ส่งไม้ต่อ‘กมลา’เจ้าภาพครั้งหน้า ม็อบได้ประกันแจ้งความกลับจนท.ทำรุนแรง

‘บิ๊กตู่’ปลื้ม‘เอเปค’ปิดฉากสวย ผู้นำ 21 เขตเศรษฐกิจ ร่วมกันรับรองปฏิญญาผู้นำเขตเศรษฐกิจ เอเปค ประจำปี ค.ศ. 2022 และเป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจ BCG ส่งไม้ต่อให้ ‘กมลา’ รองปธน.สหรัฐประธานการประชุมครั้งต่อไป ก่อนเปิดตึกไทยคู่ฟ้าถกทวิภาคี ‘ปธน.สี จิ้นผิง’ แล้วตามไปส่งถึงเครื่องบิน ตร.ปล่อยตัวแล้ว 25 ผู้ชุมนุมเหตุสลายม็อบ ‘ทนายอานนท์’ แจ้งความกลับจนท.ทำรุนแรง อ.ปริญญาชี้สลายม็อบไม่ชอบด้วยกฎหมาย จี้ดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ถึงตัวนายกฯ หลายองค์กรออกแถลงประณามรัฐใช้ความรุนแรง

ถกผู้นำเอเปคผลักดันการค้าพหุภาคี
เวลา 09.40 น. วันที่ 19 พ.ย. ที่ห้อง Plenary Hall 2 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 29 รูปแบบ Retreat ช่วงที่ 2 หัวข้อ “การค้าและการลงทุนที่ยั่งยืน” โดยกล่าวว่า การค้าและการลงทุนถือเป็นหัวใจสำคัญของความร่วมมือในเอเปค โดยองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งที่เอเปคสนับสนุน และสนับสนุนมาตลอด คือ ระบบการค้าพหุภาคี มีองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นแกนหลัก ซึ่งการขับเคลื่อนวาระเรื่องเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (Free Trade Area of the Asia- Pacific: FTAAP) ในปีนี้มีความก้าวหน้าอย่างมาก

นายกฯ กล่าวว่า เอเปคเห็นพ้องว่าต้องทำงานร่วมกัน เพื่อส่งเสริมความมั่งคั่งและความกินดีอยู่ดีของประชาชนทุกคนในภูมิภาค โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ทั้งนี้ ยินดีที่เอเปคมุ่งมั่นสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีที่มี WTO เป็นศูนย์กลาง รวมทั้งให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนวาระ FTAAP โดยเอเปคยังสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโต โดยเฉพาะสำหรับ MSMEs และธุรกิจนอกระบบ รวมถึงการส่งเสริมการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนและยืดหยุ่น มุ่งเน้นการจัดการกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งไทยหวังว่าแนวคิดเศรษฐกิจ BCG จะช่วยบ่มเพาะความคิดใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตที่ยั่งยืนและครอบคลุมร่วมกันต่อไป

ในตอนท้าย ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ร่วมกันรับรองร่างเอกสารผลลัพธ์ จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ ปฏิญญาผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ประจำปี ค.ศ. 2022 และเป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจ BCG

ส่งไม้ต่อ – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ส่งมอบชะลอม สัญลักษณ์เอเปค 2022 แก่นางกมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐ อเมริกา ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพ จัดการประชุมเอเปคในครั้งหน้า ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 19 พ.ย.

ส่งมอบตำแหน่งเจ้าภาพให้สหรัฐ
จากนั้น นายกฯ ร่วมพิธีส่งมอบตำแหน่งเจ้าภาพเอเปคให้สหรัฐอเมริกา โดยรู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปค ปี 2565 พร้อมขอบคุณการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากทุกเขตเศรษฐกิจมาตลอด ซึ่ง “ชะลอม” ที่เป็นสัญลักษณ์การเป็นเจ้าภาพเอเปคในปีนี้ เป็นภูมิปัญญาไทยที่ใช้ขนส่งสินค้า บรรจุของใช้ยามเดินทาง และใส่ของขวัญสำหรับมอบให้แก่ญาติมิตร โดย ชะลอมสะท้อนการเปิดกว้างสร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกัน สู่สมดุล และรูปแบบการทำงานของเอเปคได้เป็นอย่างดี ทั้งการผสานความเข้มแข็งที่หลากหลายและความพยายามของเขตเศรษฐกิจสมาชิกเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกที่เข้มแข็ง ยืดหยุ่น ครอบคลุม และยั่งยืน

นายกฯ กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะส่งมอบชะลอมใบนี้ ให้เป็นทั้งของขวัญ และสัญลักษณ์ของความเข้มแข็ง ยืดหยุ่น และความต่อเนื่องของความร่วมมือของพวกเรา ให้แก่สหรัฐอเมริกา เจ้าภาพเอเปคในปีถัดไป ทั้งนี้ เอเปคอยู่ในจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ไทยพร้อมร่วมมือกับสหรัฐขับเคลื่อนงานของเอเปคต่อไปอย่างไร้รอยต่อ และมั่นใจว่าประเด็นด้านความยั่งยืนและครอบคลุม ซึ่งระบุในเป้าหมายกรุงเทพฯ ที่เราได้ร่วมกันวางรากฐานไว้เป็นอย่างดี จะได้รับการสานต่อในปีหน้า ภายใต้หัวข้อหลักของการเป็นเจ้าภาพเอเปคของสหรัฐอเมริกา เชื่อมั่นว่าภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกา เอเปคจะได้รับการส่งเสริมเป็นอย่างดี พร้อมอวยพรให้ประสบความสำเร็จในการเริ่มต้นวาระการเป็นเจ้าภาพเอเปคปี 2566

ต้อนรับ‘สี’ – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ต้อนรับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ในโอกาสเดินทางประชุมเอเปค 2022 และเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล เมื่อวันที่ 19 พ.ย.

นายกฯแถลงความสำเร็จจัดเอเปค
จากนั้นเวลา 12.25 น. ที่ชั้น LG พล.อ.ประยุทธ์แถลงในฐานะประธานผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคว่า แสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จออกทรงรับผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคพร้อมคู่สมรส และแขกพิเศษ ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังเมื่อค่ำวันที่ 18 พ.ย. นำมาซึ่งความปลาบปลื้มปีติแก่คณะผู้เข้าร่วมประชุมและคนไทยทุกคน

การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 29 จบลงแล้วด้วยความสำเร็จอย่างงดงาม ถือเป็นความสำเร็จร่วมกันของสมาชิกเอเปคทั้งหมด รวมทั้งทีมงานและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาไทยได้ต้อนรับคณะผู้นำ คู่สมรส แขกพิเศษ ผู้เข้าร่วมประชุม และสื่อต่างชาติ รวมทั้งสิ้นกว่า 5,000 คน ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่ผู้นำเขตเศรษฐกิจ เอเปคได้มาประชุมร่วมกันแบบพบหน้า ในการประชุมครั้งนี้ ผู้นำเอเปคหารือกับแขกพิเศษได้แก่ ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และมกุฎราชกุมารและนายกฯ ซาอุดีอาระเบีย และพูดคุยกับภาคเอกชนจากสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค และยังได้รับฟังมุมมองของกลุ่มผู้แทนเยาวชนเอเปคจาก APEC Voices of the Future 2022 ด้วย

ส่ง‘ปธน.สี’ – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมภริยา เดินทางไปส่งนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ที่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ หลังเสร็จสิ้นการประชุมเอเปค 2022 และเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อค่ำวันที่ 19 พ.ย.

เชื่อสานต่อภารกิจที่ไทยริเริ่ม
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า การที่มีการกล่าวถึงอาวุธนิวเคลียร์ในที่ประชุม ไทยในฐานะเจ้าภาพเอเปค เชื่อว่าทุกคนต่างมีข้อห่วงใยและกังวลในเรื่องดังกล่าวจึงพูดจาหารือกัน ตนและผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคได้รับรองปฏิญญาผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ค.ศ.2022 สะท้อนให้เห็นการทำงานของเอเปค 2022 ตลอดทั้งปี ที่มีแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว หรือแนวคิดเศรษฐกิจ BCG เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อน มีผลลัพธ์ดังนี้ 1.เปิดกว้างสร้างสัมพันธ์ เอเปค ได้จัดทำแผนงานต่อเนื่องหลายปีเพื่อสานต่อการหารือเรื่องเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก FTAAP ในบริบทของโลกยุคหลังโควิด-19 เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับประเด็นการค้าการลงทุนใหม่ๆ

2.เชื่อมโยงกัน เอเปคได้ฟื้นฟูการเดินทางข้ามแดนระหว่างกันอย่างปลอดภัย และไร้รอยต่อ เพื่อสร้างความพร้อมรับมือวิกฤตใหม่ในอนาคต และ 3.สู่สมดุล ผู้นำเอเปคทุกคนได้ร่วมกันรับรอง เป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจบีซีจี เพื่อวางรากฐานในการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกอย่างครอบคลุม ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ซึ่งโอกาสนี้เอเปคได้ร่วมเปิดตัวเว็บไซต์ bangkokgoals.apec.org อีกด้วย

นายกฯ กล่าวว่า การเป็นเจ้าภาพเอเปค ปี 2565 ของไทยได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ตนได้ ส่งมอบหน้าที่นี้แก่สหรัฐอเมริกาที่จะเป็นเจ้าภาพเอเปคในปี 2566 มั่นใจว่าสหรัฐจะสานต่อภารกิจที่ไทยได้เริ่มไว้โดยเฉพาะเรื่องการ ส่งเสริม การเติบโตอย่างครอบคลุมและยั่งยืนในภูมิภาค

จากนั้นนายกฯ มีกำหนดการพิธีต้อนรับ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และหารือข้อราชการเต็มคณะที่ทำเนียบรัฐบาล กระชับความร่วมมือด้านมั่นคง เศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมโยง ปธน.จีนชื่นชมไทยเป็นเจ้าภาพเอเปค พร้อมร่วมมือเพื่อส่งเสริมภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกให้เจริญรุ่งเรือง โดยประธานาธิบดีจีนลงนามในสมุดเยี่ยมและชมของที่ระลึก ที่บริเวณโถงกลาง ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล และนายกฯ เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดีจีนและภริยา ก่อนตามไปส่งขึ้นเครื่องกลับสาธารณรัฐประชาชนจีนที่สนามบินสุวรรณภูมิ

ต่อมาเวลา 17.00 น. นายกฯ หารือทวิภาคีกับนางคามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ย้ำความเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิด-ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกัน พร้อมเพิ่มพูนความร่วมมือแบบใจถึงใจ เดินหน้าสู่ 2 ศตวรรษแห่งความสัมพันธ์ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ด้วย เช่นกัน

เยี่ยมตร.เจ็บ – พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. รุดเยี่ยมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมฝูงชนที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องทางการเมือง ช่วงจัดการประชุมผู้นำเอเปค 2022 บริเวณถนนดินสอ โดยทั้งหมดรักษาตัวที่ ร.พ.ตำรวจ เมื่อวันที่ 19 พ.ย.

ผบ.ตร.ย้ำสกัดม็อบตามขั้นตอน
ด้าน พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ตรวจความเรียบร้อยในการรักษาความปลอดภัยตามบริเวณต่างๆ โดยรอบพื้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ก่อนตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีสลายการชุมนุมกลุ่มราษฎรหยุดเอเปคที่บริเวณถนนดินสอ เมื่อ วันที่ 18 พ.ย. ที่ผ่านมา ว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ประกาศทุกขั้นตอนการควบคุมฝูงชนให้ทางผู้ชุมนุมได้ทราบแล้ว ขณะที่การชุมนุมเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่ประชาชนสามารถทําได้ กลุ่มดังกล่าวชุมนุมที่ลานคนเมือง

เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งเงื่อนไขแล้วว่าไม่อยากให้เคลื่อนขบวน เพราะเกรงว่าอาจจะเกิดความไม่ปลอดภัย และอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศในช่วงการประชุมผู้นำเอเปค แต่กลุ่มดังกล่าวพยายามมจะเคลื่อนขบวนออกนอกพื้นที่ ขณะที่เส้นทางที่ออกเดินมีความสุ่มเสี่ยง ไม่ใช่แค่เส้นทางที่มุ่งตรงมายังศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เท่านั้น มีจุดที่เจ้าหน้าที่พยายามรั้งหน่วงกลุ่มผู้ชุมนุมหลายจุดจนทำให้เกิดเหตุการณ์ปะทะกัน อย่างไรก็ตาม มอบหมาย บช.น. ตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง

เมื่อถามว่า จากกรณีผู้ชุมนุมและสื่อมวลชนบางส่วนบาดเจ็บจากเหตุการณ์ปะทะกันดังกล่าว จะมีการกําชับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้มีความระมัดระวังมากขึ้นหรือไม่ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวว่า ขอไปตรวจสอบรายละเอียดก่อน เพราะยังไม่ได้รับรายงานที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ได้รับรายงานเบื้องต้นว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บ 15 นาย ซึ่งมี 1 นาย บาดเจ็บสาหัส และถูกนําตัวส่งโรงพยาบาล มอบหมายให้รองผบ.ตร.ไปเยี่ยมตํารวจนายดังกล่าวในวันนี้ ส่วน 14 นายที่เหลือ ได้รับยาและกลับไปรักษาตัวต่อที่บ้าน ขณะเดียวกันได้ทราบว่ามีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บ ขอไปตรวจสอบรายละเอียดก่อน

ขอตรวจสอบปมทำร้ายนักข่าว
ส่วนกรณีบางสํานักข่าวประณามการ กระทำของเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนทำร้ายร่างกายผู้สื่อข่าว แม้จะสวมปลอกแขนแสดงตน พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวว่า เรื่องของสื่อมวลชนตํารวจเคยมีการยื่นเรื่องต่อศาลแพ่ง ซึ่งศาลแพ่งได้ให้แนวทางแล้วว่า ต้องจัดระเบียบสื่อมวลชนในพื้นที่การชุมนุม ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า พื้นที่การชุมนุมในบางครั้งมีสื่อมวลชนมากกว่าผู้ชุมนุม ทำให้เจ้าหน้าที่จัดระเบียบสื่อมวลชนได้ยาก ขณะเดียวกันมีสื่อมวลชนบางส่วนพยายามมายืนอยู่ข้างหน้ากลุ่มผู้ชุมนุม ทําให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจยากขึ้น ไม่แน่ใจว่าประเทศอื่นมีแบบนี้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ขอให้สื่อมวลชนทุกคน ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตํารวจ และหากเกิดเหตุการณ์ที่ผู้ชุมนุมโต้ตอบเจ้าหน้าที่หรือเกิดเหตุการณ์ที่มีลักษณะใกล้เคียงกันหรือปะทะกับเจ้าหน้าที่ ขอให้สื่อมวลชนดูแล และระมัดระวังตัวเองด้วยเช่นกัน เพราะยากที่จะควบคุม ขอให้เห็นใจเจ้าหน้าที่ตํารวจด้วย เพราะตอนนี้มีสื่อมวลชนเพิ่มขึ้นจํานวนมาก และยังมียูทูบเบอร์หลายคนไม่ได้อยู่ในแนวกั้นสำหรับสื่อมวลชน เมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญอาจเกิดข้อผิดพลาดได้บ้าง ต้องเป็น ไปตามหน้างาน อย่างไรก็ตาม ต้องมีการไปตรวจสอบอีกครั้งว่าใครมีความผิดหรือไม่อย่างไร

เมื่อถามถึงกรณีที่มีผู้เผยแพร่คลิปวิดีโอเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนนายหนึ่งแสดงท่าทียั่วยุล้อเลียนผู้ชุมนุม พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวว่า ยังไม่เห็นภาพดังกล่าว แต่หากมีการกระทำเช่นนั้น ต้องกําชับการปฏิบัติหน้าที่ของ เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน ที่ผ่านมา กําชับเจ้าหน้าที่ตํารวจทุกครั้งว่าการปฏิบัติงานต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย ต้องเป็นสัดส่วน ต้องเป็นไปตามเหตุและผล แต่บางครั้งหน้างานจริง การปฏิบัติงานอาจไม่เป็นดังนั้น 100 เปอร์เซ็นต์ และภาพที่ถูกเผยแพร่ออกมา อาจไม่ใช่ภาพเหตุการณ์ทั้งหมด ว่าเหตุการณ์ก่อนหน้าเป็นอย่างไร ดังนั้นจะให้ทางบช.น.ไปตรวจสอบรายละเอียดและจัดทำไทม์ไลน์ของเหตุการณ์ทั้งหมด

‘ชัชชาติ’ถอดบทเรียน
ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. แสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้บาดเจ็บจากการชุมนุม ว่า เป็นเหตุการณ์ที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นเลย ต้องมาทบทวนกัน จริงๆ แล้วการแสดงออกเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานต้องดูรายละเอียดว่ามีใครทำเกินเลยหรือเปล่า ส่วนกรณีที่โลกออนไลน์ตั้งคำถามว่าเหตุใดเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดของกทม.เข้าไปดำเนินการในจุดเกิดเหตุอย่างรวดเร็วซึ่งอาจทำลายหลักฐานหรือไม่นั้น เป็นการทำหน้าที่ปกติ หลักฐานสำคัญคือพวกกล้องวิดีโอต่างๆ มีเป็นสิบๆ ตัว คงมีการไปดูทบทวนว่าใคร ทำผิด หรือทำเกินกว่าเหตุหรือไม่

สำหรับผู้บาดเจ็บ 2 ราย มีเลือดออกที่ดวงตา ได้แก่ ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ และ ‘พายุ ดาวดิน’ รวมถึงการเตรียมประสานช่วยเหลือผู้ถูกควบคุมตัว โดยได้แจ้งกับพล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม. แล้วว่าจะช่วยเหลืออะไรได้บ้างหรือไม่ แต่คงต้องปล่อยให้ทางตำรวจดำเนินการไปก่อน เราก็พยายามดูแลคนที่เกี่ยวข้อง สำหรับ ร.พ.สังกัด กทม.ไม่มีใครแอดมิตเข้ามา

“สิ่งหนึ่งที่เราอาจจะทำให้ดีขึ้นได้ในคราวหน้าคือ ครั้งนี้ กทม.จัดพื้นที่ชุมนุมให้ โดย ผู้ชุมนุมสื่อสารกับคนที่มาประชุม (เอเปค) ดังนั้น แทนที่จะให้เขาเดินไปที่ประชุม เราอาจต้องจัดตัวแทนจากคนประชุมมารับฟังความเห็นจากผู้ชุมนุมได้หรือไม่ ผู้ชุมนุมไม่ต้องเดินทางไป ให้มาพบปะกันโดย กทม.เป็นคนกลาง จัดให้พบกันได้หรือไม่ อาจช่วยลดการที่ต้องเคลื่อนที่ออก อีกอย่างหนึ่ง อาจจัดตัวแทน ผู้ชุมนุมไปพบกับตัวแทนผู้มาประชุมได้ไหม อาจเป็นสิ่งที่เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ กทม.ต้องปรับปรุงตรงนี้ด้วย ทุกอย่างเป็นบทเรียนให้มาปรับปรุงให้ดีขึ้น เสียใจที่มีผู้บาดเจ็บ วันนี้คงติดตามอีกครั้งหนึ่งว่าเราจะช่วยเหลือต่อไปได้อย่างไร และจะเร่งไปตามช่วยเหลือคนที่ยังถูกจับกุมอยู่ได้อย่างไร ก็ประสานกันไป” นายชัชชาติกล่าว

ปล่อยแล้ว 25 ผู้ชุมนุม
วันเดียวกัน รายงานข่าวแจ้งว่า พนักงานสอบสวนสน.ทุ่งสองห้อง ได้ปล่อยตัวผู้ชุมนุมทั้งหมด 23 คน ตั้งแต่เวลา 03.00 น. เนื่องจากสอบปากคำเสร็จสิ้น และดำเนินการทางเอกสารเรียบร้อยแล้ว ส่วนนายบารมี ชัยรัตน์ อายุ 55 ปี และนายเจกะพันธ์ พรหมมงคล อายุ 46 ปี ได้รับการประกันตัวในเวลา 11.00 น. โดยการปล่อยตัวด้วยวงเงินประกันรายละ 20,000 บาท และกำหนดเงื่อนไข ห้ามเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองใดๆ ระหว่างได้ประกัน ห้ามประกาศเชิญชวนบุคคลอื่นเข้าร่วมมั่วสุมหรือกระทำการใดๆ ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ส่วนนายพายุ ดาวดิน ที่กำลังรักษาตัวจากการผ่าตัดตลอดช่วงค่ำ หลังถูกกระสุนยางยิงที่ตาขวา และจะเข้ารับทราบข้อกล่าวหา-ทำสัญญาประกันต่อไปเมื่ออาการดีขึ้น สรุปมี ผู้ถูกจับกุมทั้งหมด 26 ราย

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดอาญามาตรา 215 ผู้ใดมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ มาตรา 216 เมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมเพื่อกระทำความผิดตามมาตรา 215 ให้เลิกไป ผู้ใดไม่เลิก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนความผิดในข้อหาอื่นๆ อาจจะแตกต่างกันไปตามพฤติการณ์ รายบุคคล อาทิ ความผิดฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน และความผิดตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ พ.ร.บ.ความสะอาดฯ

ด้าน น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หรือมายด์ หนึ่งในแกนนำกลุ่ม ‘ราษฎรหยุดเอเปค’ กล่าวว่า ถือว่าเราทำสำเร็จอย่างน้อยเพื่อนๆ พี่น้องที่ถูกควบคุมตัว ได้กลับบ้าน

แจ้งจับตร. – นายอานนท์ นำภา เข้าแจ้งความกล่าวโทษผกก.สน.สำราญราษฎร์ กรณีคฝ.ใช้กำลังเข้าทำร้ายผู้ชุมนุมและสื่อมวลชน โดยมี น.ส.ปนัสยา หรือรุ้ง สิทธิจิรวัฒนกุล แกนนำกลุ่มราษฎร ได้มาให้กำลังใจด้วย เมื่อวันที่ 19 พ.ย. ที่ สน.สำราญราษฎร์

ฟ้องกลับคฝ.ทำรุนแรง
ต่อมาเวลา 14.10 น. นายอานนท์ นำภา ทนายความและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิ มนุษยชน กล่าวว่า วันนี้กลุ่มราษฎรส่งตัวแทนแจ้งความกล่าวโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการ กล่าวโทษ ผกก.สน.สำราญราษฎร์ ใช้กำลังเข้าทำร้ายผู้ชุมนุมและสื่อมวลชนได้บาดเจ็บ โดยเฉพาะนายพายุ ที่อาจสูญเสียดวงตา อย่างไรก็ตาม จะดำเนินคดีทุกคนระดับปฏิบัติการจนถึงผู้บังคับบัญชา หรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง มีทั้งคลิปและภาพเป็นหลักฐาน ทั้งนี้ ขอให้ผู้เสียหายรายอื่นดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนมีความกังวลตำรวจช่วยเหลือกันหรือไม่ ตำรวจที่ช่วยกันคือตำรวจที่เลวคิดว่าไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น

นายอานนท์เผยหลังเข้าแจ้งความว่า เข้าแจ้งความกล่าวโทษ พ.ต.อ.ทศพล อำไพพิพัฒน์กุล ผกก.สน.สำราญราษฎร์ ในฐานะที่เป็นหัวหน้าการสลายการชุมนุม พร้อมพวก โดยพล.ต.ต.นครินทร์ สุคนธวิท ผบก.น. 6 เป็นผู้รับเรื่องด้วยตนเอง และเผยว่าจะต้องตั้งทีมพนักงานสอบสวน บก.น.6 ตรวจสอบ ข้อเท็จจริงว่าพฤติการณ์การกระทำความผิดของผกก.และพวกนั้นเป็นอย่างไร หลังจากนี้จะต้องไปสืบสวนต่อว่าผู้ที่ร่วมปราบปรามประชาชนเป็นใครบ้างในระดับผู้ปฏิบัติงาน หากพบว่าใครมีพฤติการณ์การกระทำความผิดจะถูกแจ้งข้อกล่าวหาด้วย

“เชื่อว่าการสอบสวนจะใช้เวลาไม่นานเพราะว่ามีพยานหลักฐานที่บ่งบอกถึงการทำความผิดชัดเจน แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างการเรียกพยานบุคคลและพยานหลักฐานอื่นมาประกอบในสำนวนคดี สำหรับในกรณีที่มีคลิปวิดีโอปรากฏว่ามีชายแต่งกายลักษณะคล้ายตำรวจสวมชุดควบคุมฝูงชนใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุมโดยใช้กระสุนยางนั้นขณะนี้ทราบตัวผู้สั่งการแล้วว่าเป็นใคร ก็จะรวบรวมพยานหลักฐานและส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกครั้ง” นายอานนท์กล่าว

ด้านนพ.ทศพร เสรีรักษ์ อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อดีตโฆษกประจำสำนักนายรัฐมนตรี กล่าวว่า ไปเยี่ยมนายพายุ ผู้บาดเจ็บมา ขณะนี้ยังไม่ฟื้นจากการสลบ จากการสอบถามทางแพทย์ที่รักษาทราบว่า มีอาการกล้ามเนื้อตาฉีกขาด หัวตาฉีกขาด อวัยวะในลูกตาออกมาข้างนอกหมด หมอทำความสะอาดเย็บกลับเข้าไปเช่นเดิม อีกรายนึงกระดูกเบ้าตาด้านขวาแตก มีฟันหักและแผลในปาก และมีผู้บาดเจ็บหลายคน พายุอาการหนักสุดคือไม่รับรู้ถึงแสงสว่างแต่อย่างใด ถือว่าเป็นการบาดเจ็บสาหัส ทั้งนี้ ประชาชนเสียดวงตาไปแล้ว 3 ราย ขอไม่ให้เกิดเหตุการณ์สูญเสียอวัยวะดังกล่าวอีก

นักวิชาการชี้สลายม็อบไม่ชอบ
รายงานข่าวแจ้งว่า หลังเกิดเหตุสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมา ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงความคิดเห็นกรณีดังกล่าวว่า การสลายการชุมนุม ที่แยกถนนดินสอใน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินยกเลิกไปแล้ว การสลายการชุมนุมในช่วงมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมานั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เคยต้องทำตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 เนื่องจากมาตรา 3(6) บัญญัติยกเว้นไว้ว่าพ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ใช้บังคับกับ “การชุมนุมสาธารณะในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน”

แต่ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้ยกเลิกไปแล้ว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ การจะสลายการชุมนุมได้ ต้องดำเนินการตามมาตรา 21, มาตรา 22, มาตรา 23 และมาตรา 24 จน ครบถ้วนก่อน ซึ่งสรุปขั้นตอนได้ดังต่อไปนี้ครับ

1.ต้องแจ้งผู้ชุมนุมให้เลิกชุมนุมก่อน (ม.21 วรรคหนึ่ง) 2.ถ้าผู้ชุมนุมไม่เลิกชุมนุม เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องไปร้องขอต่อศาลให้สั่งเลิกการชุมนุม (ม.21 วรรคสอง) 3.ถ้าศาลเห็นว่าเป็นการชุมนุมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และสั่งให้เลิกชุมนุม ต้องไปปิดคำสั่งศาลและแจ้งให้ผู้ชุมนุมทราบ (ม.22 วรรคสี่) 4.ถ้าผู้ชุมนุมไม่เลิกชุมนุมก็ให้ประกาศเป็น “พื้นที่ควบคุม” และกำหนดเวลาให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ (ม.23) 5.เมื่อกำหนดเวลาครบแล้วจึงจะถือว่าผู้ชุมนุม “กระทำผิดซึ่งหน้า” แล้วถึงจะดำเนินการจับกุมผู้ชุมนุมได้ (ม.24)

จี้เอาผิดยันนายกฯ
ดังนั้น แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะอ้างว่า ผู้ชุมนุมขออนุญาตใช้สถานที่ชุมนุมเฉพาะที่ลานคนเมือง การเดินไปสถานที่อื่นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และได้มีการแจ้งให้เลิกชุมนุมแล้ว แต่การจะการสลายการชุมนุมและจับกุมผู้ชุมนุมได้ จะต้องไปขอคำสั่งศาลให้สั่งเลิกการชุมนุม จึงจะดำเนินการสลายการชุมนุมและจับกุมผู้ชุมนุมได้ครับ การสลายการชุมนุมที่แยกถนนดินสอในวันนี้ จึงเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทั้งยังมีการยิงกระสุนยางโดยไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ที่สหประชาชาติกำหนดไว้ว่า ต้องยิงต่ำเท่านั้น ไม่ใช่ยิงตัว หรือยิงตาเช่นนี้ แล้วก็ยังมีการทำร้ายสื่อมวลชนที่ไปรายงานข่าวบาดเจ็บไปหลายคน ทั้งๆ ที่สื่อมวลชนที่ไปทำหน้าที่ได้ใส่ปลอกแขนสื่อและแสดงตนว่าเป็นสื่อมวลชนแล้ว

เจ้าหน้าที่ตำรวจอาจลืมไปว่า ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินถูกยกเลิกไปแล้ว และ ดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องดำเนินการตาม พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ จะไปสลายการชุมนุม หรือจับกุมผู้ชุมนุมโดยไม่ทำตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะไม่ได้ ที่จับกุมไปก็ต้องปล่อยตัว จะอ้างเหตุว่าดูแลความปลอดภัยผู้นำประเทศต่างๆ ที่มา ประชุมเอเปค ก็ฟังไม่ขึ้น เพราะสถานที่จัดประชุมอยู่ห่างไปเป็นสิบกิโลเมตร ครับ

การสลายการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในวันนี้ ควรจะต้องมีการดำเนินคดีให้เป็นคดีตัวอย่าง เพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก แล้วควรต้องฟ้องนายกรัฐมนตรีด้วย เพราะนายกรัฐมนตรี เป็นผู้บังคับบัญชาสำนักงานตำรวจแห่งชาติตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ และเชื่อได้ว่ารู้เห็นหรืออาจจะเป็นผู้สั่งการด้วยซ้ำ เพราะการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ และนายกรัฐมนตรีจะต้องเคารพ หากมีอะไรที่เกินเลยไปกว่ากฎหมาย ก็ต้องปฏิบัติกับผู้ชุมนุมตามกฎหมาย มิใช่ใช้กำลังโดยผิดกฎหมายและเกินเลยไปเช่นนี้

แห่แถลงประณามรบ.-คฝ.
รายงานแจ้งว่า วันเดียวกัน กลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม อ่านแถลงการณ์ มีใจความว่า รัฐบาลในคราบเผด็จการไม่ต้องขยายความเลวร้ายในการประชุมเอเปค ถัดออกไปเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กระสุนยางอาวุธไล่ตีอย่างบ้าคลั่ง แต่จากข้อกล่าวอ้างรักษาความสงบเรียบร้อย รัฐใช้ความรุนแรงเป็นปกติ ละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง ยืนยันว่า ไม่มีผู้ชุมนุมกลุ่มใดทำลายการประชุมเอเปค เพียงต้องการให้ฟังความเห็นของกลุ่มผู้ชุมนุม และเรียกร้องฝ่ายความมั่นคง พวกเขาที่ถูกทำร้ายอาจจะเป็นญาติพี่น้อง เพื่อน ซึ่งเป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน ต่างคนต่างทำหน้าที่คำสั่งของเผด็จการไม่สามารถเปลี่ยนให้เป็นคนเลวร้ายเชื่อว่าจะกลับมายืนเคียงข้างประชาชนได้เพื่อสร้างสรรค์อนาคตได้ขอให้กลับมาเคียงประชาชน

ขณะที่ เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) ออกแถลงการณ์ ประณามรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ที่ใช้กำลังและความรุนแรงอย่างเกินกว่าเหตุ โดยระบุว่า การชุมนุมของประชาชนในครั้งนี้ของกลุ่ม “ราษฎรหยุด APEC 2022” เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการแสดงออกทางการเมือง ซึ่งในกรณีนี้คือการแสดงไม่เห็นด้วยต่อการพัฒนาตามแนวทางเสรีนิยมใหม่ภายใต้รูปโฉมของเศรษฐกิจแบบ BCG ที่จะยิ่งเอื้อประโยชน์ต่อการสร้างความมั่งคั่งของกลุ่มทุน นำมาสู่การฉกฉวยแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติจากประชาชนไปอย่างดูชอบธรรมและแนบเนียนมากขึ้น

ผู้ชุมนุมได้แจ้งการชุมนุมล่วงหน้าแล้วและมีการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจมาอย่างต่อเนื่อง การใช้ความรุนแรงที่เกินกว่าเหตุของ คฝ.นั้นเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ละเมิดเสรีภาพ ผิดหลักสากลในการควบคุมฝูงชน สะท้อนเห็นว่ารัฐไทย โดยเฉพาะรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจจากคณะรัฐประหาร ไม่เคยให้เกียรติประชาชน ไม่เคยเคารพสิทธิประชาชน และไม่เคยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนเลย

แม้ตอนนี้ผู้ถูกจับจะได้รับการประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวนแล้ว แต่นี่ก็ยังไม่เพียงพอ รัฐบาลจะต้องยุติการดำเนินคดีต่อ ผู้ถูกจับกุมทุกรายจากการสลายการชุมนุมในครั้งนี้ทันที และต้องเยียวยาชดเชยความเสียหายให้กับประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บอย่างเพียงพอและรวดเร็ว รวมทั้งผู้สั่งการสลายการชุมนุมและเจ้าหน้าที่ที่ทำร้ายประชาชนต้องรับผิดชอบและต้องถูกลงโทษจากการใช้ความรุนแรงที่เกินกว่าเหตุในครั้งนี้

กสม.วอนยุติรุนแรง
สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์ กสม. เรื่อง ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนกรณีความรุนแรงจากการสกัดกั้นการเคลื่อนขบวน ของผู้ชุมนุม ระบุว่า กสม. ซึ่งได้ติดตามสถานการณ์การชุมนุมในช่วงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค 2022 มาโดยตลอด ผ่านสื่อสารมวลชนตามช่องทางต่างๆ และจากการลงพื้นที่สังเกตการณ์ มีความกังวลห่วงใย ต่อการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบของ ทุกฝ่าย

ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายไม่แสดงพฤติกรรมยั่วยุ หรือสร้างเงื่อนไขการใช้ความรุนแรงต่อกัน และการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ คฝ. ต้องดำเนินการตามขั้นตอนและหลักปฏิบัติสากล ต้องเคารพในสิทธิการชุมนุม เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น รวมทั้งสิทธิอื่นๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี 2560 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีและมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตาม อีกทั้งต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการบาดเจ็บและการสูญเสียของทุกฝ่าย

กสม. ขอให้ทุกฝ่ายยึดหลักสิทธิมนุษยชน และการไม่ใช้ความรุนแรงต่อกันในทุกรูปแบบ โดยจะได้หยิบยกกรณีดังกล่าวขึ้นมาตรวจสอบ และเสนอมาตรการหรือแนวทางที่เหมาะสมในการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายต่อไป

ครป.จี้‘องค์กรอิสระ-สภา’ขยับ
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ออกแถลงการณ์ถึงกรณีดังกล่าวเช่นเดียวกัน ว่า ครป. เห็นว่าการชุมนุม และเดินขบวนของผู้ชุมนุมเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการแสดงออกโดยสงบปราศจากอาวุธ ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมืองที่รัฐไทยได้ให้สัตยาบันไว้ และยังได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 นอกจากนี้ ผู้ชุมนุมยังได้แจ้งการชุมนุมตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ซึ่งผู้ชุมนุมไม่ได้ทำผิดเงื่อนไขที่ตกลงหรือที่กำหนดไว้

กรณีดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการบริหารจัดการกับการชุมนุม ทั้งที่สามารถจัดการให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี ที่สำคัญอีกประการ คือ การชุมนุมทางการเมืองระหว่างการประชุมครั้งสำคัญทั่วโลกเป็นที่รับรู้ และยอมรับการชุมนุมว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ที่กติการะหว่างประเทศให้การรับรอง อีกทั้งยังเป็นดัชนีที่สำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า ประเทศนั้นมีความเป็นประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใด เคารพสิทธิมนุษยชนมากน้อยแค่ไหน

ดังนี้ 1.ขอให้สังคมร่วมกันประณามรัฐบาล และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรง การจับกุมผู้ชุมนุม และผู้สื่อข่าว ที่ ขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองฯ และขัดต่อกฎหมายจากการสลายการชุมนุมโดยไม่เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักสากล

2.ขอให้องค์กรที่อิสระและเป็นกลาง ได้แก่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงการสลายการชุมนุมครั้งนี้ โดยเฉพาะประเด็นการสลายการชุมนุมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ควบคุมฝูงชนไม่ได้ขออำนาจศาล บริเวณที่มีการสลายการชุมนุมมิได้ถูกประกาศตามพระราชกฤษฎีกาในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะอยู่นอกเขตรัศมี 5 ก.ม. การใช้กระสุนยางข้ามขั้นตอน และทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิต

3.ให้รัฐบาลสั่งการให้เจ้าหน้าที่ปล่อยตัว ผู้ที่ถูกจับกุมโดยไม่มีเงื่อนไขโดยทันที เนื่องจากการจับกุมโดยมิชอบ และหยุดสั่งดำเนินคดีกลั่นแกล้งคุกคามแกนนำภาคประชาชนทันที และ 4.รัฐบาลต้องดูแล และชดเชยเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

ประท้วงตร. – กลุ่มเคลื่อนไหวรวมตัวกันใต้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม ประณามเจ้าหน้าที่ตำรวจคฝ.ที่ใช้ความรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุมราษฎรหยุดเอเปค ก่อนสาดสีประท้วงที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 19 พ.ย.

ม็อบเดินขบวนสาดสีรั้วตร.
ต่อมาเวลา 17.00 น. กลุ่มทะลุวังและกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ รวมตัวกันชุมนุนบริเวณใต้สถานีรถไฟฟ้าบี ทีเอสสยาม ประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนใช้ความรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุมราษฎรต้านเอเปค บริเวณถนนดินสอ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก โดยกลุ่มผู้ชุมนุมสวมใส่เสื้อผ้าลักษณะชุดกีฬา กางเกงสีเหลือง เสื้อสีแดง ได้เดินชูรูปภาพเหตุการณ์ในวันชุมนุม จากหน้าสยามสแควร์ (ลิโด้ คอนเน็กซ์) ถ.พระราม 1 ข้ามสะพานลอยไปยังฝั่งหน้าห้างสยามพารากอน จากนั้นเดินไปตามทางเท้าหน้าห้างสยามพารากอน ข้ามสะพานลอยกลับมาฝั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนตะโกนส่งเสียงตำรวจทำร้ายประชาชน และชูภาพเหตุการณ์ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ คฝ. ออกมายืนอยู่ริมรั้วหน้าประตูทางเข้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมสาดสีแดงลงบนพื้นทางเท้าก่อนเดินข้ามถนนกลับมา ทางฝั่งวัดปทุมวนาราม มุ่งหน้าแยกราชประสงค์ ก่อนแยกย้ายกันไป โดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรง

วันเดียวกันนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และนายนิติธร ล้ำเหลือ แกนนำคณะหลอมรวมประชาชน ร่วมเป็นวิทยากร ในรายการประเทศไทยต้องมาก่อน ถ่ายทอดผ่านทางเฟซบุ๊กไลฟ์เพจ “ประชาชนคนไทย” อภิปรายในหัวข้อ “รุนแรงเกินไปคิดอะไรอยู่” เนื้อหาโดยสรุป เป็นการประณามตำรวจที่สลายชุมนุมรุนแรงเกินกว่าเหตุ เชื่อจงใจโชว์ขัดแย้งหวังขยายผลบ้านเมืองแตกแยก พร้อมระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์อ้างรักความสงบคุมอำนาจอยู่ต่อ และเชื่อว่าหลังเอเปควุ่นวายกว่านี้

นอกจากนั้นยังมี คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ออกแถลงการณ์ให้พล.อ.ประยุทธ์รับผิดชอบกับการใช้ความรุนแรงกับกลุ่มราษฎรหยุดเอเปค 2022

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน