เพิ่งย่องเข้าบ้าน คุยยาวเป็นชม. อนุทินย้ำไม่เอา นายกคนละครึ่ง

ในหลวง-ราชินี พระราชทานของขวัญปีใหม่แก่ นายกฯ และภริยา ส่วนเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯพระราชทานแจกันดอกไม้และส.ค.ส. ขณะที่ ‘3 ป.’ จับเข่าคุยก่อนถกครม.นัดแรกปี 66 ‘บิ๊กป้อม’นำทีมรมต.อวยพรปีใหม่นายกฯ ‘บิ๊กตู่’ปรับลุกส์เป็นอ่อนละมุน ลั่นแม้แยกพรรคกับพี่ใหญ่ แต่ใจยังถึงใจเหมือนเดิม ยอมรับเตรียมสมัครเป็นสมาชิกรทสช. พร้อมกำชับรมต.ทำการบ้านพร้อมสู้ศึกซักฟอกแบบไม่ลงมติ เลขาฯ พปชร.ชู ‘บิ๊กป้อม’เป็นแคนดิเดตนายกฯ คนเดียว ‘เสี่ยหนู’ ย้ำไม่เอาสูตรนายกฯ คนละครึ่ง ‘จุรินทร์’ ฟุ้งปชป.หวังกวาดส.ส.ใต้ ครึ่งร้อย ไม่ขอพูดถึง‘เจ๊โอ๋’จ่อซบรทสช. เพื่อไทยเชื่อเลือกตั้งแข่งกันดุ

ในหลวงพระราชทานของขวัญ‘ตู่’
เมื่อวันที่ 3 ม.ค. ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทย คู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานของขวัญ ปีใหม่แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และนางนราพร จันทร์โอชา ภริยา เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2566

นอกจากนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้า สิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานแจกันดอกไม้และ ส.ค.ส.แก่นายกฯ เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2566 ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

ของขวัญพระราชทาน – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ถวายบังคมรับพระราชทานของขวัญปีใหม่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่นายกรัฐมนตรีและภริยา ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 3 ม.ค.

ถือฤกษ์ดีทำบุญปีใหม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 3 ม.ค. เป็น วันแรกในการเปิดทำการจากวันหยุดเทศกาลปีใหม่ 2566 พล.อ.ประยุทธ์ได้เข้าปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่ ช่วงเช้า โดยเวลา 07.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ และภริยา เป็นประธานในพิธีทำบุญเจริญพระพุทธมนต์เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2566 เพื่อความเป็นสิริมงคล มีพระสงฆ์ 10 รูป อาทิ สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตรวิทยาราม สมเด็จพระมหา ธีราจารย์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นต้น มีรองนายกรัฐมนตรีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เลขาธิการนายกฯ ข้าราชการการเมือง หัวหน้าส่วนราชการสังกัดสำนักนายกฯ หัวหน้าส่วนราชการภายในทำเนียบรัฐบาล ข้าราชการหน่วยงานภายในทำเนียบรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมพิธี

เวลา 08.19 น. พล.อ.ประยุทธ์ และนาย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เลขาธิการนายกฯ และหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) สักการะศาลพระภูมิเจ้าที่ ศาลตา ศาลยายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวทักทายสื่อมวลชนว่า สวัสดีทุกคน ขอให้มีความสุข ช่วยกันทำบ้านเมืองสงบสุขต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่าได้ขอพรอะไรให้กับประเทศชาติบ้าง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “อธิษฐานแบบที่พวกเธออธิษฐานมั้ง ก็ให้บ้านเมืองดีสงบสุข” ก่อนเดินขึ้นห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อสักการะพระพุทธรูปที่ห้องทำงาน เพื่อความเป็น สิริมงคล

‘3 ป.’ถกก่อนประชุมครม.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเสร็จสิ้นพิธีทำบุญ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้เข้ามาที่ห้องทำงานตึกบัญชาการ 1 โดยกล่าวทักทายสื่อมวลชนว่า “สวัสดีปีใหม่จ้ะ” จากนั้นเวลา 09.50 น. ก่อนเดินทางเข้าห้อง ประชุมครม. ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าเรื่องแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ รวมถึงการพูดคุยกับ พล.อ. ประยุทธ์ช่วงวันหยุดยาวปีใหม่บ้างหรือยัง พล.อ.ประวิตรยิ้มอย่างอารมณ์ดี โดยไม่ตอบคำถามใดๆ

ต่อมาเวลา 09.55 น. พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานการประชุมครม. นัดแรกของปี 2566 ก่อนการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ได้เข้าห้องรับรองสีเหลือง ตึกสันติไมตรี ที่มี พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นั่งอยู่ก่อนแล้ว ทั้ง 3 คนใช้เวลาพูดคุยกันไม่นานเหมือนเช่นทุกครั้ง

‘บิ๊กป้อม’นำอวยพรนายกฯ
เมื่อเข้าห้องประชุมครม. พล.อ.ประวิตร เป็นตัวแทน ครม.กล่าวอวยพรปีใหม่ นายกฯ โดยนายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตรอวยพรว่า ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา นายกฯ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง ทุ่มเท ท่ามกลางปัญหาและอุปสรรค ทั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 และปัญหาเศรษฐกิจ แต่สามารถนำพาประเทศข้ามพ้นปัญหาต่างๆ ด้วยความไม่ย่อท้อ เพื่อประเทศและความผาสุกของประเทศ ขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก และพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้โปรดประทานพรให้นายกฯ มีสุขภาพแข็งแรง มีจิตใจเข้มแข็ง ฟันฝ่าอุปสรรคนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

“นายกฯ ได้กล่าวขอบคุณพล.อ. ประวิตร และครม.ที่มีน้ำใจไมตรีมอบให้ ถือว่าทุกคนในครม.เป็นผู้ที่ร่วมกันทำหน้าที่พาประเทศเดินไปข้างหน้าท่ามกลางปัญหาความท้าทายทั้งโควิด และเศรษฐกิจ สามารถฝ่าฟันจนพ้น ให้ประเทศไทยเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ และในปี 2566 รัฐบาลจะมุ่งเน้นทำงานเดินหน้าแก้ปัญหาประเทศและประชาชน และขออวยพรให้ทุกท่านใน ครม.ทำงานให้สำเร็จด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน มีสุขภาพร่างกายที่ แข็งแรง” นายอนุชากล่าว

‘ประยุทธ์’ปรับลุกส์-อ่อนละมุน
เวลา 13.25 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์หลังประชุมครม.โดยได้ปรับเปลี่ยนท่าทีจากที่เคยแข็งกร้าว มาอ่อนละมุน พร้อมทักทายสื่อมวลชนว่า “สวัสดีผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบทุกคน ขออวยพรให้ทุกคนมีความสุข สุขภาพแข็งแรง ขออวยพรอีกครั้ง ทำสิ่งใดประสบความสำเร็จ ขอให้ช่วยๆ กัน ช่วยรัฐบาลในการพัฒนาบ้านเมืองของเราต่อไป สร้างความเข้าใจเรื่องสำคัญหลายอย่าง”

วันนี้การประชุม ครม.มีเรื่องพิจารณาหลายอย่างก็คุยกันเรื่องการทำงานว่ามีปัญหาอะไรบ้าง เพิ่มเติมมาจะแก้ไขกันไป หลายอย่างเร่งรัดการแก้ไขโดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างต่างๆ ที่ไม่ไช่โครงสร้างพื้นฐานอย่างเดียว แต่เป็นโครงสร้างการทำงาน กลไก กฎหมาย และกฎ กติกาต่างๆ ต้องพยายามแก้ไปให้ได้มากที่สุด เพื่อผลประโยชน์กลับมาสู่ประชาชนและประเทศโดยจะต้องมองสองอย่างคือประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นขณะเดียวกันประเทศก็มี รายได้สูงขึ้น

ถ้าสองอย่างไม่สมดุลกันมันมีปัญหาแล้ว ต้องดูแลคนจำนวนมาก แต่ละเรื่อง แต่ละกิจกรรม การดูแลประชาชนยังมีอีกเยอะอีกหลายอย่าง แต่ละกลุ่มจะต้องดูแลคนเป็นสิบล้านขึ้นไป ฉะนั้นต้องดูว่าเราจะหาได้จากตรงไหน จึงต้องหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อเพิ่มรายได้ให้ประชาชน เอสเอ็มอี วิสาหกิจชุมชน เกษตรกร ตนคิดมาตลอด มีหลายอย่างที่ทำได้ แต่มีหลายอย่างที่ติดขัด ตรงนั้นตรงนี้ ต้องร่วมมือและช่วยกันถึงจะช่วยกันได้

ยอมรับเตรียมสมัครรทสช.
ผู้สื่อข่าวถามถึงการข่าวการสมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ช่วงกลางเดือนม.ค.นี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “การเมืองอีกแล้ว ก็รอหน่อยซิ เดี๋ยวก็ไปเองแหละ” ต่อข้อถามว่ากำหนดวันหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ต้องดูวันที่ เหมาะสม ผู้สื่อข่าวถามว่าจะเร็วๆ นี้หรือภายในสัปดาห์นี้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายว่า “เอ้ย..จะ วันไหนก็ไม่ได้สำคัญอะไรหนักหนา”

ต่อข้อถามว่าที่บอกจะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติหมายถึงจะ รับตำแหน่งอะไรในพรรคด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดอะไร ทั้งสิ้น ส่วนที่มีข่าวว่าจะเป็นประธานซูเปอร์บอร์ดของพรรคนั้น พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า อย่าไปพูดอย่างนั้นซิ ใครออกไปพูดก็ไม่รู้เรื่อง ซูเปอร์บอร์ดบ้าง และเรื่องอะไรอีกนะ ผู้สื่อข่าวตอบว่าประธานพรรค พล.อ. ประยุทธ์กล่าวว่า “ผมยังไม่ได้ตัดสินใจอะไรเลยสักอย่าง แค่จะไปสมัครเป็นสมาชิกก่อนก็เท่านั้น เออ..จะได้ไม่มีปัญหามากนัก”

ผู้สื่อข่าวถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะได้ ส.ส.มากกว่า 25 เสียงเพื่อเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ แข่งกันในสภา พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “จะมั่นใจได้อย่างไรก็ต้องถามประชาชนซิจ๊ะ คนเลือกไม่ใช่ฉันเองนะ ฉันจะประเมิน ตัวเองไม่ได้ ต้องให้ประชาชนเป็นคนประเมิน เพราะทุกอย่างเป็นการเลือกตั้ง กระบวนการทางประชาธิปไตยก็ว่ากันไป ตามรัฐธรรมนูญก็ว่ากันไป ส่วนใครจะได้ไม่ได้เป็นเรื่องของประชาชนที่จะตัดสินใจ ไม่ใช่เราจะไปกำหนดได้ จะไปคาดหวัง นี่โน่นไม่ได้หรอก”

เมื่อถามว่าจะลงสมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) เบอร์ 1 หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ตอบคำถาม เมื่อถามอีกว่าวาระนายกฯ ที่เหลือ 2 ปีจะเอาอะไรเป็นจุดขายเพื่อให้ได้กลับมา พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า อยู่ก็ทำงานให้มันจบ ให้เรียบร้อย ราบรื่น

ช่วงปีใหม่ไปคุย‘พี่ป้อม’-ใจถึงใจ
ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ประวิตร ระบุว่า ไม่ได้เป็นคู่แข่งพล.อ.ประยุทธ์ เพราะพล.อ.ประยุทธ์เป็นน้อง แต่สุดท้ายใครดีใครได้ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “อ้าว ในฐานะหัวหน้าพรรค ท่านต้องพูดอย่างนั้นละมั้งใช่ไหม มันเป็นเรื่องของการเมือง” ต่อข้อถามว่า พล.อ.ประวิตรให้พรปีใหม่อย่างไรบ้างพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็เหมือนเดิมแหละ ไม่มีปัญหาอะไร ตนไปคุยกับท่าน เสาร์ อาทิตย์ ตนก็ไปคุยกับท่าน ไม่ใช่ว่าเออทะเลาะกัน ไม่เคยทะเลาะกัน ทะเลาะกันไม่ได้อยู่แล้วนะจ๊ะ เมื่อ วันเสาร์ อาทิตย์ ตนก็ไปคุยกับท่านมา นั่งกันอยู่เป็นชั่วโมงคุยกระเซ้าเย้าแหย่กันเหมือนเดิม ไม่ได้มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น เมื่อถามว่าแค่ในทางการเมืองมีความเห็นต่างกันใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ก็ถามเอง ตอบเองได้อยู่แล้ว

ต่อข้อถามว่าจากนี้ไปจะรู้สึกโหวงเหวงหรือไม่ที่ไม่มี พล.อ.ประวิตรเดินเคียงคู่ในทางการเมือง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “คือใจมันถึงใจกันอยู่แล้ว เรื่องอื่นก็คือเรื่องอื่น การเมืองก็ว่ากันไป ผมก็เรียนท่านไปแล้วว่าเราไม่ใช่คู่ขัดแย้งกัน การเมืองต้องไม่ใช่คู่ขัดแย้งกันไม่ว่าจะพรรคไหนก็ตาม เพราะเราทำเพื่ออะไร เพื่อประเทศไทยใช่ไหม ไม่ว่าจะพรรคฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาล ประเทศไทยใช่ไหม เราทำเพื่อคนไทยใช่ไหม ฉะนั้นอะไรต่างๆ ก็ตามที่ไม่ใช่เรื่องจะมาเป็นประเด็นขัดแย้งกันสู่การเลือกตั้ง ผมไม่อยากให้ทำ อันตราย”

พร้อมตอบศึกซักฟอก
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงความพร้อมในการตอบญัตติการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามมาตรา 152 ภายใต้ยุทธการถอดหน้ากากคนดีว่า “จะบอกว่าไม่พร้อมได้อย่างไรล่ะ ในเมื่อเขามีมติมาเราก็พร้อมตลอด สำคัญอยู่ที่ว่าจะฟังกันหรือเปล่านั่นแหละ” ผู้สื่อข่าวถามว่าได้กำหนดวันจากฝ่ายรัฐบาลไปแล้วหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ยังไม่ทราบเป็นเรื่องของสภา วันนี้เขายังไม่มีการเสนอมาว่าจะเป็น เมื่อไหร่ อย่างไร ต้องฟังทางสภาก่อน

ทางสภาต้องถามกลับมายังรัฐบาล ที่มีคณะทำงานของรัฐบาลโดยคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ต้องมีการชี้แจงกันไปว่าตรงไหนจะ เหมาะสม ต้องดูว่า หลายเรื่องมีความเหมาะสมกับตอนนี้หรือเปล่ากับสถานการณ์ตอนนี้ หวังผลเพื่ออะไรถ้าเจตนารมณ์อันบริสุทธิ์ ตนไม่ขัดข้องอะไรอยู่แล้ว บ้านเมืองมีปัญหาเยอะอยู่แล้ว เราพยายามทำให้เต็มที่

กำชับเข้ม-รมต.ทำการบ้าน
ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า ช่วงหนึ่งของการประชุมครม. นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้แสดงความคิดกรณีที่ ฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ว่า การอภิปรายครั้งนี้เป็นโอกาสให้ครม.ได้ชี้แจงเรื่องการทำงานที่ผ่านมาอย่างเต็มที่ขณะที่พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงเรื่อง ดังกล่าวว่า “การอภิปรายของฝ่ายค้านเห็นโจทย์กันอยู่ว่ามี 5 ข้อตามที่เขาพูดกัน การอภิปรายครั้งนี้ไม่มีการลงมติ แต่อาจสร้างความสับสนเข้าใจผิดแก่ประชาชนได้ อาจเป็นการด้อยค่ากันจึงขอให้ทุกฝ่ายรับมือการอภิปราย ให้ทำการบ้าน รัฐมนตรีแต่ละกระทรวง กระทรวงใครกระทรวงมันให้เตรียมตอบคำถามเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบายและเรื่องที่ฝ่ายค้านจะยกมาพูด ที่อาจมีการนำมากล่าวหา เช่น เรื่องการทุจริต ให้ได้ และอยากให้กำชับไปยังลูกพรรคให้ เข้าร่วมประชุมสภาอย่าให้บรรยากาศโหรงเหรง

อีกช่วงหนึ่งของการประชุม เป็นการประชุมลับ เพื่อพิจารณาเรื่องสำคัญ โดยแจ้งให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องและข้าราชการ ออกจากห้องประชุมครม. เหลือเพียงรัฐมนตรีอยู่ในที่ประชุมเท่านั้นเพื่อพิจารณาวาระเกี่ยวกับพื้นที่พัฒนาร่วมกันระหว่างไทยกัมพูชา โดยเหตุที่ต้องเร่งพิจารณาเรื่องนี้เนื่องจากเป็นวาระสำคัญเกี่ยวกับประเทศ ส่วนหนึ่ง ที่ต้องส่งให้สภาให้ความเห็นชอบ อีกทั้งขณะนี้สภาใกล้หมดวาระและประเด็นดังกล่าวต้องนำไปขอความเห็นชอบต่อสภาตามมาตรา 178

‘วิษณุ’ระบุรอสภาส่งญัตติให้รบ.
ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนประชุมครม.ว่า หากสภาส่งเรื่องมาถึงครม.ในวันนี้ จะปรึกษาหารือทันทีในครม.ว่าพร้อมไปชี้แจงต่อสภาเมื่อใด จึงยังคาดเดาไม่ได้ว่าจะเป็นช่วงใด การอภิปรายครั้งนี้ต่างจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ระบุเป็นตัวบุคคล แต่ครั้งนี้เป็นการอภิปรายทั่วไปที่ครม.ทั้งคณะต้องไปตอบข้อซักถาม หากสภายังไม่ส่งเรื่องมาก็ไม่สามารถตีตนไปก่อนไข้ได้เพราะจะไม่เหมาะสม

ผู้สื่อข่าวถามว่ากังวลหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่กังวล เนื่องจากเป็นเรื่องที่ทำกันมาทุกครั้ง และตามกฎหมายระบุไว้ชัดว่าส.ส.สามารถสอบถามข้อเท็จจริงหรือให้ ข้อเสนอแนะได้ ไม่ใช่การว่ากล่าวหรือโจมตี เหมือนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เป็นการถามให้ตอบ เพื่อเสนอแนะให้นำไปปฏิบัติ และจะจบลงโดยไม่มีการลงมติ ยิ่งเป็นปลายสมัยรัฐบาล ยิ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากจะพูด

เมื่อถามว่าฝ่ายค้านหวังว่าการอภิปราย ครั้งนี้จะลดความศรัทธาของประชาชนต่อรัฐบาล ก่อนถึงการเลือกตั้ง นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าฝ่ายค้านคิดเช่นนั้น หรือไม่ เนื่องจากการอ่านญัตติตามที่ปรากฏที่ยังไม่ได้รับอย่างเป็นทางการ ตนนับได้ 20 ประเด็น ครอบคลุมเกือบทุกกระทรวง และรู้สึกเหมือนว่าไม่ได้พูดถึงกระทรวงวัฒนธรรม

จบแล้ว-เกาเหลาตั้งอธิบดี
นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการครม.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประชุมครม.สัปดาห์ที่ผ่านมามีข้อถกเถียงของพล.อ.ประวิตร และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย รวมถึงนาย จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ในการแต่งตั้งอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ที่ประชุมครม.สัปดาห์ที่ผ่านมาได้พิจารณาเห็นชอบ แต่งตั้งตามที่มีการเสนอรายชื่อทั้ง 12 ราย

โดยตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวงฯ มีการเสนอชื่อ นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม เป็นอธิบดี ตามที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์เสนอ ส่วนที่มีการ ถกเถียงในที่ประชุมครม.ถือเป็นเรื่องปกติ เป็นการแสดงความเห็น แต่มีมติไปแล้ว เมื่อถามว่าปกติแล้วมติครม.จะเป็นเอกฉันท์หรือไม่ นางณัฐฏ์จารีกล่าวว่า การออกความเห็นสามารถให้ความเห็นได้หลายอย่าง แต่มติต้องเป็นเอกฉันท์

‘จาตุรนต์’ขึ้นอธิบดีท่องเที่ยว
ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมครม.ว่า ครม.เห็นชอบ แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ตามที่กระทรวงการ ท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ ได้แก่ นาย จาตุรนต์ ภักดีวานิช รองอธิบดีกรมการ ท่องเที่ยว ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการท่องเที่ยว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

ครม.เห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ได้แก่ นางอัจฉรา นิธิอภิญญาสกุล สาธารณสุขนิเทศก์ (นายแพทย์) ประเภทวิชาการ ระดับทรงคุณวุฒิ สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง ประเภทบริหารระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

‘สันติ’ชูหน.แคนดิเดตคนเดียว
นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมใหญ่พรรคพลังประชารัฐ ว่า ยังไม่กำหนดชัดเจนว่าจะประชุมวันที่ 14 ม.ค.หรือ 21 ม.ค.นี้ และการประชุมไม่ถึงขั้นจะเป็นการปรับทัพรับการเลือกตั้ง แต่ที่ผ่านมามีส.ส.ลาออกจากพรรคไปหลายคนซึ่งมีกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) รวมอยู่ด้วย ก่อนมีการเลือกตั้งจึงต้องปรับกก.บห. รวมถึง คณะทำงานต่างๆ เป็นการตั้งทดแทนตำแหน่งที่ว่าง โดยจะมีนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ นักเศรษฐกิจและผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านเข้ามาผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ยังอยู่กับพรรคหรือไม่ นายสันติกล่าวว่า ยังอยู่ ส่วนกระแสข่าวที่ออกมานั้นมองว่าเป็นเฟกนิวส์

ผู้สื่อข่าวถามถึงความชัดเจนแคนดิเดต นายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ นายสันติกล่าวว่า คาดว่าเมื่อประชุมใหญ่พรรคเสร็จแล้วจะมีการประชุมกก.บห. คงราวๆ สิ้นเดือนม.ค.นี้ และจะประกาศรายชื่อออกมาเร็วที่สุด ทุกอย่างเป็นตามที่ทุกคนเข้าใจ ต่อข้อถามว่ามีชื่อพล.อ.ประวิตร เป็นแคนดิเดตคนเดียวใช่หรือไม่ นายสันติกล่าวว่า เรามั่นใจอย่างนั้น แต่ต้องขึ้นอยู่กับกก.บห. หากถามตน ถ้าอยากเป็นเอกภาพควร ส่งคนเดียว จะได้มุ่งมั่นไปในทิศทางเดียว เมื่อถามว่าหากพรรคพลังประชารัฐ เสนอชื่อพล.อ.ประวิตร ส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติ เสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์ จะถือเป็นการตัดคะแนนกันเองหรือไม่ นายสันติกล่าวว่า ไม่ เพราะเราเน้นพี่น้องประชาชน เน้นชนบท เน้นการอยู่ดีกินดีตามที่พล.อ.ประวิตร พูดมาโดยตลอด

‘หนู’โยนถามส.ว.โหวตนายกฯ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงการวิเคราะห์ว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคภูมิใจไทยอาจได้เสียงมาเป็นอันดับ 1 ของขั้วรัฐบาลเดิมว่า เป็นเพียงการวิเคราะห์เท่านั้น ใครจะวิเคราะห์อย่างไรพรรคภูมิใจไทยจะเดินไปแบบนี้ ทำนโยบายแบบนี้ เราอาจไม่เด่นในเรื่องพรรคที่มีกระแส เราต้องเน้นเรื่องสมาชิกที่อยู่ใกล้ชิด ชาวบ้าน ใกล้ชิดพื้นที่ ได้รับความเชื่อถือจากชาวบ้าน สมาชิกเหล่านี้ถือเป็นฟันเฟืองของพรรค ที่เชื่อมต่อกับประชาชนได้

ผู้สื่อข่าวถามว่าถ้าพรรคภูมิใจไทยสามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และได้ส.ส.มากกว่าพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ชู พล.อ.ประยุทธ์ หรือพรรคพลังประชารัฐ ที่ชู พล.อ.ประวิตร เป็นแคนดิเดตนายกฯ นายอนุทิน จะเป็นนายกฯ หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ถ้าพรรคภูมิใจไทยรวมได้เยอะกว่าพรรคอื่นๆ ต้องดูว่าส.ว.จะทำอย่างไร หวังว่าถ้าเรารวมได้ 250 เสียงหรือมากกว่านั้น ส.ว.ต้องใช้ดุลพินิจว่าถ้าไม่สนับสนุนพรรคที่ได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่งของสภา ส.ว.จะตอบประชาชนอย่างไรตรงนี้อยู่เหนือการควบคุมของพรรคภูมิใจไทย

เมื่อถามถึงสูตรนายกฯ คนละครึ่งระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นก่อน 2 ปี และต่อด้วยนายอนุทิน 2 ปี เป็นไปได้หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ตรงนี้ไม่รู้มาจากไหน ตำแหน่งแบบนี้มีทายาทการเมืองได้หรือ และตนไม่ขอเป็นทายาทของใคร จะเป็นอะไรก็ทำด้วยตัวเองที่สำคัญเราไม่ได้เลือกหรือแต่งตั้งตัวเอง กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ต้องผ่านไม่รู้กี่ด่าน โดยเฉพาะความต้องการของประชาชน ดังนั้น สิ่งที่ดูแล้วไม่เกี่ยวข้องกับทางเดินของเรา เราก็ไม่คิด ตอนนี้คิดแค่ว่านโยบายดีแล้วหรือไม่ ชาวบ้านเชื่อหรือไม่ ผู้สมัครแข็งแรง ขยันลงพื้นที่หรือไม่ ตอนนี้คิดแค่นี้ และขอทำตรงนี้ให้ดีที่สุด

ปัดไม่เคยพูดจับมือกับทุกขั้ว
ส่วนกระแสข่าวที่พรรคภูมิใจไทยพร้อมจับมือกับทุกขั้วพรรคการเมือง นายอนุทินกล่าวว่า เป็นเพียงการวิเคราะห์ของผู้สื่อข่าว ใครจะออกมาให้สัมภาษณ์ จะพูดเช่นนั้นได้อย่างไร คนที่อยากเห็นบ้านเมืองเจริญก้าวหน้าควรบอกว่าไม่ควรมีความขัดแย้ง ไม่ควรมีการแบ่งขั้ว ตนไม่เข้าใจว่าทำไม ผู้สื่อข่าวจึงเอาตนไปพูดว่าพร้อมจับมือกับทุกขั้ว ตนไม่เคยพูดสักคำ ตนพูดอยู่คำเดียวตลอดเวลา และย้ำมาตลอดหลายครั้งว่า ต้องรอผลเลือกตั้ง แล้วผลการเลือกตั้งจะเป็นตัวกำหนดว่าเราควรจะไปทางไหน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่ปิดประตูสำหรับ ทุกฝ่ายใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เราไม่นิยมความขัดแย้ง ไม่ต้องการทะเลาะเบาะแว้งกับใคร ไม่ต้องการสร้างความจงเกลียดจงชังระหว่างกัน ฉะนั้น ที่ดีที่สุดคือรอผลการเลือกตั้ง ตนต้องปฏิเสธข่าว 2-3 วันที่ผ่านมา ช่วงปีใหม่ไม่รู้ว่าจะไปแก้ข่าวอย่างไร

“ที่บอกว่าอนุทินไปเอ่ยชื่อพรรค ก้าวไกล (ก.ก.) ไม่มีคำว่าก้าวไกลออกจากปากผมเลย จนถึงวินาทีนี้ แต่ละพรรคมี นโยบายอย่างไรก็เป็นเรื่องของแต่ละพรรค ส่วนแนวทาง ทิศทางของพรรคการเมือง ผมเชื่อว่าทุกพรรคต้องรอผลการเลือกตั้ง” นายอนุทินกล่าว

เมื่อถามว่า แสดงว่าจับมือกับพรรค ก้าวไกลได้ใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ยังไม่ได้บอกว่าจับมือกับใครเลย ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า มีการวิเคราะห์กันว่า พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ และพรรค เพื่อไทย (พท.) ดันพล.อ.ประวิตร เป็น นายกฯ โดยการดึงเสียงจากกลุ่มส.ว. นายอนุทินกล่าวว่า เท่าที่ตามข่าวไม่ได้เป็นการวิเคราะห์เลย เป็นการระบุว่า มีการคุยเรียบร้อยแล้ว ตอนปีใหม่ ตนขอให้ไปตรวจสอบดูว่าช่วงปีใหม่ตนอยู่ที่ไหน “ไม่มีหรอกครับ ไม่ได้คุยอะไรกับใครเลย ทำบุญอย่างเดียว

‘อู๊ดด้า’ฟุ้งกวาดส.ส.ใต้ครึ่งร้อย
ขณะที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการ เตรียมพร้อมเลือกตั้งว่า เรามีหลักการชัดเจนที่จะนำประเทศไปสู่ความสำเร็จ ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจสังคมและการเมืองในอนาคต ส่วนตัวผู้สมัครส.ส พรรคเตรียมการไว้หมดแล้ว นโยบายหลักใหญ่ได้เริ่มเปิดแคมเปญไปแล้ว ผ่านการรณรงค์ทางป้ายที่ติดทั่วประเทศหลักใหญ่คือเราจะเดินหน้าสู่การสร้างคนและสร้างชาติ ซึ่งจะประกาศต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่าในพื้นที่ภาคใต้จะเดินเกมอย่างไรเพราะหลายพรรคต้องการ เก้าอี้ส.ส.ในพื้นที่ นายจุรินทร์กล่าวว่า ตนตอบไปหลายรอบแล้ว ภาคใต้ขณะนี้ ผู้สมัครครบหมดแล้ว มีทั้งส.ส.ปัจจุบัน อดีตส.สและคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาร่วม ภาคใต้มี 58 ที่นั่ง ครั้งที่แล้วเราได้ 22 ที่นั่ง ฉะนั้น ยังเหลือพื้นที่ให้ประชาธิปัตย์ทำการบ้านอีกเยอะ ย้ำว่าไม่ได้กังวลเพราะเตรียมพร้อมผู้สมัครไว้หมดแล้ว ได้ลงพื้นที่ต่อเนื่องมาเป็นปี ตอนนี้ยังไม่มีอะไรมา กระทบกับเป้าหมายใหญ่ที่พรรควางไว้ เมื่อถามว่าคาดหวังว่าจะได้ที่นั่งมากกว่าเดิมหรือไม่นายจุรินทร์กล่าวว่า ปักษ์ใต้ต้องได้มากกว่าเดิม ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะได้ 35-50 ที่นั่ง

ไม่ขอพูด-‘เจ๊โอ๋’จ่อซบรทสช.
ต่อข้อถามว่าหนักใจหรือไม่ เพราะมีส.ส.บางส่วนไปอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติ นายจุรินทร์กล่าวว่า ถ้าถามแบบนี้จะคิดว่าไปเกือบหมดพรรค มีแค่ 1-2 คนเท่านั้นแล้วก็พูดวนเวียนกัน ก็ไม่กังวล เป็นเรื่องที่ทราบอยู่แล้วว่าใครอยู่หรือไม่อยู่ ซึ่งเตรียมคนสำรองไว้อยู่แล้ว ไม่ได้มีปัญหา เพราะส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดยังมั่นคงอยู่กับพรรค

ส่วนกรณี น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส. สมุทรสงคราม ที่มีกระแสข่าวจะย้ายไปอยู่พรรครวมไทยสร้างชาตินั้น นายจุรินทร์กล่าวว่า ขอไม่ตอบ พรรคลำบากใจตรงนี้ ไม่ขอพูดถึง น.ส.รังสิมา เพราะพูดไปก็กระทบตัวบุคคล แต่ขอพูดภาพรวม อย่างที่เรารู้ว่าจะมีคนย้ายพรรคอีก 1-2 คน แต่เรามีคนแทนแล้ว

พท.เชื่อเลือกตั้งแข่งกันดุ
นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย รองประธานวิปฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ว่า การเมืองปี 2566 เป็นปีที่พี่น้องประชาชนจะพิสูจน์ว่ารัฐบาลชุดนี้จะได้ไปต่อหรือไม่คงต้องไปวัดกันในสนามเลือกตั้ง วัดความนิยมระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน หวังว่าเมื่อผลการเลือกตั้งออกมาอย่างไร ทุกฝ่ายต้องยอมรับผลการตัดสินใจของประชาชน เรื่องการเลือกตั้งจะทวีความเข้มข้นมากขึ้น และเป็นการแข่งขันที่ดุเดือด โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่สะสมกระสุนดินดำไว้เยอะ นักการเมืองหลายคนจะใช้กระสุนดินดำออกมา เพื่อจูงใจให้ประชาชนเลือกตั้งพรรคที่ตนเองสังกัด แต่เชื่อว่าประชาชนรู้ดีว่า 8 ปีที่ผ่านมารัฐบาลนี้สร้างความลำบากแค่ไหน และให้บทเรียนอะไรบ้าง มั่นใจว่าพรรคฝ่ายค้านจะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ภายหลังการเลือกตั้งไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์ที่พรรคที่ได้อันดับหนึ่งไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล เพราะประชาชนตาสว่างแล้ว การที่ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะ จะมาสืบทอดอำนาจต่อไปประชาชนคงไม่ยอม ภายใต้การบริหารของ พล.อ.ประยุทธ์ ประชาชนต้องพบกับความยากลำบากในการใช้ชีวิตมาก ขณะที่พรรคเพื่อไทยเดินหน้าทุกเขตเลือกตั้ง เพื่อไปบอกพี่น้องประชาชนถึงนโยบายของพรรคที่จะมาพลิกชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น

ปช.วอนคนใต้ช่วยชนะเลือกตั้ง
วันเดียวกัน นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ (ปช.) เป็นประธานเปิดศูนย์อำนวยการเลือกตั้งเขต 1 ปัตตานี บริเวณหน้าซุ้มประตูชัย ทางเข้าเมืองฟาฏอนี โดยมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคประชาชาติ พร้อมคณะผู้บริหารพรรค ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาชาติ และนายเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี นายธนาวิทย์ ไชยานุพงศ์ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองนราธิวาส นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี เข้าร่วมพิธี

ปักธงใต้ – นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรค พร้อมคณะผู้บริหารพรรค เปิดศูนย์อำนวยการเลือกตั้งเขต 1 ปัตตานี อ.เมือง จ.ปัตตานี โดยขอปักธงจังหวัดภาคใต้ให้ได้ 12 ส.ส. เมื่อวันที่ 3 ม.ค.

นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า ปัญหาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่มีใครรู้ดีกว่าคนในสามจังหวัด พรรคประชาชาติพร้อมเป็นรัฐบาล และในการเลือกตั้ง ถ้าจะเลือกพรรคประชาชาติ จำเป็นต้องเลือก ส.ส.เขต และเลือกพรรค เพราะชัยชนะอยู่ที่พวกเราทุกคน ถ้าพี่น้องประชาชนไม่ทิ้งพรรคประชาชาติ พรรคประชาชาติก็จะไม่ทิ้ง พี่น้องประชาชน ขอทุกคนร่วมดุอาอ์ให้พรรคประชาชาติชนะการเลือกตั้ง และได้มาเป็นรัฐบาลเพื่อเข้ามาแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน

ด้าน พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า อยากให้ประชาชนทุกคนรับรู้ว่า พรรคประชาชาติเป็นพรรคของทุกคน การเลือกตั้งที่จะถึงนี้ จ.ปัตตานี จะมี ส.ส.ได้ 4 คน ยะลา 3 คน นราธิวาส 5 คน รวม 12 คน จากพลังเดิมที่เรามีอยู่ 7 คน ทำเต็มที่ ถ้าเรามี 12 คน เชื่อว่าจะมีพลังมาเปลี่ยนแปลงอนาคตอย่างแน่นอน เพราะเราจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล สื่อตั้งฉายารัฐบาลนี้ว่า 8 ปี แปดเปื้อน ที่ทำให้ประชาชนอ่อนแอ เราจำเป็นต้องทำให้ประเทศเป็นรัฐสวัสดิการ ให้สิทธิเสมอกัน

‘ไอติม’แนะส.ว.พิสูจน์ตัวเอง
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบาย พรรค ก้าวไกลกล่าวถึงกรณีที่ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ระบุว่าไม่มีความจำเป็นต้องรีบปิดสวิตช์ ส.ว. และการลงมติเลือกนายกฯของ ส.ว. ในการเลือกตั้งครั้งหน้า จะเป็นไปตาม “ดุลพินิจของสมาชิก” ว่า การให้สัมภาษณ์ของประธานวุฒิสภา แสดงให้เห็นถึงการละเว้นไม่พูดถึงสาระสำคัญของปัญหา เพราะแม้ ส.ว. จะเหลือวาระอีกไม่นาน แต่ระยะเวลาที่เหลือนั้นคาบเกี่ยวกับการเลือกตั้งในปี 2566 ทำให้ ส.ว. ยังคงสามารถแทรกแซงกระบวนการเลือกนายกฯ และการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ซึ่งอาจส่งผลไปอีก 4 ปีตามวาระรัฐบาลใหม่ ส.ว.ไม่ควรเลือกนายกฯ ตามความเชื่อของตนเอง แต่ควรเลือกจากบุคคลที่ได้รับการสนับสนุนจากเสียงส่วนใหญ่ของ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งหากต้องการให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยที่เคารพเสียงของประชาชนที่แสดงออกผ่านบัตรเลือกตั้งจริงๆ

หาก ส.ว. อยากเห็นประเทศเดินหน้าตามวิถีประชาธิปไตย ที่เคารพ 1 สิทธิ 1 เสียงของประชาชนในการเลือกตั้ง ส.ว. ควรลงมติเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่พรรคเพื่อไทยได้ยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรไปเมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2565 เพื่อยกเลิกมาตรา 272 และปิดสวิตช์ตนเองก่อนการเลือกตั้ง และออกมายืนยันกับประชาชนก่อนการเลือกตั้งว่าหากพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ทัน ส.ว.พร้อมจะลงมติสนับสนุนนายกฯ ที่ได้รับเสียงสนับสนุนจาก ส.ส. เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นใครหรือมาจากพรรคไหน และจะไม่เข้ามาแทรกแซงกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งไม่อนุญาตให้บุคคลหรือพรรคใดเอาเสียงของ ส.ว. ไปต่อรองในกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล

“ถ้าท่านดำเนินการตามนี้ได้ ท่านจะพิสูจน์ให้ประชาชนเห็น ว่าแม้ที่มาของท่านเป็นสิ่งที่ขัดกับหลักประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน แต่ ณ วันนี้ ท่านได้พยายามแล้ว ในการทำให้ประเทศเดินหน้าตามหลักประชาธิปไตยที่ประชาชนทุกคนมี 1 สิทธิ 1 เสียงเท่าเทียมกันในการกำหนดอนาคตประเทศ เริ่มต้นจากการเลือกตั้ง 2566 ที่กำลังจะมาถึง” นายพริษฐ์กล่าว

รมต.ชี้ 6 ม.ค.รู้ผลสอบป้ายบางซื่อ
เมื่อวันที่ 3 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม (คค.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการเปิดเผยการลงนามในสัญญาจ้างการก่อสร้างโครงการปรับปรุงป้ายชื่อสถานีกลางบางซื่อ เป็นสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ และตราสัญลักษณ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มูลค่าสูงถึง 33 ล้านบาทว่า ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงคมนาคมไปตรวจสอบแล้วว่าการดำเนินดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบกฎหมายถูกต้องหรือไม่ แต่ป้ายมันใหญ่ ต้องดูว่าราคากับปริมาณงานเป็นอย่างไร โดยให้รายงานให้กระทรวงคมนาคมทราบภายในวันศุกร์ที่ 6 ม.ค. ผู้สื่อข่าวถามว่าถ้าพบสิ่งผิดปกติสามารถยกเลิกได้ใช่หรือไม่ นายศักดิ์สยามกล่าวว่าได้ และไม่ใช่แค่ยกเลิกอย่างเดียว จะต้องถูกลงโทษด้วย

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข กล่าวว่า นอกจากยกเลิกต้องถูกลงโทษด้วยเช่นกัน

รายงานข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นการดำเนินการคัดเลือกด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง เนื่องจากเป็นงานเร่งด่วน ต้องให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน โดยเปิดประมูลเมื่อวันที่ 21 ธ.ค.2565 ซึ่งราคากลางที่กำหนดนั้นได้สืบราคาจากบริษัททำป้ายถึง 3 บริษัท และได้เชิญบริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ UNIQ มาเจรจาต่อรอง เพราะเป็นผู้รับเหมาที่ดำเนินการก่อสร้างสถานีกลางบางซื่ออยู่แล้ว จะทำให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินการมากกว่ารายอื่น

สาเหตุที่ต้องใช้วงเงินดำเนินการกว่า 33 ล้านบาท เนื่องจากตัวหนังสือที่ต้องเปลี่ยนมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ทำให้มีจำนวนตัวหนังสือเพิ่มขึ้นจากเดิม รวมถึงต้องเปลี่ยนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง นอกจากนี้ น้ำหนักของตัวหนังสือก็เพิ่มขึ้น จะต้องปรับโครงสร้างอาคารบริเวณที่ติดตั้งเพื่อให้รองรับน้ำหนักได้มากขึ้น ซึ่งจะต้องเจาะกระจก และหากเจาะไม่ได้ต้องเปลี่ยนใหม่ โดยยืนยันว่าราคาที่ดำเนินการมีความ เหมาะสมกับเนื้องาน

‘บิ๊กตู่-อนุทิน’มั่นใจรับมือทัวร์จีน
เมื่อวันที่ 3 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการรับมือนักท่องเที่ยวจีน ที่จะเปิดประเทศวันที่ 8 ม.ค.ว่า เขาเปิดแล้วดีไหม ก็ดี เราก็เตรียมมาตรการเกี่ยวกับโควิด-19 ของเราไว้ จะต้องดูว่าทำอย่างไรไม่ให้เกิดผลกระทบ ทั้งเรื่องสาธารณสุข และทีมแพทย์ เขามีมาตรการต่างๆ อยู่แล้ว วันนี้หลายประเทศมีการรับมือของเขาอยู่แล้ว บางอย่างอาจจะเหมือนกัน บางอย่างอาจไม่เหมือน เพราะมาตรการพื้นฐานแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ของเราถือว่าเป็นเกรด A ฉะนั้นต้องเชื่อมั่นตรงนี้ เพราะถือเป็นรายได้ให้กับประเทศ จะเห็นว่าช่วงเทศกาลปีใหม่ คนไปท่องเที่ยวเยอะมาก สิ่งที่อยากให้ระวังคือการดูแลตัวเองในการป้องกันตัวเอง ที่เป็นก็รักษาพยาบาลแต่ต้องดูว่าถ้าหนักหนาสาหัสจะทำอย่างไร แต่ตนเคยแก้ปัญหาตรงนี้มาแล้ว ฉะนั้นประสบการณ์ของเราเป็นสิ่งสำคัญ หลายประเทศก็เอาตัวอย่างของเราไปทำ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข กล่าวถึงมาตรการรับมือนักท่องเที่ยวจีนว่า วันที่ 5 ม.ค. จะหารือกับกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงคมนาคม ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความปลอดภัยกับประชาชนมากที่สุด โดยที่ไม่มีความเสียหายใดๆ ส่วนจะมีมาตรการที่เข้มข้นกับชาวจีนนั้น ในที่ประชุมคณะกรรมการวิชาการทางการแพทย์มีมติว่าไม่จำเป็นต้องแยกปฏิบัติใดๆ เรามีมาตรการที่มีความพร้อมทั้ง 2 ฝั่ง เช่น คนที่เข้ามาประเทศไทยต้องมีประกันสุขภาพ จึงไม่จำเป็นต้องมีข้อห้ามอะไรมากมาย ส่วนเรื่องตรวจเชื้อโควิด-19 คงไม่จำเป็น ซึ่งเป็นความเห็นทางการแพทย์ บางอย่างถ้าเป็นเรื่องการแพทย์เราให้กรมควบคุมโรคซึ่งทำหน้าที่ป้องกัน เฝ้าระวังโรคติดต่อ กำหนดมาตรการซึ่งไม่สร้างความ เสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ จึงต้องให้ความเชื่อมั่น และตนพร้อมให้กำลังใจ สนับสนุนเขาเต็มที่

ส่วนการรับมือถ้าจีนเปิดประเทศในวันที่ 8 ม.ค. นายอนุทินกล่าวว่า เขาไม่ได้แห่กันมาไทยตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. แต่คาดการณ์ว่าเดือนม.ค.คนจีนจะมาไทย 4 หมื่นคน เดือนก.พ.จะมา 5 หมื่นคน และไม่ได้อนุญาตให้มาแบบหมู่คณะใหญ่ ส่วนใหญ่จะไม่ได้มาแบบกลุ่มทัวร์ตนได้รับทราบมาว่าประเทศจีนได้ออกกฎใหม่ว่าคนที่จะเดินทางเข้าประเทศจีนต้องมีการตรวจเชื้อแบบ PCR ซึ่งหนักกว่าไทย ถ้ามองด้านรายได้ประเทศไทยสามารถให้บริการทางด้านการตรวจแบบ PCR สร้างรายได้ให้กับประเทศเพิ่มมากขึ้น ซึ่งคนที่จะไปจะมาต้องมีความระมัดระวัง

เมื่อถามว่าจะการันตีได้หรือไม่ว่าโควิดในไทยจะไม่มีความรุนแรงมากกว่านี้แล้ว นายอนุทินกล่าวว่า ไม่มีอะไรการันตีได้ เพียงแต่เราผ่านจุดนั้นมาแล้ว ซึ่งการันตีได้ว่าจะไม่มีการล็อกดาวน์ หากใครเจ็บป่วยถ้าใครฉีดวัคซีนเกินสี่เข็ม ไม่มีโรคประจำตัว ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม 608 จะไม่เกิดความรุนแรงอาการหนัก หรือเสียชีวิต การันตีได้ว่ามี ยา เวชภัณฑ์ และหมอเพียงพอต่อการรักษา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน