จากกรณีครูสาวรายหนึ่งทำคอนเทนต์ท้าลองเมนูสุดสยองกิน “ค้างคาว” ทำให้ประชาชนเกิดความกังวลว่าอาจจะเกิดโรคระบาดแปลกๆ ได้ อย่างที่เคยเกิดโรคโควิด 19 นั้น

เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ หัวหน้าศูนย์โรคอุบัติใหม่ทางคลินิก ร.พ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ว่า การเข้าป่าไปหาของแปลก สัตว์แปลก มารับประทานมีอันตรายอย่างแน่นอน โดยสัตว์ที่อยู่ตามธรรมชาติเป็นแหล่งรังโรคที่มนุษย์ยังไม่เคยสัมผัส ซึ่งบางชนิดก็ติดเชื้อจากสัตว์มาสู่คนได้ โดยเฉพาะค้างคาวที่มีไวรัสเยอะมาก เช่นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคอีโบลา (Ebola) ไวรัสนิปาห์ที่ทำให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบ รวมถึงไวรัสโคโรนาที่ทำให้เกิดโรคโควิด 19 และอีกหลายตัว ดังนั้นไม่ควรไปสัมผัสกับค้างคาว เพราะสัตว์รังโรคมักไม่แสดงอาการป่วย เราจึงไม่แนะนำให้กินสัตว์ป่าทุกชนิด เนื่องจากมีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อไวรัส ตั้งแต่ขั้นตอนการเข้าไปจับ

“อย่างค้างคาวที่อยู่ในถ้ำเป็นระบบปิด อยู่กันเป็นกลุ่มก้อน ขับถ่ายอยู่ถ้ำ ก็มีโอกาสสัมผัสเชื้อได้ เพราะเจอว่ามีเชื้อไวรัสโคโรนาอยู่ในปัสสาวะค้างคาว แต่ยังไม่กระโดดมาคน แต่วันหนึ่งถ้าไวรัสเก่งขึ้น ก็กระโดดมาคนได้ ที่ผ่านมามีรายงานพบโรคฮิสโตพลาสโมซิส ทำให้เกิดเชื้อราในคนที่เข้าไปในถ้ำค้างคาว เกิดภาวะปอดอักเสบ ส่วนก่อนจะนำค้างคาวมาปรุงสุก ก็ต้องผ่านขั้นตอน เช่นถลกเนื้อ ล้างเนื้อ ทำให้สัมผัสกับสารคัดหลั่งของค้างคาว” ผศ.นพ.โอภาสกล่าวและว่า ปัญหาของโรคที่มาจากสัตว์ป่าจะพบในแอฟริกาเยอะ เพราะเป็นประเทศที่ไม่ได้เลี้ยงไก่ หมูเหมือนบ้านเรา เขาก็จะล่าสัตว์ป่ามากิน แต่บ้านเรามีสัตว์เลี้ยง มีแหล่งอาหารเต็มไปหมด จึงไม่ควรไปยุ่งกับสัตว์ป่า

ด้านนพ.จักรรัฐ พิทยาวงค์อานนท์ ผอ.กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ไม่ควรรับประทานค้างคาว เนื่องจากเป็นสัตว์ป่าและปกติมีโซนาร์ในตัว เป็นสัตว์ที่บินสูงไม่น่าที่จะจับมารับประทานได้ง่าย ถ้าจับได้ง่ายหรือตกลงกับพื้นที่ แสดงว่าค้างคาวตัวนั้นอาจเป็นโรค การติดเชื้อจากค้างคาวก็เหมือนกับการติดเชื้อไข้หวัดนกที่ไม่ได้ติดเชื้อจากการรับประทาน เพราะการปรุงสุกเชื้อก็ตายหมด แต่เป็นการติดเชื้อระหว่างการปรุงมากกว่า ดังนั้น ไม่จำเป็นอย่าไปรับประทาน รับประทานอย่างอื่นดีกว่า เพราะลำพังมูลค้างคาวก็ทำให้เกิดการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน