แจ้งเพิ่ม3ข้อหาหนัก เจ้าตัวรับดื่มก่อนชน
‘เสี่ยเบนท์ลีย์’เปิดใจเหตุเฉี่ยวชนรถบนทางด่วน ยอมรับดื่มไป 2 แก้ว เพียงแก้วเล็กๆ พอเป็นพิธี ปกติไม่ได้ดื่ม เพราะเป็นโรคกระเพาะ กรดไหลย้อน ยันไม่ได้หนี ไม่ได้ปฏิเสธตรวจแอลกอฮอล์ แจงไวน์ในรถ-เคี้ยวหมากฝรั่ง ลั่นเป็นรถหรูผิดด้วยหรือ ระบุจ่ายเยียวยาเหยื่อแล้ว 1 แสน ตร.แจ้งข้อหาเพิ่ม 3 ข้อหา รวมทั้งเมาขับด้วย นำตัวฝากขัง ศาลอนุญาตให้ประกัน วงเงิน 1 แสน นครบาลสั่งตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแจงสังคม
จากกรณีรถยนต์หรูยี่ห้อเบนท์ลีย์เฉี่ยวชนรถยนต์ของผู้อื่น เป็นเหตุให้ได้รับความ เสียหาย และมีผู้บาดเจ็บ เหตุเกิดบริเวณบนทางพิเศษเฉลิมมหานคร ก.ม.21+200B ขาออก แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กทม. เมื่อเวลา 00.38 น. วันที่ 8 ม.ค. ก่อนกลายเป็นกระแส เนื่องจากคนขับรถหรูไม่ยอมเป่าตรวจวัดแอลกอฮอล์ แต่ขอตรวจเลือดแทน ก่อนตำรวจจะออกมาชี้แจงแทนว่า สาเหตุที่ไม่เป่าเพราะมีอาการเจ็บหน้าอก ทำให้เป่า ไม่ได้ กระทั่งผลตรวจเลือดออกมาพบมีปริมาณแอลกอฮอล์เพียง 10 กว่ามิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ท่ามกลางกระแสดราม่าว่าตำรวจไม่ยอมให้เป่าในตอนเกิดเหตุ ทำให้ปริมาณแอลกอฮอล์ลดลง ตามที่เสนอข่าวแล้วนั้น
เมื่อเวลา 16.26 น. วันที่ 11 ม.ค. พล.ต.ต. จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผบช.น. ในฐานะโฆษกบช.น.ชี้แจงว่า กรณีดังกล่าว พล.ต.ท. ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. ให้ความสำคัญและกำชับให้ผู้บังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) ลงไปควบคุมดูแลเกี่ยวกับการดำเนินคดี ดังกล่าวด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม โปร่งใส และเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชนและสังคม
โดยความคืบหน้าของการดำเนินการเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีดังกล่าวใน 2 ประเด็นหลัก ดังนี้ ประเด็นที่ 1 การดำเนินคดีเมื่อวันที่ 11 ม.ค.66 จากการที่พนักงานสอบสวนรวบรวมข้อเท็จจริงและหลักฐานเพิ่มเติม จึงแจ้งข้อหาเพิ่มเติมกับผู้ขับรถเบนท์ลีย์ ข้อหาขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลและทรัพย์สินของผู้อื่น และเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส, ได้รับอันตรายแก่กายและทรัพย์สินเสียหาย, ขับรถในขณะเมาสุรา ซึ่งการฝ่าฝืนไม่ยอมเป่าแอลกอฮอล์ให้สันนิษฐานว่าเมาแล้วขับ และนำตัวผู้ต้องหาไปขอฝากขังต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ซึ่งศาลพิจารณารับฝากขังตามคำร้อง
ส่วนประเด็นที่ 2 การดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง เนื่องจากคดีดังกล่าวยังมีพี่น้องประชาชนในสังคมมีความสงสัยเกี่ยวกับการดำเนินการ และการใช้วิจารณญาณของพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับการตรวจวัดแอลกอฮอล์ พล.ต.ต.สุวิชชา จินดาคำ ผบก.จร. จึงออกคำสั่งตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 10 ม.ค.66 โดยมอบหมายให้ พ.ต.อ.สุกิจ อรุณฤกษ์ถวิล รองผบก.จร. เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบกรณีดังกล่าว และให้รายงานผลการตรวจสอบให้ทราบภายใน 15 วัน ผลเป็นประการใดจะแจ้งให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบต่อไป
ขณะที่มีรายงานข่าวแจ้งว่า ทาง บช.น.ยังไม่ได้แถลงเกี่ยวกับกรณีผลตรวจเลือด แทนการเป่าแอลกอฮอล์ของผู้ขับขี่รถยนต์ยี่ห้อ เบนท์ลีย์แต่อย่างใด แต่มีรายงานยืนยันว่าผลการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ดังกล่าวมีเหลือเพียงประมาณ 10 กว่ามิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์จริง ทางคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะดำเนินการตรวจสอบประเด็นดังกล่าวว่า พนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบคดีดังกล่าวมีความบกพร่องที่ไม่ดำเนินการให้ครบถ้วนหรือไม่ รวมถึงเรียกสอบผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ล่าช้า ส่งผลให้ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดลดลงหรือไม่
วันเดียวกัน ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ภายหลัง พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเพิ่มเติมกับนายสุทัศน์ สิวาภิรมย์รัตน์ ผู้ขับรถเบนท์ลีย์คันดังกล่าว ข้อหาขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลและทรัพย์สินของผู้อื่น และเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส, ได้รับอันตรายแก่กายและทรัพย์สินเสียหาย, ขับรถในขณะเมาสุรา (ฝ่าฝืนไม่ยอมเป่าแอลกอฮอล์ ให้สันนิษฐานว่าเมาแล้วขับ) และนำตัวผู้ต้องหา ไปทำการฝากขังต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ซึ่งศาลพิจารณารับฝากขังตามคำร้อง ต่อมาผู้ต้องหายื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ศาลพิจารณาเเล้วอนุญาตให้ประกัน ตีราคา 1 เเสนบาท
วันเดียวกัน นายสุทัศน์ สิวาภิรมย์รัตน์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเรื่องเด่นเย็นนี้ ทางช่อง 3 ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่า ปกติเป็นคนไม่ดื่มอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นโรคกระเพาะและกรดไหลย้อน ทำให้ดื่มเครื่องดื่มที่อัดแก๊สไม่ได้ โดยวันนั้นในโต๊ะอาหารก็ดื่มกัน มีสปาร์กกลิ้งและแชมเปญ ยอมรับว่าดื่มไป 1-2 แก้ว แต่เพียงแก้วเล็กๆ เป็นพิธีเท่านั้น
ส่วนขวดไวน์ที่เจอในรถหรูหลังเกิดเหตุนั้น นายสุทัศน์เล่าว่า ไม่ได้ดื่มในวันนั้น แต่ก่อนหน้านี้ไปกับเพื่อน 4 คน โดยแฟนเพื่อน อยากได้ขวดไวน์นี้ เพราะเป็นไวน์นำเข้าจากต่างประเทศ และเป็นขวดไวน์เปล่า โดยเพื่อนเป็นคนเอามาและลืมทิ้งไว้บนรถของตัวเอง ยืนยันวันนั้นไม่ได้ดื่มไวน์ด้วย โดยวันเกิดเหตุดื่มแชมเปญ 1 ขวดและดื่มกัน 4 คน ส่วนตัวดื่มไปเพียง 1-2 แก้ว และแก้วเล็กๆ
“สิ่งที่เกิดขึ้นยืนยันไม่ได้ปฏิเสธการเป่าตรวจวัดแอลกอฮอล์ แต่วันเกิดเหตุมีกู้ภัย 30-40 คน และทุกคนเถียงกันไม่จบ ทำให้คิดว่าตัวเองก็เจ็บ เจ็บหน้าอกมากและหายใจติดขัด อีกทั้งผู้หญิงที่มาด้วยเพิ่งไปทำจมูกมา และมีเลือดไหล จึงคิดว่ารถยังอยู่บนทางด่วน และใบขับขี่ก็ให้ไปตั้งแต่หลังเกิดเหตุแล้ว แต่ยังไม่ทำอะไรสักที คิดว่าขอไปโรงพยาบาล ก่อนใกล้ๆ และจะกลับมา ยืนยันไม่ได้หนี ผมดูแลตัวเอง ดูแลร่างกายตัวเองและผู้หญิงที่บาดเจ็บ ผมผิดเหรอ ผมก็ไม่สบายใจที่เกิดอุบัติเหตุ โดยวันนี้ให้คนไปเยี่ยมคู่กรณี พร้อมเงินเยียวยา 1 แสนบาท เพราะตัวเองยังมีอาการเจ็บหน้าอกและมาหาหมออยู่ พร้อมฝากความห่วงใยไปด้วยว่า ให้สบายใจและพร้อมรับผิดชอบ ส่วนเรื่องรถที่ชน หากใช้ไม่ได้ก็จะซื้อรถใหม่ให้ ความจริงไม่ได้ชนแรง แค่ไปเฉี่ยวท้ายรถปาเจโร่นิดเดียว ไม่ได้ ชนเต็มๆ กลางลำ แต่รถ อปพร.ที่ตามหลังมาด้วยความเร็วและไปชนท้ายซ้ำเต็มๆ ทำให้หนัก” นายสุทัศน์กล่าว
นายสุทัศน์กล่าวต่อว่า ยืนยันทั้งหมดไม่ได้เมาและไม่ได้ปฏิเสธการขับ ส่วนภาพการเคี้ยวหมากฝรั่งนั้น เพราะลดอาการอยากบุหรี่ โดยพยายามเลิกอยู่ ตอนนั้นเครียดและอยากสูบบุหรี่มาก
“ความจริงเป็นอุบัติเหตุธรรมดา ถ้าผมขับแท็กซี่ ขับรถธรรมดาก็คงไม่มีอะไร เป็นรถหรู ผิดด้วยหรือครับ อุบัติเหตุไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แล้วผมถามว่าค่าตรวจแอลกอฮอล์จากลมหายใจยังไม่ชัวร์ ตรวจจากเลือดชัวร์กว่า” นายสุทัศน์กล่าว
ด้าน ผศ.นพ.สมิทธิ์ ศรีสนธิ์ นายกสมาคมแพทย์นิติเวชแห่งประเทศไทย และหัวหน้าห้องปฏิบัติการนิติเวชศาสตร์ ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กระบุว่า “ที่ตำรวจไม่ให้เป่าลมหายใจตรวจหาแอลกอฮอล์ในเลือดของคนขับรถ แต่ส่งไปให้แพทย์เจาะเลือดส่งตรวจแทน
จริงๆ พอยอมรับได้นะครับกับการให้เจาะเลือด แต่ต้องใช้หลักวิทยาศาสตร์ด้วยว่า “แอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ป่วยจะหายไปทุกๆ ชั่วโมงที่ผ่านไป” ดังนั้น ผลเเอลกอฮอล์ในเลือด ณ เวลาที่เจาะ จะใช้ไม่ได้ ต้องส่งให้แพทย์นิติเวชทำการคำนวณหาแอลกอฮอล์ ในเลือด ณ เวลาที่เกิดอุบัติเหตุ
นอกจากนี้ต้องส่งคนขับรถไปเจาะตรวจเลือดให้เร็วที่สุด ถ้ามีการประวิงเวลาในการตรวจ เท่ากับเป็นการปฏิเสธการตรวจได้เลย
เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ผมเห็นมานานว่า ในไทยทางตำรวจไม่ค่อยมีการส่งให้แพทย์ทำการคำนวณย้อนกลับกัน ทั้งๆ ที่ต่างประเทศทำกันเป็นเรื่องปกติ หรือในไทยบริษัทประกันชีวิตก็มีการให้คำนวณแบบนี้แล้ว
นอกจากนี้บางทียังมีการส่งคนขับรถไปโรงพยาบาลให้เจาะเลือดช้า บางทีที่เคยเจอคือไม่กำหนดให้ไปเจาะเลยทันที ให้ไปตอนเช้าอีกวันเลยก็มี ซึ่งแบบนี้แทบไม่มีความหมายเลยครับ
นอกจากนี้ ในการเลือกให้เป่าลมหายใจตรวจแอลกอฮอล์หรือเจาะเลือด ตามกฎหมายระบุว่าให้ตรวจจากการเป่าลมหายใจก่อน ถ้าไม่สามารถทดสอบได้ จึงตรวจจากเลือด ดังนั้นไม่ควรอ้างว่าตรวจจากเลือดแปลผลดีกว่า แล้วไม่ตรวจลมหายใจ ทั้งๆ ที่คนขับรถสบายดี เพราะผิดหลักกฎหมายและการตรวจช้าลงก็ได้ผลที่ถูกต้องช้าลงด้วย
ป.ล. หากเคสนี้ไม่มีการคำนวณย้อนกลับ สามารถเชิญผมไปเป็นพยานเพื่อช่วยในการคำนวณได้นะครับ”