‘ชูวิทย์-สันธนะ’หวิดชกกันบนสน.

ตร.บุกค้นจับหนุ่มนักธุรกิจจีนคาสมาคมการค้าย่านสุทธิสาร สวมบัตรประชาชนไทยปลอม ตะลึงพบรถสถานทูต รถตำรวจนำขบวนด้วย ตรวจสอบเบื้องต้นคาดพยายามทำเลียนแบบ เจ้าตัวอ้างเพื่อนแนะนำมาให้ พร้อมปฏิเสธข้อหาสวมบัตร ยอมรับเคยมีคนแนะนำให้ทำ แต่ไม่ได้ทำ ขณะที่ตร.อีกชุดค้นอาคารต้องสงสัยที่เมืองพัทยา พบกำลังก่อสร้างเตรียมเปิดเป็นบ่อนใหญ่ คนจีนเป็นเจ้าของ ด้าน ‘ชูวิทย์’ หวิดวางมวยกับ ‘สันธนะ’ กลางสน.ทองหล่อ หลังทั้งคู่แจ้งความกล่าวหากันไปมา

เมื่อวันที่ 9 พ.ย. พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รองผบ.ตร. พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รองผบช.สตม. นำกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจับกุมนายเส้า เสี่ยวปอ สัญชาติจีน ที่อาคารให้เช่า เป็นที่ตั้งสมาคมการค้าแห่งหนึ่ง ย่านสุทธิสาร กทม. ผู้ต้องหาตามหมายจับข้อหาสวมบัตรประจำตัวประชาชนปลอม และ นายกิตธนะ กิตติธิพันธ์ ผู้ต้องหาชาวไทย

จากการสอบสวนผู้ต้องหาชาวจีนในเบื้องต้นให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าไม่มีบัตรประชาชนสวมชื่อคนไทย ยอมรับเคยมีคนมาแนะนำให้ทำ แต่ไม่ได้ทำ ส่วนอาคารแห่งนี้ก็ไม่ได้เดินทางมานานแล้ว เมื่อตำรวจซักถามว่าในการเดินทางมามีรถตำรวจนำ ไปจัดหามาจากไหน ผู้ต้องหาตอบแค่ว่าเพื่อนแนะนำให้

สวมรอย – พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รองผบ.ตร. เข้าตรวจสอบรถของนายเส้า เสี่ยวปอ สัญชาติจีน ตกแต่งคล้ายรถสถานทูต หลังตำรวจเข้าจับกุมในข้อหาสวมบัตรประชาชนปลอม ที่อาคารย่านสุทธิการ กทม. เมื่อวันที่ 9 พ.ย.

พล.ต.ต.พันธนะกล่าวว่าจากการสอบสวนเพิ่มเติมผู้ต้องหาให้การว่าจะเข้ามาทำธุรกิจในไทย จึงเข้าร่วมกับสมาคมการค้า 3-4 ปี แต่ยังไม่ทันได้เริ่มธุรกิจ ขณะนี้ยังไม่แน่ชัดว่า ผู้ต้องหาเกี่ยวข้อง หรือดำรงตำแหน่งใดในสมาคม จะต้องตรวจสอบรายชื่อกับสมาคมอีกครั้ง นอกจากนี้ยังตรวจพบชุดคล้ายเครื่องแบบทหาร มีเข็มกลัดชื่อผู้ต้องหา รวมถึงรถผู้ต้องหาก็เป็นรถติดธงประจำประเทศทั้ง 2 ฝั่ง คล้ายรถสถานทูต และยังมีรถตำรวจนำขบวนอีก 1 คัน

รองผบช.สตม.กล่าวอีกว่าสำหรับรถทั้ง 2 คัน เท่าที่ดูคาดเป็นรถทะเบียนปกติ ไม่ใช่รถสถานทูต เชื่อว่าพยายามทำให้ดูเหมือนรถสถานทูต ส่วนรถตำรวจก็น่าจะเป็นรถปลอมเช่นกัน อีกทั้งยังตรวจพบอาวุธปืนตั้งโชว์ตามโถงทางเดินอีก 6 กระบอก ส่วนหนึ่งเป็นปืนบีบีกัน เบื้องต้นตำรวจดำเนินคดีข้อหาแจ้งความเท็จ และปลอมบัตรประชาชน จะขยายผลตรวจสอบสิ่งของที่พบทั้งหมด หากเข้าข่ายความผิดเพิ่มเติมก็จะแจ้งข้อหาภายหลัง

ขณะเดียวกัน ตำรวจฝ่ายสืบสวน สภ.เมืองพัทยา และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเขต 2 จ.ชลบุรี เข้าค้นและตรวจสอบอาคารต้องสงสัยของกลุ่มนายทุนจีน บริเวณแยกเฉลิมเกียรติ 6 ถนนพัทยาสาย 3 หมู่ 9 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พบอยู่ระหว่างก่อสร้างดัดแปลงในเนื้อที่ 150 ไร่ พบวัยรุ่นชายอายุ 17 ปี เป็นผู้ดูแล ภายในอาคารมีลักษณะคล้ายบ่อนพนัน มีห้องโถงใหญ่ ห้องแลกชิป ห้องวีไอพี ห้องกล้องวงจรปิด ห้องครัว นอกจากนี้ยังพบโต๊ะเล่นพนันบักคารา โต๊ะเสือมังกร ลูกเต๋ากว่า 500 ลูก ไพ่ใหม่ 400-500 สำรับ จึงตรวจยึดและคุมตัวคนดูแลมาสอบขยายผลหาเจ้าของตัวจริง

จากการตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่ามีชาวจีนเป็นผู้ทำสัญญาเช่าระยะยาว ตั้งแต่ปี 2559 จัดสรรแบ่งที่ดินสร้างเป็นสนามมวย ร้านคาราโอเกะ ร้านหมูกระทะ ร้านอาหารจีน แต่ปิดตัวลงช่วงโควิดระบาด จนกระทั่งปัจจุบันเตรียมดัดแปลงเป็นบ่อนพนัน

เย็นวันเดียวกัน ที่สน.ทองหล่อ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. เดินทางมาติดตามคดีนายทุนจีนธุรกิจสีเทา โดยพล.ต.อ.สุรเชษฐ์เปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่มีข้อมูลอยู่ 5 กลุ่ม ควบคุมตัวไว้แล้ว 2 คน คือนายเดวิด กับนายหยี่ ฉางเฟย ส่วนอีก 3 คนหลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว กำลังตรวจสอบเส้นทางการเงินทั้งหมด

หวิดมีมวย – ตำรวจช่วยกันห้ามปรามนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ออกอาการฮือเข้าใส่หวิดวางมวยกับนายสันธนะ ประยูรรัตน์ คู่กรณีที่ร้องเรียนกันไปมา หลังทั้งคู่โคจรมาพบกันอีกครั้งที่สน.ทองหล่อ เมื่อค่ำวันที่ 9 พ.ย.

รองผบ.ตร.กล่าวว่านอกจากนี้ยังประชุมร่วมกับ พ.ต.อ.ดวงโชติ สุวรรณจรัส ผกก.สน.ทองหล่อ เพื่อติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับแก๊งทัวร์จีน จึงแยกการดำเนินคดีเป็น 2 ส่วน ทั้งเรื่องทัวร์จีนที่เข้ามาใช้ยาเสพติดในสถานบริการบันเทิง กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และหาผลประโยชน์ทวงเงินกันเองด้วยการตัดนิ้ว

ต่อมานายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตส.ส. เดินทางมาขอเข้าพบพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พร้อมนำเอกสารหลักฐานมายื่นให้ เพื่อขอให้ตรวจสอบพฤติกรรมนายสันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตตำรวจ ว่าเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนจีนหรือไม่ ต่อมานายสันธนะเดินทางมาที่สน.ทองหล่อด้วยเช่นกัน เมื่อเผชิญหน้ากับนายชูวิทย์ ปรากฏว่าทั้งคู่กระทบกระทั่งกัน ก่อนปรี่เข้าไปเกือบชกต่อยกัน เจ้าหน้าที่จับทั้งคู่แยก โดยระหว่างนั้นนายชูวิทย์ประกาศขอจองล้างจองผลาญนายสันธนะตลอดไป ด้านนายสันธนะก็แจ้งความดำเนินคดีนายชูวิทย์ ข้อหาดูหมิ่นซึ่งหน้า

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน