‘แก๊งปาร์ตี้’ด้วย อุทธรณ์ฟังไม่ขึ้น แม่ฟ้องแพ่ง13ล.
ศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก ‘น้ำอุ่น’ 8 ปี มอมพริตตี้สาว ‘ลัลลาเบล’ ทำอนาจารและพาขึ้นคอนโดฯ หวังทำเรื่องไม่ดีจนเสียชีวิตสลด คดีดังเมื่อปี 62 ส่วนตี๋-คิว และแฟนสาว เจ้าของงานปาร์ตี้ไม่ได้ลดยืนคนละ 5 ปี 4 เดือน แต่ยกฟ้องทนายโนบิตะกับอีกคนที่ไปร่วมงานหลังสุด แม่เหยื่อดีใจได้รับความยุติธรรม เดินหน้าฟ้องแพ่งเรียกค่าเลี้ยงดู-เล่าเรียนน้องแบมแบมลูก ‘ลัลลาเบล’ 13 ล. ขอบคุณ ‘หนุ่ม กรรชัย’ พิธีกรดัง ช่วยดูแลค่าเล่าเรียนหลานสาวตั้งแต่เกิดเรื่องมายาวนานถึง 4 ปี
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 ม.ค. ที่ศาลอาญาธนบุรี ถ.เอกชัย ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีพริตตี้ลัลลาเบลเสียชีวิต หมายเลขดำ อ.1204/2562 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญาธนบุรี 2 เป็นโจทก์ และนางศุภามาศ นรพันธ์พิพัฒน์ มารดาของน.ส.ธิติมา หรือ ลัลลาเบล นรพันธ์พิพัฒน์ ผู้ตาย เป็นโจทก์ร่วม ยื่นฟ้องนายรัชเดช หรือน้ำอุ่น วงศ์ทะบุตร อายุ 27 ปี อาชีพพริตตี้บอย, นายชัยพล หรือคิว พรรณนา อายุ 30 ปี เจ้าของงานปาร์ตี้บ้านบางบัวทอง, นายนที หรือตี๋ สถิตพงษ์สถาพร อายุ 34 ปี, น.ส.พิกุลทอง หรือเฟิร์ส บุญภา อายุ 25 ปี แฟนสาวของคิว ภูมิลำเนาหนองหาน จ.อุดรธานี, นายกฤษฎา หรือโนบิ หรือทนายโนบิตะ โลหิตดี อายุ 28 ปี ภูมิลำเนา จ.อุดรธานี และนายโกเศศ หรือปิงปอง ฤทธิ์นิธิฤกษ์ อายุ 36 ปี ภูมิลำเนาบางบัวทอง จ.นนทบุรี จำเลยที่ 1-6
ในความผิดฐานเป็นซ่องโจร, พาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรมหรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการใดๆ, กระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่า 15 ปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้, หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และเป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวถูกกักขังหรือต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกายนั้นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210, 213, 278, 284, 310 ประกอบมาตรา 83, 91 โดยมารดาผู้ตายได้ยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนด้วย
โจทก์ระบุฟ้องพฤติการณ์ความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 16 ก.ย.62 จำเลยทั้ง 6 คน สมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยรู้เห็นเป็นใจและตกลงกันเพื่อให้มีงานเลี้ยงโดยมีการดื่มสุรา (งานปาร์ตี้) ที่บ้านเลขที่ 100/199 หมู่บ้านพฤกษา 3 ริมคลอง 3 ม.5 ต.บางคูรัด อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี แล้วจ้าง น.ส.ธิติมา หรือลัลลาเบล ผู้ตาย ให้มาเป็นพริตตี้ชงเหล้า ร่วมเต้นรำและร่วมดื่มสุรา
จำเลยทั้งหกมีวัตถุประสงค์เพื่อให้น.ส. ธิติมาดื่มสุราจนเมาและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้แล้ว นายรัชเดช จำเลยที่ 1 พาพริตตี้ลัลลาเบล ซึ่งขณะนั้นมีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ในเลือดสูงมากอยู่ในภาวะมึนเมา โดยใช้กำลังประทุษร้ายไปอนาจารด้วยการใช้มือลูบไล้ใบหน้า โอบกอดลำตัว บริเวณหน้าอก และอุ้มแบกออกจากบ้านหลังดังกล่าวไปขึ้นรถยนต์ของจำเลยที่ 1 พาไปที่ห้องพักคอนโดฯ ย่านดาวคะนอง แขวงดาวคะนอง เขตธนบุรี กทม. แล้วพาขึ้นห้องพัก โดยพริตตี้ลัลลาเบลอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้เป็นเหตุให้ถูกหน่วงเหนี่ยวกักขัง ต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกายและถึงแก่ความตาย
ส่วนจำเลยที่ 2-6 ร่วมกันสนับสนุนการ กระทำผิดของจำเลยที่ 1 โดยร่วมกันจัดให้มีงานเลี้ยงดื่มสุรา เปิดเครื่องดนตรีจัดให้มีแสงไฟในงานปาร์ตี้ ให้มีบรรยากาศเหมือนสถานบริการขึ้นที่บ้านพักดังกล่าว ซึ่งนายชัยพล จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองบ้านพัก ขณะที่จำเลยที่ 2-6 เป็นผู้เข้าร่วมงานต่างล่วงรู้ถึงเป้าหมายของการจัดงานปาร์ตี้ โดยให้พริตตี้ลัลลาเบลดื่มสุราจนเมา ไม่สามารถครองสติและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วพวกจำเลยยินยอมให้นายรัชเดชจำเลยที่ 1 พาพริตตี้ลัลลาเบลไปกระทำอนาจารโดยไม่ได้ขัดขวางหรือเข้าห้ามปรามอันเป็นการให้ความช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ นายรัชเดชจำเลยที่ 1 กระทำผิด จำเลยทั้ง 6 คน ให้การปฏิเสธ
คดีนี้ศาลอาญาธนบุรี เห็นว่า จำเลยที่ 1 กระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงในวาระเดียวกันโดยมีเจตนาเพื่อกระทำอนาจารและล่วงละเมิดในทางเพศผู้ตาย จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังถึงแก่ความตายซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักสุด จำคุก 8 ปี
ส่วนจำเลยที่ 2-6 เป็นผู้สนับสนุนให้นายรัชเดชหรือน้ำอุ่น จำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าว ให้จำคุกคนละ 5 ปี 4 เดือน และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่มารดาผู้ตาย โจทก์ร่วม จำนวน 748,660 บาทด้วย
จำเลยทั้งหมด ยื่นอุทธรณ์ โดยวันนี้ จำเลยทั้งหมดเดินทางมาศาล
ศาลอุทธรณ์ ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1-4 เป็นความผิดจริงตามฟ้อง อุทธรณ์จำเลยที่ 1-4 ฟังไม่ขึ้น จึงยืนคำพิพากษาตามศาลชั้นต้น เเละให้พิพากษาแก้ยกฟ้องจำเลยที่ 5, 6 โดยอุทธรณ์จำเลยฟังขึ้นไม่มีพฤติการณ์ชี้ชัดว่ามีเจตนาร่วมจัดงานเลี้ยงเพื่อเอื้อโอกาสให้จำเลยที่ 1 กระทำผิดต่อตัวผู้ตาย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215
พิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 ยืนลงโทษอาญา จำคุก 8 ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นถึงแก่ความตาย และจำเลยที่ 2,3,4 ยืนลงโทษอาญา จำคุกคนละ 5 ปี 4 เดือน ฐานเป็นผู้สนับสนุนฯ ส่วนความรับผิดทางแพ่งต่อโจทก์ร่วม ยอดชดใช้เท่าเดิม 748,660 บาท โดยมีปรับอัตราดอกเบี้ย
ภายหลังฟังคำพิพากษาอุทธรณ์แล้ว จำเลยที่ 1-4 ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวในชั้นฎีกา โดยระหว่างนี้ศาลส่งคำร้องให้ศาลฎีกาเป็น ผู้พิจารณาสั่งคำร้องขอประกันตัว โดยครบเวลาราชการยังไม่มีคำสั่งจากศาลฎีกาลงมา ทำให้จำเลยทั้งหมดถูกควบคุมตัวไปคุมขังในเรือนจำ จนกว่าผลคำสั่งจากศาลฎีกาจะลงมา
ด้านนางศุภามาศ เผยหลังทราบ คำพิพากษาว่า ผลการตัดสินของศาลในวันนี้ถือว่าเป็นที่พึงพอใจ เพราะผู้ก่อเหตุมีความผิดจริง แต่กรณียกฟ้องทนายโนบิตะและนาย โกเศศ ก็เป็นดุลพินิจของศาล แต่ยังมีเรื่องที่ต้องการเรียกร้องให้กับน้องแบมแบม ลูกของเบล เพราะน้องยังเล็กต้องเรียนและใช้ชีวิตอยู่อีกยาวไกล ส่วนนี้ต้องรอวันที่ศาลนัด 31 ม.ค.นี้ โดยต้องปรึกษาทนายความก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไร
ทั้งนี้ตนและครอบครัวต้องขอบคุณหนุ่มกรรชัย กำเนิดพลอย พิธีกรชื่อดัง ที่คอยให้การช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายในการเรียนการสอนของน้องแบมแบมมาตลอด ตั้งแต่เกิดเรื่องเป็นเวลาเกือบ 4 ปีแล้ว ต้องขอบคุณเป็นอย่างมากที่คอยช่วยเหลือเสมอมา โดยสามีต้องช่วยกันทำมาหากิน เพื่อเลี้ยงดูน้องให้รอดเป็นเดือนๆ ไปได้ สำหรับนายณัฐนัย หอมเทียนทอง หรือย้ง แฟนของเบลนั้น เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เขาขอไปอยู่ที่ต่างประเทศระยะหนึ่งก่อน แต่ยังคงติดต่อกันอยู่
ขณะที่นายสุรเดช พจน์ยินดี ทนายความของญาติลัลลาเบล เผยว่า วันที่ 31 ม.ค. จะนำคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ยื่นต่อศาลแพ่ง เพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย ที่คำนวณไว้ประมาณกว่า 13 ล้านบาท อาทิ ค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่าย ค่ารักษาหลานที่ป่วย ซึ่งจะมีการตกลงค่าเสียหายอีกครั้ง โดยขอให้จำเลยจ่ายเยียวยา เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยได้รับการเยียวยาเลย
ด้านนายกฤษฎา หรือทนายโนบิตะ จำเลยที่ 5 กล่าวหลังศาลอ่านคำพิพากษาว่า ก่อนอื่นขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของน้องลัลลาเบลอีกครั้ง โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหลายปีไม่เคยได้ไปแสดงความเสียใจ วันนี้ผ่านการต่อสู้มาในชั้นศาลเป็นระยะเวลา 3-4 ปี ตั้งแต่ศาลชั้นต้นและวันนี้เป็นการอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ซึ่งตนและนายโกเศศเชื่อมั่นมาตลอดว่า ไม่มีส่วนร่วมการกระทำผิด รู้เห็นกับการกระทำผิดแต่แรก
ยืนยันเสมอว่าเป็นแขกที่ไปร่วมงาน ส่วนนายโกเศศเป็นคนที่เข้าไปภายหลังแล้ว การที่พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานและฟ้องทุกคนที่อยู่ในนั้น คิดว่าเป็นการใช้กฎหมายเกินขอบอำนาจ เพราะจะเห็นได้ว่าจำเลยที่ 5-6 ค่อนข้างไกลจากเหตุการณ์ ทั้งนี้คำพิพากษาที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่คำพิพากษาของศาลแต่เป็นคำพิพากษาที่เกิดขึ้นจากใน โซเชี่ยลต่างๆ โดยที่ยังไม่มีการกลั่นกรอง แต่ชั้นนี้เป็นการพิสูจน์เบื้องต้นในเรื่องของความจริงว่าจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 6 ไม่ได้เป็น ผู้สนับสนุน ในส่วนของจำเลยอื่นเชื่อมั่นว่าคนในกลุ่มนี้ไม่มีใครเป็นโจรโดยสันดาน แค่เป็นกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่ชอบดื่มสุราและชอบงานเลี้ยงสังสรรค์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเห็นดีเห็นชอบด้วย ดังนั้นเชื่อว่าศาลสูงอาจจะยังให้โอกาสจำเลยท่านอื่นที่จะยื่นฎีกาต่อไป
“อยากฝากถึงมารดาของน้องเบลว่า ถึงแม้พวกผมจะถูกยกฟ้องแต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นยังรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งในเหตุการณ์ ถ้าหากครอบครัวของน้องเบลมีสิ่งใดให้ช่วยเหลือ สามารถแจ้งมาที่ผม หากเราสามารถช่วยเหลือสิ่งใดได้ก็ยินดี และหลังจากนี้ผมจะไปบวชให้ลัลลาเบล 1 พรรษา” นายกฤษฎากล่าว