เซ่นเทศกาลปีใหม่วันแรก 37 ศพ บาดเจ็บ 351 ราย สาเหตุหลักขับรถซิ่ง เมาขับ สลดส่งท้ายปี รถตู้พลิกคว่ำตกคลองย่านปทุมธานีตายสยอง 4 ศพ เจ็บอีก 7 ขณะไปส่งผู้โดยสารกลับบ้านช่วงปีใหม่ที่สกลนคร เผยโชเฟอร์มีอาการเมาค้าง อีกทั้งคาดไม่ชินทาง ส่วนอีกรายที่แปดริ้วรถกระบะขนชาวเขมรกลับบ้านฉลองปีใหม่ แซงหกล้อไม่พ้นชนสนั่น ดับ 1 สาหัสอีก 2 ขณะที่บรรยากาศเดินทางกลับตจว. ถนนมิตรภาพยังแน่น รถติดหนึบยาว 20 ก.ม. ตำรวจเปิดช่องทางพิเศษเร่งระบายรถ เช่นเดียวกับสายเหนือจราจรก็คับคั่ง

สลดรถตู้ตกคลองดับ4-เจ็บ7
เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 30 ธ.ค. พ.ต.ท. อุทัย ทองสาหร่าย รองผกก.สอบสวน สภ. คลองหลวง จ.ปทุมธานี รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถตู้ขับพุ่งตกคลอง มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย เหตุเกิดบริเวณคลองระพีพัฒน์ คลองสาม (ตรงข้ามวัดพยอม) หมู่ 16 ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พร้อมด้วย พ.ต.ท. สิงหา เฟื่องแก้ว สว.จร.สภ.คลองหลวง แพทย์เวรนิติเวช ร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เจ้าหน้าที่อาสาร่วมด้วยช่วย และเจ้าหน้าที่อาสามูลนิธิร่วมกตัญญู รุดไปตรวจสอบ

ในที่เกิดเหตุบริเวณใต้ทางด่วนมอเตอร์เวย์ หมายเลข 9 ถนนเลียบคลองระพีพัฒน์ ม.16 ต.คลองสาม เจ้าหน้าที่พบรถตู้โดยสารยี่ห้อโตโยต้า คอมมิวเตอร์ สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน ฮค 6492 กรุงเทพมหานคร ตกลงไปในคลองระพีพัฒน์ สภาพรถพลิกคว่ำพังยับจมอยู่ในน้ำ เจ้าหน้าที่เร่งนำตัวผู้ที่ติดอยู่ภายในรถตู้ออกมาด้วยความทุลักทุเล พบบาดเจ็บ 7 คน เป็นชาย 5 ราย และหญิง 2 ราย และพบมีผู้เสียชีวิต 4 ราย ทราบชื่อ นายสมนึก อิ่มพวง ซึ่งเป็นคนขับรถตู้ อยู่บ้าน เลขที่ 14/31 ม.2 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 2.นายณัฐพงษ์ ไพคำนาม อายุ 59 ปี อยู่บ้านเลขที่ 162 ม.3 ต.กุดไห อ.กุดบาก จ.สกลนคร 3.น.ส.กมลรัตน์ ผลาจันทร์ อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 74 ม.4 ต.กุดไห อ.กุดบาก 4.น.ส.ภัสรา ขันทหงษ์ อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 12/1 ม.2 ต.กุดไห อ.กุดบาก

ส่วนผู้บาดเจ็บ ประกอบด้วย นายยศศักดิ์ แก้วมะ อายุ 50 ปี 2.นายศรายุทธ สมานมิตร อายุ 36 ปี 3.นายสุริยาวุธ ทาระแก้ว อายุ 36 ปี 4.นายเสงี่ยม ปิงหมื่น อายุ 53 ปี 5.นายอภิชาติ มะนีบู อายุ 35 ปี 6.นางเยาวเรศ จรัญวรรณ อายุ 61 ปี 7.น.ส.พรปวี ฮุงหวล อายุ 19 ปี นำส่งร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิม พระเกียรติ และร.พ.คลองหลวง

ชี้โชเฟอร์เมา-ไม่ชินเส้นทาง
จากการสอบถาม นายยศศักดิ์ แก้วมะ เล่าว่า ตนจ้างรถตู้มาจาก จ.สมุทรสาคร กำลังจะเดินทางกลับบ้านที่ จ.สกลนคร โดยรถตู้รับ ผู้โดยสารรายทางด้วย เมื่อมาถึงที่คลองสาม รถตู้ที่ว่าจ้างมาเกิดเสีย คนขับรถจึงไปว่าจ้างรถตู้คันเกิดเหตุที่จอดอยู่ในปั๊มน้ำมันให้ไปส่งแทน โดยตนและคนอื่นจ่ายเงินไปคนละ 900 บาท และจะมารับอีก 1 คนที่อยู่ในคลองสาม เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุรถตู้ขับพุ่งลงคลอง ซึ่งคนขับรถตู้มีอาการเหมือนคนเมา

ด้านนายสุริยาวุธ ทาระแก้ว อายุ 36 ปี หนึ่งในผู้โดยสารที่รอดชีวิตและได้รับบาดเจ็บแขนขวา เล่าว่า มีรถตู้โดยสารอีกคันจะวิ่งรับผู้โดยสารเดินทางไป จ.สกลนคร ซึ่งได้ไปรับตนจากมหาชัย จ.สมุทรสาคร เพื่อเดินทางกลับบ้านในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ จ.สกลนคร มีผู้โดยสาร 9 คน และจะต้องไปรับผู้โดยสารอีกคนที่คลองสาม เมื่อรถตู้วิ่งมาถึงบริเวณปั๊มปตท.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ปรากฏว่ารถตู้โดยสารเกิดหม้อน้ำแตก จึงจอดที่ปั๊มดังกล่าว และทางคนขับไปติดต่อทางนายสมนึกอิ่มพวง ซึ่งเป็นคนขับรถตู้อีกคันที่จอดภายในปั๊มน้ำมันดังกล่าว เพื่อจ้างให้ไปส่งผู้โดยสารที่ จ.สกลนคร แทนรถตู้คันที่เสีย จากนั้นขับมารับผู้โดยสารอีกคน รวมคนขับทั้งหมด 11 คน ขณะที่ขับมาตรงทางแยกจุดเกิดเหตุ จู่ๆ คนขับเกิดเบรกกะทันหันแล้ว รถวิ่งตกคลองทันที เกิดเหตุเร็วมาก ตนและ ผู้โดยสารคนอื่นๆ พยายามตะเกียกตะกายออกมาจากรถเพื่อหนีตาย จากการสังเกตเห็นคนขับรถตู้คันที่ตกคลองนั้นอยู่ในอาการ ไม่ปกติ เหมือนคนเมาค้าง พูดจาไม่รู้เรื่อง

นายเสงี่ยม ปีหมื่น อายุ 53 ปี ผู้โดยสาร ที่รอดชีวิตอีกคน เล่าว่า รถตู้คันแรกที่นั่งมาเกิดเสียจึงมาจอดที่ปั๊มน้ำมันที่คลองสาม พอดีเจอคนขับรถตู้อีกคันเข้ามาเสนอตัวเพื่อขอขับไปส่งเอง ทั้งที่ไม่รู้จักกับคนขับรถตู้คันแรก และสังเกตเห็นมีอาการเหมือนคนเมาก็นึกในใจ แต่ไม่กล้าขัดจึงปล่อยเลยตามเลย และได้จ่ายเงินค่ารถไปแล้วคนละ 900 บาท

ด้าน พ.ต.ท.สิงหา เฟื่องแก้ว สว.จร.สภ.คลองหลวง กล่าวว่า เบื้องต้นสอบถามทราบว่ารถตู้โดยสารคันดังกล่าวมีผู้โดยสารจำนวนมากันทั้งหมด 11 คน เพื่อจะไปส่งที่ปลายทางคือ จ.สกลนคร พอมาถึงจุดเกิดเหตุคนขับรถตู้คงไม่ชินเส้นทางดังกล่าว ทำให้รถตกลงไปในคลอง มีผู้เสียชีวิตทั้ง 4 ราย และบาดเจ็บ 7 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจจะส่งศพไปผ่าชันสูตรถึงสาเหตุการเสียชีวิตที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิม พระเกียรติ ส่วนคนเจ็บอีก 7 คน เจ้าหน้าที่ นำส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ พร้อมตรวจสอบกล้องวงจรปิดในรอบบริเวณเพื่อหาสาเหตุรถตกคลองอย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อดำเนินการต่อไป

พ.ต.ท.อุทัย ทองสาหร่าย รองผกก.สอบสวนสภ.คลองหลวง กล่าวว่า หลังจากตรวจสอบที่เกิดเหตุจึงบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน และให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูนำส่ง นิติเวช รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เพื่อตรวจสอบอีกครั้ง พร้อมทั้งจะได้ติดตามญาติมารับศพไปบำเพ็ญกุศล ต่อไป

สอบถามชาวบ้านทราบว่าบริเวณดังกล่าวมีเหตุรถตกคลองหลายครั้ง เดิมจุดนี้มีสัญญาณไฟกะพริบเตือนและมีราวเหล็กกั้นทาง แต่มีรถชนตกคลองแล้วไม่มีการติดตั้งให้เหมือนเดิม

กระบะแซงโค้งชนดับ1-สาหัส2
เมื่อเวลา 03.30 น. ร.ต.ท.ณรงค์ศักดิ์ ลิ้นทอง รอง สว.(สอบสวน) สภ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา พร้อมหน่วยกู้ภัยฉะเชิงเทรา กู้ชีพโรงพยาบาลบางปะกง ตรวจสอบเหตุรถชนกันบริเวณทางโค้งหน้าบริษัทหยูทัวร์ ถนนเส้นทางพิมพา-เกาะไร่ หมู่ 1 ต.หอมศีล อ.บางปะกง พบรถกระบะ 4 ประตู โตโยต้า รีโว่ สีขาว ทะเบียน 1 ขว 5260 กรุงเทพ มหานคร จอดเสียหลักอยู่กลางถนน ด้านข้างฝั่งขวาพังเสียหาย บริเวณกระบะท้าย พบร่างนายโร่ อายุประมาณ 50 ปี ชาวกัมพูชา นั่งเสียชีวิตในสภาพกะโหลกแตก พิงอยู่กับนายสารัตน์ อายุ 36 ปี ชาวกัมพูชา ที่บาดเจ็บอาการสาหัส ส่วนนางโทมี อายุ 44 ปี ชาวกัมพูชา ที่นั่งมาด้านหลังคนขับได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะอาการสาหัสเช่นเดียวกัน เจ้าหน้าที่ เร่งปฐมพยาบาลก่อนนำส่งโรงพยาบาล จุฬารัตน์ 11 และโรงพยาบาลบางปะกง ส่วนนายรัน อายุ 40 ปี และญาติพี่น้อง รวม 7 คนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

ใกล้กันพบรถพ่วง 18 ล้อ ฮีโน่ สีขาว ทะเบียนตัวแม่ 71-1153 เชียงใหม่ ทะเบียนตัวพ่วง 70-2966 เชียงใหม่ เสียหลักพุ่งตกข้างทาง ด้านข้างฝั่งขวาพังเสียหาย มีนายธนากร พิลึกนา อายุ 50 ปี เป็นคนขับ สอบสวนนายรันให้การว่า กำลังขับรถพาครอบครัวรวม 10 คน กลับบ้านช่วงปีใหม่ที่ประเทศกัมพูชา โดยขับตามเส้นทางที่จีพีเอสบอก พอมาถึงที่เกิดเหตุเป็นทางโค้ง แต่เร่งเครื่องแซงรถบรรทุกหกล้อ โดยไม่รู้ว่ามีรถพ่วง 18 ล้อขับสวนมา แต่แซงไม่พ้น ทำให้เฉี่ยวชนข้างรถพ่วง 18 ล้อจนทำให้คนที่นั่งมาในรถ และนั่งมาท้ายกระบะได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต

ส่วนนายธนากรให้การว่า ขณะที่กำลังขับรถมุ่งหน้าออกถนนเทพรัตน (บางนา-ตราด) ก.ม.35 พอมาถึงที่เกิดเหตุเป็นช่วงที่มืดสนิทและเป็นทางโค้ง จู่ๆ มีรถกระบะของนายรันขับแซงมาในระยะกระชั้นชิด ตนจึงรีบหักหลบ แต่ไม่พ้นก่อนจะเฉี่ยวชนกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสอบสวนคนขับทั้งสองคันอีกครั้ง

ถนนโล่ง – สภาพถนนวิภาวดีฯหน้ากองบังคับการ สายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. การจราจรโล่งว่าง หลังประชาชนออกเดินทางไปท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนา ช่วงปีใหม่ เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.

มิตรภาพเปิดเลนพิเศษระบายรถ
ผู้สื่อข่าวรายงานสภาพการจราจรถนนมิตรภาพว่า เมื่อเวลา 23.30 น. ประชาชน เดินทางจากกรุงเทพฯ ทยอยกลับภูมิลำเนาสู่ภาคอีสาน ทำให้ถนนมิตรภาพฝั่งขาเข้าตัวเมืองสระบุรีมีรถมาก ตั้งแต่อ.วังน้อย ต้องเปิดช่องทางพิเศษ 1 ช่องทาง ตั้งแต่ก.ม.106 จนถึงตัวเมืองสระบุรี นอกจากนี้ทางคู่ขนานและทางด่วนใช้ความเร็ววิ่งได้ก็ประมาณ 40 ก.ม./ช.ม. รถชะลอตัวสลับหยุดนิ่งบ้าง จนมาถึงเข้าตัวเมืองสระบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสระบุรีเปิดช่องทางด่วนใต้สะพานต่างระดับมิตรภาพ ระบายรถขาเข้าสู่ถนนมิตรภาพ เพื่อเดินทางเข้าสู่ภาคอีสาน

ขณะที่ตำรวจทางหลวงทับกวางและเจ้าหน้าที่แขวงการทางจ.สระบุรี เปิดช่องทางด่วนที่ ก.ม.ที่ 17-ต.ทับกวาง จนถึง ก.ม. 43 ต.กลางดง เนื่องจากมีรถปริมาณเพิ่มมากขึ้น ใช้ความเร็วได้ 20-30 ก.ม./ ชั่วโมง สลับหยุดนิ่ง ต้องเปิด เพื่อระบายการจราจรไม่ให้รถติดสะสมบนทาง เพราะสภาพถนนเป็นช่วงขึ้น-ลงเนิน เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

สำหรับประชาชนที่เดินทางใช้ถนนมิตรภาพ ต้องแวะพักผ่อน เข้าห้องสุขา และใช้บริการในปั๊มน้ำมันจำนวนมาก ทางสถานบริการน้ำมันเปิดขยายเวลาให้บริการกับ ผู้สัญจรได้รับความสะดวกในช่วงเดินทางกลับในช่วงเทศกาลปีใหม่

มิตรภาพติดหนึบยาว20ก.ม.
ขณะที่ภาพรวมการจราจรบนถนนมิตรภาพเช้าวันนี้ พบว่ามีรถหนาแน่นมากที่อ.ปากช่อง ทำให้เกิดการจราจรติดขัดเป็นระยะทางยาวกว่า 20 ก.ม. ตั้งแต่ต.พญาเย็น ถึงต.กลางดง ตำรวจทางหลวงนครราชสีมาเร่งอำนวยความสะดวกด้านการจราจร คาดว่าหากมีรถเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่องถึงเวลา 12.00 น. ก็จะเปิดช่องทางการจราจรพิเศษ เพื่อให้รถสามารถวิ่งสวนเลนได้ 1 เลน เป็นการเร่งระบายรถไม่ให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดนาน ทำให้ประชาชนสามารถขับรถผ่านไปได้ด้วยความสะดวกมากยิ่งขึ้น

พ.ต.ท.จิรพันธ์ มณีรัตน์ สว.ส.ทล.1 กก.6 (นครราชสีมา) กล่าวว่า ปริมาณรถมุ่งหน้าขึ้นภาคอีสาน สะสมมาตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค. จนถึงวันที่ 30 ธ.ค. ยังมีจำนวนมาก ทำให้บางจุดชะงักเคลื่อนตัวได้ช้า แต่ถึงช่วงก.ม.65 ทางมอเตอร์เวย์ มีรถส่วนใหญ่จะขึ้นมอเตอร์เวย์ เพราะอยากขึ้นไปชมวิว เขื่อนลำตะคอง

เพิ่มช่องพิเศษระบายรถขึ้นเหนือ
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเดินทางกลับสู่ภูมิลำเนาและท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ตลอดช่วงบ่ายที่ผ่านมาบนเส้นทางสายหลักขึ้นสู่ภาคเหนือยังคงมีปริมาณรถเดินทางกันเป็นจำนวนมาก ทั้งบนถนนพหลโยธินหมายเลข 1 ตั้งแต่เข้าสู่เขตจังหวัดนครสวรรค์มีปริมาณรถหนาแน่นตลอดทุกช่วงเวลา เจ้าหน้าที่อาสาฯและเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงต้องใช้มาตรการปิดจุดกลับรถตามจุดต่างๆ พร้อมเปิดสัญญาณไฟกะพริบเพื่อให้การจราจรสะดวกมากยิ่งขึ้น

ขณะที่การจราจรขาขึ้นบริเวณเชิงสะพานเดชาติวงศ์ อ.เมืองนครสวรรค์ ซึ่งเป็นลักษณะคอขวดที่มีรถติดในช่วงเทศกาลของทุกปีมีรถปริมาณมากบางช่วงเวลาเคลื่อนตัวได้ช้าในช่วงรอสัญญาณไฟจราจร ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรเปิดสะพานเดชาติวงศ์รับการเดินทางตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา พร้อมควบคุมระบบไฟสัญญาณจราจรแบบแมนวลเพื่อระบายระไม่ให้มีรถติดสะสมแล้ว

ส่วนทางหลวงหมายเลข 117 นครสวรรค์-พิษณุโลก และเส้นทาง 122 เลี่ยงเมืองนครสวรรค์มีปริมาณรถมากแต่ยังคงใช้ความเร็วได้ดี คาดว่าจะมีปริมาณรถเพิ่มขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจราจรช่วงผ่านจ.พระนครศรีอยุธยา ในช่วงเทศกาลต้อนรับปีใหม่ส่งท้ายปีเก่า พบว่าตั้งแต่ช่วงเช้ามีประชาชนเดินทางออกจากกรุงเทพฯ และจังหวัดปริมณฑล เพื่อมุ่งหน้าสู่จังหวัดทางภาคเหนือ เทศกาลส่งท้ายปีเก่าเต้อนรับปีใหม่ พบว่าการจราจรบนถนนพหลโยธินขาออกช่วงหลักกิโลเมตรที่ 50 หน้าตลาดประตูน้ำพระอินทร์ ต.เชียงรากน้อย อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนขึ้นต่างระดับบางปะอิน มุ่งหน้าถนนสายเอเชียและถนนพหลโยธิน มุ่งหน้า จ.สระบุรี ปริมาณรถ เต็มพื้นที่ทุกช่องการจราจร ส่งผลทำให้การจราจรติดขัดเป็นแถวยาว

ประเดิม 7วันอันตรายปีใหม่ดับ 37
ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ฐานะประธานการประชุมคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนตลอดทั้งปี (ศปถ.) เปิดเผยว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่พ.ศ.2566 โดยปภ.และความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่าย ได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 29 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันแรกของการรณรงค์ “ชีวิตวิถีใหม่ ขับขี่อย่างปลอดภัย ไร้อุบัติเหตุ” พบเกิดอุบัติเหตุ 349 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 351 คน ผู้เสียชีวิต 37 ราย สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ขับรถเร็ว ร้อยละ 41.55 ดื่มแล้วขับร้อยละ 23.50 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 81.51 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง 83.09 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 43.27 ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 28.37

ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ เวลา 18.01-19.00 น. ร้อยละ 9.46 ผู้บาดเจ็บและ เสียชีวิตสูงสุดอยู่ในช่วงอายุ 30-39 ปี ร้อยละ 18.81 จัดตั้งจุดตรวจหลัก 1,887 จุด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 55,910 คน เรียกตรวจยานพาหนะ 370,561 คัน มีผู้ถูกดำเนินคดีรวม 65,530 ราย มีความผิดฐานไม่มีใบขับขี่ 20,920 ราย ไม่สวมหมวกนิรภัย 18,250 ราย ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย 6,315 ราย ขับรถเร็วเกินอัตรา ที่กฎหมายกำหนด 5,391 ราย โดยจังหวัด ที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ลำพูน 13 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ ประจวบ คีรีขันธ์ 3 ราย จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี 14 คน

นายโชตินรินทร์กล่าวต่อว่า วันนี้เป็นวันแรกของช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2566 ประชาชนยังอยู่ระหว่างการเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยว ศปถ.ประสานจังหวัดดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะถนนสายหลัก สายรอง และเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างจังหวัด โดยเปิดช่องทางพิเศษ ปิดจุดกลับรถ ประชาสัมพันธ์เส้นทางเลี่ยง ทางลัด เพื่อให้การสัญจรเป็นไปด้วยความคล่องตัว อีกทั้งเพิ่มความเข้มข้นในการเรียกตรวจยานพาหนะและความพร้อมของผู้ขับขี่ เน้นการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ขับขี่ที่ใช้ความเร็วเกินกำหนด ดื่มไม่ขับ ไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย อีกทั้งเฝ้าระวังถนนทางตรงที่มีระยะทางยาวเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางถนนจากการขับรถเร็ว ตลอดจนใช้กลไกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน จิตอาสาในการจัดตั้งด่านชุมชนป้องปรามผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนน เพื่อให้การเดินทางช่วงเทศกาล ปีใหม่มีความสุขใจกับชีวิตวิถีใหม่ที่ห่างไกลอุบัติเหตุทางถนน

นายกฯสั่งเข้มเมาขับ-ซิ่ง
วันเดียวกัน นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมห่วงใยประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนา และท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาวในเทศกาลปีใหม่ โดยขอให้ประชาชนระมัดระวัง ดูแลตนเองให้ดี ให้ปลอดภัยทั้งจากการเดินทางโดยยานพาหนะต่างๆ รวมถึงปลอดภัยจากโควิด-19

นายอนุชากล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีกำชับให้หน่วยงานเกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อำนวยความสะดวกการ เดินทางให้ประชาชน ตลอดจนให้คำแนะนำและกวดขันพฤติกรรมที่อาจเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุได้ เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือเมาแล้วขับ ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด ไม่สวมหมวกนิรภัย และไม่คาดเข็มขัดนิรภัย

กลับบ้าน – ประชาชนจำนวนมากรอขึ้นรถทัวร์โดยสารเดินทางกลับภูมิลำเนา และท่องเที่ยวต่างจังหวัด ในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ ที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 ถนนกำแพงเพชร เขตจตุจักร กทม. เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.

เปิดให้ชม – นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ พากันเดินทางเข้าเยี่ยมชมสถานที่สำคัญในพระบรมมหาราชวัง พร้อมกราบสักการะพระพุทธมหามณี รัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) เพื่อความเป็นสิริมงคลในช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.

สัมผัสหนาว – นักท่องเที่ยวจำนวนมากใช้เวลาช่วงวันหยุดยาวในเทศกาลปีใหม่ ไปเที่ยวชมพระอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางทะเลหมอก และสัมผัสลมหนาว ที่ผานกแอ่น ภูกระดึง จ.เลย เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน