ตร.ไซเบอร์ล่าโจรคอล ลวง‘พญ.’สูญ100ล้าน

เปิดยุทธการ ‘เด็ดปีกมังกร’ ตำรวจไซเบอร์ จับบัญชีม้าเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวบ 2 ผู้ต้องหาไต้หวัน และชาวจีน คนถือบัญชี ขยายผลรวบกลุ่มรับจ้างเปิดบัญชีม้าอีก 8 กับกลุ่มรวบรวมบัญชีม้าส่งต่อนายทุนจีน 1 ราย และกลุ่มรวบรวมข้อมูลผู้เสียหายมาใช้ขู่-หลอกลวงอีก 2 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 200 ล้านบาท ล่าสุดหมอหญิงอดีตผอ.ศูนย์แพทย์ โดนตุ๋นไปกว่า 100 ล้าน พบเส้นทางการเงินถูกโอนส่งต่อกว่า 100 บัญชี ผบช.ไซเบอร์ แจงตร.ประสาน 21 ธนาคารและเครือข่าย ปรับการเฝ้าระวังยอดเงินต้องสงสัยจากหลัก 2 ล้านบาท ให้เหลือเพียงหลักแสน ป้องกันถูกหลอกให้โอนสูญเงินจำนวนมาก

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 11 ต.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. พล.ต.ต.ฐายุฎฐ์ จันทร์ถาวร พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวศิน รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย ผบก.สอท.4 นำกำลังบก.สอท.4 เปิดยุทธการ “เด็ดปีกมังกร” ทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์

พล.ต.ท.วรวัฒน์กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา บช.สอท.ได้รับการร้องเรียนจากผู้เสียหายผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ www.thaipoliceonline.com ว่าถูกคนร้ายอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกอุบายลวงว่าผู้เสียหายมีส่วนร่วมในการกระทำผิดอาญาและส่งหมายจับปลอมของหน่วยงานราชการที่คนร้ายทำการปลอมแปลงให้ผู้เสียหายดู กระทั่งผู้เสียหายหลงเชื่อคนร้ายก็ได้สั่งให้ผู้เสียหายโอนเงินกว่า 6,976,094.87 บาท ไปยังบัญชีที่คนร้ายเตรียมไว้ โดยให้เหตุผลว่าต้องตรวจสอบเงินจำนวนดังกล่าวว่าได้มาอย่างถูกต้องหรือไม่ จากนั้นก็ขาดการติดต่อไป

พล.ต.ท.วรวัฒน์กล่าวต่อว่า ภายหลังพนักงานสอบสวน กก.3 บก.สอท.4 ได้สืบสวนสอบสวนจนทราบถึงที่ตั้งของขบวนการดังกล่าว จึงรวบรวมพยานหลักฐานขอหมายค้นของศาลอาญาเข้าตรวจค้นสถานที่ต้องสงสัยว่าเป็นที่พักอาศัยและใช้ในการ กระทำความผิด โดยจับกุมผู้ต้องหาสัญชาติจีน-ไต้หวันได้ 2 ราย และสัญชาติจีน 1 ราย ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ถือบัญชีธนาคาร (บัญชีม้า) ในการทำธุรกรรมทั้ง 2 จุด พบของกลางรวม 61 รายการ ประกอบด้วย โทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ดจำนวน 39 เครื่อง, คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก, สมุดบัญชีธนาคารพร้อมบัตรเอทีเอ็ม หนังสือเดินทางและของกลางรายการอื่นๆ จากการตรวจสอบยังพบว่ามีการลงทะเบียนผูกกับบัญชีธนาคารของบุคคลอื่น (บัญชีม้า) ติดตั้งอยู่ภายในโทรศัพท์รวมทั้งสิ้น 13 บัญชี ซึ่งผู้ต้องหาให้การว่าบัญชีธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ที่ตรวจพบมีไว้สำหรับใช้ในการหลอกลวง ประชาชนให้โอนเงินมาที่บัญชีดังกล่าว และยังพบว่าบัญชีเหล่านี้มีความเชื่อมโยงและเกี่ยวข้องในคดีคอลเซ็นเตอร์อีกหลายคดี

พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กพบข้อมูลที่มีไว้เพื่อใช้หลอกลวงผู้เสียหาย ภายในโปรแกรมพบหมายเรียก หมายจับ หมายคดีฟอกเงินของ ปปง., หมายจับของดีเอสไอที่ถูกปลอมแปลงขึ้นมา และยังตรวจพบเว็บไซต์หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างๆ ที่มีการปลอมแปลงขึ้นเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กลุ่มคนร้าย อย่างไรก็ตาม จากการขยายผลสามารถจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มได้ 16 ราย แบ่งเป็นกลุ่มรับจ้างเปิดบัญชีม้า จำนวน 8 ราย, กลุ่มรวบรวมบัญชีม้าเพื่อส่งต่อให้กับนายทุนชาวจีน จำนวน 1 ราย และกลุ่มทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลผู้เสียหายเพื่อนำมาใช้ในการหลอกลวง 2 ราย ซึ่งเบื้องต้นพบความเสียหายทั้งสิ้นกว่า 200 ล้านบาท

ต่อมาเวลา 15.00 น. วันเดียวกัน พล.ต.ท.วรวัฒน์ ผบช.สอท. กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีน.ส.บี (นามสมมติ) อดีตแพทย์อายุรกรรม และอดีตผอ.ศูนย์แพทยศาสตร์ศึกษา ในร.พ.แห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.ชุมพร ถูกขบวนการคอลเซ็นเตอร์หลอกโอนเงินกว่า 100 ล้านบาทว่า หลังจากได้รับแจ้งความจากผู้เสียหาย ทางพล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.ให้ความสนใจในเรื่องนี้อย่างมากเพราะเป็นการหลอกลวงให้มีการโอนเงินจำนวนมาก โดยได้มอบหมายให้บช.สอท.เข้าไปร่วมการสืบสวนสอบสวนร่วมกับทางบช.ภ.8 ซึ่งคดีมีความคืบหน้าไปมาก หลังจากผู้เสียหายโอนเงินให้คนร้าย คนร้ายได้ยักย้ายถ่ายเทไปกว่า 100 บัญชี โดยขณะนี้ชุดสืบสวนสามารถพิสูจน์ตัวบุคคลของบัญชีที่เกี่ยวข้องแล้วกว่า 50-60 ราย และอยู่ระหว่างการส่งสำนวนการสอบสวนจากผู้เสียหายมายังบช.สอท.

พล.ต.ท.วรวัฒน์กล่าวว่า ขั้นตอนจากนี้ได้มอบหมายให้พล.ต.ต.วิวัฒน์ รอง ผบช.สอท. ตั้งชุดทำงาน โดยมีพล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ ผบก.สอท.4 เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวน โดยมีพล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา ผบก.สอท.5 เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการขยายผลต่อไป

ส่วนวิธีการหลอกลวงนั้น พล.ต.ท.วรวัฒน์กล่าวว่า เป็นอุบายเดิมๆ ว่ามีการส่งพัสดุผิดกฎหมาย เมื่อคุณหมอทราบเรื่องก็โทรศัพท์ไปปรึกษาผู้เป็นแม่ จนสุดท้ายหลงเชื่อและมีการโอนเงินจำนวนดังกล่าว ซึ่งคดีนี้ผู้ก่อเหตุใช้วิธีข่มขู่และอาศัยความรักของแม่ที่มีต่อลูก ส่วนลูกเองก็กลัวว่าตัวเองจะไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด แถมกระบวนการนี้ยังมีการสวมรอยเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหลายระดับเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถืออีกด้วย นอกจากนี้ อยากเตือนกับประชาชนทั่วไปว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะไม่มีใช้สื่อโซเชี่ยล หรือโทรศัพท์ ในการประสานงานอย่างแน่นอน ทุกกระบวนการต้องเป็นการทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น

“สิ่งที่น่าเป็นห่วงในคดีนี้คือ ผู้เสียหายทุกคนต้องการได้เงินคืน ประกอบกับกระบวนการโอนเงินทำได้ง่าย ดังนั้น ก่อนจะโอนเงินควรตรวจสอบตัวบุคคลให้ชัดเจนก่อน นอกจากนี้ ในยุคปัจจุบันยังมีการโอนในลักษณะสกุลเงินเหรียญดิจิตอล ทำให้การตามเงินคืนค่อนข้างเป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตามเมื่อก่อนการโอนเงินออกที่มีลักษณะผิดสังเกตคือจำนวน 2 ล้านขึ้นไป แต่ตอนนี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ประสานไปยังเครือข่ายธนาคาร 21 ธนาคาร เพื่อปรับการเฝ้าระวังยอดเงินที่ต้องสงสัยเหลือเพียงหลักแสนเท่านั้น ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการ” พล.ต.ท.วรวัฒน์กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน