ทั่วปท.แจ้งจับ แก๊งปลอมเว็บ ช็อปออนไลน์ ตร.แนะรับมือ
แห่แจ้งความแล้ว 60 รายทั่วประเทศ เหยื่อ ‘ช้อปปี้’ดูดเงินรวมกว่าล้านบาท โฆษกตร.ไซเบอร์ชี้อาจถูกมิจฉาชีพลวงให้กรอกข้อมูลการเงินผ่านเว็บไซต์-แอพปลอม เร่งสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานความเชื่อมโยง ประสานแพลตฟอร์มชื่อดังร่วมตรวจสอบด้วย เตือน 8 ข้อระวังทำธุรกรรมออนไลน์ ป้องกันเกิดเหตุซ้ำรอย เร่งวางมาตรการป้องกันการหลอกลวงผ่านออนไลน์ สร้างการรับรู้ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อแก๊งต้มตุ๋น
เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ โฆษกกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณี ผู้เสียหายหลายรายผูกบัญชีธนาคาร หรือบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ไว้ชำระค่าสินค้ากับแอพพลิเคชั่นซื้อขายของออนไลน์ ต่อมาพบว่าถูกหักเงินในบัญชีชำระค่าสินค้าโดยไม่ทราบสาเหตุ
พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวว่า เบื้องต้นพบมี ผู้เสียหายกว่า 60 ราย ความเสียหายรวมกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ผู้เสียหายได้ไปแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนยังสถานีตำรวจท้องที่เกิดเหตุทั่วประเทศ และแจ้งผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ที่เว็บไซต์ thaipoliceonline.com เพื่อให้สืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยทางคดียังอยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน และรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบความเชื่อมโยงต่างๆ รวมถึงประสานงานไปยังบริษัทแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ดังกล่าวเพื่อตรวจสอบสาเหตุที่แท้จริง และเพื่อให้ผู้เสียหายได้รับความเป็นธรรม
พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวต่อว่า จากการสันนิษฐานอาจจะเกิดจากการที่ผู้เสียหายถูกมิจฉาชีพหลอกลวงให้เข้าไปกรอกข้อมูลทางการเงินผ่านเว็บไซต์ปลอม หรือแอพฯ ปลอม แล้วนำข้อมูลที่ได้ไปใช้แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ โดยได้รับรายงานว่า Shopee ได้ประกาศปิดช่องทางการชำระเงินผ่านบัญชีธนาคารเพื่อตรวจสอบและป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว
อย่างไรก็ตาม ทาง พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ได้สั่งการให้เร่งขยายผล พร้อมขับเคลื่อนตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม และ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ซึ่งให้ความสำคัญและมีความห่วงใยต่อภัยการหลอกลวงผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมการเงินออนไลน์ และการซื้อขายของออนไลน์ โดยได้กำชับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งวางมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการกระทำ ความผิดในโลกออนไลน์ทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่องและจริงจัง พร้อมสร้างการรับรู้แนวทางป้องกันให้ประชาชน ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ
พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวว่า การกระทำ ดังกล่าวเป็นความผิดในข้อหา ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือประชาชน มีจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากมีการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ที่บิดเบือนหรือปลอม หรือข้อมูลอันเป็นเท็จ มีโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือความผิดตามกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวอีกว่า ขอฝากประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชนให้พึงระมัดระวังการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล หรือข้อมูลทางการเงิน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ โดยมีแนวทางป้องกัน ดังต่อไปนี้
1.หลีกเลี่ยงการให้หักเงินในบัญชีธนาคารอัตโนมัติ ใช้วิธีเก็บเงินปลายทาง หรือชำระสินค้าผ่านคิวอาร์โค้ด แทน 2.บัญชีธนาคารที่ผูก หรือเชื่อมไว้กับแอพฯ ซื้อสินค้าออนไลน์ ควรมีจำนวนเงินในบัญชีไม่มาก
3.หลีกเลี่ยงการกดลิงก์ หรือติดตั้งแอพฯ ที่ไม่รู้จัก ไม่รู้ที่แหล่งมา ควรดาวน์โหลดใน แอพสโตร์ หรือเพลย์สโตร์ เท่านั้น 4.ที่สำคัญระมัดระวังการกรอกข้อมูลหมายเลขบัตรผ่านเว็บไซต์ปลอม หรือแอพฯ ปลอม ที่มิจฉาชีพสร้างขึ้นมาให้เหมือนกับเว็บไซต์ หรือแอพฯ จริง เพื่อหลอกเอาข้อมูล โดยหากต้องการเข้าไปที่เว็บไซต์ใด ให้พิมพ์ชื่อเว็บไซต์ด้วยตัวเองเท่านั้น
5.ตั้งค่าการแจ้งเตือนการทำรายการบัญชีธนาคารผ่านข้อความสั้น (เอสเอ็มเอส) หรือแอพพลิเคชั่นไลน์ 6.หลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมออนไลน์ที่ไม่น่าเชื่อถือที่ต้องกรอกข้อมูลเลขด้านหน้าบัตร และรหัส 3 ตัวหลังบัตร (CVV) 7.ควรนำแผ่นสติ๊กเกอร์ทึบแสงปิดรหัส 3 ตัวด้านหลังบัตร หรือจำรหัส 3 ตัวดังกล่าวเก็บเอาไว้ แล้วใช้กระดาษทรายลบตัวเลขรหัสดังกล่าวออกจากด้านหลังบัตรเพื่อความปลอดภัยในการใช้จ่ายประจำวัน และ8.หากพบสิ่งผิดปกติของบัญชีธนาคาร บัตรเครดิต ให้แจ้งไปยังธนาคาร เพื่ออายัดบัตร และปฏิเสธการชำระเงินค่าบริการทางออนไลน์
ทั้งนี้ หากประชาชนได้รับความเสียหาย ให้ตรวจสอบรายการเดินบัญชี รวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อแจ้งความกับพนักงานสอบสวนตามขั้นตอนกฎหมาย หรือพบเบาะแสการกระทำผิด ข้อขัดข้องใดๆ ติดต่อสอบถามได้ที่สายด่วนหมายเลข 1441 หรือโทรศัพท์ 08-1866-3000 ตลอด 24 ชั่วโมง และแจ้งความออนไลน์ที่เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.com