สเป๊กตอบโจทย์เป้าแลนด์สไลด์‘โทนี่’ยืนยันเองไร้ดีล‘ธรรมนัส’

มติปชป.เลือก ‘นริศ ขำนุรักษ์’ นั่งรมช. มหาดไทย เตรียมเสนอนายกฯ ปรับครม. พรรคสร้างอนาคตไทยเปิดตัว 3 ผู้สมัครพัทลุง แกนนำอ้อนเลือก ‘สมคิด’ เป็นผู้นำประเทศ คุยมีฝีมือแก้เศรษฐกิจ ปากท้องชาวบ้าน กล่อมคนใต้เลิกหนุนบ้านใหญ่ครองอำนาจ ‘สมคิด’ กั๊กจับมือพรรคไทยสร้างไทย ของ ‘คุณหญิงหน่อย’ บอกให้เป็นเรื่องอนาคต แต่ยอมรับพูดจาภาษาเดียวกัน ‘ชลน่าน’ มั่นใจ คุณสมบัติ‘เศรษฐา ทวีสิน’ แคนดิเดต นายกฯ ตอบโจทย์เพื่อไทยแลนด์สไลด์ ‘โทนี่’ ปัดไร้ดีลกลุ่ม ‘ธรรมนัส’ ‘สุวัจน์-กรณ์’ ย้ายฐานพรรคชาติพัฒนากล้าปักหลักโคราช พร้อมสู้เลือกตั้ง

‘บิ๊กป้อม’รูดซิปสอบงบเยียวยาหาย
จากกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ทักท้วงระหว่างประชุมครม.เมื่อวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา ให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ช่วยตรวจสอบเงินเยียวยาเกษตรกรยาสูบ 50 ล้านบาทว่าหายไปไหน เนื่องจากระหว่าง นายกฯ ลงพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ ชาวไร่ยาสูบมาร้องเรียนว่ายังไม่ได้รับ แต่เมื่อตรวจสอบกับสำนักงบประมาณพบมีการเบิกจ่ายไปแล้วนั้น

เมื่อวันที่ 12 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประวิตรปฏิเสธจะตอบคำถามเรื่องดังกล่าว

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรค พลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ว่า ตนจะไปตรวจสอบให้ เพราะในพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ตรวจราชการของตน เกษตรกรที่ปลูกยาสูบมีทั้ง จ.สุโขทัย เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ และหลายจังหวัดที่ติดแม่น้ำโขง ส่วนเรื่องเงินเยียวยาเชื่อว่าไม่น่าหาย เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะหาย ต้องไปถามผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ประวิตรสั่งการให้ตรวจสอบเรื่องนี้หรือไม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวกับตน แต่ในฐานะตนเป็นเกษตรกรเช่นกันเดี๋ยวจะช่วยตามให้

โฆษกรัฐแจงอยู่ระหว่างช่วยเหลือ
นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบและผู้บ่มอิสระเป็นไปตามมติครม.เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2565 ซึ่งได้อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 159.69 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบและผู้บ่มอิสระในฤดูการผลิต 2562/63 ที่ร่วมโครงการ 14,292 ราย สำนักงบประมาณได้จัดสรรเงินงบกลางไปให้แล้ว โดยการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ได้จ่ายให้เกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์ตามหลักเกณฑ์โครงการ ครบถ้วนแล้ว 12,936 ราย เป็นเงิน 125.0953 ล้านบาท (ต่ำกว่าที่ประเมินไว้ 1,356 ราย) และมีวงเงินคงเหลือจากกรอบที่อนุมัติ 34.5947 ล้านบาท ซึ่งยสท. แจ้งคืนเงินงบกลางดังกล่าวแล้ว

ส่วนกรณีกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบ (เบอร์เลย์) จ.เพชรบูรณ์ มีข้อร้องเรียนต่อ นายกฯ ในการช่วยเหลือ ในฤดูการผลิต 2563/64 นั้น พบว่า ยสท.ได้รับเรื่องจากกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาให้การช่วยเหลือ เมื่อพิจารณาแล้วเสร็จจะเสนออัตราการเยียวยาต่อรมว.คลังพิจารณาตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี และนำเสนอต่อครม.พิจารณาตามขั้นตอนโดยด่วนต่อไป

“พล.อ.ประยุทธ์ห่วงใยการให้ความช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่มซึ่งได้มีการติดตามในการประชุมอยู่เสมอ ในการเบิกจ่ายเงินงบประมาณนั้น ต้องเป็นไปตามระเบียบ ขั้นตอน ของส่วนราชการ ซึ่งในส่วนนี้ นายกฯ ได้กำชับให้ปฏิบัติตามระเบียบขั้นตอน เมื่อแล้วเสร็จให้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกร อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง ทันที” นายอนุชากล่าว

นอกจากนี้ ยังมีโครงการสนับสนุน “ค่าปัจจัยการผลิต” ที่สูงขึ้นให้แก่เกษตรกร ฤดูการผลิต 2565/2566 ซึ่งใช้เงินประมาณ 112.32 ล้านบาท ซึ่งบอร์ดยสท.มีมติแล้ว โดยให้ใช้เงินของยสท. ช่วยเหลือร้อยละ 50 ของต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น คิดเป็น 56.16 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 56.16 ล้านบาท ยสท.อยู่ระหว่างเสนอ ขออนุมัติจากงบกลางตามระเบียบขั้นตอน ต่อไป ทั้งนี้ ยสท.จะจ่ายเงินให้เกษตรกรเมื่อ ยสท.รับซื้อใบยาสูบของฤดูการผลิต 2565/66 คือช่วงประมาณ เม.ย.-พ.ค.2566

วงส.ส.ใต้ปชป.เคาะชิงดำมท.2
เมื่อเวลา 11.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มีการประชุมส.ส.ภาคใต้ โดยมีนาย เดชอิศม์ ขาวทอง ส.สงขลา รองหัวหน้าพรรคดูแลภาคใต้ เป็นประธานการประชุม พิจารณาเรื่องตัวบุคคลลงชิงตำแแหน่งรมช.มหาดไทย แทนนายนิพนธ์ บุญญามณี ที่ลาออก โดยใช้เวลาไม่นาน จากนั้นเป็นการพูดคุยเรื่องในพื้นที่

รายงานเปิดเผยว่า เมื่อเริ่มประชุมนาย เดชอิศม์ ถามว่ามีใครจะเสนอตัวลงชิงตำแหน่งรัฐมนตรีบ้าง มีผู้ยกมือลงแข่ง 2 คนคือ นายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง และนายประกอบ รัตนพันธ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ซึ่งที่ประชุมไม่ได้ให้ทั้งสองคนแสดงวิสัยทัศน์อะไร นายเดชอิศม์พูดขึ้นว่าทั้งสองคนเป็นคนที่มีคุณสมบัติ มีความรู้ ความสามารถเหมือนกัน จึงขอส่งชื่อทั้งสองคนให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) พิจารณา ในเวลา 14.30 น.วันเดียวกันนี้ ซึ่งทั้งนายนริศและนายประกอบ เพียงแต่ขอบคุณที่ประชุม

กก.บห.ถกเดือด‘วิรัช-ตั๊น’ลงแข่ง
ต่อมาเวลา 14.30 น. เป็นการประชุมกก.บห. มีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานการประชุม มีระเบียบวาระพิจารณาคัดเลือกตัวบุคคลดำรงตำแหน่งรมช.มหาดไทย ก่อนเริ่มการประชุม นายวิรัช ร่มเย็น นายทะเบียนพรรค และอดีตส.ส.ระนอง 8 สมัย ได้ส่งข้อความในกลุ่มไลน์ของพรรคว่าขอเสนอตัวร่วมชิงตำแหน่งนี้ด้วย

เมื่อการประชุมกก.บห.เริ่มขึ้นและเข้าสู่วาระการพิจารณาดังกล่าว มีการเสนอชื่อผู้ชิงตำแหน่งจากมติของที่ประชุมส.ส.ภาคใต้คือนายนริศ และนายประกอบ แต่นายวิรัชแจ้งว่าขอเสนอชื่อตัวเองลงแข่งขันด้วย

นอกจากนี้ พ.ท.สินภพ แก้วพิจิตร ส.ส.นครปฐม และรองเลขาธิการพรรค ได้เสนอชื่อ น.ส.จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองเลขาธิการพรรค ร่วมชิงด้วย ขณะที่มีกก.บห.บางส่วนให้ความเห็นต่อที่ประชุมว่าการที่นายนิพนธ์ เป็นรมช.มหาดไทยนั้น ไม่ใช่โควตาภาคใต้มาตั้งแต่แรก แต่กก.บห.บางส่วนไม่เห็นด้วย จึงทำให้เกิดการถกเถียงกันอย่างมาก

‘นริศ’ชนะโหวตฉลุย
ด้านนายวิรัช เสนอทางออกว่าให้ที่ประชุมเอารายชื่อทั้ง 4 คน ไปเสนอในการประชุมร่วมกันระหว่างกก.บห.กับ ส.ส.พิจารณาและลงมติชี้ขาดขั้นสุดท้าย แต่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เลขาธิการพรรค ระบุว่าควรให้กก.บห.พิจารณาให้เสร็จเพื่อจะได้นำข้อสรุปไปขอความเห็นชอบจากที่ประชุมร่วม ขณะที่นายจุรินทร์ ขอให้ น.ส.จิตภัสร์ถอนตัว แต่น.ส.จิตภัสร์ไม่ยอมถอนตัว ทำให้ที่ประชุมกก.บห.เลือกใช้วิธี ลงมติ 2 รอบ รอบแรกเป็นการลงมติว่า ตำแหน่งรมช.มหาดไทยถือเป็นโควตาภาคใต้หรือไม่ ก่อนจะเข้าสู่การลงมติรอบที่ 2 เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่าจะเสนอชื่อบุคคลใดให้ที่ประชุมร่วมพิจารณาให้ความเห็นชอบ

ปรากฏว่าการโหวตรอบแรก ที่ประชุม มีมติให้ถือเป็นโควตาภาคใต้ ด้วย 21 ต่อ 11 เสียง ทำให้เหลือผู้ชิงตำแหน่ง 3 คน คือนายนริศ นายประกอบ และนายวิรัช ส่วนการโหวตรอบ 2 มีมติด้วยเสียงส่วนใหญ่ 22 เสียงเลือกส่งชื่อนายนริศให้ที่ประชุมร่วมระหว่างกก.บห.กับส.ส.ชี้ขาด ส่วนนายประกอบได้ 8 เสียง นายวิรัชได้ 2 เสียง โดยกก.บห.ใช้เวลานานกว่า 4 ชั่วโมง

เวลา 18.00 น. ที่ประชุมร่วมกก.บห.และส.ส.พรรค เห็นชอบนายนริศ เป็นรมช.มหาดไทย หลังจากนี้ นายจุรินทร์จะนำชื่อนายนริศแจ้งให้พล.อ.ประยุทธ์ รับทราบต่อไป

ชพก.ย้ายฐานไปโคราช
ที่สำนักงานใหญ่พรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) จ.นครราชสีมา พรรคชาติพัฒนากล้า จัดงานพิธีเปิดอนุสรณ์สถาน พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกฯ และอดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา (ชพน.) คนแรก พร้อมพิธีเปิดป้ายที่ทำการพรรคชาติพัฒนากล้า โดยมี นาย สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรค เป็นประธานในพิธี และ กก.บห. อาทิ นาย เทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช กก.บห. นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ที่ปรึกษาพรรค นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกพรรค ตลอดจนประชาชนชาวโคราชเข้าร่วมพิธี เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของ พล.อ.ชาติชาย

นายสุวัจน์กล่าวว่า ขอบคุณชาวโคราชที่มาร่วมงานพิธีเปิดอนุสรณ์สถาน พล.อ.ชาติชาย ซึ่งย้ายมาจากสำนักงานในกทม. มาไว้สำนักงานใหญ่พรรคชาติพัฒนากล้า จ.นคร ราชสีมา พร้อมกล่าวรำลึกถึง พล.อ.ชาติชาย ทั้งในฐานะนักการทูต รมว.ต่างประเทศ รมว.อุตสาหกรรม และนายกฯ

นายสุวัจน์กล่าวถึงความพร้อมสนาม เลือกตั้งว่า อีกไม่นานไทยจะเป็นเจ้าภาพ เอเปค เป็นโอกาสสร้างความเชื่อมั่นในการค้าการลงทุน หลังจากนั้นจะเข้าสู่บรรยากาศการเลือกตั้ง เมื่อมีความชัดเจนเมื่อไรก็พร้อมสู่สนามเลือกตั้งทันที ส่วนจะเรียกว่าคัมแบ๊ก อย่างยิ่งใหญ่หรือไม่ เป็นหน้าที่สมาชิกพรรคทำให้การคัมแบ๊กเป็นจริง

ด้านนายกรณ์กล่าวว่า วันนี้อดีตผู้บริหาร อดีตผู้สมัครพรรคกล้ามารวมกันที่พรรคชาติพัฒนากล้ากันครบ ความท้าทายวันนี้หนีไม่พ้นเรื่องปากท้อง เรื่องเศรษฐกิจ มั่นใจว่าประสบการณ์ทางการเมือง การบริหารหลายกระทรวงของนายสุวัจน์ และพรรคชาติพัฒนากล้า เรารวมพลังกันเพื่อตอบโจทย์ปัญหาปากท้องของประชาชนได้เป็นอย่างดี และมีโอกาสมาร่วมพิธีเปิดอนุสรณ์สถาน พล.อ.ชาติชาย รู้สึกภูมิใจ ยุคสมัย พล.อ.ชาติชาย เป็นยุคที่รุ่งเรือง ทำมาค้าขายได้ดีที่สุด เป็นเป้าหมายของนายสุวัจน์กับตนเอง ที่จะนำบรรยากาศนั้นกลับคืนมาให้กับประเทศไทย

สอท.เปิดตัว 3 ผู้สมัครพัทลุง
เมื่อเวลา 13.00 น. ที่โรงแรม ศิวา รอยัล จ.พัทลุง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานพรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค ประธานภาคใต้ เปิดตัวนโยบายพรรคและว่าที่ผู้สมัครส.ส.พัทลุง ได้แก่ นายเอกภัทร ภัทร์รัศมี เขต 1 ว่าที่ร.ต.พลกฤษณ์ คล้ายวิตภัทร เขต 2 และ นายวัฒนา เรืองแก้ว เขต 3

นายอุตตมกล่าวว่า พื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ มีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ มีมูลค่ามั่งคั่ง 1.1 ล้านล้านบาท แต่มีอุปสรรคในการพัฒนา และต้องเผชิญโควิด-19 ถึง 2 ปี พรรคสร้างอนาคตไทยขออาสามาแก้ไขปัญหาสำคัญ คือ ความยากจน และหนี้สิน ทั้งครัวเรือนและหนี้นอกระบบ เป็นเรื่องแรก โดยการพักหนี้ 5 ปี ทั้งต้นและดอก ส่วนเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เราเป็นคนริเริ่มและจะต่อยอดพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตโดยใช้เงินกองทุนสร้างอนาคตไทย ดำเนินการต่อไป

ด้านนายสนธิรัตน์กล่าวปราศรัยว่า พรรคสร้างอนาคตไทยมีจุดแข็ง 2 เรื่องคือ สัญญาว่าจะเป็นพรรคน้ำดี และ 2.อาสามาซับน้ำตาให้ประชาชน เราคือมีทีมเศรษฐกิจที่มีประสบการณ์มากที่สุด และรวมคนเก่งมากที่สุด หากได้เป็นรัฐบาล จะเข้าไปปัญหาเรื่องเศรษฐกิจอย่างสุดความสามารถ วันนี้พี่น้องคนไหนอยากเห็นนายจุรินทร์ (ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ) นายพีระพันธุ์ (สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ) นายอนุทิน (ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย) เป็นนายกฯ บ้าง ขอให้ช่วยปรบมือหน่อย

“เราอยากบอกว่า เวลาเลือกผู้นำประเทศต้องดูฝีมือ ความจริงใจ และดูว่าประวัติด่างพร้อยหรือไม่ นานาประเทศยอมรับหรือไม่ และดูว่าคนนั้นหวังแค่เพียงอำนาจหรือไม่ แต่พรรคสร้างอนาคตไทยจะนำเสนอนายสมคิด ให้เข้ามาแก้ไขปัญหาปากท้องให้พี่น้องประชาชน” นายสนธิรัตน์กล่าว

กล่อมคนใต้เลิกหนุนปชป.
นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า การทำงานมี 3 พันธกรณี 1.พรรคสร้างอนาคตไทยตั้งขึ้นโดยยึดมั่นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2.เราไม่สุดขั้วในทางการเมือง จะเป็นซ้าย เป็นแดง หรือเป็นเหลือง แต่ถ้าอยากสละความขัดแย้งขอให้มาร่วมกับพรรคสร้างอนาคตไทย และ 3.พรรคสร้างอนาคตไทยจะแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนเป็นหลัก เมื่อพูดถึงหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคพลังประชารัฐ จะเป็นพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะหัวหน้าพรรคก็ไม่ใช่ เพราะแทบเดินไม่ไหว แต่ถ้าพรรคสร้างอนาคตไทยจะคิดถึงนายสมคิด

การเมืองปักษ์ใต้เปลี่ยนไปจาก 20-30 ปีที่แล้ว เราไม่สนับสนุนบ้านใหญ่ให้ครองอำนาจ จึงไม่อยากให้เกิดขึ้นในจ.พัทลุง ว่าที่ผู้สมัครของพรรคสร้างอนาคตไทยคือความหวังของคนภาคใต้ เราจะทำภาคใต้ให้หายจน ไม่สร้างความขัดแย้ง มาแก้ปัญหาปากท้อง เคมีของพรรคสร้างอนาคตไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ใกล้เคียงกัน แต่เคมีเราไม่สอดคล้องกับพรรคเพื่อไทย (พท.) เลย ถ้าคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความหวังให้ลูกหลานก็เลือกไป แต่ถ้าไปไม่ได้ก็มาเลือกเรา ให้มาแทนที่ในภาคใต้ พรรคสร้างอนาคตไทยมีนโยบายเพื่อลูกหลาน 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด ให้โทษ นี่คือสงครามครั้งสุดท้ายของตน

‘สมคิด’ปลุกยี้พรรคไล่คนทำงาน
นายสมคิดกล่าวปราศรัยว่า หากมีเวลาจะลงพื้นที่ทุกจังหวัดภาคใต้ จะสร้างกระแส สึนามิ กวาดล้างสิ่งโสมม เพราะหลายสิบปีที่ผ่านมา มีผู้แทน แต่เศรษฐกิจของภาคใต้ ยังเล็กและหดตัว กระจุกตัวกว่า 60% แค่ใน 4 จังหวัด คือ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ภูเก็ต และสงขลา ทีมที่ตนจะใช้ไม่ใช่มีแค่นี้ แต่จะมีคนมาช่วยบริหารประเทศ เอาคนโกงออกไป เอาคนดีเข้ามา ประเทศจะได้เจริญ และพรรคไหนที่ไล่คนทำงานออก ไม่เก็บ คนดีไว้ ถ้ามาพัทลุง มาภาคใต้ ไม่ต้องให้เกิด

ในช่วงที่ผ่านมามีความจำเป็นต้องปรับ ครม. ตนโทร.กลับหานายกฯ บอกไม่ต้องลำบากใจ พวกตนมีหน้าที่ทำให้รัฐบาลอยู่ได้ วันรุ่งขึ้นให้ลาออกทั้ง 4 คน ถ้าคนทำงาน ไม่มีพิษไม่มีภัย มันสมองอย่างนั้นจะไปหาที่ไหน แต่ไม่ให้เขาอยู่ ไม่เห็นค่า ถึงเวลามาบอกเปลี่ยนรัฐมนตรี เพราะเขาจะเอาบ้าง แล้วบ้านเมืองจะอยู่ได้อย่างไร ดังนั้นภาคใต้ถ้าเลือกแต่คนเดิม ไม่เปลี่ยนความคิด ไปไม่ได้

ที่ผ่านมา มีคนว่านายสมคิด นักการตลาดลวงโลก ต้องถามว่าถ้าใจเล็กแค่นี้ จะไปบริหารประเทศได้อย่างไร และถ้าต้องการเปลี่ยนประเทศไทย สิ่งแรกคือต้องเปลี่ยนการเมืองให้ได้ และต้องการให้พรรคสร้างอนาคตไทย เป็นพรรคการเมืองที่ดี เปลี่ยน แปลงเพื่อบ้านเมือง การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้วัดที่นโยบาย แต่คนมีเงินในกระเป๋า จะตัดสินใจว่าใครทำเป็นทำไม่เป็น ประชาชนเชื่อว่าใครทำได้ใครทำไม่ได้ ซึ่งเราไม่ต้องมาฝึกงาน หากเป็นรัฐบาลทำงานได้เลย

แทงกั๊กรวมไทยสร้างไทย
นายสมคิดให้สัมภาษณ์ถึงการตั้งเป้าจะได้ส.ส.กี่ที่นั่ง หลังจากลงพื้นที่มาแล้ว 3 ครั้งว่า ยังไม่ได้คิดถึงขั้นนั้น และทุกครั้งที่ตนมาพูดคิดว่าประชาชนต้องได้ประโยชน์ ชาวบ้านต้องรู้ว่าอะไรเป็นอะไร สิ่งที่ตนพูดต้องการให้นักการเมืองท้องถิ่นได้ฟัง รัฐบาลฟัง อะไรที่เป็นประโยชน์ก็เอาไปใช้ อะไรที่คิดว่าไม่ได้ประโยชน์ก็ไม่ต้องใช้ ต่อข้อถามว่าประเมินว่าจะได้ส.ส.ถึง 25 ที่นั่งหรือไม่ นายสมคิดกล่าวว่า จะไปรู้ได้อย่างไร

ต่อข้อถามถึงกระแสข่าวที่พรรคสร้างอนาคตไทยจะควบรวมกับพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ว่า ใครจะรวมกับใครเป็นเรื่องของเขา แต่ตอนนี้พรรคสร้างอนาคตไทย ยังไม่ได้คิดรวมกับใคร และถ้าจะรวมกับใครในอนาคต ต้องดูว่าความคิดเหมือนกันหรือไม่ อุดมการณ์ตรงกันหรือไม่ เรื่องนโยบายไปด้วยกันได้หรือไม่ ถ้ารวมกันแล้วนโยบายเหมือนกัน รวมกันแล้วดีกว่าไม่ดี ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของอนาคต

ผู้สื่อข่าวถามว่า “2 ส.” คือ นายสมคิด และคุณหญิงสุดารัตน์สามารถทำงานร่วมกันได้หรือไม่ นายสมคิดกล่าวว่า “ส.” สมคิด เป็นแค่ประธานพรรค ต้องถาม นายอุตตม กับ คุณหญิงสุดารัตน์ ซึ่งพูดจาภาษาเดียวกัน แต่จะรวมกันหรือไม่ตนไม่แน่ใจ ต้องแล้วแต่พรรค แต่ไม่ว่าอย่างไรต้องยึดนโยบายพรรคที่มีอยู่แล้ว ถ้าเคลียร์กันได้ก็ไปพูดคุยกัน เรื่องอื่นไม่เกี่ยว ต่อข้อถามว่าแสดงว่าก่อนหน้านี้มีการพูดคุยกันบ้างแล้ว นายสมคิดกล่าวว่า “ไม่ ผมยังไม่ได้คุย การพูดจาภาษาเดียวกัน คือ ดูนโยบายของพรรคสร้างอนาคตไทยว่าจะเตรียมการเพื่ออนาคตอย่างไร จะแก้ไขปัญหาระยะสั้นอย่างไร ถ้าคิดเหมือนกัน มีแนวคิดทำงานคล้ายกันก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้า ไม่เหมือนกันเลย แล้วมารวมกันเพื่อให้มีส.ส.มากขึ้น ก็ไม่รู้จะรวมไปเพื่ออะไร

แนะการเมืองเลิกแบ่งขั้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการประเมินว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีการแบ่งเป็นขั้ว นายสมคิดกล่าวว่า สาเหตุที่ตนมาช่วยพรรคสร้างอนาคตไทย เพราะการแบ่งขั้วคือตัวทำลายประเทศ ไทย แบ่งขั้วมาสิบกว่าปีที่ผ่านมา ถามว่าได้เห็นอะไรดีขึ้นมาบ้าง มีแต่คนแบ่งขั้วที่ได้ประโยชน์และมีตัวตน แต่ประชาชนเป็นอย่างไร ถึงเวลาที่ต้องเลิกสิ่งที่คิดว่าฝ่ายโน้นถูกฝ่ายนี้ผิด คนที่จะเป็นนายกฯ ต้องไม่ใช่ตัวที่สร้างความขัดแย้งเสียเอง แต่ต้องสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น ถ้าตัวเองเป็นต้นเหตุความขัดแย้งไม่มีประโยชน์ เชื่อว่าทุกคนรู้และเข้าใจ คิดว่าอนาคตข้างหน้าเป็นยุคของการสร้างความปรองดองและต้องก้าวข้ามความขัดแย้ง ไม่อย่างนั้นจะสายเกินไปสำหรับทุกคน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลพรรคสร้างอนาคตไทยพร้อมร่วมงานด้วยหรือไม่ นายสมคิด กล่าวว่า ไม่เชิงอย่างนั้น ถ้านโยบายไม่ดีและยังมีการแบ่งขั้วแบ่งข้าง พรรคสร้างอนาคตไทยจะไปอยู่ขั้วอย่างนั้นทำไม ไร้สาระ เมื่อถามว่า ถ้าพรรคเพื่อไทย แลนด์สไลด์จะทำงานร่วมกันได้หรือไม่ นายสมคิดกล่าวว่า จะรู้ได้อย่างไรว่าจะแลนด์สไลด์หรือไม่ ทำใจให้ไม่มีขั้วและดูตัวนโยบายของแต่ละพรรคว่าทำอย่างไร ปัญหาก็จะไม่มี ต้องอย่ามองว่ามีขั้ว ไม่ใช่ประเภทไม่เลือกเขาเรามาแน่ หรือไม่เลือกเราเขามาแน่ ควรเลิกได้แล้ว ให้ทิ้งขยะไปได้เลย เพราะ สิ่งนี้แหละประเทศชาติจะลงท้องร่อง

เมื่อถามว่าวิเคราะห์อย่างไรหาก พล.อ. ประยุทธ์ ยังอยู่ต่อ นายสมคิดกล่าวว่า การจะอยู่ต่อหรือไม่ ไม่ใช่ตนบอก อยู่ที่ประชาชนต้องคิดและตัดสินใจ และอยู่ที่ตัวนายกฯ เองด้วย เชื่อว่านายกฯ รู้ทุกอย่าง ต้องใช้เวลาคิดไตร่ตรองว่าสถานการณ์ข้างหน้าเป็นอย่างไร ท่านเหมาะสมเพียงไร ถ้าคิดว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ข้างหน้าก็ต้องสู้ต่อ ไม่มีใครว่า แต่แพ้ชนะเป็นเรื่องของอนาคต

‘ชลน่าน’เผยยังไม่ทาบทาม‘เศรษฐา’
ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นพ. ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรค เพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีมีชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็น 1 ในแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทยว่า ขณะนี้อยู่ในกระบวนการสรรหาและคัดเลือกทาบทาม ยังไม่มีการพิจารณาตัดสินใดๆ เบื้องต้นยัง ไม่ได้ทาบทามนายเศรษฐา ในฐานะที่ตนเป็นหัวหน้าพรรคและกก.บห. ยังไม่ได้มีการพูดคุยถึงประเด็นนี้ แต่ต้องขอบคุณกระแสสังคมที่เหมือนทาบทามให้พรรคเพื่อไทย

ผู้สื่อข่าวถามว่าแสดงว่าพรรคเพื่อไทยอยากได้นายเศรษฐาเป็นแคนดิเดตนายกฯ นพ.ชลน่านกล่าวว่า เราต้องการแลนด์สไลด์เพื่อมาแก้ไขปัญหาให้ประชาชนและประเทศชาติ อะไรที่สามารถมาส่งเสริมและสนับสนุนให้เป้าหมายของเราเป็นจริง เป็นสิ่งที่ต้องไปพิจารณา ไปแสวงหาโอกาสตรงนั้น ต่อข้อถามว่าแสดงว่าจะไปทาบทามใช่หรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า หากดูกระแสการตอบรับของประชาชน ก็เป็นแรงผลักดัน และการพิจารณาการตัดสินใจที่สำคัญขึ้นกับพรรค

ต่อข้อถามว่าพรรคจะนำเรื่องการเสนอบุคคลเป็นแคนดิเดตนายกฯ มาพูดคุยกันหรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนกระบวนการ ซึ่งต้องรอเวลาที่เหมาะสม ขณะนี้เหลือเวลาอีก 6 เดือนจะครบวาระของสภา เมื่อมีการประกาศราชกิจจาเลือกตั้งแล้วเราจะประกาศรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ โดยถือเป็นยุทธศาสตร์หลักที่จะนำเสนอต่อพี่น้องประชาชนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายแลนด์สไลด์

ชี้คุณสมบัติเป็นที่ยอมรับ
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากได้ทั้งนายเศรษฐาและน.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ถือเป็นการผนวกกำลังกันหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ต้องดูเสียงตอบรับจากประชาชน โดยเฉพาะน.ส.แพทองธารที่ขณะนี้ผลโพลสำนักต่างๆ ขึ้นมาเรื่อยๆ จะเป็นภาพบวกกับพรรคเพื่อไทยได้รับการพิจารณาตัดสินว่าเป็น 1 ใน 3 ของแคนดิเดตนายกฯ หรือไม่ ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณา

ต่อข้อถามว่าขณะนี้ถือว่าพรรคเพื่อไทยมีแต้มเหนือกว่าพรรคอื่นหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยทำการเมืองเพื่อประชาชน เราพยายามทำทุกอย่างที่อยู่ในกรอบของกฎหมาย ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณา ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ส่วนจะถือว่าเป็นแต้มต่อหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับแต่ละพรรคที่จะคิด เราแข่งกับตัวเองเป็นหลัก เพราะเป้าหมายอยู่ที่ส.ส. 250 คน จะทำอย่างไรให้ประชาชนมอบหมายและไว้วางใจให้เราไปแก้ไขปัญหาวิกฤต นำพาประเทศไปสู่โอกาสและความหวัง

ผู้สื่อข่าวถามว่านายเศรษฐาถือว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ตนกำหนดคุณสมบัติผู้สมัครไม่ได้ แต่ฟังเสียงจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ผู้เชี่ยวชาญ ความสามารถ ความตั้งใจต่างๆ ของนายเศรษฐาถือเป็นที่ยอมรับ ซึ่งเราก็นำมาเป็นข้อพิจารณา เมื่อถามถือว่าตรงสเป๊กของพรรคหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ขณะนี้สิ่งที่เรามุ่งมั่นคือต้องแก้วิกฤตเศรษฐกิจให้ได้ หากเราได้คนที่มีความรู้ความสามารถด้านเศรษฐกิจมาช่วย เป้าหมายของการขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจจะไปได้ด้วยดีและสามารถตอบโจทย์ได้ดี

สัปดาห์หน้าชัดยื่นเปิดวิสามัญ
นพ.ชลน่านกล่าวถึงความคืบหน้าที่พรรคร่วมฝ่ายค้านจะเสนอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาเหตุโศกนาฏกรรม จ.หนองบัวภู ว่า จากการประชุมครั้งสุดท้ายแต่ละฝ่ายที่มอบหมายให้ไปทำหน้าที่ก็มีความก้าวหน้า ฝ่ายผู้เขียนญัตติเขียนเรียบร้อยแล้ว เหลือแค่ไปรวบรวมรายชื่อพรรคการเมืองต่างๆ คาดว่าสัปดาห์หน้าน่าจะจบ แม้จะเหลือเวลาอีก 2 สัปดาห์จะเปิดประชุมสภาสมัยสามัญ แต่ยืนยันว่าทุกเวลามีค่า โดยเฉพาะเรื่องปัญหาวิกฤตและมีความรุนแรงที่มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประเทศชาติ และความรู้สึกประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ สิ่งที่เราเสนอเป็นสิ่งที่จะได้ช่วยกันหาทางออกและแก้ปัญหา

ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล (ก.ก.) กล่าวว่า ขณะนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านยังไม่ได้คุยกันอย่างเป็นทางการ แต่ในมุมของพรรคก้าวไกล หากการเปิดประชุมสภาทำให้เราทำงานได้มากขึ้น และสามารถนำปัญหาของประชาชนมาพูดในสภาเพื่อแก้ไข พรรคมีจุดยืนที่จะสนับสนุนอยู่แล้ว ดีกว่าปิดสมัยประชุมสภาแล้วไม่สามารถใช้กลไกของสภาได้อย่างเต็มที่ แต่เสียงของฝ่ายค้านไม่พอต้องได้รับการร่วมมือจากฝ่ายรัฐบาลด้วย คงต้องติดตามต่อว่าฝ่ายรัฐบาล จะว่าอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากเปิดสมัยวิสามัญไม่ได้ มองช่องทางในสมัยประชุมสามัญไว้อย่างไร นายรังสิมันต์ กล่าวว่า พูดตรงๆ ด้วยระยะเวลาน้อย จะเหลือเพียงแค่ 4 เดือนเท่านั้น หากจะพูดถึงเชิงเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือการแก้ไขกฎหมาย ไม่มั่นใจว่าจะมีเวลาเพียงพอหรือไม่ เพราะยังมีเรื่องอื่นๆ ที่รอการพิจารณาอยู่ แต่รัฐบาลสามารถใช้อำนาจบริหารของตนเองโดยตรงที่จะปรับปรุงแก้ไขเพื่อทำให้ต้นตอของปัญหา ที่เรื้อรังมานานถูกแก้ไขได้

‘โทนี่’ย้ำไร้ดีล‘ผู้กองธรรมนัส’
นายทักษิณ ชินวัตร หรือโทนี่ วู้ดซัม ตอบคำถามผ่าน CareTalk x Care ClubHouse ของคืนวันที่ 11 ต.ค. ถึงกระแสข่าวจะกลับบ้านในปีนี้ และมีเรื่องแนวคิดการเมืองนำการทหารหรือที่เรียกว่า นโยบาย 66/23 ภาค 2 เกิดขึ้นว่า “ไม่ทราบ ผมไม่รู้ ต้องถาม พล.อ.ประยุทธ์ ส่วนที่ถามว่าผมจะกลับหรือไม่ กลางเดือนพ.ย.นี้ หลานผมจาก 4 เป็น 6 แล้ว ผมอยากเลี้ยงหลานอย่างเดียวเลย ถ้าหลานออกมาอีก 2 คน คงเร่งเร้าให้ผมกลับเร็วขึ้น”

ส่วนกระแสข่าวดีลลับดูไบกับ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) เพื่อเข้ามาอยู่กับพรรค เพื่อไทย นายทักษิณกล่าวว่า ไม่มีดีลแน่นอน ตนไม่เกี่ยว ไม่มีหน้าที่อะไรต้องไปดีล ถามว่ารู้จักไหมรู้จัก เพราะเป็นคนเหนือ เคยอยู่พรรคเพื่อไทยมาก่อน เป็นนักเรียนเตรียมทหาร รุ่นน้อง ทุกอย่างเป็นเรื่องกระบวนการของพรรค ระบบพรรค กติกาของพรรคต้องคุมคนที่อยู่ในพรรคได้ คนที่อยู่ในพรรคต้องปฏิบัติตามกติกาของพรรค และมีหน้าที่ปฏิบัติตามในสิ่งที่พรรคได้สัญญากับประชาชนไว้

“ผมเคยพูดไว้ว่าศิษย์เก่าไทยรักไทยทั้งหลายมีเยอะอยู่ในวงการเมือง ถ้าคนไหนออกไปไม่เป็นปฏิปักษ์กับพรรคแล้วอยากกลับมา ผมก็ว่าไม่น่าเสียหายอะไร นอกจากคนที่ออกไปเป็นปฏิปักษ์กับพรรคก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง” นายทักษิณกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน