ต่ออายุลดภาษี2เดือน อุ้มชาวนาอีก8หมื่นล้าน

อุ้มดีเซลอีก 2 เดือน มติครม.เคาะ 2 มาตรการฝ่าวิกฤตพลังงาน ลดภาษีสรรพสามิตต่อ คาดสูญรายได้ 2 หมื่นล้าน อีกมาตรการอนุมัติเงิน 8.12 หมื่นล้าน ประกันรายได้ชาวนา รับงวดแรก 22 พ.ย.นี้ บิ๊กตู่โอดไม่อยากสร้างภาระต่อในรัฐบาลต่อไป ปัญหาที่เกิดผลกระทบโดยรวมก็ต้องเข้าใจภาระงบประมาณ ทำช่วยได้น้อย

เมื่อวันที่ 15 พ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์หลังเป็นประธานประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการตรึงราคาน้ำมันดีเซล ว่า วันนี้ในที่ประชุมครม. มีมติลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลต่อไปอีก 2 เดือน เพื่อพยายามตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ให้มากที่สุด เพราะเราใช้เงินสูงมากทั้งในส่วนของไฟฟ้าและพลังงาน ดังนั้นอะไรที่เป็นปัญหาและเกิดผลกระทบโดยรวมก็ต้องเข้าใจภาระในการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งตนก็ไม่อยากสร้างภาระต่อในรัฐบาลต่อไป โดยเราได้มีการลดภาษีต้องกู้เงินและต้องค้ำประกัน ซึ่งรายละเอียดปลีกย่อยจำนวนมาก แต่พยายามทำให้ดีที่สุด

เมื่อถามถึงแผนรับมือพลังงานในช่วง ฤดูหนาว พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า มีอย่างเดียวต้องดูราคาพลังงานให้ดี และต้องดูต้นทุนการผลิตว่ามาจากไหนอะไรอย่างไร ซึ่งตอนนี้กำลังแยกว่าอะไรมาจากพลังงานหมุนเวียน อะไรมาจากพลังงานฟอสซิล และกำลังดูว่าภาคผลิตพลังงานของเรา ซึ่งมีหลายส่วนด้วยกันทั้งจากน้ำมัน จากแก๊สหรืออื่นๆ ขณะที่หลายอย่างก็มีการปิดโรงงาน พร้อมกันนี้ต้องดูเรื่องภาวะโลกร้อนจึงต้องคิดอย่างละเอียด

ทั้งนี้ที่ประชุมครม.อนุมัติ 2 มาตรการ คือ ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงลิตรละ 5 บาท ออกไปอีก 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย.2565-20 ม.ค. 2566 โดยรัฐจะสูญเสียรายได้ 2 หมื่นล้านบาท และอนุมัติโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีที่ 4 ใช้วงเงินประมาณ 81,200 ล้านบาท

สำหรับปี 2565 รัฐบาลได้ใช้มาตรการลดภาษีน้ำมันดีเซลทั้งหมด 4 ครั้ง รวมการปรับลดภาษีในรอบนี้ เป็นรอบที่ 5 รวมสูญรายได้ทั้งหมด 1.08 แสนล้านบาท ส่วนการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่ 4 เช่นกัน ในแต่ละครั้งต้องใช้เงินประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ยกเว้นในปีนี้ใช้เงินเพียง 81,200 ล้านบาท เนื่องจากราคาสินค้าข้าวปรับตัวสูงขึ้นทำให้รัฐบาลชดเชยราคาน้อยลง

ขณะที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รอง นายกฯ และรมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ครม. เห็นชอบโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีที่ 4 ใช้วงเงินประมาณ 81,200 ล้านบาท มีเงิน 3 ก้อน ก้อนแรกเงินส่วนต่างประมาณ 18,700 ล้านบาท ก้อนที่สองมาตรการคู่ขนานยามที่ข้าวออกมาเยอะจะให้สต๊อกข้าวเก็บไว้ทั้งชาวนาและโรงสีมีเงินช่วยเหลือ จะทำให้ราคาข้าวไม่ตกลงไปวงเงินประมาณ 7,500 ล้านบาท และอีกก้อนคือไร่ละ 1,000 ประมาณ 55,000 ล้านบาท

สำหรับปาล์ม ข้าวโพดและมันสำปะหลัง ตอนนี้เกือบจะต้องไม่จ่ายเงินส่วนต่างแล้วเพราะราคาดีกว่ารายได้ที่ประกันเยอะ เช่น ปาล์มประกันรายได้ที่กิโลกรัมละ 4 บาท/ก.ก. ตอนนี้ราคาประมาณ 7 บาท/ก.ก. โดยเฉลี่ย ส่วนมันสำปะหลังประกันที่ 2.50 บาท/ก.ก. ตอนนี้ 3 บาทกว่าต่อกิโลกรัมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ประกันรายได้ที่กิโลกรัมละ 8.50 บาท ตอนนี้ 11-12 บาท/ก.ก. ซึ่งราคานี้เป็นราคาที่ดีมาเป็นปีแล้ว ถ้าเสนอเข้า ครม.พิจารณาแค่เห็นชอบในหลักการ

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง กล่าวว่า ครม.เห็นชอบขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจ ภายใต้สถานการณ์ราคาพลังงานที่ยังคงผันผวนทั่วโลก ส่งผลให้สูญเสียรายได้ภาครัฐอีก 2 หมื่นล้านบาท

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ตามที่กระทรวงการคลังมอบหมายให้กรมสรรพสามิตดำเนินมาตรการเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน จากสถานการณ์ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลปรับตัวสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ กรมสรรพสามิตตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนในประเด็นดังกล่าว จึงได้ขยายมาตรการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน และภาคธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนก.พ.2565 โดยมาตรการดังกล่าวจะสิ้นสุดในเดือนพ.ย. 2565 แต่ด้วยสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงมีความผันผวนและมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในช่วงฤดูหนาว จึงเห็นว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งในการใช้มาตรการทางภาษีไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อช่วยไม่ให้ราคาขายปลีกของน้ำมันดีเซลปรับตัวสูงขึ้นจนเกิดผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจภาพรวม โดยกรมสรรพสามิตจึงได้เสนอครม.ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันประเภทน้ำมันดีเซลออกไปจนถึงวันที่ 20 ม.ค. 2566

นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า หลัง ครม.อนุมัติโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว พร้อมมาตรการคู่ขนาน และโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2565/2566 และอนุมัติกรอบวงเงินรวมทั้งสิ้น 81,265 ล้านบาท ประมาณวันที่ 22 พ.ย.2565 เกษตรกรผู้ปลูกข้าว (ชาวนา) จะได้รับเงินในงวดแรก โดยโอนผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

ทั้งนี้ การประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว และโครงการคู่ขนานปกติ รัฐบาลจะอนุมัติงบประมาณที่ 1.5 แสนล้านบาท แต่ปีนี้ราคาข้าวสูงมากกว่าทุกปี ใช้เงินรวมทั้งโครงการ 81,200 ล้านบาท และไทยส่งออกข้าวได้เป็นจำนวนมาก ทำให้การชดเชยราคาใช้เงินเพียง 18,700 ล้านบาท ขณะที่ 3 ปีย้อนหลังในปี 2562 เกิดวิกฤตราคาข้าวเหนียวแพงมาก ราคาข้าวอื่นๆ ไม่ตกมากจึงใช้เงินชดเชยเพียง 20,000 ล้านบาท ปี 2563 ราคาข้าวยังปกติ จึงใช้เงินชดเชยราคาข้าวเพียง 48,000 ล้านบาท และปี 2564 ใช้เงินชดเชย 86,000 ล้านบาท เนื่องจากเกิดโควิด-19 รัฐบาลไม่สามารถส่งออกข้าวได้ รวมทั้งมีมาตรการคู่ขนานเพื่อการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวไม่ให้ตกต่ำควบคู่กัน ซึ่งรายละเอียดการดำเนินการเช่นเดียวกันกับโครงการในปีผลิตที่ผ่านมาประกอบด้วย

1.โครงการประกันรายได้ เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2565/66 เป้าหมายเกษตรกร 4.68 ล้านครัวเรือน โดยเป็นการจ่ายส่วนต่างระหว่างราคาเกณฑ์กลางอ้างอิง (ราคาตลาด) และราคาประกันรายได้ (10,000-15,000 บาทต่อตัน ตามชนิดข้าว) วงเงินรวม 18,700.13 ล้านบาท

2.มาตรการคู่ขนานโครงการประกันรายได้ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2565/66 ประกอบด้วย 3 โครงการ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ไม่ให้ตกต่ำ รวม 7,482.69 ล้านบาท ได้แก่ โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2565/66 วงเงิน 7,107.69 ล้านบาท เป็นการจ่ายสินเชื่อเพื่อชะลอข้าวเปลือกไว้ในยุ้งฉางเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร จำนวน 2.5 ล้านตันข้าวเปลือก รวมทั้งค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวในอัตรา 1,500 บาทต่อตัน

โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร เป็นการสนับสนุนสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกร ประกอบด้วย สหการณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อรวบรวมข้าวเปลือกเพื่อจำหน่าย และ/หรือเพื่อการแปรรูป วงเงิน 375 ล้านบาท และโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก เป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการค้าข้าวที่เข้าร่วมโครงการให้เก็บสต๊อกในรูปแบบข้าวเปลือกและข้าวสาร เป้าหมายเพื่อดูดซับ 4 ล้านข้าวเปลือก เก็บสต๊อกไว้อย่างน้อย 60-180 วัน (2-6 เดือน) นับตั้งแต่วันที่รับซื้อ โดยรัฐชดเชยดอกเบี้ยในอัตรา 3% ใช้จ่ายจากงบปกติของกรมการค้าภายในหรือเงินกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

3.โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2565/66 เป้าหมาย 4.68 ล้านครัวเรือน ซึ่งจะจ่ายเงินตรงให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในอัตราไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 20 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 20,000 บาท วงเงิน 55,083.09 ล้านบาท

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน