เมื่อวันที่ 19 ต.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.สาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 8/2565 ว่า ที่ประชุมรายงานสถานการณ์โรคโควิด-19 ซึ่งแนวโน้มลดลง ประชาชนรับวัคซีนครอบคลุมมากกว่า 82% ส่วนกลุ่มที่ยังไม่ได้รับ คือ เด็กต่ำ 5 ปี เราจัดหาวัคซีนไฟเซอร์ 6 เดือน-4 ปีมาแล้ว 3 ล้านโดส จะมาครบในสิ้นปีนี้ เบื้องต้นมาแล้ว 5 แสนโดส กระจายทั่วประเทศและเริ่มฉีดแล้ว โดยคณะกรรมการโรคติดต่อฯ ขอให้ฉีดเข็มกระตุ้น ซึ่งมีประโยชน์มากหลังผ่อนคลายมาตรการจนแทบปกติแล้ว ทำให้เห็นการชะลอตัวการฉีดเข็มสาม ทั้งที่เราฉีดเข็มสี่กันได้ จากการลงพื้นที่เห็นว่า พอสถานการณ์เริ่มปกติก็หยุดอยู่ที่เข็มสาม ซึ่งจริงๆ หากฉีดเข็มสี่ จะปลอดภัยมากขึ้น แม้ติดเชื้อก็ไม่รุนแรงหรือเสียชีวิต

นายอนุทินกล่าวต่อว่า ทั้งนี้สธ.ต้องการให้ อสม.ดูแลชาวบ้าน มารับเข็มกระตุ้น เชื่อว่า นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ จะมาขับเคลื่อนให้ภารกิจ การควบคุมโรคเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะจัดกิจกรรมรวมพลัง อสม.ส่งต่อภูมิคุ้มกันสู่ 608 ต่อไป เนื่องจากยังรับเข็มกระตุ้นได้เพียง 43.4%

วันเดียวกัน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีข่าวพบโควิด-19 สายพันธุ์ BQ.1 เป็นรายแรกของไทย ว่า คนไข้เป็นชายต่างชาติอายุ 40 ปี เดินทางมาจากประเทศจีน เมื่อป่วยมารักษา ร.พ.แห่งหนึ่งใน กทม. ตั้งแต่ปลายส.ค. 2565 ไม่มีอาการรุนแรงและหายเป็นปกติดี ร.พ.ส่งตัวอย่างสุ่มตรวจสายพันธุ์ จึงส่งข้อมูล การถอดรหัสพันธุกรรมไปยังฐานข้อมูลโลก GISAID สำหรับ BQ.1 อยู่ในหลายตัวที่องค์การอนามัยโลกให้จับตาดู ซึ่งจะดูจากอำนาจการแพร่กระจายเชื้อหรือว่าโตเร็วแค่ไหน โดยขณะนี้ XBB น่าห่วงมากที่สุด ต่อมาคือ BQ.1.1 เป็นลูกหลานของ BQ.1 อีกที ซึ่งประเทศไทย ยังตรวจไม่พบ BQ.1 อาจแพร่เร็ว แต่ยังสู้ XBB ไม่ได้ คงต้องเฝ้าระวังต่อเนื่องไป เราจะยังพบ สายพันธุ์ที่เป็นแขนงออกไปเรื่อยๆ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน