ทำแอพฯนำเข้า-ส่งออก ให้มาลงทุนแล้วเชิดเงิน
กองปราบฯ รวบบอสเค หนุ่มใหญ่วัย 55 ปี คาโรงแรมย่านลาดพร้าว คดีร่วมกันฉ้อโกง ตั้งบริษัทซุปเปอร์เค 2999 ทำสารพัดโครงการ ทั้งศูนย์กระจายสินค้า ตลาดนัด แอพพลิเคชั่นฮัก เอสเค หลอกระดมเงินทุน เอาผลตอบแทนเป็นเงินจำนวนมากกว่า ต้นทุนที่ลงไปมาล่อเหยื่อ อ้างให้โปรโมตสินค้า ก่อนเบี้ยวจ่าย พบผู้ตกเป็นเหยื่อกว่า 5 พันราย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 500 ล้าน ผู้ต้องหาให้การภาคเสธ อ้างไม่มีเจตนาโกง แต่ธุรกิจขาดสภาพคล่อง หมุนเงินให้ลูกค้าไม่ทัน ต้องหยุดจ่าย นำตัวส่งพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีต่อไป
เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ที่กองบังคับการปราบปราม พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป. พ.ต.อ.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.วิระชาญ ขุนไชยแก้ว ผกก.5บก.ป. และพ.ต.ต.สุขสิทธิ์ ประเสริฐ สว.กก.5 บก.ป. ร่วมกันแถลงจับกุม นายสิทธวีย์ พลทา อายุ 55 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาตลิ่งชัน ที่ จ.409/2565 ลงวันที่ 8 ก.ย.2565 ข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ร่วมกันทุจริต หรือหลอกลวง โดยการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ หลังตามจับกุมตัวได้ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ภายในซอยลาดพร้าว 122 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ
พล.ต.ต.มนตรีกล่าวว่า เมื่อปลายเดือนก.ค.2564 นายสิทธวีย์ หรือ บอสเค ผู้ต้องหาพร้อมพวกได้จัดทำโครงการร้านสะดวกซื้อ-ขาย นำเข้าส่งออกสินค้าต่างประเทศ ผ่านแอพ สมาร์ทพลัส ก่อนประกาศชักชวนประชาชนให้นำเงินมาร่วมลงทุนให้ผลตอบแทนสูง อาทิ ซื้อสินค้า 1 ชิ้นในราคา 1,200 บาท เมื่อครบ 7 วัน ผู้ซื้อก็จะได้รับเงินคืนจากโครงการ เป็นเงินจำนวน 1,500 บาท โดยทางโครงการอ้างว่าเป็นเงินค่าโปรโมตสินค้า และหากสมาชิกคนใดหาลูกค้ามาร่วมโครงการเพิ่มก็จะได้ผลตอบแทนมากยิ่งขึ้น ช่วงแรกก็มีการจ่ายค่าตอบแทนจริง จึงทำให้มีผู้หลงเชื่อนำเงินมาร่วมลงทุนเพิ่มมากขึ้น ตั้งแต่หลักแสนขึ้นไปจนถึงหลักล้านบาท ภายหลังผู้ต้องหาก็เริ่ม จะบ่ายเบี่ยงจ่ายเงินปันผลเรื่อยมา
พล.ต.ต.มนตรีกล่าวต่อว่า จากแนวทางสืบสวนยังพบว่า ภายหลังนายสิทธวีย์ เกิดมีปัญหาขัดแย้งกับผู้บริหารในบริษัทสมาร์ทพลัส จึงแยกตัวออกมาตั้งบริษัทซุปเปอร์เค 2999 ก่อนจัดทำโครงการขึ้นมาใหม่หลายโครงการ เช่น โครงการศูนย์กระจายสินค้า โครงการตลาดนัด โครงการสร้างแอพพลิเคชั่น ฮัก เอสเค และโครงการครอบครัวซุปเปอร์เค คือ ให้สมาชิกบริจาคเงินมาเป็นกองทุนสวัสดิการ เพื่อหลอกระดมเงินลงทุนจากประชาชน โดยอ้างผลตอบแทนสูง ก่อนจะเบี้ยวจ่ายเงินค่าตอบแทน ที่ผ่านมามีผู้หลงเชื่อนำเงินมาร่วม ลงทุนกว่า 5,000 ราย เป็นเงินกว่า 500 ล้านบาท กลุ่มผู้เสียหายต่างพากันเข้าแจ้งความกับตำรวจ ตามท้องที่ต่างๆ จนออกหมายจับ และตามจับกุมตัวได้ในที่สุด
ด้านพ.ต.ต.สุขสิทธิ์กล่าวว่า จากการสอบสวน นายสิทธวีย์ให้การภาคเสธว่า ไม่ได้มีเจตนาโกง แต่เนื่องจากธุรกิจเกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง ไม่สามารถหมุนเงินให้ลูกค้าได้ทัน จึงต้องหยุดจ่ายเงินค่าตอบแทน จนทำให้ถูกแจ้งความ ดำเนินคดี จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป