้นที่สูง
ที่จ.นครราชสีมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากทางเจ้าหน้าที่สำนักชลประทานที่ 8 ได้เปิดประตูระบายน้ำ อ่างเก็บน้ำลำเชียงไกร (ตอนล่าง) ต.บัลลังก์ อ.โนนไทย เนื่องจากปริมาณน้ำเกินความจุอ่าง ส่งผลทำให้มวลน้ำไหลเข้าท่วมชุมชน ในต.จันอัด ต.เมืองปราสาท และเขตเทศบาลตำบลโนนสูง อ.โนนสูง ระดับน้ำสูง 1-2 เมตรทำให้ปริมาณน้ำไหลทะลักเข้าท่วมถนนสายโนนสูง-โนนไทย ระดับน้ำท่วมสูง 20-30 ซ.ม. ระยะทางยาว 1 ก.ม. ทำให้รถขนาดเล็กสัญจรผ่านไปมาลำบาก ขณะที่หน่วยทหารจาก ช.พัน 3 พล.ร 3 ค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 จ.นครราชสีมา จำนวน 20 นาย ได้เร่งนำกระสอบทรายมาวางแนวป้องกันไม่ให้น้ำทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนของชาวบ้าน และพื้นที่ตลาดสดเทศบาลตำบลโนนสูง โดยคาดว่าปริมาณน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นอีก

ปากน้ำโพ – พระสงฆ์วัดปากน้ำโพใต้ (วัดตะแบก) ต.ปากน้ำโพ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ พื้นที่ริมน้ำจุดบรรจบต้นแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วยกันสร้างสะพานใช้สัญจรชั่วคราว หลังน้ำเหนือทะลักล้นตลิ่งเข้าท่วมเป็นวงกว้าง เมื่อวันที่ 7 ต.ค.

ล้นเขื่อน – เจ้าหน้าที่ตั้งป้ายปิดถนนทุกสายรอบเขื่อนอุบลรัตน์ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ห้ามยานพาหนะทุกชนิดแล่นผ่าน หลังระดับน้ำเกินความจุล้นท่วมสูง และท่วมหมู่บ้าน ริมเขื่อนทุกแห่ง เมื่อวันที่ 7 ต.ค.