‘ทนายตั้ม’พาขึ้นโรงพัก โต้ตบทรัพย์เรียก20ล. ท้าโชว์รูปพิธีหมั้น-สู่ขอ อัยการสั่งสอบสวนเพิ่มที่ผู้หญิงโดนคดีฉ้อโกง
เอาคืนอดีตรองนายกฯ ชื่อย่อ‘ย.’ สามีฝ่ายหญิงที่ถูกเล่นชู้ควง ‘ทนายตั้ม’ ขึ้นโรงพัก ดำเนินคดีข้อหาแจ้งความเท็จ และให้การเท็จ ‘ษิทรา’ ยันไม่มีการสู่ขอทำพิธีหมั้นและให้สินสอด เป็นการแต่งเติม ข้อเท็จจริงให้เข้าข้อกฎหมาย ให้สามารถเรียกคืนทรัพย์สินหรือสินสอดที่เคยให้กับฝ่ายหญิงได้ แฉลั่นคู่กรณีพยายามฟอกตัวต่อสู้คดี แอบหย่าเมียคนปัจจุบันที่อำเภอสามพราน ก่อนที่ตนจะแถลงข่าว ด้านรองโฆษกอัยการเเจงตร.ส่งสำนวนคดีอดีตรองนายกฯ ฟ้องครอบครัวผัวเมียฉ้อโกงมาผัดฟ้องสุดท้าย ตอนนี้สั่งสอบเพิ่มเติมอยู่ หากไม่ทันต้องขออนุญาตอัยการสูงสุดฟ้องต่อไป
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 12 ม.ค. ที่ สน.บางยี่ขัน ทนายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน พร้อมด้วยนาย ก. (นามสมมติ) ลูกความ เดินทางมาแจ้งความดำเนินคดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี ชื่อย่อ “ย.” ในข้อหาแจ้งความเท็จและให้การเท็จ
นายษิทรากล่าวว่า วันนี้พานาย ก. (นามสมมติ) มาแจ้งความดำเนินคดีกับอดีตรองนายกรัฐมนตรี ย. ในข้อหาแจ้งความเท็จ และ ให้การเท็จ เนื่องจากหลายอย่างที่แจ้งความ ไม่เป็นความจริง กรณีอดีตรองนายกรัฐมนตรี ย. ได้ไปสู่ขอฝ่ายหญิง ทำพิธีหมั้นและให้สินสอด ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง เป็นการแต่งเติมข้อเท็จจริง เพื่อให้เข้าข้อกฎหมายว่าสามารถเรียกคืนทรัพย์สินหรือสินสอดที่เคยให้ฝ่ายหญิงได้ โดยอดีตรองนายกรัฐมนตรี ย. มีภรรยาที่จดทะเบียนสมรสมาเป็น 10 ปีแล้ว นอกจากนี้ ทรัพย์สินที่อ้างว่าได้ให้เงินไปซื้อคอนโดฯ นั้น นาย ก. (นามสมมติ) ได้ซื้อคอนโดฯ มูลค่า 3 ล้านตั้งแต่ปี 2562 แต่อดีตรองนายกรัฐมนตรี ย. ได้อ้างว่าซื้อให้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เนื่องจากอดีตรองนายกรัฐมนตรี ย. เพิ่งรู้จักกับฝ่ายหญิงเมื่อปี 2565 ดังนั้น อดีตรองนายกรัฐมนตรี ย. ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคอนโดฯ นี้แน่นอน ส่วนเรื่องเงินและทรัพย์สินต่างๆ ที่อ้างว่าให้ฝ่ายหญิงเกือบ 20 ล้านบาท ก็เป็นการอ้างลอยๆ ไม่มี หลักฐานการโอนและการเบิกถอน แต่เชื่อว่าอาจจะเคยให้เงินจริง ในฐานะชู้รัก แต่ไม่ได้มากถึง 10 กว่าล้าน
นายษิทรากล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ประเด็นที่อดีตรองนายกรัฐมนตรี ย. อ้างรู้จักกับ ฝ่ายหญิง สมัยเป็นแคดดี้ และให้เงินไปทำศัลยกรรม โดยทั้งคู่รู้จักกันมากว่า 10 ปีนั้น ไม่เป็นความจริง ฝ่ายหญิงอายุ 25 ปี หากย้อนกลับไป 10 ปี ฝ่ายหญิงก็มีอายุ 15 ปี ซึ่งเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
“หลังจากที่เปิดเรื่องไปวันที่ 7 ม.ค. และจะแถลงข่าวในช่วง 10.00 น. ในวันที่ 9 ม.ค. อดีตรองนายกรัฐมนตรี ย. ได้ใช้เล่ห์กล ในการจะขอคืนทรัพย์สิน โดยการทำตัวเองให้โสด เพื่อให้สามารถแจ้งความและฟ้องร้องในคดีต่างๆ ได้ ก่อนแถลงข่าว 1 ชั่วโมง อดีตรองนายกรัฐมนตรี ย. ได้ไปทำเรื่องหย่ากับภรรยา ที่ที่ว่าการอำเภอสามพราน จ.นครปฐม ในเวลา 08.53 น. ซึ่งก็ได้นำหลักฐานส่วนนี้มามอบให้กับพนักงานสอบสวนด้วย” นายษิทราระบุ
นายษิทรายังกล่าวถึงกรณีที่หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าเป็นขบวนการตบทรัพย์ และตนก็รู้เห็นกับขบวนการนี้ด้วย อยากชี้แจงส่วนนี้ว่า ตนไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมกระบวนการดังกล่าว และนาย ก. เอง ก็ไม่ได้รู้เห็นกับขบวนการนี้ เนื่องจากทันทีที่ทราบว่าฝ่ายหญิงนอกใจก็ ขอหย่าโดยใช้กระบวนการกฎหมายทันที นอกจากนี้ การตบทรัพย์หมายถึง จะต้องไปขอ ไปคุยกันก่อน แต่กรณีดังกล่าว ตั้งแต่ทราบเรื่อง นาย ก. ไม่ได้คุยกับ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ย. เลย จึงไม่ใช่การตบทรัพย์ ประกอบกับฝ่ายชายทำธุรกิจส่วนตัวและมีฐานะอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องเข้าร่วมกระบวนการดังกล่าว ในส่วนครอบครัวของฝ่ายหญิงที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาฉ้อโกงนั้น ด้านของอดีตรองนายกรัฐมนตรี ย. รู้อยู่แล้วว่าพ่อของฝ่ายหญิงมีคดีติดตัว จึงได้ไปแจ้งความจับครอบครัวของฝ่ายหญิงเพื่อให้ออกหมายจับ และตำรวจสั่งฟ้อง นั่นเป็นเพียงความเห็นเบื้องต้นเท่านั้น โดยตนจึงได้ทำเรื่องขอความเป็นธรรมกับอัยการแล้ว ดังนั้นจึงมองว่าคดีที่ขึ้นศาลไปแล้ว ก็มีสิทธิ์ยกฟ้องได้เช่นเดียวกัน

ผัวกิ๊กลุย – ทนายตั้ม-ษิทรา พาสามีของกิ๊กสาวขึ้นสน.บางยี่ขัน แจ้งจับอดีตรองนายกฯ ‘ย’ ข้อหาแจ้งความเท็จ กรณีกล่าวหาตบทรัพย์ 20 ล้านบาท ยืนยันไม่มีการสู่ขอฝ่ายหญิง รวมถึงทำพิธีหมั้นและให้สินสอดใดๆ เมื่อวันที่ 12 ม.ค.
นายษิทรากล่าวต่ออีกว่าหากเรื่องนี้ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ย. ออกมาพูดความจริงอย่างลูกผู้ชาย เรื่องก็จะดีกว่านี้ แต่กรณีนี้ กลับมาโยงให้คนอื่นโดนคดีฉ้อโกง คนอื่นให้เข้ามาเกี่ยวข้อง พร้อมกับขอท้าว่าถ้าหากมีพิธีสู่ขอจริงให้ปล่อยรูปในงานออกมาโชว์เลย เนื่องจากว่าฝ่ายชายมีพฤติกรรมชอบถ่ายรูปกับฝ่ายหญิงเพื่อโอ้อวดอยู่แล้ว ประกอบกับฝ่ายชายก็เป็นคนใหญ่คนโต จะต้องมีผู้ใหญ่ทางฝ่ายชายไปร่วมงาน ดังนั้นจึงคิดว่าถ้าหากมีพิธีดังกล่าว จะต้องมีรูปถ่ายรูปเป็นพยานแน่นอน
ส่วนประเด็นที่หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าทำไมฝ่ายหญิงถึงชอบถ่ายรูปลับเอาไว้ เป็นการถ่ายเพื่อมาแบล็กเมล์ภายหลังหรือไม่ นายษิทรากล่าวว่าหลักฐานที่ตนมีนั้นยืนยันได้ว่า เป็นการถ่ายภาพลับแล้วส่งให้กันทั้งสองฝ่าย รวมถึงประเด็นที่ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ย. อ้างว่าไม่ทราบว่าฝ่ายหญิงมีสามีอยู่แล้ว ตนก็มีหลักฐานแช็ตไลน์ชัดเจนว่า อดีตรองนายกรัฐมนตรี ย. ทราบดีว่าฝ่ายหญิงมีสามีอยู่แล้ว สำหรับกรณีที่ตนได้ฟ้องร้องอดีตรองนายกรัฐมนตรี ย. เรียกค่าเสียหายถึง 25 ล้านนั้น ไม่เป็นความจริง ตัวเลขไม่ได้สูงขนาดนั้น แต่ยอมรับว่ารู้สึกกังวล เพราะกลัวว่าอิทธิพลของฝ่ายตรงข้ามจะทำให้มีผลเกี่ยวกับรูปคดี เนื่องจากอดีตรองนายกรัฐมนตรี ย. เป็นบุคคลระดับคนใหญ่ คนโต ที่ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว แต่ยืนยัน คดีนี้ไม่พลิกแน่นอน
วันเดียวกัน นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่าได้รับทราบจากนายจิระประวัติ แบบประเสริฐ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญาตลิ่งชัน ว่าเมื่อวันที่ 10 ม.ค.ว่าพนักงานสอบสวน สน.บางยี่ขันนำสำนวนพร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้องนาง ธ., นายจ. กับนาย ก. และนาง ข. (มารดาและบิดาของนางธ.) เป็นผู้ต้องหาที่ 1-4 ตามลำดับ ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 ประกอบ 83
ทั้งนี้ การนำสำนวนดังกล่าวมายื่นตรงกับวันครบกำหนดผัดฟ้องครั้งที่ 5 ซึ่งคดีนี้อัตราโทษไม่เกิน 3 ปี ถือเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลเเขวงสามารถผัดฟ้องได้ 6 ผัด (30 วัน) เท่ากับว่าเหลือเวลาในการพิจารณาคดีช่วงผัดสุดท้าย จนถึงวันที่ 15 ม.ค.นี้ ก่อนหมดระยะเวลาคุมตัวตามกฎหมาย ซึ่งคดีนี้ฝ่ายผู้ต้องหาร้องขอความเป็นธรรมเข้ามาทางพนักงานอัยการเจ้าของสำนวน จึงได้สั่งให้พนักงานสอบสวนสอบสวนเพิ่มเติม ก่อนที่จะพิจารณามีคำสั่งทางคดีต่อไป หากถ้าผลการสอบสวนที่ทางพนักงานอัยการสั่งสอบเพิ่มส่งมาไม่ทัน อัยการพิจารณาสั่งคดีวันที่ 15 ม.ค.นี้ตามกฎหมายตัวผู้ต้องหาจะต้องพ้นการคุมตัวของศาล เเละคดีจะต้องขออนุญาตอัยการสูงสุดฟ้อง หากมีคำสั่งฟ้องทางตำรวจจะต้องนำตัวผู้ต้องหามาให้อัยการยื่นฟ้องต่อศาลอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้ผู้เสียหายเป็นนาย ย. อดีตรองนายกรัฐมนตรี ถูกนาย จ. ผู้ต้องหาที่ 2 ในคดีนี้ไปร้องเรียนทนายชื่อดังเเละฟ้องคดีต่อศาลกล่าวหาว่า นาย ย.เป็นชู้กับภรรยา พร้อมนำเรื่องมาเผยเเพร่ในโลกออนไลน์เเละเเถลงต่อสื่อมวลชนตามที่ปรากฏเป็นข่าวดังก่อนหน้านี้
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. อดีตรองนายกฯ คนดังกล่าว แจ้งความสน.บางยี่ขัน ให้ดำเนินคดีน.ส.ธัญวรินทร์ ข้อหาร่วมกันฉ้อโกง เหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2564 ถึงวันที่ 30 พ.ย.2565 โดยรองนายกฯ ให้การว่าน.ส. ธัญรินทร์หลอกว่ายังไม่ได้แต่งงาน และไม่มีสามี ทั้งที่จริงได้จดทะเบียนสมรส และอยู่กินเป็นสามีภรรยากับนายจิรวุฒิมาตั้งแต่ปี 2560 แล้ว ทำให้หลงเชื่อและหลงรัก อยากให้น.ส.ธัญวรินทร์มาดูแลในฐานะคนรัก จึงนำเงินไปสู่ขอกับพ่อแม่ และผู้เสียหายให้เงินและทรัพย์สินต่างๆ ตามที่น.ส.ธัญวรินทร์ร้องขอ ดังนี้
เงินสดที่นำไปให้พ่อแม่เพื่อสู่ขอลูกสาวมาดูแล จำนวน 1 ล้านบาท แหวนเพชร 1 วง ราคาประมาณ 500,000 บาท ให้น.ส. ธัญรินทร์ในวันสู่ขอ ทองคำที่ซื้อให้น.ส. ธัญวินทร์ และพ่อแม่ จำนวน 60 บาท ราคาประมาณ 1,600,000 บาท เงินสดซื้อรถ 3 ล้านบาท เงินสดซื้อบ้าน 3 ล้านบาท เงินโอนเข้าบัญชี 319,000 บาท เงินสด 10 ล้านบาท รวม 7 รายการเป็นเงิน 19,419,000 บาท
นอกจากนี้ ยังให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ผู้ต้องหา 1-4 ทราบอยู่แล้วว่าน.ส.ธัญวินทร์จดทะเบียนสมรส และอยู่กินกับสามี แต่ปิดบังผู้เสียหาย ทั้งที่สามารถแจ้งความจริงให้ทราบได้ตลอดเวลา และเมื่อได้ทรัพย์สินไปแล้วประมาณเดือนพ.ย.2565 น.ส. ธัญวรินทร์ตีตัวออกห่าง และเลิกกับผู้เสียหาย ไม่ติดต่อกันอีกต่อไป แสดงว่าผู้ต้องหาที่ 1-4 ร่วมกันหลอกลวงเพื่อให้ได้ทรัพย์สินไป ทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหาย จึงมา ร้องทุกข์ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
รายงานข่าวแจ้งว่าพนักงานสอบสวนตั้งข้อสังเกต กรณีที่อดีตรองนายกฯ เข้าแจ้งความ ดังกล่าว มีความน่าเชื่อได้ว่าอาจจะถูกผู้ก่อเหตุหลอกลวงจริง เนื่องจากผู้ก่อเหตุทำอาชีพที่สุ่มเสี่ยงเกี่ยวกับการเป็นพริตตี้ หรืองานเอ็นเตอร์เทน มีลักษณะรับดูแลแขกเป็นวีไอพีมาก่อน ประกอบกับตั้งข้อสงสัยกรณีที่ปกปิดว่าตนเองมีสามีอยู่แล้ว เพราะการจะนอกใจสามีต้องพยายามปกปิดไม่ให้รู้ข้อมูลว่าตนเองมีใคร แต่ผู้ก่อเหตุกลับเก็บรูปถ่ายคู่กันกับ ผู้เสียหายเอาไว้ในโทรศัพท์นานถึง 1 ปี จนกระทั่งเพิ่งมีเรื่องออกมาจากฝั่งสามีของ ผู้หญิงคนที่เข้ามาพัวพันกับอดีตรองนายกฯ