โชว์‘เมนู4ภาค’ เสิร์ฟ‘โต๊ะผู้นำ’

8 ม็อบชุมนุมรับการประชุมผู้นำเอเปค ‘บิ๊กป้อม-บิ๊กเด่น’ เปิดศูนย์ดูแลความปลอดภัยระดม ตร. 3.5 หมื่นนายคุมเข้มพื้นที่ล่อแหลม พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมรักษาความปลอดภัยและการจราจร ติดตามสถานการณ์การข่าว วอนประชาชนร่วมเป็นเจ้าภาพที่ดี เปิดเมนูอาหารเสิร์ฟผู้นำเอเปค เป็นสุดยอดอาหารไทย ของดีทุกภาค ‘บิ๊กตู่’ต้อนรับตัวแทนเยาวชนเอเปค พร้อมนำทัวร์ทำเนียบ หอการค้าคาดช่วงเอเปคเงินสะพัด 2 หมื่นล้านบาท

‘บิ๊กตู่’ต้อนรับเยาวชนเอเปค
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 14 พ.ย. ที่ห้อง สีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เปิดโอกาสให้ตัวแทนเยาวชนจากเขตเศรษฐกิจเอเปคในโครงการ APEC Voices of the Future เพื่อมอบแถลงการณ์เยาวชน (Youth Declaration)

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต้อนรับคณะผู้แทนเยาวชนจากเขตเศรษฐกิจเอเปคในโครงการ APEC Voices of the Future โดยยืนยันว่ารัฐบาลตระหนักถึงบทบาทสำคัญของเยาวชนในฐานะผู้ที่ขับเคลื่อนการพัฒนาและความเจริญเติบโตให้แก่ภูมิภาคในอนาคต รวมทั้งไทยพร้อมส่งเสริมมุมมองและการมีส่วนร่วมของเยาวชน ซึ่งจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการพัฒนาทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ให้เติบโตอย่างสมดุลและคำนึงถึงอนาคตของคนรุ่นต่อไป

พาเดินชม – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม พาตัวแทนคณะเยาวชนจากเขตเศรษฐกิจเอเปค ซึ่งเข้าพบปะหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นก่อนหน้านี้ ไปเดินชมบรรยากาศภายในทำเนียบรัฐบาล พร้อมร่วมถ่ายรูปเป็นที่ระลึก เมื่อวันที่ 14 พ.ย.

โอกาสนี้ พล.อ.ประยุทธ์รับมอบแถลงการณ์เยาวชน พร้อมทั้งยินดีต่อการมีส่วนร่วมของเยาวชนซึ่งเป็นภาคส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคให้ก้าวหน้าไปได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นภาคส่วนที่จะต้องสานต่อการดำเนินการต่างๆ ในอนาคต นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลไทยพร้อมรับฟังเสียงของเยาวชน ในฐานะ “เสียงของอนาคต เสียงของคนรุ่นใหม่” เพื่อนำไปเป็นส่วนหนึ่งในการปรับเปลี่ยนนโยบายให้สอดคล้อง และคำนึงถึงคนรุ่นต่อไป อันจะทำให้ภูมิภาคเดินหน้าต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง

หลังจากนั้นพล.อ.ประยุทธ์พากลุ่มตัวแทนเยาวชนเยี่ยมชมตึกภักดีบดินทร์ และถ่ายภาพร่วมกันที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า โดยนายกฯ กล่าวว่า เยาวชนพวกนี้อยู่ภายใต้โครงการ APEC Voices of the Future นี่คือเสียงของอนาคต เป็นคนรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่าต้องทำให้คนรุ่นใหม่ ถ้าไม่ทำตอนนี้แล้วเขาไม่รู้เรื่องเลย วันหน้าก็ยากจะทำอะไรได้ วันนี้เขาจะมาร่วมกับเราตั้งแต่ตอนนี้ เพราะวันหน้าพวกเขาจะเป็นคนสานต่อ ตนจึงบอกว่าเป็นรุ่นสู่รุ่น

ผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่มีอะไรน่ากังวลใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ยังไม่มี แต่ได้พูดคุยประเด็นสำคัญในการประชุมอาเซียนเท่านั้น เป็นเวทีแห่งเศรษฐกิจ เมื่อถามว่า อยากฝากอะไรหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ฝากไปแล้ว ดูแลการประชุมให้เรียบร้อยละกัน

‘บิ๊กป้อม’เปิดศูนย์รปภ.เอเปค
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สำนักงานตำรวจ แห่งชาติ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี/ประธานอนุกรรมการด้านการรักษาความปลอดภัยและการจราจรเป็นประธานเปิดกองอำนวยการร่วมรักษาความปลอดภัยและการจราจรเพื่อเตรียมการจัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคและการประชุมที่เกี่ยวข้องปี 2565 โดยมีคณะอนุกรรมการฯ เข้าร่วมประชุม อาทิ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม, พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผบ.ทสส., พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร., พล.ร.อ.เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผบ.ทร. ผู้แทนเหล่าทัพ ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข ผู้บัญชาการตำรวจ ทั่วประเทศ และผู้แทนหน่วยที่เกี่ยวข้อง รวม 27 หน่วย เข้าร่วมรับฟังด้วย

พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า การประชุมในวันนี้เป็นเปิดกองอำนวยการร่วมฯ เพื่อติดตามสถานการณ์ และความพร้อมในการปฏิบัติของหน่วยปฏิบัติตามแผนฯ และให้หน่วยที่เกี่ยวข้องได้รายงาน ความพร้อมในการเตรียมการปฏิบัติตามที่ได้รับมอบหมาย ในที่ประชุมยังได้พิจารณาในด้านความพร้อมด้านการจราจรและการบริหารจัดการขบวนรถ ด้านความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข และด้านความพร้อมด้านการต่อต้านการก่อการร้าย รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ขอให้ทุกหน่วยงานเตรียมการปฏิบัติในส่วนที่เกี่ยวข้องตามที่ได้รับมอบหมาย และร่วมกันปฏิบัติงาน ตามแผนของกองอำนวยการร่วมฯ รวมทั้ง ติดตาม กำกับดูแล การปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การรักษาความปลอดภัยการประชุมฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความปลอดภัยสูงสุด

เปิดศูนย์ – พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เปิดศูนย์อำนวยการร่วมรักษาความปลอดภัยและการจราจรในการประชุมเอเปค 2022 โดยพล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ให้การต้อนรับ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อ วันที่ 14 พ.ย.

ด้านพล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวว่า กอ.จะร่วมประชุมติดตามสถานการณ์ทุกวันในเวลา 09.00 น. โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักในการดูแลความปลอดภัยและการจราจร ด้านการบริหารจัดการดูแลการชุมนุม นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศพื้นที่ห้ามชุมนุม คือศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โรงแรมที่พักทั้ง 19 แห่ง สถานที่จัดงานเลี้ยงรับรองของผู้นำ เพื่อให้ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายทำงานได้สะดวกตลอดช่วงการประชุม 14-19 พ.ย.65

ทั้งนี้ ได้กำชับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงทุกฝ่าย แม้การชุมนุมจะเป็นสิทธิกระทำได้ตามกฎหมาย แต่ต้องไม่กระทบกระเทือนต่อ ความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ตลอดจนสุขอนามัยของประชาชน หรือ ความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ และไม่กระทบกระเทือนสิทธิ คนอื่น ผู้กระทำผิดจะต้องถูกดำเนินการ ตามกฎหมายทุกรายและมีโทษหนักถึงจำคุก เราจะยอมให้ใครมาสร้างความเสียหายให้กับประเทศไม่ได้โดยเด็ดขาด พร้อมทั้งกำชับให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามยุทธวิธี เป็นขั้นเป็นตอนตามระดับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น หากจะยื่นข้อเรียกร้อง หรือแสดงความคิดเห็นต่างๆ กระทรวงการต่างประเทศจัดสถานที่สำหรับการยื่นหนังสือไว้แล้ว ที่กระทรวงการต่างประเทศ และสถานกงสุลที่แจ้งวัฒนะ รวมทั้งการขอให้ใช้สิทธิในการชุมนุม ขอให้ไปยื่นขอตามสถานที่ที่ได้จัดไว้ให้ หากมีการชุมนุมก็ต้องมีการแจ้งการชุมนุม

ตร.3.5หมื่นดูแลความปลอดภัย
ด้านการรักษาความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เดินทางเข้าประจำการในพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 14 พ.ย.65 โดยมีการระดมกำลังตำรวจทั้งประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 35,000 นาย เพื่อระวังป้องกันตัวผู้นำ ตลอดจนสถานที่พัก ที่ประชุม ที่จัดงานเลี้ยงรับรอง และเส้นทางทุกสายที่มีขบวนรถผู้นำผ่าน รวมทั้งระดมชุดปฏิบัติการพิเศษ สายตรวจรถยนต์ จากตำรวจภูธรภาค 1, 2 และ 7 เข้ามาช่วยในพื้นที่กทม. เพื่อช่วยในการเฝ้าระวังเหตุและป้องกัน ปราบปรามอาชญากรรม ตั้งจุดตรวจจุดสกัด ครอบคลุมทุกสถานที่ 29 จุด และพื้นที่ ต่างจังหวัดทั่วทั้งประเทศ รวมทั้งจัดกำลังเฝ้าระวังบุคคลเป้าหมายที่อาจมีความเคลื่อนไหว และบุคคลตามหมายจับ ทุกรายอีกด้วย หากมีการละเมิดกฎหมายก็จะดำเนินคดีทันที

ด้านการจราจร ที่อาจส่งผลกระทบกับประชาชนในช่วงที่มีการประชุม เนื่องจาก จะมีการปิดถนนรัชดาภิเษก ช่วงหน้าหอประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (แยกอโศกมนตรี-แยกพระรามสี่) และถนนดวงพิทักษ์ รวมถึงสถานี MRT ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในวันที่ 16-19 พ.ย.65 ทั้งนี้ยังไม่มีความกังวล เนื่องจากในห้วงดังกล่าวรัฐบาลได้ประกาศเป็นวันหยุดราชการ และได้จัดให้มีรถรับส่ง shuttle bus 6 คัน คาดว่าเพียงพอสำหรับรับส่งประชาชน ที่ทำงานหรืออาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว

ส่วนมาตรการอำนวยความสะดวกพิธีการคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท่องเที่ยว เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ให้เต็มทุกช่องตรวจ ช่องตรวจอัตโนมัติ และจัดชุดช่วยเหลือประชาชน นักท่องเที่ยว แนะนำช่วยเหลือในเรื่องพิธีการคนเข้าเมือง ระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับกับชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามามากขึ้น

ชุดอีโอดีเข้าสแกนทำเนียบ
เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ชุดอีโอดี) นำอุปกรณ์และสุนัขตำรวจเข้าตรวจสอบพื้นที่โดยรอบทำเนียบรัฐบาล และภายในอาคาร เพื่อตรวจสอบหาสิ่งผิดปกติ และวางมาตรการการรักษาความปลอดภัยแก่ผู้นำประเทศที่จะมาร่วมหารือ เต็มคณะที่ทำเนียบรัฐบาลในระหว่างการ ประชุมเอเปค วันที่ 16-18 พ.ย. ประกอบด้วย นายเหงียน ซวน ฟุก ประธานาธิบดีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม วันที่ 16 พ.ย. นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐฝรั่งเศส และนายฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น วันที่ 17 พ.ย. เจ้าชาย มุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อัลซะอูด มกุฎราชกุมาร นายกรัฐมนตรี ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย วันที่ 18 พ.ย. นายสี จิ้น ผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน และนางกมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา วันที่ 19 พ.ย.

ทั้งนี้ ชุดคณะทำงานส่วนหน้าของแต่ละประเทศได้มีการซักซ้อมขบวนรถเข้าออกภายในทำเนียบ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 6 สันติบาล 3 ที่จะเป็นชุดนำขบวนแล้ว อย่างไรก็ตาม จะมีซ้อมใหญ่อีกครั้งในวันที่ 15 พ.ย.

เปิดเมนูอาหารค่ำผู้นำเอเปค
นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า รายละเอียดเกี่ยวกับเมนูอาหารที่จะนำเสนอต่อผู้นำเขตเศรษฐกิจในงานเลี้ยงอาหารค่ำผู้นำเขตเศรษฐกิจ เอเปค (กาล่า ดินเนอร์) วันที่ 17 พ.ย. 2565 ณ หอประชุมกองทัพเรือ โดยเมนูอาหาร ทุกจานเป็นไปตามแนวคิดหลักของการประชุม Open Connect Balance ดังนี้

Open เปิดประสบการณ์สู่อาหารไทย อาหารทุกจานเป็นอาหารเมนูฟิวชั่นที่ออกแบบอย่างพิถีพิถันผ่านความหลากหลายของสี กลิ่น และสัมผัส ซึ่งมั่นใจว่าอาหารที่นําเสนออย่างประณีตเหล่านี้จะสร้างความพึงพอใจให้กับผู้นําเอเปค คู่สมรส และผู้เข้าร่วม

Connect เชื่อมต่อท้องถิ่นไทยกับทั่วโลก การทําอาหารนี้สร้างขึ้นโดยการจัดหาสิ่งที่ดีที่สุด ส่วนผสมที่มีคุณภาพจากภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และไปจนถึงภาคใต้ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในดินแดนที่มีอาหารมีชื่อเสียงที่สุดในโลก ความอุดมสมบูรณ์และเอกลักษณ์ของผลิตผลและวัตถุดิบไทย ไทยซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นําทางเศรษฐกิจการส่งออกอาหาร และเป็นที่รู้จัก ในนามครัวของโลก

Balance สร้างสมดุลระหว่างโลกและผู้คน ผ่านการนำวัตถุดิบมาจากโครงการหลวง วิสาหกิจชุมชน และฟาร์มในท้องถิ่นส่งเสริมให้ผู้คนและชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ เป็นการยกระดับความเป็นอยู่ของคนไทยและครอบครัว พร้อมกับการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

เสิร์ฟสุดยอดอาหารไทยทุกภาค
สำหรับเมนูมีดังนี้ Amuse-Bouche หรือของว่าง กระทงทองไส้ครีมซอสและไข่ปลา สเตอร์เจียนโครงการหลวงดอยอินทนนท์, Appetizers หรืออาหารเรียกน้ำย่อย Welcome to Thailand ซึ่งนำเสนอของดี 4 ภาค ได้แก่ แอ่วเหนือ – ข้าวซอยหมี่กรอบไทยล้านนา, เที่ยวกลาง – ต้มยำทอดมันกุ้งแม่น้ำกรุงศรี อยุธยา, ยามอีสาน – โคราชวากิว ย่างถ่านสมุนไพรจิ้มแจ่ว, ล่องใต้ – ไก่เบตงย่างกอ และสลัด ยำใหญ่ผักออร์แกนิก 9 อย่างจากวิสาหกิจชุมชนทั่วทุกภาคของเมืองไทย กับ ไก่ออร์แกนิกและกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต พร้อมไข่เป็ดไล่ทุ่งสุพรรณบุรีดองดอกเกลือเพชรบุรี

MAINCOURSE หรืออาหารจานหลัก สำรับอาหารไทยแห่งความยั่งยืน แกงมัสมั่นชาววังเนื้อน่องโคขุนจากสหกรณ์โพนยางคำสกลนคร และผักไทยรวมราตาตูย ปลาเก๋ามุก ออร์แกนิกจากทะเลภูเก็ต พร้อมซอสต้มข่าเห็ดรวมโฟมใบมะกรูด ข้าวหอมมะลิไทย จากทุ่งกุลาร้องไห้ และข้าวกล้อง 9 ชนิด อบตะไคร้หอม

Dessert หรือของหวาน ขนมหม้อแกงเผือกภูเขาและเม็ดบัวซอสผลไม้ไทย เสิร์ฟพร้อมกับซอร์เบต์เสาวรส น้ำผึ้งดอกลำไย และขนม 5 อย่าง (ดาราทอง, ช็อกโกแลตไทยเชียงใหม่ไส้บรั่นดีไทยกระชายดำ, ขนมมะลิไส้มะพร้าว, มาการองลิ้นจี่, ขนมเปียกปูน ใบเตย) และผลไม้ไทย เสิร์ฟคู่กับชาเฟลอ ดู นอร์ท จากเมืองเหนือ หรือยอดกาแฟเมืองน่าน

“รัฐบาลใส่ใจรายละเอียดต้องการให้การจัดการประชุมครั้งนี้ส่งผลดีถึงประชาชนทุกคน ใช้ทุกโอกาสนำเสนอของดีที่มีชื่อเสียงจาก ทุกภูมิภาค เพื่อต่อยอดถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างแน่นแฟ้นภายหลังสำเร็จการประชุม ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้คำแนะนำในทุกรายละเอียดของการจัดงาน และต้องการให้คนไทยทุกคนมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้พร้อมกับรัฐบาล” นายอนุชากล่าว

เผยม็อบ 8 กลุ่มเคลื่อนไหวเอเปค
ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมช่วงการประชุมเอเปคว่า ที่บริเวณ ใต้สะพานพระราม 8 ถ.วิสุทธิกษัตริย์ กลุ่มสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) สภาประชาชน 4 ภาคและเกษตรกรทั้งประเทศ นำโดยนายประพาส โงกสูงเนิน ประธานสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) สภาประชาชน 4 ภาค จัดการชุมนุมพักค้างคืน ตั้งแต่ 14 ก.ย. เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งหามาตรการและแนวทางการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรสมาชิก และประชาชนทั่วไป ดังนี้ 1.การแก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกร และประชาชนทั่วไป 2.การแก้ปัญหาที่ดินและป่าไม้ 3.การแก้ปัญหาการส่งเสริมและฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรและประชาชนทั่วไป และ 4.การแก้ปัญหาแหล่งน้ำทั้งระบบ

2.ที่บริเวณหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เครือข่ายหนี้สินชาวนา แห่งประเทศไทย (คนท.) นำโดย นายชรินทร์ ดวงดารา ที่ปรึกษา คนท. จัดการชุมนุม พักค้างคืน ตั้งแต่ 8 พ.ย. เพื่อเรียกร้องขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการจัดสรรงบประมาณ แก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิก ในการปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้เดิม ตามมติที่ประชุม ครม. เมื่อ 22 มี.ค. เห็นชอบในโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกร ต่อสถาบัน การเงินเจ้าหนี้ธนาคารของรัฐ 4 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย

3.ที่บริเวณหน้าสถานเอกอัครราชทูตรัสเซีย กลุ่มสภาประชาชนแห่งชาติ สภาประชาชนแห่งโลก นำโดยพระสมาน คัมภีรปัญโญ (ศรีงาม) จัดการชุมนุมพักค้างคืน ตั้งแต่ 20 มี.ค. เพื่อเรียกร้องให้ประเทศรัสเซียยุติการทำสงครามกับประเทศยูเครน 4.ที่ศาลปกครองกลาง ถ.แจ้งวัฒนะ นายศรีสุวรรณ จรรยา พร้อมประชาชน อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครอง เพื่อระงับโครงการก่อสร้างสนามบินอู่ตะเภา รันเวย์ ที่ 2 ความยาว 3,505 ม. ซึ่งจะก่อให้เกิด ผลกระทบด้านเสียงและความสั่นสะเทือน ต่อชาวบ้านอย่างรุนแรง

5.ที่สวนครูองุ่นฯ กลุ่มเครือข่ายประชาชน เพื่อการมีกฎหมาย ควบคุมกัญชาในประเทศไทย นำโดย นายประสิทธิ์ชัย หนูนวล จัดงานแถลงข่าว เรื่อง ความจำเป็นของการที่สังคมไทยต้องมีพ.ร.บ.ฉบับหนึ่งเพื่อควบคุมกัญชาเชิงระบบในสังคมไทย 6.ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก กลุ่ม People ศิลปินเพลง เพื่อราษฎร นำโดยนายโชคดี ร่มพฤกษ์ (อาเล็ก) ศิลปินนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย จัดกิจกรรม “ยืน หยุด ขัง” ทุกวัน เพื่อขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ เรียกร้องให้ศาลมีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราว ผู้ต้องหาในคดีความผิดอาญา ตามมาตรา 112

7.ที่บริเวณเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ (คลองเปรม) ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กลุ่มแนวร่วมราษฎรไม่ทน นำโดย น.ส.รัชนก มหาวรรณ หรือ แอนนี่ จัดกิจกรรม “ยืน หยุด ขัง” (ทุกวันจันทร์-วันศุกร์) เพื่อ เรียกร้องให้ศาลคืนสิทธิการประกันตัวให้กับนักกิจกรรมที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ

8.ที่ศาลฎีกา ถ.ราชดำเนินใน กลุ่มพลเมืองโต้กลับ จัดกิจกรรม “ยืน หยุด ขัง” รอบที่ 3 ตั้งแต่ 6 พ.ค. เป็นเวลา 1.12 ชั่วโมง ทุกวัน เพื่อเรียกร้องสิทธิการประกันตัวให้กับ ผู้บริสุทธิ์ ด้วยการ เดิน ยืน นั่ง นอน อ่านหนังสือ ร้องเพลง ฯลฯ จนผู้บริสุทธิ์จะได้รับสิทธิการประกันตัวกลับคืนมา

‘ชัชชาติ’วอนม็อบอย่าเคลื่อน
วันเดียวกัน ที่สำนักการโยธา เขตดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าว ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเพื่อเตรียมการจัดประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ เอเปค และการประชุมที่เกี่ยวข้องในส่วนที่ กทม.รับผิดชอบว่า กทม.ตั้งคณะอนุกรรมการ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านพิธีการอำนวยการ ด้านรักษาความปลอดภัยและการจราจร และด้านประชาสัมพันธ์ ซึ่ง กทม.ได้ปฏิบัติภารกิจตามที่ได้รับมอบหมายเสร็จสิ้นเกือบทั้งหมด โดยด้านพิธีการ ประดับตกแต่งต้นไม้ มอบหมายให้สำนักการโยธาติดตั้งป้ายของประเทศที่มีการเจรจาโดยตรง เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน และราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย และป้ายต้อนรับผู้นำเอเปคที่ท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พร้อมส่งมอบธงให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ประดับบนทางด่วนในเส้นทางที่ขบวนผู้นำจะเคลื่อนผ่านด้วย รวมถึงการเพิ่มไฟฟ้าส่องสว่างใน จุดมืด เช่น สุขุมวิทซอย 2 เป็นต้น

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า สิ่งที่กังวลคือพื้นที่ชุมนุม ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจอยากให้กทม.จัดพื้นที่อย่างเป็นสัดส่วน ให้ประชาชนมีพื้นที่ในการแสดงออกโดยไม่กีดขวางเส้นทางการจราจร ยืนยันว่ากทม.จะเปิดพื้นที่เช่นเดิม และขอชี้แจงกับประชาชนว่า อย่ากังวล เพราะเป็นธรรมดาของระบอบประชาธิปไตยที่จะมีคนเห็นต่างบ้าง ปัจจุบันมีการขออนุญาตใช้พื้นที่แล้ว 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มของไผ่ ดาวดิน ทะลุฟ้า และราษฎร ช่วงระหว่างวันที่ 16-18 พ.ย.นี้ อย่างไรก็ตาม ขอร้องผู้ชุมนุมอย่าเคลื่อนพล ขอให้อยู่บนพื้นที่ที่กทม.กำหนดไว้ โดยกทม.ประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแลแล้ว ขอให้พวกเราที่จะมาแสดงความเห็นอยู่ในกรอบกฎหมาย หากมาอย่างสงบและแสดงความเห็นที่แตกต่างเป็นเรื่องที่ทำได้ ซึ่ง กทม.จัดพื้นที่ให้ไว้ดีกว่าไปแสดงออกในพื้นที่ที่มีผลต่อการจัดประชุม โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย

“เราเปิดพื้นที่ให้แสดงว่ายอมรับแล้ว แต่มีกรอบที่ต้องปฏิบัติตามเหมือนเป็นพันธสัญญาระหว่างเรากับประชาชน ขอให้ร่วมมือกัน ยินดีที่จะเคลียร์พื้นที่แต่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลง ผู้นำประเทศน่าจะเข้าใจ เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการแสดงออกของระบอบประชาธิปไตย” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า กทม.จะตั้งวอร์รูม 2 แห่ง แห่งแรกอยู่ที่ห้องเจ้าพระยา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) อีกแห่งหนึ่งจะเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้ศูนย์การประชุมแห่งชาติ สิริกิติ์ หรือในพื้นที่เขตคลองเตย เพื่อติดตามประเมินสถานการณ์ด้วย

สำหรับภารกิจหลักของกทม.คือการดูแลความสะอาดเรียบร้อยของเมืองและเป็นหู เป็นตาให้กับฝ่ายความมั่นคง ดูแลพื้นที่ตามเส้นทางดูแลความระเบียบเรียบร้อย ไม่ให้รกรุงรัง พร้อมให้หน่วยบรรเทาสาธารณภัยประจำจุดต่างๆ และดูแลความปลอดภัยทางด้านสาธารณสุขภายในสถานที่จัดงานตามที่ได้รับมอบหมาย

คาดเงินสะพัด 2 หมื่นล.
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยถึงความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพเอเปค ของประเทศไทยในส่วนของภาคเอกชนว่า กกร.จะเป็นเจ้าภาพการประชุม APEC CEO Summit ในวันที่ 17-18 พ.ย. เพื่อหารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นระหว่างนักธุรกิจชั้นนำของเอเปคจาก 21 เขตเศรษฐกิจ โดยจะมีการเชิญผู้นำและบุคคลสำคัญระดับโลกทั้งจากภาครัฐและเอกชนขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อต่างๆ มีเป้าหมายส่งเสริมการเปิดเขตเสรีการค้าและการลงทุน รวมถึงความร่วมมือด้านสังคมและการพัฒนาในทุกมิติ

โดยผู้นำเขตเศรษฐกิจที่ยืนยันอย่างเป็นทางการในการเข้าร่วมงาน เช่น นางกามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นางจาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส นายเหงียน ซวน ฟุก ประธานาธิบดีเวียดนาม นายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ นายโฮเซ เปโดร กัสติโย เตร์โรเนส ประธานาธิบดีเปรู, นายกาบริเอล โบริช ฟอนต์ ประธานาธิบดีชิลี รวมทั้งผู้นำองค์กรระดับโลกอย่าง นายโรเบิร์ต อี มอริตซ์ ประธานบริษัทไพรซ์ วอเตอร์เฮ้าส์ คูเปอร์ส, ศ.เคลาส์ มาร์ติน ชวับ ผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม (WEF) เข้าร่วม เป็นต้น

“เอเปคของไทยในปีนี้ หอการค้าไทยคาดว่าจะมีแขกที่เข้าร่วมของภาครัฐ และการจัดงานของเอกชนรวมผู้ติดตามแล้วไม่ต่ำกว่า 5,000 คน คาดจะเกิดเงินหมุนเวียนโดยตรงในระบบทันทีประมาณ 1,000-2,000 ล้านบาท และจะมีการออกข่าวและประชาสัมพันธ์ประเทศไทยไปทั่วโลก จะมีผลต่อความเชื่อมั่นประเทศไทยทั้งในแง่การค้า การท่องเที่ยว และการลงทุนการประชาสัมพันธ์ ซอฟต์เพาเวอร์ของไทยให้ต่างชาติได้เห็น ประเมินผลทางอ้อมหลังจบงาน จะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยร่วม 20,000 ล้านบาท” นายสนั่นกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน