บี้ค้น3จุดกลางกรุงจับ15รายแก๊งโจร!ออนไลน์
ตร.ลุยล้างทุนจีนสีเทา เปิดปฏิบัติการ ‘ล้มไม้ค้ำ ลิดกิ่งก้าน’ค้น 3 จุด จับกุม 15 ราย ยึดเงินสดกว่า 42 ล้าน รถหรูกว่า 10 คัน โฉนดที่ดิน เป๋าแบรนด์เนม ฯลฯ มูลค่ารวมกว่า 300 ล้านบาท เผยทำธุรกิจเอี่ยวทั้งยาเสพติด บ่อน ผับบาร์ และแก๊งคอล สวป.เมืองระยองเตือนวุ่น หลังแก๊งคอลอ้างชื่อตุ๋น แถมปลอมหมายหลอกซ้ำ เหยื่อไหวตัวโทร.เช็กเลยรอด
เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท., พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง ผบก.สอท.1 และพ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง ผบก.ตม.1 โฆษก บช.สอท. ร่วมกันแถลงข่าวผลปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายนายทุนจีน สีเทา ตามปฏิบัติการ “ล้มไม้ค้ำ ลิดกิ่งก้าน” โดยปิดล้อมตรวจค้น 3 จุดในพื้นที่กรุงเทพฯ จับกุมผู้ต้องหากว่า 15 ราย ในจำนวนนี้เป็นคนจีน 11 ราย คนไทย 4 ราย พร้อมของกลางเป็นเงินสดกว่า 42 ล้านบาท รถยนต์หรูกว่า 10 คัน โฉนดที่ดินหลายรายการ สุราต่างประเทศ สำรับไพ่ กระเป๋าแบรนด์เนม มูลค่ารวมกว่า 300 ล้านบาท
พล.ต.อ.ต่อศักดิ์กล่าวว่า การปิดล้อมตรวจค้นครั้งนี้เป็นนโยบายของทางรัฐบาล และทางพล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ที่ให้ความสำคัญในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมประกอบกับช่วงที่ผ่านมามีกรณีชาวต่างชาติเสียชีวิตเพราะยาเสพติดในสถานบันเทิง และกรณีสถานบริการเปิดให้บริการเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและการพนัน โดยเจ้าของกิจการหรือสถานบริการล้วนเป็นนักลงทุนต่างชาติ
พล.ต.อ.ต่อศักดิ์กล่าวต่อว่า ปฎิบัติการนี้เป็นการขยายผลจากการตรวจค้นสถานบริการจินหลิง ย่านยานนาวา เขตสาทร หลังพบกลุ่มนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นชาวจีนกว่า 237 คน พนักงานชาวกัมพูชาและไทยอีกกว่า 29 คน ตรวจยึดรถยนต์หรูกว่า 30 คัน เพื่อตรวจสอบหาเจ้าของว่ามีส่วนร่วม รู้เห็น หรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติด หรือมีพฤติการณ์อันเข้าข่ายฟอกเงิน
พล.ต.อ.ต่อศักดิ์กล่าวว่า โดยหนึ่งในรถยนต์หรูที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยึดไว้นั้น ผู้ต้องหาหญิงชาวจีนเป็นผู้ขับ มีชายชาวจีนเป็นเจ้าของรถยนต์ จากการตรวจสอบชายชาวจีนคนดังกล่าว คือกลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ แต่ถือหนังสือเดินทางประเทศกัมพูชาในการเดินทางและยังมีหนังสือเดินทางของประเทศต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งสวมสิทธิ์เป็นคนไทยมีบัตรประจำตัวประชาชน เงินที่ได้จากการหลอกลวงจะถูกนำมาฟอกด้วยการลงทุนในธุรกิจต่างๆ ซื้อบ้านหรู คอนโดฯ หรู รถยนต์หรู และทรัพย์สินมีค่าอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก มีการจ้างบอดี้การ์ดคอยคุ้มกันตลอดเวลา จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลอาญาออกหมายค้น โดยตรวจค้น 3 จุด
จุดแรก เป็นบ้านเลขที่ 396/63 ซอย กาญจนาภิเษก 50 แขวงดอกไม้ แขวงประเวศ กรุงเทพฯ พบชาวจีน 5 คน และคนไทย 3 คน พร้อมทรัพย์สินหลายรายการ เช่น รถยนต์ 3 คัน รถจักรยานยนต์ ดูคาติ สีแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน สุราต่างประเทศกว่า 50 ขวด โทรศัพท์มือถือ 13 เครื่อง คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 3 เครื่อง และ เงินสด 7 ล้านบาท
จุดที่ 2 บ้านเลขที่ 89/46 หมู่บ้านแกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด บางนา-อ่อนนุช แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นบ้านของนาย LIN YIAN หรือนายยะปะสอ สวรรยาคีรี พร้อมตรวจยึดทรัพย์สินอีกหลายรายการ อาทิ รถยนต์ยี่ห้อ โตโยต้า อัลพาร์ด สีดำ (ป้ายแดง) 3 คัน นาฬิกาหรูยี่ห้อ ปาเต๊ะ ฟิลลิป 1 เรือน เงินสด 7.5 ล้านบาท บัตรประจำตัวประชาชน ชื่อนายยะปะสอ สวรรยาคีรี และหนังสือเดินทางประเทศไทย ชื่อนายยะปะสอ สวรรยาคีรี และจุดที่ 3 เป็น คอนโดฯ บริเวณซอยสุขุมวิท 39 พบชาวจีน 4 คน พร้อมยึดทรัพย์สิน เช่น เงินสด 28 ล้านบาท กระเป๋าแบรนด์เนมหรู 8 ใบ
พล.ต.อ.ต่อศักดิ์กล่าวอีกว่า จากการนำบัตรประชาชน นายยะปะสอ สวรรยาคีรี ที่ตรวจยึดมาตรวจสอบกับสารบบทะเบียนราษฎร กรมการปกครอง ปรากฏว่า เลขประจำตัวประชาชนดังกล่าว นายทะเบียนออกให้บุคคลอื่น โดยออกที่อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ จึงเชื่อว่า เป็นการปลอมบัตรประจำตัวประชาชน จากการตรวจสอบแล้วว่า บุคคลตามบัตรประชาชนยังมีชีวิตอยู่ และทำอาชีพหักข้าวโพดอยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัด โดยประเด็นนี้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ อยู่ระหว่างการขยายผลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีหน้าที่ในการออกเอกสารดังกล่าว

รถแก๊งคอล – พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผบ.ตร. แถลงผลบุกตรวจค้น 3 จุดในกทม. จับ 15 ผู้ต้องหาชาวจีนและไทย เชื่อมโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายทุนจีนธุรกิจสีเทา ยึดเงินสดและรถหรูมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท เมื่อวันที่ 3 พ.ย.
พล.ต.อ.ต่อศักดิ์กล่าวด้วยว่า ส่วนทรัพย์สินต่างๆ ที่ตรวจยึดได้ จะตรวจสอบความถูกต้อง และความเชื่อมโยงกับคดีอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้แจ้งความไว้ในระบบการรับแจ้งความออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป นอกจากนี้ยังพบพาสปอร์ต 2 สัญชาติ คือไทยและกัมพูชา มีการเดินทางเข้าออกกัมพูชา 25 ครั้ง และกัวลาลัมเปอร์ มาเลเชีย 12 ครั้ง นอกจากนี้จากการสอบสวนในเบื้องต้นยังมีการทำธุรกิจ ร้านสุกกี้ในคิงส์โรมัน สปป.ลาว และพื้นที่ 3 เหลี่ยมทองคำด้วย
รองผบ.ตร.กล่าวอีกว่า ส่วนข้อมูลที่นาย ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ให้กับตำรวจเกี่ยวกับ 5 กลุ่มทุนเครือข่ายชาวจีน ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างขยายผล เช่นเดียวกับประเด็นที่มีการพาดพิงว่าผู้ต้องหาชาวจีนบางคนมีความสนิทกับนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ รวมทั้งสนิทสนมกับอดีตรัฐมนตรีคนหนึ่ง ตำรวจเข้าตรวจสอบ และตรวจค้นที่พักของอดีตรัฐมนตรีไปแล้ว แต่ยังไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย หรือมีหลักฐานเชื่อมโยงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายชาวจีน
พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ยังกล่าวถึงกระแสข่าวอดีตรัฐมนตรีฯเชื่อมโยงกับนายทุนจีนเหล่านี้ว่า เรื่องนี้ขอให้ทางตำรวจสอบสวนหาข้อเท็จจริงก่อน ก่อนที่จะมาตอบหรือยืนยันได้ว่าใช่ หรือไม่ใช่ และเป็นบุคคลตามที่สังคมคิดกันหรือไม่ พร้อมทั้งขอรวบรวมพยานหลักฐาน เส้นทาง และของกลางที่ยึดมา เพราะเชื่อว่าการก่ออาชญากรรมต้องทิ้งร่องรอยเอาไว้ ซึ่งหากว่าร่องรอยถึงใคร ก็ต้องรับสภาพ โดยตอนนี้ทางตำรวจอยู่ระหว่างดำเนินการสืบสวนสอบสวน ยืนยันไม่มีใครสามารถเข้ามาควบคุมการทำงานของตำรวจได้ อย่างไรก็ตาม ขณะตรวจสอบที่หมู่บ้านหรูทั้งสองจุดพบข้อมูลว่าในเฟสใหม่ที่กำลังก่อสร้าง และที่ก่อสร้างเสร็จแล้วมีการถือครองทรัพย์สินของกลุ่มคนจีนทั้งหมด โดยประเด็นนี้ได้สั่งการให้ชุดสืบสวน สน.อุดมสุขทำการตรวจสอบว่ามีการถือครองอย่างถูกต้องหรือไม่ เนื่องจากมูลค่าของบ้านแต่ละหลังนั้นสูงถึง 40-50 ล้านบาท
เมื่อถามถึงกรณีทุนอินเดียก็เข้ามาลงทุนในธุรกิจสีเทาในประเทศนั้น พล.ต.อ.ต่อศักดิ์กล่าวว่า เรื่องนี้ทางตำรวจตรวจสอบดูทั้งหมดและเชื่อว่ามีหลายแก๊งมากที่อยู่ในประเทศไทย แต่ขอยังไม่ระบุถึงชื่อประเทศ เพราะไม่ใช่ ทุกคนที่เกี่ยวข้อง และมีหลายชาติที่เข้ามา ซึ่งปัญหานี้เกิดตั้งแต่ช่วงสถานการณ์โควิดที่ชาวต่างชาติไม่สามารถกลับประเทศได้ และมีการอยู่ในประเทศแบบ over stay โดย เรื่องนี้ได้ส่งเรื่องให้กับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล แล้ว และอยู่ระหว่างตรวจสอบไปด้วยกัน เพราะเราเองก็ไม่อยากให้ประเทศไทยเราเป็นฐานก่ออาชญากรรม
วันเดียวกัน พ.ต.ท.ถาวร คำวัฒน์ สวป.สภ.เมือง ระยอง กล่าวว่า มีกลุ่มมิจฉาชีพ แอบอ้างชื่อตำแหน่ง ‘พ.ต.ท.ถาวร คำวัฒน์’ โทร.ไปหลอกเหยื่อซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ร.พ. ระยอง ว่า มีความผิดฐานฟอกเงิน พร้อมกับแสดงหมายค้นที่มีรูปแบบจริงแต่ตัดต่อเปลี่ยนชื่อเหยื่อเข้าไป และยังส่งข้อความว่ากำลัง จะนำหมายค้นเข้าตรวจค้นบ้านพัก พร้อมขอตรวจสอบบัญชี เพื่ออายัด นอกจากนั้นยังโชว์รูป ‘พ.ต.ท. ถาวร คำวัฒน์’ ในชุดเครื่องแบบ เพื่อสร้างความมั่นใจ แต่เหยื่อไหวทันโทรศัพท์สอบถาม สภ.เมืองระยอง จึงรอดพ้นการถูกหลอกมาได้
พ.ต.ท.ถาวรกล่าวต่อว่า หากผู้ใดที่ได้รับโทรศัพท์ แล้วแอบอ้างชื่อตำแหน่งของตนเอง โปรดอย่าหลงเชื่อเด็ดขาด และรีบโทรศัพท์แจ้งตำรวจทันที ที่เบอร์โทร. 0-3861-3676 เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่ออีก ส่วนรูปภาพของตนเองที่ถูกนำไปใช้ เป็นรูปภาพที่อยู่ภายในเพจเฟซบุ๊กของ สภ.เมืองระยอง โดยกลุ่มมิจฉาชีพคงจะนำรูปไปใช้ในการหลอกเหยื่อ เบื้องต้นทาง เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบหาเบาะแสของแก๊งนี้ เพื่อติดตามจับตัวมาดำเนินคดีต่อไป