เก๋งถูกน้ำซัดดับ3 หาดใหญ่ดินถล่ม

9 จังหวัดใต้ฝนหนัก ผู้ว่าฯ นราธิวาสประกาศ 13 อำเภอพื้นที่ภัยพิบัติได้รับผลกระทบแล้วเกือบ 3 หมื่นครัวเรือน รวมกว่าแสนชีวิต ช่วยระทึกครอบครัวติดอยู่ในรถเก๋งถูกน้ำซัดลอยดับ 3 รอด 2 ที่นครศรีธรรมราชคลื่นสูงกว่า 3 เมตร ลมยังแรง ปักธงแดงห้ามเล่นทะเล พบศพชาวต่างชาติลอยมาเกยที่หาดขนอม คาดเป็นนักท่องเที่ยวจมน้ำที่เกาะพะงัน สตูลน้ำเทือกเขาบรรทัดบ่าท่วมขยายวง 5 อำเภอ ถนนสายหลักพัทลุงถูกน้ำท่วม รถติดยาวเหยียด 5 ก.ม. หาดใหญ่ระทึกน้ำท่วมดินถล่มสวนกลางเมือง สงขลาท่วมแล้ว 10 อำเภอ ปิดโรงเรียนทั้งจังหวัด

นายกฯบินลงใต้ช่วยน้ำท่วม
เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ในวันอังคารที่ 20 ธ.ค. ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม มีกำหนดการลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ ที่จ.สงขลา โดยเวลา 12.30 น. พล.อ.ประยุทธ์พร้อมคณะออกเดินทางจากท่าอากาศยาน 2 กองบิน 6 ดอนเมือง (บน.6) จากนั้น เวลา 14.00 น. เดินทางถึงกองบิน 56 สงขลา พร้อมรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์อุทกภัยจากผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ที่ห้องรับรองกองบิน 56 จากนั้นออกเดินทางไปยังวัดเขาตกน้ำ หมู่ 1 ต.กำแพงเพชร อ.รัตภูมิ จ.สงขลา เพื่อเยี่ยมเยียนผู้ประสบภัย จำนวน 100 คน ก่อนออกเดินทางไปยังศาลาประชาคม ต.ควนเนียง อ.ควนเนียง ซึ่งเป็นศูนย์อพยพเทศบาลตำบลควนเนียง และ เดินทางกลับกทม. ในเวลา 18.30 น.

นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง 9 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

“นายกฯ กำชับให้กองทัพ หน่วยทหาร บูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทุกภาคส่วนช่วยเหลือประชาชนให้ปลอดภัย แก้ไขคลี่คลายสถานการณ์ตามแผนการช่วยเหลือ ให้จัดกำลังทหารสนับสนุนส่วนราชการท้องถิ่นดูแลประชาชนที่ศูนย์อพยพชั่วคราว โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำท่วม ช่วยขนย้ายคนและสิ่งของจำเป็นไปยังพื้นที่ปลอดภัย ช่วยรับส่งประชาชน รวมทั้งร่วมกับส่วนราชการในพื้นที่ มอบถุงยังชีพให้กับผู้ประสบภัยปรุงอาหารแจกจ่ายประชาชน ย้ำให้ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่” นายอนุชากล่าว

9จังหวัดยังหนัก-ตายแล้ว 3
ด้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) รายงานสถานการณ์มรสุม ตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรง ทำให้ภาคใต้ตอนล่างมีฝนตกหนักถึงหนักมาก ในระหว่างวันที่ 17-20 ธ.ค. ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินสไลด์ และลมกระโชกแรง แยกเป็นสถานการณ์อุทกภัย ในพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส รวม 49 อำเภอ 189 ตำบล 1,028 หมู่บ้าน มีผู้เสียชีวิต 3 ราย บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 51,543 ครัวเรือน ปภ.รายงานว่า ภาพรวมสถานการณ์ น้ำท่วมระดับน้ำยังเพิ่มสูงขึ้น

ผบ.ตร.สั่งตร.บูรณาการช่วย
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต. อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจ แห่งชาติ (ตร.) เปิดเผยว่า พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ ที่กำลังเผชิญ ฝนตกหนัก หลายแห่งเกิดน้ำท่วมขัง บ้านเรือนได้รับความเสียหาย ประชาชนเดือดร้อนหลายครัวเรือน จึงได้สั่งการให้ตำรวจออกช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ ทั้งกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ (รถยนต์/เรือ) อุปกรณ์อื่นๆ โดยเพิ่มความเข้มงวดในการปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย อำนวยความสะดวกด้านการจราจร บูรณาการกับทุกภาคส่วน รวมทั้งจิตอาสาในพื้นที่รับผิดชอบออกช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุสาธารณภัยอย่างใกล้ชิด โดยให้ตำรวจ ตชด. และตำรวจน้ำ เสริมการปฏิบัติของตำรวจในพื้นที่ จัดชุดช่วยเหลือประชาชนออกปฏิบัติการในพื้นที่ประสบภัยอย่างทันท่วงที โดยกำชับผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นดูแลเอาใจใส่บำรุงขวัญ และช่วยเหลือผู้ใต้บังคับบัญชาที่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจหมายเลข 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เร่งสำรวจร.ร.ถูกน้ำท่วม
ขณะที่ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมหลายจังหวัดในภาคใต้ ตนมอบหมายให้หน่วยงานหลัก โดยเฉพาะสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่มีโรงเรียนจำนวนมาก ไปสำรวจความเสียหาย ซึ่งขณะนี้ได้รับรายงานว่ามีฝนตกลงในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โรงเรียนในพื้นที่ที่ได้รับผล กระทบได้หยุดการเรียนการสอนในโรงเรียนแล้ว และเปลี่ยนไปจัดการเรียนการสอน รูปแบบอื่น เช่น เรียนออนไลน์ นอกจากนี้ สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสำรวจว่ามีครุภัณฑ์ อาคารสถานที่อะไรเสียหายหรือไม่ และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เตรียมความพร้อมหากน้ำลดแล้ว ให้ตั้งศูนย์อาชีวะช่วยประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ต่อไปว

อู๊ดด้ากำชับห้ามฉวยขึ้นสินค้า
ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมที่ จ.สงขลา และ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ยะลา นราธิวาส และปัตตานี พร้อมด้วยนายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรมช.มหาดไทย ซึ่งมีชาวบ้านในพื้นที่มาต้อนรับอย่างคับคั่ง บางคนเข้ามาสวมกอดดีใจที่นายจุรินทร์มาให้กำลังใจและแก้ไขปัญหาถึงในพื้นที่

นายจุรินทร์กล่าวว่า ได้สั่งการให้ชลประทานที่เป็นหน่วยงานหลักเร่งระบายน้ำท่วมขังในทุกพื้นที่ให้เร็วที่สุด ส่วนกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้เร่งติดตามสถานการณ์สินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่จำเป็นต่อการอุปโภคบริโภค ในช่วงที่ประสบภัยน้ำท่วม ไม่ให้สินค้าขาดแคลน และไม่ปล่อยให้มีการค้ากำไรเกินควร หรือฉวยโอกาสขึ้นราคาตอนน้ำท่วม ถ้าพบการกระทำผิดให้ดำเนินคดีในทันที

ทะเลนครศรีฯ ปักธงแดง
ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์คลื่มลมมรสุมในพื้นที่ภาคใต้ว่า ที่อ.ปากพนัง สิชล ขนอม ท่าศาลา และหัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งอยู่ติดกับชายทะเล มีคลื่นลมมรสุมกำลังแรงยังคงซัดเข้าหาแนวชายฝั่งอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ทะเลมีคลื่นสูงกว่า 3 เมตร แม้ปริมาณฝนจะลดลง แต่สภาพพื้นที่แนวชายฝั่ง โดยเฉพาะในอ.ท่าศาลา อยู่ในสภาพระเนระนาด ขยะจำนวนมากถูกซัดเข้ามาเกยหาด ขณะที่ร้านค้าต่างๆ ต้องหยุดบริการและเคลื่อนย้ายโต๊ะเก้าอี้อุปกรณ์ออกไปจากพื้นที่

ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวชายทะเลที่บริเวณหาดหน้าด่าน ต.ขนอม อ.ขนอม รวมไปถึงแนวชายหาดต่างๆ เจ้าหน้าที่ได้ขึ้นธงแดงเตือนถึงอันตรายตลอดแนว ห้ามไม่ให้นักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำทะเลโดยเด็ดขาด เนื่องจากสภาพคลื่นลมกำลังแรงที่ซัดเข้าหาฝั่งอย่าง ต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเรือประมงทุกขนาดต้องกลับเข้าฝั่ง เนื่องจากไม่สามารถทานคลื่นลมมรสุมในระยะนี้ได้

ที่ชายฝั่งทะเลบริเวณโรงไฟฟ้า อ.ขนอม มีรายงานว่า พบศพชายต่างชาติ โดยตำรวจคาดว่าเป็นชายชาวแคนาดา อายุ 63 ปี ที่ลงเล่นเซิร์ฟบอร์ดที่เกาะพะงันและจมน้ำหายไปเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา อาจถูกคลื่นซัดมาเกยชายหาด อ.ขนอม โดยจะเร่งชันสูตรและตรวจสอบ ส่วนที่ อ.ท่าศาลาที่บริเวณหมู่ 10 ต.ท่าศาลา อ.ท่าศาลา พบโลมาเสียชีวิตถูกคลื่นซัดขึ้นฝั่งเบื้องต้นเป็นโลมาหัวบาตรหลังเรียบ เจ้าหน้าที่ประมงได้นำไปหาสาเหตุการตายต่อไปแล้ว

พัทลุงท่วม 9อำเภอ-ปิดร.ร.
ด้านจ.พัทลุง เช้าวันเดียวกันฝนยังคงตก ต่อเนื่องครอบคลุมทั้งจังหวัด ในขณะที่มวลน้ำป่าจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัดพัทลุง บวกกับน้ำฝนที่ตกในพื้นที่ อ.ตะโหมด อ.กงหรา อ.ป่าบอน ได้ไหลหลากท่วมพื้นที่โซนริมเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ทำให้หลายพื้นที่ถูกน้ำท่วมถนนเส้นทางระหว่างหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ มีน้ำท่วมสูงบางสายรถแล่นผ่านไม่ได้ ขณะที่บ้านเรือนประชาชนก็ถูก น้ำท่วมสูง โดยเฉพาะ อ.ป่าบอน และอ.ตะโหมด ทำให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายต่างเร่งอพยพประชาชนนับร้อยครอบครัวไปพักไว้ในที่ปลอดภัย ในพื้นที่ 2 ดังกล่าว ซึ่งพื้นที่ 2 อำเภอดังกล่าวที่อยู่ริมเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด ระดับน้ำเริ่มทรงตัวและลดระดับลงมาเล็กน้อยแต่ยังท่วมบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ เส้นทางและพื้นที่การเกษตร

ขณะเดียวกัน มวลน้ำดังกล่าวได้ไหลหากลงมาสมทบพื้นที่ตอนกลางของจังหวัด ที่ติดกับถนนเพชรเกษมฝั่งขาขึ้นและฝั่งขาล่อง พัทลุง-หาดใหญ่ ทำให้น้ำท่วมผิวทางจราจรบนเส้นทาง ตั่งแต่บ้านโคกยา ท้องที่ อ.เขาชัยสน-บ้านคลองอีโต อ.บางแก้ว จ.พัทลุง ระยะทาง 2 กิโลเมตร ตั้งแต่ ก.ม.ที่ 1192-1194 ระดับน้ำท่วมสูงและเพิ่มระดับขึ้นมาต่อเนื่อง และรถที่ขับผ่านจุดดังกล่าวโดยเฉพาะรถเล็กจมน้ำได้รับความเสียหายจนต้องจอดบนถนน และบางคันไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ทำให้รถที่วิ่งบนเส้นทางดังกล่าว ต้องจอดนิ่งไม่สามารถขับเคลื่อนได้ทั้งฝั่งขาขึ้นและขาล่อง ทำให้รถติดเป็นอัมพาตยาวกว่า 5 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่แนะเลี่ยงใช้เส้นทาง

เบื้องต้น น้ำท่วมในพื้นที่จ.พัทลุง ครอบคลุม 9 อำเภอ ประกอบด้วย อ.ป่าบอน กงหรา ตะโหมด บางแก้ว เขาชัยสน เมือง ศรีนครินทร์ ปากพะยูน และควนขนุน ขณะที่โรงเรียนในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 2 เขตประกาศปิดโรงเรียนทุกโรงแล้ว

อพยพสูงวัยถูกน้ำล้อม
ด้านเจ้าหน้าที่ทหารช่างที่ 402 ค่ายอภัยบริรักษ์พัทลุง ได้ลงพื้นที่ อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง ช่วยกันนำตัวนายเผือน สิบมาก อายุ 89 ปี พิการหลังค่อมและนางผัด สิบมาก อายุ 84 ปี ภรรยา พิการตาบอด ที่อาศัยอยู่ในบ้านท่าลาดหมู่ที่ 5 ต.ควนขนุน อ.เขาชัยสน น้ำท่วมบ้านไม้ถึงชั้นสองออกไปพักอยู่กับญาติบนที่สูง และนำเรือท้องแบนออกไปอพยพสัตว์เลี้ยง วัวพันธุ์พื้นเมืองของชาวบ้านหมู่ 5 ต.เขาชัยสนด้วย

ส่วนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 434 พัทลุง ได้นำเรือพร้อมกำลังพลเข้าช่วยหญิงวัยชรา อายุ 73 ปี พร้อมลูกสาว อายุ 50 ปี ที่ติดน้ำอยู่ภายในบ้านที่ถูกน้ำท่วมสูงเกือบ 2 เมตร ตั้งแต่เมื่อคืน ในพื้นที่ หมู่ 9 ต.เขาชัยสน ออกมาอยู่ในที่ปลอดภัย

สตูลขยายวงท่วม 5 อำเภอ
ที่จ.สตูล สถานการณ์น้ำท่วมได้ ขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ จาก 4 อำเภอ คืออ.ละงู อ.ควนโดน อ.ท่าแพ และอ.มะนัง ขยายไปสู่ อ.เมือง รวมเป็น 5 อำเภอแล้ว

ขณะที่หลังจากน้ำป่าเทือกเขาบรรทัดไหลเข้าท่วมในพื้นที่ อ.ควนโดน นั้น พ.ต.ท. ธีรศักดิ์ ศรีราชยา ผบ.ร้อยตชด.436 สตูล มอบหมายให้ ร.ต.อ.ปริวรรต หมาดรา ผบ.มว.กก.ตชด.43 พร้อมกำลังพลชุดช่วยเหลือผู้ประสบภัย รวม 15 นาย ออกช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ หมู่ 2, 6 และ 7 ต.ย่านซื่อ อ.ควนโดน โดยการขนของขึ้นที่สูง พร้อมมอบน้ำดื่มและยาเวชภัณฑ์ให้แก่ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

ตรังช่วยบ้านป่วยติดเตียง
ที่จ.ตรัง เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยและชุดประดาน้ำ หน่วยกู้ภัยมูลนิธิกุศลสถานตรัง (บ้วนเต็กเซี่ยงตึ๊ง) ได้รับแจ้งขอสนับสนุนให้เข้าช่วยเหลือ นำตัว นายสุชาติ สมุทรสาร อายุ 53 ปี อดีตครูโรงเรียนเอกชน ซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียง ออกมาจากบ้านพัก เนื่องจากติดอยู่ภายในบ้านเลขที่ 107 หมู่ 2 ต.แหลมสอม อ.ปะเหลียน จ.ตรัง มานานกว่า 4 ชั่วโมงแล้ว ภายหลังจากมวลน้ำป่าจากเทือกเขาบรรทัดไหลหลากเข้าท่วมภายในบ้าน จนไม่สามารถออกมาจากตัวบ้านได้ และน้ำท่วมสูงภายในบ้านระดับหน้าอก ถึงลำคอ หรือกว่า 2 เมตร ประกอบกับบ้านหลังดังกล่าวอยู่ในสวนยางพารา มีลำคลองล้อมรอบ และอยู่ห่างจากพื้นที่สูงที่น้ำท่วมไม่ถึงประมาณ 1 กิโลเมตร ทางบรรดาญาติและครอบครัวจึงไม่สามารถนำตัวออกมาเองได้ และต่างอยู่ในอาการที่เป็นกังวล เนื่องจากระดับน้ำสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยได้วางแผนร่วมกับนายสะอาด ขันเงิน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ต.แหลมสอม และผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น นำเปลตะกร้า เข้าไปใช้เชือกผูกพยุงตัว และไต่เข้าไปนำตัว ผู้ป่วยใส่เปลตะกร้าออกมา พร้อมกับนำภรรยาผู้ป่วยออกมาด้วย ฝ่ากระแสน้ำออกมาได้อย่างสำเร็จ และปลอดภัย โดยใช้ระยะเวลาในการช่วยเหลือทั้งหมดประมาณ 3 ชั่วโมง

ดินถล่มสวนหาดใหญ่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำป่าไหลหลากใน จ.ตรัง ได้รับความเดือดร้อนแล้วจำนวน 4 อำเภอ ได้แก่ อ.นาโยง อ.ปะเหลียน อ.ห้วยยอด และอ.ย่านตาขาว รวมผู้เดือดร้อนแล้วประมาณ 2,000 ครัวเรือน โดยจะหนักสุดในพื้นที่ 15 หมู่บ้านของ ต.ปะเหลียน อ.ปะเหลียน ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่สามารถเก็บข้าวของหรือขนย้ายได้ทันเนื่องจากน้ำป่าได้หลากลงมาอย่างรวดเร็ว

ด้านอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จากฝนที่ตกสะสมมาหลายวันทำให้เกิดดินบนยอดเขาคอหงส์ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ต.คอหงส์ อ.หาดใหญ่ สไลด์ลงมาเป็นทางยาวกวาดทั้งดินและต้นไม้ล้มมาเป็นทางยาวประมาณ 200 เมตร

จุดที่ดินสไลด์ลงมาอยู่ใกล้กับที่ตั้งของท้าวมหาพรหม ภายใสวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองหาดใหญ่ และเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทั้งตัวเมืองหาดใหญ่ที่และทะเลสาบสงขลา ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์บอกว่าเหตุการณ์ ดินสไลด์เกิดขึ้นเมื่อช่วงวลา 07.00 น. ดินค่อยๆ ไหลลงมาพร้อมกับต้นไม้อย่างช้ากินเวลานาน 7 นาทีเนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นหน้าผาและฝนที่ตกสะสมมาหลายวันทำให้ดินชุ่มน้ำและสไลด์ลงมา และยังมีอีกจุดที่ดินสไลด์ลงมาอยู่บนยอดเขาคอหงส์ด้านหน้าค่ายเสนาณรงค์ แต่ทั้งสองจุดอยู่ห่างจากชุมชน

จมหาดใหญ่ – ฝนตกหนักทำให้เกิดน้ำท่วมถนนเส้นทางเข้าออกบ้านน้ำน้อย อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา รวมทั้งอีกหลายอำเภอ ทางจังหวัดสั่งปิดโรงเรียนทุกแห่ง ขณะที่หลายจังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกน้ำท่วมหนักเช่นกัน เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.

10 อำเภอสงขลาจม
ส่วนสถานการณ์ล่าสุดในจ.สงขลา มีพื้นที่น้ำท่วมแล้ว 10 อำเภอได้แก่ อ.หาดใหญ่ เมือง รัตภูมิ ควนเนียง บางกล่ำ คลองหอยโข่ง จะนะ นาหม่อม เทพา และสะบ้าย้อย โดยเช้าวันเดียวกัน พบว่า ฝนที่ตกหนัก ทำให้ น้ำระบายไม่ทัน รวมถึงน้ำในคลองธรรมชาติทะลักเข้าท่วมในพื้นที่หมู่ 8 บ้านท่าท้อน ต.ท่าช้าง อ.บางกล่ำ ซึ่งมีพื้นที่เชื่อมต่อกับ อ.หาดใหญ่ เส้นทางเข้าสู่หมู่บ้านถูกตัดขาด มีน้ำท่วมสูง 30-80 ซ.ม. ขณะที่ชาวบ้านได้ย้ายทรัพย์สินอยู่ในที่สูง โดยมีผู้ได้รับความเดือดร้อนแล้วนับร้อยครัวเรือน

ปัตตานีเร่งช่วยบ้านริมฝั่ง
ที่เขตเทศบาลเมืองปัตตานี โดยเฉพาะยามเศรษฐกิจวิกฤตอย่างหนัก หลายจุดเกิดน้ำท่วมขังเพิ่มขึ้นจากเดิม ถนนทุกสายในเขตเทศบาลจมอยู่ใต้น้ำ เนื่องจากท่อระบายน้ำไม่สามารถระบายน้ำได้ทัน มีน้ำท่วมสูง 40 ซ.ม. โดยเฉพาะถนนเจริญประดิษฐ์ ถนนมะกรูด ถนนพิพิธ ถนนฤาดี ถนนหนองจิก ถนนยะรัง และ ถนนนาเกลือ น้ำได้ทะลักเข้าท่วมบ้านเรือน ร้านค้าของประชาชนที่อาศัยติดกับถนนสองฝั่ง ต่างได้รับความเดือดร้อน

นายนิอันวา สุไลมาน นายกเทศมนตรีเมืองปัตตานี ได้สั่งการพร้อมตั้งเป็นพื้นที่วิกฤต ให้เจ้าหน้าที่เทศบาลดูแลประชาชน ค่อยช่วยเหลือ พร้อมทั้งสั่งการให้เปิดเครื่องสูบน้ำทุกจุด เพื่อระบายน้ำออกสู่แม่น้ำโดยเร็ว ส่วนระดับน้ำในแม่น้ำปัตตานี พบว่าตลอดทั้งคืนมีระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นราฯสั่งภัยพิบัติ 13 อำเภอ
ด้านนายสนั่น พงษ์อักษร ผวจ.นราธิวาส ได้สั่งการด่วนไปยังฝ่ายปกครองและส่วนเกี่ยวข้อง ร่วมช่วยประชาชนที่ได้รับผล กระทบจากเหตุอุทกภัย วาตภัย เป็นการเร่งด่วน และรายงานเป็นระยะ และได้ลงคำสั่งจังหวัดนราธิวาส ประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินอุทกภัยทั้ง 13 อำเภอของจังหวัด มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 13 อำเภอ 70 ตำบล 454 หมู่บ้าน 2 เทศบาล 22 ชุมชน ผู้ได้รับผลกระทบ 29,113 ครัวเรือน 119,638 คน มีผู้เสียชีวิต 4 ราย บาดเจ็บ 2 ราย

รถเก๋งถูกน้ำซัด-ดับ3
ส่วนสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำสายหลัก ลุ่มน้ำสายบุรี ที่จุดวัดน้ำท่าเรือ ระดับสูงกว่าตลิ่ง 0.86 เมตร แนวโน้มเพิ่มขึ้น ที่จุดวัดน้ำซากอ ระดับต่ำกว่าตลิ่ง 1.36 ม. แนวโน้มลดลง ลุ่มน้ำบางนรา ที่จุดวัดน้ำตันหยงมัส ระดับสูงกว่าตลิ่ง 1.62 เมตร แนวโน้มเพิ่มขึ้น ลุ่มน้ำโก-ลก ที่จุดวัดน้ำสะพานลันตู ระดับต่ำกว่าตลิ่ง 0.37 เมตร แนวโน้มเพิ่มขึ้น ที่จุดวัดน้ำบูเก๊ะตาระดับสูงกว่าตลิ่ง 0.53 ม. แนวโน้มเพิ่มขึ้น

ด้านพ.อ.ทวีรัตน์ เบญจาทิกุล ผบ.ฉก.ทพ.45 และกำลังพลกองร้อย ทพ.4513 ขณะเข้าช่วยเหลือชาวบ้านถูกน้ำท่วม ได้รับแจ้งเหตุรถถูกกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากพัดลอยไปกับกระแสน้ำ จึงได้สั่งกำลังพลว่ายน้ำไปช่วยคนในรถทั้ง 5 คนออกมา โดยแยกเป็นผู้ใหญ่ 3 คน เด็ก 2 คน ซึ่งอยู่ในสภาพหมดสติ 3 คน นำส่งรักษาที่โรงพยาบาลจะแนะที่อยู่ใกล้ที่สุด แต่ผู้ที่หมดสติทั้ง 3 คนได้เสียชีวิตลง ประกอบด้วย 1.นางสีดีบูงอ ลาเตะ 68 ปี 2.นางซารีหม๊ะ อภิรติยากุล 38 ปี และ3.ด.ช.อัฟนาน อภิรติยากุล ส่วนผู้รอดชีวิต 2 คน คือ ด.ช.อาลิฟ อภิรติยากุล 14 ปี และนายอภิชาต อภิรติยากุล 40 ปี ซึ่งทั้ง 5 คน เป็นพ่อแม่ลูกและยาย ที่กำลังเดินทางเพื่อกลับบ้านพักหลังเสร็จกิจธุระมาพื้นที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส

ยะลาจม 6 อำเภอ
ที่จ.ยะลา มีพื้นที่ได้รับผลกระทบแล้ว 6 อำเภอ ประกอบด้วย อ.เมือง กรงปินัง บันนังสตา ธารโต รามัน และยะหา โดย เบื้องต้นได้รับผลกระทบ 1,074 ครัวเรือน ราษฎร 5,035 คน อพยพ 16 ครัวเรือน 51 คน ขณะที่ฝนยังคงตกอย่างต่อเนื่อง ระดับน้ำทั้งแม่น้ำปัตตานี และแม่น้ำสายบุรี ล้นตลิ่ง ไหลเข้าท่วมพื้นที่ลุ่ม เจ้าหน้าที่เร่งช่วยเหลือ

นายมะสะดี หะยีปิ นายกเทศบาลตำบล ท่าสาป อ.เมือง จ.ยะลา เปิดเผยว่า น้ำเริ่มเข้าช่วงเที่ยงคืนของวันที่ 18 ธ.ค. โดยแม่น้ำปัตตานีเริ่มล้นตลิ่ง ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนชาวบ้าน โดยเฉพาะที่โรงเรียนบ้านท่าสาป หมู่ 1 รถเล็กไม่สามารถสัญจรได้แล้ว และพื้นที่หมู่ 4 บ้านคลองสะ หมู่ 6 บ้านกำปั่น ซึ่งมีชาวบ้านเดือดร้อน ประมาณ 200 ครัวเรือน ทางเทศบาลตำบลท่าสาป ได้นำเรือท้องแบน และเรือติดเครื่องยนต์ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก ปภ.จังหวัด จำนวน 4 ลำ ส่งลงพื้นที่เรียบร้อย พร้อมทั้งแจ้งประชาชนทุกหมู่บ้าน ในพื้นที่ ต.ท่าสาป ให้เฝ้าระวังมวลน้ำอย่างใกล้ชิด ขณะที่ชาวบ้าน ยังคงขนของย้ายขึ้นไปยังที่สูง เตรียมพร้อมตลอดเวลา ส่วนพื้นที่อพยพชาวบ้าน ทางเทศบาลตำบท่าสาป ได้เตรียมจุดอพยพที่หมู่ที่ 4 บ้านพงจืองา ริมถนนสาย 418 รองรับชาวบ้านอพยพ ได้ 40 ครัวเรือน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน