‘อนุทิน’ลั่นไม่ถอนตัว แม้กม.กัญชาถูกตีตก ปชป.ซัดภูมิใจไทยอีก

‘อนุทิน’ตอบชัดลั่นไม่คิดถอนตัวจากรัฐบาลแม้กฎหมายกัญชาไม่ผ่าน แต่ขอให้รู้ไว้เป็นเรื่องการเมือง ปชป.โต้เดือดภูมิใจไทยอีก ซัดใครกันแน่พาดพิงพรรคอื่นก่อน ยันไม่จำเป็นต้องขัดขาพรรคใด ด้านส.ส.ใต้ ยันยังอยู่พปชร. มั่นใจ ‘2 ลุง’ ไม่แยกทางกัน เชื่อกระแส ‘บิ๊กตู่’ ยังมาแรง ด้านเพื่อไทยแนะ‘ประยุทธ์’ ตัดสินเลือกอนาคตทาง การเมืองให้ชัด ขณะที่พีระพันธุ์ยันไม่รู้วันที่ 21 พ.ย.จะมีวีไอพีมาสมัครเป็นสมาชิกรวมไทยสร้างชาติ จ่อคุยบิ๊กตู่เข้าร่วมงานด้วย ชื่นชมเป็นคนที่ทำงานด้วยแล้วสบายใจที่สุด

‘อนุทิน’ย้ำควรมีกม.กัญชา
เมื่อวันที่ 19 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง ที่จะเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์นี้ว่า ไม่มีความกังวล หลังประชุมเอเปค ทุกอย่างก็ดีขึ้น ครั้งนี้เราพร้อมรับฟัง ครั้งที่แล้วเขาไม่ให้เข้าไปพิจารณา แต่คราวนี้คง ไม่ได้แล้ว เพราะถูกบรรจุอยู่ในวาระแล้ว เมื่อพ.ร.บ.กัญชาเข้าไปแล้วก็จะต้องพิจารณาเป็นรายมาตรา ตนเชื่อมั่นว่าคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ที่ร่างกฎหมายนี้จะต้องรับฟัง

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากไม่ผ่านจะทำอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า อยากให้มองประชาชนเป็นที่ตั้ง ให้มองที่ประโยชน์ที่ได้รับ ถ้า ไม่ผ่าน ประชาชนก็ไม่ได้เสียอะไร เพราะมีประกาศกระทรวงสาธารณสุขออกมาก่อนแล้ว แต่เจ้าหน้าที่จะทำงานยุ่งยาก แทนที่ฝ่ายปกครอง หากพบการกระทำผิดจะดำเนินการได้เลย ต้องมารอให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขแจ้งมาก่อน ทางที่ดีต้องให้กฎหมายออกมา ก่อนหน้านี้บอกว่าเป็นห่วง ถ้าห่วงก็ต้องช่วยกันดันกฎหมายออกมาควบคุมการใช้กัญชา แต่ถึงจะเป็นประกาศมันก็มีข้อดีเรื่องความยืดหยุ่น ถ้าประชาชนเข้าใจการใช้แล้ว ก็ยกเลิกได้เลย ต่างจาก พ.ร.บ.ที่ต้องผ่านสภา

ตอบชัดไม่คิดถอนตัวจากรัฐบาล
เมื่อถามว่าเรื่องนี้จะคุยกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เรื่องนี้เราใช้เหตุใช้ผล ซึ่งกมธ.กัญชา ก็มีสมาชิกของทุกพรรคอยู่แล้ว ซึ่งกฎหมายกัญชาในวาระแรกได้ผ่านด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น และได้ตั้งเป็นกมธ.ที่มีสมาชิกจากทุกพรรคมีการเพิ่มจาก 45 มาตรา เป็น 95 มาตรา และใส่ความเห็นของสมาชิกแล้วทุกพรรค เพื่อให้เกิดความรัดกุม เรื่องนี้เป็นเรื่องของสภาแล้ว เมื่อวานเจอนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ก็ไม่ได้คุย เพราะให้เป็นเรื่องของสภาตามตรรกะมันต้องผ่าน แต่อย่าไปมองโลกสวยทั้งหมดว่าจะ 100 เปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่ผ่าน ไม่ได้หมายความว่าประชาชนที่ทำธุรกิจจากกัญชาจะทำอะไร ไม่ได้ ซึ่งเขาก็ทำได้ปกติ

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากกฎหมายไม่ผ่าน จะถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เราไม่คิดว่า ถ้าไม่ผ่าน จะต้องถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วม เพราะวาระของรัฐบาลจะจบอยู่แล้ว ซึ่งเราต้องสู้ต่อ และการจะมาบังคับให้ ส.ส.คิดเหมือนกันหมด มันก็เผด็จการ แต่ขอให้รับฟังกัน

“ถ้าไม่ผ่าน ขอให้ประชาชนรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น มันเป็นเรื่องการเมือง เพราะตอนวาระแรกก็เห็นด้วยท่วมท้น ต่อมากลับมาขวางกันเฉยๆ รอบหน้าก็หาเสียงใหม่ ถ้าอยากให้ผ่าน ประชาชนต้องเลือกพรรคภูมิใจไทยให้มากๆ” นายอนุทินกล่าว

‘ราเมศ’โต้เดือดภูมิใจไทย
นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รองเลขานุการนายกฯ ฝ่ายการเมือง สมาชิกพรรค ภท. ตอบโต้ประเด็นร่างกฎหมายกัญชาว่า ถือเป็นสิทธิที่จะชี้แจง แต่ไม่มีน้ำหนักเพียงพอจะทำให้เห็นได้ถึงข้อมูลที่ได้ตั้งคำถามไว้ แต่เมื่อออกมาพาดพิง ตนก็ต้องชี้แจงเช่นกัน ไม่เช่นนั้นจากโจทก์จะเป็นจำเลยไปได้

นายราเมศกล่าวต่อว่า การที่บอกว่าตนออกมาโจมตีนายอนุทิน นั้น ขอให้กลับไปดูต้นตอว่า ใครเริ่มพาดพิงพรรคอื่นก่อน ส่วนตัวไม่เคยเริ่มต้นกล่าวหาใส่ร้ายใคร แต่หากใครมาพาดพิงก็ต้องชี้แจงทำความเข้าใจ ส่วนที่กล่าวโจมตีเรื่องมารยาททางการเมืองที่ให้แยกออกจากเรื่องความถูกต้อง เป็นแค่การแก้ตัวของคนที่ไม่รับผิดชอบ ไม่เคารพกติกาการอยู่ร่วมกัน เป็นการสื่อสารของพวกไม่มีเครดิต วันนี้พูดอย่าง พรุ่งนี้ทำอีกอย่าง เชื่อถือไม่ได้นั้น ประเด็นนี้คำพูดดังกล่าวคือคำตอบอยู่ในตัว ถ้านักการเมืองที่ออกมาเรียกร้องมารยาททางการเมืองโดยไม่คิดถึงหลักการความถูกต้อง นั่นไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่พรรคในอุดมคติ เรื่องกฎหมายกัญชา คนที่ทักท้วงเพราะเขาเป็นห่วงสังคม ห่วงประเทศชาติ ยิ่งส.ส.และพรรคที่คิดได้คือความรับผิดชอบที่มีต่อส่วนรวม

ยันปชป.ไม่จำเป็นต้องขัดขาใคร
นายราเมศกล่าวต่อว่า ส่วนที่บอกว่าให้ประชาธิปัตย์มีความรับผิดชอบ กติกาการอยู่ร่วมกันในสังคม ถ้าใครทำดีช่วยเหลือกันควรสรรเสริญ แต่ถ้าใครทำไม่ดีแล้วไปส่งเสริม สังคมจะวุ่นวายเสียหายตามมา ส่วนที่บอกว่าตอนร่วมรัฐบาลยอมรับนโยบายพรรคอื่น แต่พอจะเลือกตั้งก็ไปขัดขาพรรคอื่นนั้น ตนเคยพูดไปแล้วว่า นโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2562 ไม่มีเรื่องให้สังคมพี้กัญชากันอย่างเสรี ซึ่งในหน้าที่ 31 ข้อ 4 ตอนท้าย ระบุไว้เรื่องกัญชา กัญชงว่า “ศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการใช้กัญชา กัญชง และพืชสมุนไพรในทางการแพทย์อุตสาหกรรมทางการแพทย์ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการสร้างรายได้ของประชาชน โดยกําหนดกลไกการดําเนินงานที่รัดกุม เพื่อมิให้เกิดผลกระทบทางสังคมตามที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างเคร่งครัด” ดังนั้น นโยบายรัฐบาลไม่มีเรื่องกัญชาเสรีแน่นอน และประชาธิปัตย์ไม่จำเป็นต้องไปขัดขาพรรคใด เพราะส่วนมากคนที่ล้มเพราะขาตัวเองขัดกันทั้งนั้น

“ที่ทักท้วงเรื่องกัญชา เป็นการทำหน้าที่ในบทบาทฝ่ายนิติบัญญัติ คือการพิจารณาร่างกฎหมาย ติติงกันตามระบบ มีแต่ความห่วงใยต่อสังคมทั้งสิ้น ที่บอกว่าคนพูดไม่มีความรับผิดชอบ อยากถามกลับเหมือนกันว่า ถ้าเป็นคนรับผิดชอบต้องสนับสนุนกัญชาเสรีใช่หรือไม่ ประโยชน์ส่วนรวมของคุณคือต้องการให้กัญชาเสรีใช่หรือไม่ และเรื่องนี้ควรว่ากันตามกระบวนการฝ่ายนิติบัญญัติ อย่ามาโจมตีพรรคอื่นเลย ประชาชนเบื่อหน่าย ไม่เกิดประโยชน์ในการโต้เถียงกันไปมา เพราะหากมีการพาดพิงโจมตีพรรค ก็จำเป็นต้องชี้แจงทำความเข้าใจ และเรื่องนี้จำเป็นต้องออกมาเพราะมีการพาดพิงโจมตีก่อน” นายราเมศ กล่าว

อู๊ดด้าเปิดผู้สมัคร 3 จว.ชายแดนใต้
นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรค ปชป. กล่าวว่า วันที่ 19-21 พ.ย.นี้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรค เตรียมนำทัพ “จุรินทร์ออนทัวร์” ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยมีภารกิจที่สำคัญคือ การเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส พร้อมติดตามสถานการณ์การค้าชายแดน ด่านตากใบ จ.นราธิวาส และประชุมติดตามสถานการณ์การค้าชายแดน ด่านสุไหง-โก-ลก และด่านตากใบ

นางดรุณวรรณกล่าวว่า จากการขับเคลื่อนนโยบายพรรคที่เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะนโยบายการประกันรายได้เกษตรกร รวมถึงยุทธศาสตร์การผลักดันสินค้าเกษตรและผลไม้ในพื้นที่ภาคใต้และการสนับสนุนการค้าชายแดนเพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออก ประกอบกับตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.จาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ ล้วนเป็นผู้ที่มีศักยภาพ พรรคจึงมั่นใจว่าจะรักษาแชมป์ในบางพื้นที่ไว้ได้ รวมถึงชิงพื้นที่ได้เพิ่มเติมทำให้มีจำนวน ส.ส.เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ได้อย่างแน่นอน

ส.ส.เมืองคอนยันอยู่พปชร.
นายรงค์ บุญสวยขวัญ ส.ส. นครศรีธรรมราช ในฐานะกรรมการบริหารพรรค พลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การเมืองช่วงหลังเอเปคว่า ขณะนี้ที่ภาคใต้มีลมพายุแรง ทำให้ส.ส.ภาคใต้ นิ่งเงียบ ไปทำงานอยู่กับประชาชนในพื้นที่และใช้โอกาสอธิบายว่า เกือบ 4 ปีที่ผ่านมาได้ทำอะไรไปบ้าง พอประชาชนถามว่าอนาคตจะอยู่ที่ไหนก็ชี้แจงว่าวันนี้ทุกคนอยู่พรรค พปชร. ไม่มีสัญญาณจะไปที่ไหน และส.ส.ใต้ทั้ง 14 คน ที่ตนได้พูดคุยอย่างใกล้ชิด 4-5 คน ต่างพูดตรงกันว่า เรายังอยู่พรรค พปชร.และมั่นใจในระบบเลือกตั้งบัตรสองใบ

ส่วนจะอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม หรือพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ วันไหนวันนั้นค่อยเลือกกัน แต่วันนี้ขอให้เลือกนายรงค์ ก่อน เพราะที่ผ่านมาตนทำงานให้ประชาชน อยู่กับประชาชน เอาความเดือดร้อนไปหาทางออกในสภาให้ประชาชน ขอให้ประชาชนเข้าใจให้มากที่สุด ต้องทำให้เขาเห็นว่าเราทำอะไรให้ประชาชนไปบ้าง

ชี้ภาคใต้กระแสนายกฯยังแรง
นายรงค์กล่าวว่า ส่วนพรรคหรือนายกฯ ค่อยว่ากันอีกที ให้คลื่นลมสงบ มีความแน่นอนก่อน ส่วนตัวไม่วิตกเลย และส.ส.ที่คุยกันไม่วิตก ขอทำงานในพื้นที่ไปก่อน ส่วนสังกัดลงไหนพรรคไหนอย่างไรมันมีเวลา อนาคตจะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องการเมืองระดับชาติ ส.ส.เหมือนน้ำ อย่างไรก็มีที่อยู่ แต่ขอให้เป็นน้ำที่ดีในสายตาชาวบ้าน ส่วนจะอยู่กับลุงไหน ยังมีเงื่อนไขที่ยังไม่สามารถสรุปได้ที่จะต้องตัดสินใจในอนาคตยังมีเวลา แต่วันนี้ขอให้เป็นน้ำดีที่จะอยู่ที่ไหนก็ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากพล.อ.ประวิตร กับพล.อ.ประยุทธ์ แยกกัน อยู่กับใครดีกว่ากัน นายรงค์กล่าวว่า จากข้อมูลกระแสของ พล.อ.ประยุทธ์ ในพื้นที่ภาคใต้ถือว่าดีมาก ถ้าเราเป็นน้ำดีบวกพล.อ.ประยุทธ์ ก็ไปโลด ตัวส.ส.ต้องคิดว่าต้องเอาตัวเองเข้าสภาให้ได้ ต้องเป็นผู้ชนะในการเลือกตั้ง วันนี้เราอยู่พลังประชารัฐ กระแสพล.อ.ประยุทธ์ ยังเป็นปัจจัยหลักอยู่ แต่การเมืองมีพัฒนาการมีการเปลี่ยนแปลง เงื่อนไขใหม่ๆ เข้ามาเสริม ซึ่งส.ส.ภาคใต้ทั้ง 14 คน มีความเป็นปัจเจกของแต่ละคน

มั่นใจ‘2 ลุง’ไม่แยกทางกัน
เมื่อถามว่าหาก 2 ลุงต้องแยกกันจริง ส.ส. 14 คนจะไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ นายรงค์กล่าวว่า แล้วแต่ปัจเจกบุคคล คิดว่าทั้ง 14 คน ถ้าจะไปก็ไม่ได้ไปทั้งยวง เพราะแต่ละพื้นที่มีปัจจัยที่ต่างกันไป ยกตัวอย่างพรรครวมไทยสร้างชาติ ถ้าสู้ในพื้นที่ภาคใต้ ก็มีพลังประชารัฐอยู่ มีอดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อยู่ มีความทับซ้อน มันมีเงื่อนไขต่างๆ อยู่

เมื่อถามว่าแล้วโอกาสที่สองลุงยังอยู่ด้วยกันหรือไม่ นายรงค์ตอบว่า “ผมยังเชื่อว่า 2 ลุงยังอยู่ด้วยกัน เขียนข้างฝาไว้พลางๆ ถ้าผิดก็ไม่ว่ากัน ถือเป็นการวิเคราะห์ แต่ผมเชื่อว่า 2 ลุงยังอยู่ด้วยกัน การเมืองไม่ใช่ชนะแค่เราเป็นอย่างไร ไม่ใช่วัดกันที่ไปร่วมงานกับประชาชน การเมืองสูงสุดคือชนะเลือกตั้ง และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แล้วจะไปแยกกันทำไม ขัดกันทำไม เมื่อแยกกันแล้วทอนกำลังตัวเอง เมื่ออยู่ที่เดิมดีอยู่แล้ว ไปที่ใหม่บ้านใหม่ดีหรือไม่จริงหรือไม่ ผมคิดว่า 2 ลุงยังอยู่ด้วยกัน สงครามใหญ่ คือชนะเลือกตั้ง จึงเกิดคำถามว่าแยกไปแล้ว จะเป็นพรรคใหญ่หรือ”

ลุยภาคใต้ – นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค ร่วมพิธีเปิดศูนย์ประสานงานพรรครวมไทยสร้างชาติ ต.เขาเจียก อ.เมือง จ.พัทลุง เพื่อเตรียมพร้อมเลือกตั้ง โดยมีนายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร รองหัวหน้าพรรค พร้อมว่าที่ผู้สมัครส.ส.พัทลุง ต้อนรับ ที่จ.พัทลุง

พีระพันธุ์ลุยพัทลุง-เปิดตัวผู้สมัคร
ที่จ.พัทลุง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรคฯ นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร รองหัวหน้าพรรค ร่วมกันเปิดสาขาพรรครวมไทยสร้างชาติ จ.พัทลุง พร้อมเปิดตัวนายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร นักการเมืองหนุ่มไฟแรง ว่าที่ผู้สมัครเขต 2 ทายาทนักการเมืองตระกูลธรรมเพชร ท่ามกลางสมาชิกพรรค และผู้สนับสนุนที่มาให้กำลังใจคึกคักกว่า 3,000 คน

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ตนมั่นใจในความพร้อมของผู้สมัคร เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ ทำงานใกล้ชิดช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่มาตลอด ซึ่งนายวิสุทธิ์ ได้คัดสรรมาอย่างดี จึงเชื่อว่าจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างแน่นอน ทั้งนี้ ตนมองว่าในทุกพื้นที่ไม่ใช่เฉพาะภาคใต้ มีการแข่งขันกันสูง แต่ตนไม่ได้คิดว่าใครเป็นคู่แข่งใคร เพราะการเมืองเป็นของทุกคน ทุกคน ทุกพรรค สามารถเสนอตัว เสนอนโยบาย แนวทางต่างๆ ให้ประชาชนเลือก หากประชาชนเห็นว่านโยบายเหล่านั้นสามารถแก้ปัญหาให้เขาได้ เป็นบุคลากรที่มีผลงาน เขาก็เลือก การเมืองจึงไม่ใช่กีฬาที่จะมาแข่งขันกัน

ไม่รู้มีวีไอพีมาสมัคร 21 พย.
นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า พรรคพร้อมส่ง ผู้สมัครภาคใต้ มาตั้งแต่เปิดตัวพรรคเมื่อวันที่ 3 ส.ค.2565 และเตรียมการมาตลอด ตอนนี้ไม่ใช่เฉพาะภาคใต้ แต่มีความพร้อมในการวางตัวผู้สมัครในทุกภาคที่เกือบจะเต็มแล้ว รวมถึง กทม.ด้วย และจะทยอยเปิดทั้งศูนย์ประสานงานพรรคในพื้นที่ต่างๆ ทุกคนทำงานกันอย่างหนักต่อเนื่อง ตอนนี้จึงมีความพร้อมในทุกด้าน

เมื่อถามว่าได้พูดคุยกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เกี่ยวกับการมาร่วมงานกับพรรคบ้างหรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมานายกฯ ห่วงเรื่องการเตรียมงานเอเปค เพราะต้องการให้งานออกมาดี เป็นภาพพจน์ของประเทศ ซึ่งเห็นแล้วว่างาน ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ตนก็ไม่ได้คุยอะไร เพราะไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม และยังไม่กล้าคุยด้วย แต่หากนายกฯ เรียกไปหารือ ก็อาจจะลองพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ตอนนี้เป็นช่วงที่นายกฯยุ่ง จึงไม่กล้าคุย ไม่กล้าถาม ถ้าถึงเวลาจะถามอีกที ค่อยว่ากันอีกที

ส่วนกระแสข่าววันที่ 21 พ.ย.นี้จะมีวีไอพีมาสมัครนั้น นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ ถามเลขาธิการพรรคและรองหัวหน้าพรรค ก็ไม่ทราบ ไม่มีใครทราบ และวันนั้นทุกคนมีภารกิจกันทุกคน ซึ่งถ้ามีมาจริงตนจะบอกเอง

บอกทำงานกับ‘บิ๊กตู่’สบายใจสุด
นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า แม้พรรครวมไทยสร้างชาติจะเป็นพรรคใหม่ แต่คนทำงานเป็นคนเก่าประสบการณ์สูง ตนทำพรรคนี้ ไม่ต้องการตำแหน่ง แค่อยากมาทำงาน ที่ผ่านมารอมา 30 ปีอยากให้มีพรรคแบบนี้ ตอนที่ตนเดินออกมาจากพรรคเดิมเกือบรู้สึกว่าจะเลิกแล้ว แต่ต่อมาได้มาทำงานเป็นที่ปรึกษานายกฯ รู้สึกว่าทำงานกับพล.อ.ประยุทธ์ สบายใจที่สุดเพราะไม่เคยพูดคุยกันเรื่องตำแหน่ง หรือเรื่องการเมืองเลย และด้วยเหตุนี้ทำให้รู้สึกว่า พรรคที่ตนเคยฝันไว้น่าจะเป็นไปได้ เพราะเชื่อว่าถ้าคนดีอยู่ที่ไหนทุกสิ่งก็จะดี จึงคิดว่าทำอย่างไรจะเอาคนดีมาร่วมกันทำงานให้ได้ และพล.อ.ประยุทธ์ เคยพูดประโยคมอตโต้ว่า รวมไทยสร้างชาติ จึงคิดว่าอยากจะลองสักตั้งกับการทำพรรค ดีกว่าแค่คิดอย่างเดียวจึงตัดสินใจออกมาทำพรรคนี้

“เป้าหมายของเรา คือการดำรงสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เลิกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบ่งสี มีหัวใจเดียวกันเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศเท่านั้น คำว่ารวมไทยสร้างชาติ หมายความว่าเราจะสร้างสังคมที่เป็นธรรม สังคมที่เสมอภาคเท่าเทียม เป็นสังคมที่ประชาชนเป็นใหญ่จริงๆ ไม่ได้เอากฎหมายมารังแกประชาชน และเป็นสังคมที่ประชาชนพร้อมที่จะสร้างชาติบ้านเมืองและอยู่ด้วยกันบนพื้นแผ่นดินนี้อย่างมีความสุข นี่คือความหมายของรวมไทยสร้างชาติ” นายพีระพันธุ์กล่าว

อยู่พรรคนี้ต้องไม่ใช่นักการเมือง
นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ตนได้คุยกับหลายคนว่าจะทำพรรคที่เป็นนักสู้เพื่อประชาชน เป็นที่พึ่งพาให้กับประชาชน รวมไทยสร้างชาติจะเป็นพรรคที่สู้ทุกปัญหา และพึ่งพาได้ทุกเรื่อง คนที่อยู่ที่พรรคนี้ได้จิตใจจะ ต้องไม่ใช่นักการเมือง แต่ต้องมีจิตใจที่เป็น นักสู้ ที่ไม่ได้สู้เพื่อตัวเอง แต่สู้เพื่อประชาชน คนไทยทั้งชาติ และจะไม่ทะเลาะกับพรรคไหน แต่จะทะเลาะกับปัญหาของประชาชนเท่านั้น

“โลโก้พรรคนี้ผมคิดขึ้นมาด้วยตัวเอง ประเทศไทยบ้านเราต้องมาช่วยกัน สามเหลี่ยมแรกคือหลังคาบ้าน นี่แหละคือบ้านของเรา วัฒนธรรมที่ดีของไทยคือการไหว้ สัญลักษณ์ของการเจริญรุ่งเรืองคือพุ่งขึ้นไปเป็นยอด ส่วนที่ฐานขยายออกไปซ้ายขวาคือการรวมกันของคนไทย เลือด น้ำเงิน ขาว แดง ไหลรวมกันมาเพื่อร่วมมือกันสร้างบ้านให้เจริญรุ่งเรือง เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมอันดีของไทยไว้ นี่คือความหมายของรวมไทยสร้างชาติ ผมจึงขอให้เพื่อสมาชิกทุกคนภูมิใจว่าไม่ได้มาเป็นสมาชิกของพรรคธรรมดา แต่เป็นสมาชิกของพรรคที่ไม่เคยมีพรรครูปแบบนี้ในประเทศไทยมาก่อน เราจะร่วมกันสร้างพรรคนี้ให้เป็นพรรครวมไทยสร้างชาติที่ยิ่งใหญ่ของคนไทยทั้งชาติต่อไป” นายพีระพันธุ์กล่าว

ชวนทิ้งขัดแย้งร่วมสร้างบ้านเมือง
ด้านนายเอกนัฏ กล่าวว่า ตั้งแต่ที่เริ่มสร้างพรรคนี้ขึ้นมาความตั้งใจ และความมุ่งมั่น ไม่เคยลดน้อยลง และยังสู้ไม่ถอย และมุ่งทำพรรคให้เป็นสถาบันทางการเมือง พรรคสนับสนุนคนดี คนมีความตั้งใจ และได้ คัดสรรผู้สมัครที่ดีที่สุดที่ไม่ใช่ในสายตาของหัวหน้าพรรค หรือเลขาธิการพรรค แต่คัดสรรตัวผู้สมัครที่ดีที่สุดในสายตาของประชาชนในแต่ละพื้นที่ ไม่มีคำว่าเลือกที่รักมักที่ชัง แต่ คัดคนที่ถูกใจคน ซึ่งเป็นวิธีการการทำงานของพรรค จึงต้องการแรงสนับสนุนจากประชาชนทุกคนให้มาช่วยกันทำพรรคใหม่ และการเมืองแบบใหม่

“อยากให้เป็นการเมืองที่ทิ้งอดีตความ ขัดแย้งบาดหมางส่วนตัว แต่ต้องร่วมกันด้วยความสามัคคีมาทำงานด้วยกัน เพื่อสร้างชาติบ้านเมือง เพื่ออนาคตของพวกเราทุกคน” นายเอกนัฏ กล่าว

พท.จี้‘ตู่’ตัดสินอนาคตการเมือง
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงหลายฝ่ายจับตาการตัดสินใจเลือกอนาคตทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังจบการประชุมเอเปคว่า แม้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะเป็นผู้อนุมัติให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมเอเปค แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการอยู่เป็นนายกฯ ในช่วงที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมเอเปค ถือเป็นความฝันอันสูงสุดของ พล.อ.ประยุทธ์

ตลอด 8 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ แทบไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน การปฏิรูปการเมืองเป็นเพียงวาทกรรมที่ว่างเปล่า เขียนรัฐธรรมนูญที่ดีไซน์มาเพื่อให้พรรคพลังประชารัฐได้เปรียบพรรคอื่น พล.อ.ประยุทธ์ลับลวงพรางคนอื่น จนอาจเผลอลับลวงพรางตัวเองไปด้วย การประชุม เอเปคที่ พล.อ.ประยุทธ์ตั้งตารอได้รูดม่านปิดฉากแล้ว ถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจกำหนดอนาคตทางการเมืองของตัวเองให้ชัดเจน จะไปต่อกับพลังประชารัฐ หรือกลับคำให้การ เปลี่ยนใจไปต่อกับพรรคใหม่ หรือเลือกปิดฉากอนาคตการเมืองของตัวเองหลังจบ เอเปคต้องตัดสินใจให้ชัด

“2 ปีที่สามารถเป็นนายกฯ ต่อได้ จะไม่มีความหมายหากประชาชนไม่เลือก พล.อ. ประยุทธ์จะตัดสินใจอย่างไร เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ได้ถอดบทเรียนว่า การสร้างพรรคที่ไม่ได้เป็นสถาบันทางการเมือง การเป็นพรรคเฉพาะกิจหรือพรรคทหาร จะเป็นสมการที่นำไปสู่ความล่มสลาย” นายอนุสรณ์กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน