‘ป๊อก’แจงวุ่นกลางสภาตอบกระทู้ด่วนฝ่ายค้านแก้กฎต่างด้าว-ซื้อที่ดิน

ตั้งกระทู้ด่วนถามเดือดในสภา ฝ่ายค้าน ‘เพื่อไทย-ก้าวไกล’ ถล่มรัฐบาลปมขายที่ดินให้ต่างด้าว ‘ทิม-พิธา’ ซัดกฎกระทรวงที่แก้ไขไม่ชัดเจน เปิดช่องให้ฟอกเงิน เก็งกำไร สร้างบ้านให้คนไทยเช่า ด้าน ‘บิ๊กป๊อก’ ลุกขึ้นแจงพัลวัน ชี้หากประชาชนไม่สบายใจก็พร้อมยกเลิก ระบุอยู่ในขั้นตอนกฤษฎีกา ยังสามารถปรับปรุงแก้ไขได้ โต้ไม่เคยคิดขายชาติ แต่ทำอย่างรัดกุม หวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ ‘สุพัฒนพงษ์’ โวเป็นแผนดึงต่างชาติให้อยู่ในไทยยาว สร้างรายได้ถึง 1 ล้านล้าน ไม่ใช่กฎหมายขายชาติ ไม่ต้องทบทวน ขณะที่ ‘ศรี’ ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองแล้ว เล่นงานครม.ทั้งคณะ ระบุใช้ดุลพินิจไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นาย สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงการพิจารณาร่างกฎกระทรวง การให้ต่างชาติซื้อที่ดินในประเทศไทย ที่ถูกวิจารณ์เป็นกฎหมายขายชาติ ว่า เรื่องนี้ไม่มีประเด็น เพราะการดำเนินการไม่ต่างไปจากหลักเกณฑ์เดิม เพียงแค่ระยะเวลาเท่านั้นเอง โดยคนที่เราอยากให้ได้รับสิทธิเพื่อให้เข้ามาพำนักในประเทศมี 4 กลุ่ม ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของหลักเกณฑ์โดยจะแก้ไขเมื่อไหร่ก็ได้ เราก็ทดลองนำร่องไปก่อน ซึ่งตนก็ดูแล้วว่าไม่มีอะไร เพราะประเทศอื่นเขาก็ซื้อและครอบครองกันได้ เรื่องเหล่านี้ถือเป็นเรื่องที่ทำความเข้าใจ และเรื่องนี้เราก็นำร่องเอาไว้หากมีผู้สนใจแล้วเราได้กรองตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้แล้วประสบความสำเร็จก็เดินหน้ากันไป แต่ถ้าหากไม่ประสบความสำเร็จก็มาดูว่าเหตุผลคืออะไร จะต้องปรับปรุงหรือไม่ หรือถ้ามันไม่ดีก็สามารถที่จะยุติ หรือทำให้มันเข้มขึ้นมาได้ เรื่องนี้ไม่ต้องทำไปถึงระดับพระราชบัญญัติ เป็นเรื่องของกฎเกณฑ์สามารถแก้ไขได้ ตลอดเวลา

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะไม่มีการทบทวนร่างกฎกระทรวงดังกล่าวใช่หรือไม่ นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า คงไม่ทบทวนอะไร เพราะมันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่มีอะไรเลยเพราะเป็นของเดิมตั้งแต่ปี 2545 แล้วนำมาปรับปรุงใหม่

เมื่อถามว่า ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวเป็นกฎหมายขายชาติจริงหรือไม่ นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า มันไม่น่าจะเป็นการขายชาติ เพราะถ้าขายชาติก็มาตั้งแต่ปี 42 แล้ว ตั้งแต่การออกพระราชบัญญัติฉบับนี้ ที่ผ่านมาสื่อก็ไม่ทราบ และปี 45 ก็มีการประกาศออกกฎเกณฑ์ ซึ่งค่อนข้างจะเปิดกว้างมากกว่านี้ด้วยซ้ำไป ใครก็ได้ ต่างด้าวประเภทไหนก็ได้และมีระยะเวลาเพียงแค่สั้นๆ และมีการลงทุนกว้างๆ ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่เราจะเอาหลักเกณฑ์หลักนี้ประกบคู่กับบุคลากรที่มีคุณภาพ ที่สนใจและอยากมาพำนักอยู่ในประเทศไทย และครอบครองที่ดินได้ ถือเป็นแรงดึงดูดประการหนึ่ง ซึ่งประเทศอื่นเขาก็ทำกัน และเราก็เป็นประเทศส่วนน้อยเสียด้วยซ้ำ และของเราก็เข้มงวดกว่าประเทศดังกล่าวที่กล่าวมาในข้างต้นเยอะ

ที่ศาลปกครองสูงสุด นายศรีสุวรรณ จรรยา ได้ยื่นฟ้องครม.ทั้งคณะต่อศาลปกครองสูงสุด โดยระบุ สืบเนื่องจากมีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงการได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็น ที่อยู่อาศัยของคนต่างด้าวฯ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอเมื่อ 25 ต.ค. การใช้อำนาจดังกล่าวไม่ได้สอบถามเจ้าของประเทศที่แท้จริงเลยว่าจะเห็นชอบด้วยหรือไม่ และไม่คำนึงเลยว่าการให้ชาวต่างชาติมายึดถือครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอย่างถาวรนั้นจะกระทบต่อคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศอย่างมากมายในระยะยาว ที่รัฐบาลใช้ข้ออ้างว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน เป็นการเอื้อประโยชน์ให้เฉพาะกลุ่มทุนที่เป็นแลนด์ลอร์ดอยู่ในขณะนี้ ที่ถือครองที่ดินไว้มากกว่า 80% ในขณะที่คนยากคนจน ถูกไล่รื้อบ้านเรือนให้ออกไปจากพื้นที่ดินของรัฐ เช่น ชาวริมคลอง แล้วบังคับให้ประชาชนเป็นหนี้ผ่านโครงการบ้านมั่นคง

อาจเป็นมติที่ใช้ดุลพินิจโดยมิชอบขัดต่อรัฐธรรมนูญ ม.178 ม.77 ประกอบ ม.25 ม.26 ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วน ร่วม ซึ่งรัฐบาลควรใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ม.166 ดำเนินการให้มีการทำประชามติ เพื่อขอฉันทามติจากประชาชนเจ้าของประเทศก่อน

การฟ้องศาลปกครองสูงสุดครั้งนี้ มีคำขอท้ายคำฟ้องคือ ขอให้ศาลมีคำสั่ง หรือคำพิพากษาเพิกถอนกฎหรือคำสั่ง หรือสั่งห้ามการนำร่างกฎกระทรวงดังกล่าว ไปใช้ใดๆ นอกจากนี้ ยังขอให้ศาลทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง โดยให้ชะลอหรือระงับการดำเนินการใดๆ ตามกฎหรือมติ ดังกล่าวไว้เป็นการชั่วคราว ก่อนศาลจะมีคำพิพากษา

เมื่อเวลา 10.35 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธานการประชุม เข้าสู่ช่วงกระทู้ถามสด นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ตั้งกระทู้ถามสดถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กรณีที่ที่ประชุมครม. อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของคนต่างด้าว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการเชิญชวนให้ต่างชาติมาลงทุนคนละ 40 ล้านบาท เพื่อครอบครองที่ดินคนละ 1 ไร่ ทำให้คนไทยเกิดความวิตกว่าจะเปิดช่องให้ต่างชาติเข้ามาเป็นเจ้าของที่ดิน ขณะที่คนไทยยังมีความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดินสูงมาก ข้อวิตกนี้ทำให้เกิดประโยคว่ามีการขายชาติ

ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย รับมอบหมายจากนายกฯ ชี้แจงแทนว่า การออกกฎกระทรวงใหม่ เริ่มมาจากวิกฤตโควิด-19 คณะทำงานเศรษฐกิจเชิงรุกจึงคิดว่าทำอย่างไรจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ซึ่งมีการพิจารณาหลายเรื่อง รวมถึงร่างกฎกระทรวงใหม่ดังกล่าว ที่ต้องการให้ต่างชาติที่อยากมาพำนักในประเทศไทยในระยะยาว ได้ลงทุนด้วย โดยตรวจสอบแบล็กลิสต์ต่างๆ และการพิสูจน์เรื่องความเชี่ยวชาญพิเศษเรามีขั้นตอนการพิจารณากลั่นกรองคนกลุ่มนี้เข้ามาที่จะต้องได้ “Long-erm Resident Visa” หรือ LTR ซึ่งการออกกฎกระทรวงใหม่ มีความรัดกุมมากกว่าเดิม เพราะกำหนดระยะเวลาลงทุน 3 ปี จึงจะขายได้และเพิ่มว่าต้องลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และที่ดินต้องอยู่ในเขตที่กำหนดว่าอนุญาตให้เป็นที่อยู่อาศัยได้ นี่คือเจตนา และความตั้งใจ ที่เราออกมาตรการที่รัดกุม

“เราไม่มีเจตนาขายชาติ ไม่มีใครทำเช่นนั้น ผมเชื่อว่าคนในสภานี้ทั้งฝ่ายรัฐบาล และ ฝ่ายค้าน คงไม่มีเจตนาแบบนั้น ดังนั้น หากจะมา พูดว่าขายชาติ คงต้องปฏิเสธว่าไม่มี และไม่มีใครคิดเช่นนั้น และไม่ได้ต้องการให้ต่างชาติครอบครองที่ดินตามที่เกรงกลัว เรามีมาตรการระเบียบรองรับแล้ว ส่วนที่กังวลว่าต่างชาติจะซื้อที่ดินแปลงติดกันจนผิดปกตินั้น เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม ร่างกฎกระทรวงนี้อยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกา ทราบว่ากำลังจะรับฟังความคิดเห็น ถ้าท่านห่วงใยก็ยังอยู่ในขั้นตอนที่ทำได้ทุกอย่าง เพื่อให้ประชาชนหายแคลงใจ เราอาจกำหนดให้เข้มงวดมากกว่านี้ เช่น เพิ่มการลงทุนเป็น 100 ล้านบาท หรือเพิ่มเวลาจาก 3 ปี เป็น 10 ปีก็ได้ เพื่อนำกลับมาให้ครม. พิจารณา ผมคิดว่าอาจจะล้มก็ได้ อันนี้ผมตอบแทนไว้ เพราะผมก็เป็นหนึ่งใน ครม.หากประชาชนไม่สบายใจมีความกังวลมาก เมื่อมีการทักท้วงก็ทำได้ ไม่มีอะไรเสียหน้าทั้งสิ้น ก็ฟังความเห็นกัน แต่ที่อยากชี้เจตนาคือไม่มีเรื่องขายชาติ แต่เป็นการทำนโยบายด้านเศรษฐกิจจนเกิดกฎกระทรวงดังกล่าว และไม่มีเจตนาเอื้อกลุ่มทุน เพราะไม่ใช่ธุระ ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลจะไปโอบอุ้มหรือเกี่ยวข้อง ตรงนั้น” พล.อ.อนุพงษ์ระบุ

พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ส่วนมาตรการทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะรัฐบาลไหนก็ต้องทำทุกอย่าง ทุกแนวทาง อยากได้นักท่องเที่ยว ก็ต้องหานักท่องเที่ยว อยากได้นักลงทุน ก็ต้องออกมาตรการหานักลงทุน เป็นการใช้มาตรการแบบผสม ดังนั้น ขอว่าอย่าคิดในเชิงกังวล อยากให้มองโลกในแง่ดีบ้าง

เวลา 11.40 น. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ถามกระทู้สดด้วยวาจานายกฯ เรื่องกฎกระทรวงการได้มาซึ่งที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยของคนต่างด้าวฯ ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คิดว่าเป็นนโยบายที่ผิดทิศผิดทางขณะที่ยังมีประชาชนจำนวนมากยังไม่มีที่ดินทำกินในประเทศไทย เรากลับต้องการอนุญาตให้ต่างชาติมาใช้ที่ดินในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำที่ดินสูงมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ดังนั้น ขอถามเกี่ยวกับเป้าหมายของนโยบายและการแก้กฎกระทรวงนี้คืออะไร เพราะเมื่อ 15 ก.ค. รัฐบาลแจ้งว่าเป้าหมายคือการดึงดูดชาวต่างชาติจนถึงปี 2569 จำนวน 1 ล้านคน กระตุ้นเศรษฐกิจ 1 ล้านล้านบาท เพิ่มการลงทุนในประเทศ 8 แสนล้านบาท และสร้างรายได้จากการเก็บภาษีทั้งหมด 2.7 แสนล้านบาท ต่อมา 28 ต.ค. เปิดตัวเลขตั้งแต่ 2545 ถึงตอนนี้มีชาวต่างชาติมาใช้สิทธินี้ 8 คน จาก เป้าหมาย 1 ล้านคน และดูไม่อออกว่าเป้าหมายที่แท้จริงของนโยบายนี้คืออะไรกันแน่ในเรื่องของจำนวน ปริมาณและการกระตุ้นเศรษฐกิจ และถ้าเป้าหมายยังเหมือนเดิมจะทำอย่างไรให้เพิ่มจาก 8 คนมาเป็น 1 ล้านคน เพราะตนไม่สามารถวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของนโยบายนี้ได้ถ้าเป้าหมายและความตั้งใจไม่ชัดเจน เพราะ 1 ล้านคนหมายความว่าต้องให้ 1 ล้านไร่ ที่ชาวต่างชาติมากินที่คนไทย และ 40 ล้านบาท ต่อ 1 ล้านไร่ก็คือ 40 ล้านล้านบาท

นายพิธาถามว่า รัฐบาลได้คำนึงถึงกับ ผลกระทบหรือข้อเสียหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการฟอกเงิน หรือการซื้อที่ดินเพื่อการเก็งกำไรต่อ มีความชัดเจนหรือไม่ว่าซื้อกี่ปีถึงจะขายได้ เพราะของคนไทยจะมีภาษีเฉพาะ 3 ปี เป็น 5 ปี ทำให้เก็งกำไรยากขึ้น จึงไม่แน่ใจว่าต่างชาติมีหรือไม่ หรือซื้อที่ดินแล้วมาสร้างอพาร์ตเมนต์ปล่อยเช่า แสดงว่าต้องการให้ชาวต่างชาติเข้ามาสร้างบ้านในเมืองไทยแล้วให้คนไทยเช่าเขาอยู่ รัฐมีมาตรการเรื่องนี้หรือไม่ รวมทั้งเรื่องเกี่ยวกับมรดกจะทำอย่างไร และถ้าเขาทำผิดเงื่อนไขที่เราตั้งขึ้นมาเรามีมาตรการจะแก้ปัญหาและทบทวนเรื่องนี้อย่างไร

นายพิธาถามต่อว่า ขอถามถึงความเหลื่อมล้ำเรื่องที่ดิน เพราะ 75 เปอร์เซ็นต์ของคนในประเทศไทยยังไม่มีที่ดินทำกิน และใน 25 เปอร์เซ็นต์นั้น 80 เปอร์เซ็นต์เป็นของที่รวยที่สุด 5 เปอร์เซ็นต์ และคนไทยจริงๆ ที่เป็นคนที่มีรายได้น้อยมีที่ดินทำกินแค่ 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ท่านจะเรียงลำดับควาามสำคัญในการกระจายที่ดินอย่างไร และตนไม่เชื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบนี้

ด้านนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รอง นายกฯ และรมว.พลังงาน ชี้แจงว่า ตนได้รับฟังการอภิปรายอยู่หลายครั้ง ท่านบอกว่าอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงและมีอุตสาหกรรม ใหม่ๆ รัฐบาลจึงได้พัฒนาและดึงดูดการลงทุน เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แต่เราต้องการคนรุ่นใหม่และมี ความรู้ ความสามารถเข้ามาอยู่ประเทศไทยในระยะยาว จึงออกมาเป็นกลุ่มบุคคล 4 ประเภท ที่จะเข้ามาส่งเสริม และพัฒนากิจกรรมและอุตสาหกรรมใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น ส่วนนี้เป็นส่วนที่เพิ่มเติมให้มาลงทุน และอาศัยในประเทศ ซึ่งต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข และกฎหมายของประเทศไทยแน่นอน ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาจำนวนมาก 40 ล้านคน คิดเป็นรายได้มูลค่า 2 ล้านล้านบาท

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า การตั้งเป้าสำหรับวีซ่าการพำนักระยะยาว (Long-term resident visa : LTR Visa) จำนวน 1 ล้านคน หากใช้จ่ายคนละเดือนละ 1 แสนบาท จะทำให้มีรายได้กว่า 1 ล้านล้านบาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของ 40 ล้านคนที่มาท่องเที่ยว ส่วนเรื่องที่ดิน เป็นส่วนเสริมให้คนที่รักและอยากมาอยู่จริงๆ เท่านั้น เพราะเขาสามารถเช่าระยะยาว เช่าคอนโดมิเนียม หรืออยู่โรงแรม ไม่จำกัดอยู่การซื้อที่ดิน การแก้ไขกฎกระทรวง ไม่ได้เพิ่มอะไรมากเลย การจะได้วีซ่าระยะยาว ก็ต้องใช้เวลา และการซื้อที่ดินต้องใช้อยู่อาศัยเท่านั้น หากทำการใดที่ขัดธรรมเนียมประเพณี หรือไม่ปฏิบัติตามกติกา ก็จะสามารถถูกยกเลิกได้ตลอดเวลา เรื่องเป้าหมายของวีซ่าการอยู่ระยะยาว ต้องทำตามกติกาที่กำหนด สิ่งที่ท่านห่วงประเทศไทยตึงเรื่องการครอบครองที่ดินมากกว่าอังกฤษ และยืนยันว่าไม่สามารถนำที่ดินไปทำแฟลต หรือที่อยู่อาศัย เราสามารถเพิกถอนสิทธิได้ง่าย ส่วนเรื่องการฟอกเงิน เราก็มีการคัดคุณสมบัติ และติดตามอย่างรอบคอบ ประเทศอื่นๆ เสรีกว่าเราเยอะ ไปเทียบบรรทัดต่อบรรทัดกันได้เลย เขาเสรีกันมาก เราจึงยังเข้มงวดในบางเรื่องอยู่

ช่วงท้าย นายพิธากล่าวว่า ตนได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ว่าเมืองโซล ประเทศเกาหลีใต้ ถึงความนิยมของคนที่จะเข้ามาอยู่อาศัยในเมือง ทำไมดีไซเนอร์เก่งๆ จากสแกนดิเนเวียอยากมาเกาหลีใต้ คนที่ทำซอฟต์แวร์เก่งๆ ก็อยากมาอยู่ที่กรุงโซล คนที่ถ่ายหนังเก่งๆ ทำให้เกิดซอฟต์เพาเวอร์ เก่งๆ ก็อยากจะมาอยู่มากรุงโซล เพราะอะไร ได้รับคำตอบว่า นโยบายของเขาคือการทำเมืองโซลเป็นเมืองที่น่าอยู่ไม่มีความเหลื่อมล้ำ ทำให้คู่สมรสอยากเดินทางมาอาศัย นี่ต่างหากคือการลงทุน

จากนั้นนายสุพัฒนพงษ์โต้ว่า อยากให้ไปถามอย่างชัดเจนว่า ต่างชาติสามารถครอบครองอสังหาริมทรัพย์ในประเทศเกาหลีใต้ได้อย่างไร และไปสอบถามทุกประเทศดูว่ามีเงื่อนไขการซื้อขายที่ดินอย่างไร ส่วนปัญหาความเหลื่อมล้ำและปัญหายาเสพติดนั้น มีทุกประเทศ ขอให้นำข้อเท็จจริงไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ว่าประเทศเราน่าอยู่น่าอาศัย และสถานะทางการเงินยังอยู่ในระดับ ที่ดี แต่ไม่น่าเชื่อที่เรายังมีข้อครหา ยกเรื่องอย่างนี้ขึ้นมาพูด

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวต่อว่า เราตั้งเป้าวีซ่าการพำนักระยะยาว ไว้ 1 ล้านคน ซึ่งเดาใจไม่ได้ว่าจะมาอยู่ในรูปแบบ จะมาซื้อทั้ง 1 ล้านคนก็เป็นการประเมินมากเกินไป ต้องเชื่อในประเทศไทย ว่าเราสามารถดึงดูดการลงทุน และอุตสาหกรรมใหม่ได้ มีคนอีกหลายล้านคนในต่างประเทศที่มองว่าประเทศไทยเป็นเมืองน่าอยู่ น่าอาศัย อย่ามองประเทศไทยในเชิงลบมากเกินไป ทุกประเทศล้วนมีปัญหา ตนรู้สึกว่าเราต้องเชื่อมั่นว่าทุกวันนี้มีกระแสการย้ายฐานการผลิต ซึ่งไทยจะเป็นประเทศหนึ่งในฐานการลงทุนใหม่ๆ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน