‘กองทัพไทย’ ยอมรับทหาร ศรภ.ร่วมก๊วน ‘ตร.191-ดีเอสไอ’ รีดเงินแก๊งจีนเทาแลกปล่อยตัว ผู้บัญชาการทหารสูงสุดสั่งหน่วยต้นสังกัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงโดยด่วน หลัง‘บิ๊กโจ๊ก’ แถลงดำเนินคดีแก๊งรีดส่วยทั้ง 16 คน โดย 14 ‘ตำรวจ-ดีเอสไอ’ โดน 3 ข้อหาหนัก ส่วนทหารศรภ.และล่ามโดนข้อหาสนับสนุน แฉอีกจีนเทาที่ปล่อยไปเป็นแก๊งปลอมพาสปอร์ตผู้ต้องหาหมายแดงของตำรวจสากล

เมื่อวันที่ 17 ม.ค. พล.ท.ธีรพงศ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหาร และโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ร่วมกับตำรวจ 191 และทหารจากศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) เข้าตรวจค้นบ้านพักย่านสาทร ที่มีการแอบอ้างว่าเป็นสถานกงสุลใหญ่นาอูรู ประจำประเทศไทย โดยพบชาวจีนเข้าออกพลุกพล่าน และหนึ่งในนั้นเป็นผู้ต้องหาหนีคดีจากผับจินหลิง แต่ต่อมาได้ปล่อยตัวชาวจีน 11 คน แลกกับเงิน 20 ล้านบาท เพื่อไม่จับกุมดำเนินคดี ตามที่ได้ปรากฏเป็นข่าวไปแล้วนั้น

โดยเมื่อวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา จากการตรวจสอบพบว่าเจ้าหน้าที่ทหารที่ปรากฏเป็นข่าวนั้น เป็นกำลังพลสังกัดศูนย์รักษาความปลอดภัยจริง เบื้องต้น พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้รับรายงานในเรื่องดังกล่าวแล้ว และสั่งการให้หน่วยต้นสังกัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงโดยด่วน และให้รายงานผลการสอบสวนต่อผู้บัญชาการทหารสูงสุดต่อไป

วันเดียวกัน รายงานข่าวจากศูนย์รักษาความปลอดภัยกอง (ศรภ.) บัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) เปิดเผยว่า กรณีที่มีกำลังพลของหน่วยออกไปดำเนินการร่วมกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ 191 บางนายรับสินบนจากทุนจีนสีเทานั้น ล่าสุดได้รายงานด้วยวาจาให้พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ได้รับทราบแล้วต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกันนี้ทางผบ.ศรภ. ได้ตั้งคณะกรรมการสอบทางวินัย ซึ่งจะใช้เวลาสอบสวนประมาณ 5 วัน

จากการสอบสวนในเบื้องต้นพบว่าเป็นการกระทำโดยพลการไม่ได้เกี่ยวข้องกับหน่วย และทางหน่วยไม่ได้ส่งนายทหารรัฐธรรมนูญไปดูในเรื่องนี้แต่อย่างใด ส่วนเรื่องของคดีความนั้นเจ้าตัวต้องเป็นคนดำเนินการเอง เนื่องจากว่าไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยเป็นการกระทำส่วนตัว และที่ผ่านมากองทัพ มีกฎระเบียบในการออกไปปฏิบัติงานอยู่แล้ว

ขณะที่ นายสยาม หัตถสงเคราะห์ ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย (พท.) และรองประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือกมธ.ดีอีเอส สภาฯ กล่าวว่า จากกรณีที่รัฐบาลปล่อยปละละเลยให้กลุ่มทุนจีนสีเทา เข้ามาทำธุรกิจทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายในประเทศไทยได้อย่างเสรี ซึ่งในสายตาชาวโลก ไทยกำลังเป็นแหล่งฟอกเงินรายใหญ่ให้กับกลุ่มธุรกิจสีเทา ทำให้ทั่วโลกจับตามองไทยอย่างเข้มงวด

ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ในฐานะผอ.กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน.ล้มเหลวในการทำหน้าที่ ปล่อยปละละเลยตรวจสอบการทำธุรกิจของกลุ่มนอกกฎหมาย ทั้งบ่อนการพนัน บ่อนออนไลน์ ที่สร้างหายนะให้กับเศรษฐกิจประเทศต่อปีหลายแสนล้าน แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ กลับปล่อยให้กลุ่มคนเหล่านี้เข้ามาสร้างอิทธิพล สร้างบารมีในประเทศไทยขยายวงกว้างมากขึ้น

กลุ่มธุรกิจสีเทามีการฟอกเงินผ่าน การซื้ออสังหาริมทรัพย์ ทั้งบ้านจัดสรร คอนโดฯ สนามกอล์ฟ บริษัททัวร์ โรงแรม และมหาวิทยาลัย ล่าสุดร้านอาหารทั่วประเทศ โดยเฉพาะย่านเยาวราช หลายแห่งถูกทุนจีนไล่ซื้อไปหมดแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ไม่เคยปกป้องผู้ประกอบการไทย ปล่อยให้ถูกกลุ่มทุนใหญ่รุกคืบเข้ามายึดเศรษฐกิจไทยโดยที่ เจ้าหน้าที่รัฐรู้เห็นเป็นใจ

“น่าประหลาดใจที่กลุ่มมาเฟียจีนทำธุรกิจสีเทา กลายเป็นกลุ่มได้รับสัญชาติไทยได้อย่างไร กรณีนายตู้ห่าว เป็นตัวอย่างที่เห็นชัดว่ากลุ่มมาเฟียจีน สามารถขอสัญชาติไทยได้โดยง่าย เชื่อว่ายังมีคนอย่างนายตู้ห่าว อีกหลายพันคนที่ได้สัญชาติไทยด้วยวิธีพิเศษ ดังนั้น พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ต้องตรวจสอบย้อนหลังการให้สัญชาติว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ หากไม่มีเจ้าหน้ารัฐช่วยเหลือ จะสามารถได้สัญชาติง่ายได้อย่างไร นอกจากนี้คณะกรรมาธิการฯ เตรียมเชิญนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตส.ส.เข้ามาให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการ ถึงกลุ่มทุนจีนสีเทาที่เข้ามาทำธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย ว่ามีอะไรบ้างและมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ซึ่งในการอภิปรายมาตรา 152 พรรคพท.พร้อมเปิดโปงขบวนการนี้ให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบอย่างแน่นอน” นายสยามกล่าว

สำหรับคำสั่งดังกล่าว สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. พร้อมนายวัลลภ นาคบัว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม แถลงที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ ถึงความคืบหน้าคดีว่า จากการสืบสวนสอบสวนมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ทำให้เชื่อได้ว่าบุคคลที่เข้าตรวจค้นสถานที่ดังกล่าวรวม 16 คน แบ่งเป็น เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 5 นาย ตำรวจ 9 นาย ทหาร 1 นาย และล่ามชาวจีนอีก 1 คน กระทำผิดจริงตามที่ถูกร้องเรียน ล่าสุดพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ สรุปสำนวนพร้อมนำพยานหลักฐานบางส่วนขออำนาจศาลอนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหา ทั้ง 16 คนแล้ว

โดยผู้ต้องหาที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ 15 นาย ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่ล่ามภาษาจีนซึ่งถูกจับได้ในระหว่างหลบหนีข้ามด่านไปประเทศมาเลเซียรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่ามีการนัดให้เพื่อนของผู้ต้องหาซึ่งเป็นชาวจีนนำเงินจำนวน 4 ล้านบาท มามอบให้ที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งจำนวน 4 ล้านบาท มีภาพจากกล้องวงจรปิดเป็นหลักฐาน คดีนี้หากผลการสอบสวนไปถึงใครจะดำเนินคดีโดยไม่ละเว้น และเตรียมสรุปรายงานส่งให้ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ดำเนินการพิจารณาตำรวจทั้ง 9 นาย หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ระบุว่า ผู้ต้องหาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก เป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอกับตำรวจรวม 14 นาย ถูกดำเนินคดีในข้อหา 157 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และข้อหาตามมาตรา 149 เป็นเจ้าพนักงานเรียกหรือรับผลประโยชน์ มีอัตราโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต และมาตรา 187 ทำลายวัตถุและของกลาง กลุ่มที่ 2 เป็นทหารและล่ามภาษาจีนถูกดำเนินคดีในข้อหาสนับสนุนให้เจ้าพนักงานเรียกรับประโยชน์ สนับสนุนให้เจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันเพื่อที่จะช่วยเหลือ ผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลง

ด้านนายวัลลภระบุว่า ในส่วนของกระทรวงยุติธรรม ขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง ว่าเจ้าหน้าที่ดีเอสไอทั้ง 5 นาย กระทำผิดหรือไม่ ทำควบคู่ไปกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ นอกจากนี้ได้ตั้ง คณะกรรมการดำเนินการด้านวินัยร้ายแรงกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอทั้ง 5 นายแล้ว ส่วนจะถึงขั้นให้ออกจากราชการไว้ก่อนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับอธิบดีดีเอสไอซึ่งตนในฐานะรองปลัดกระทรวงยุติธรรมยืนยันจะไม่มีการให้การช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดสร้างความเสื่อมเสียให้กับองค์กรอย่างแน่นอน นอกจากนี้นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ได้สั่งการให้แถลงความคืบหน้าคดีนี้ต่อสื่อมวลชนและประชาชนทั้งประเทศสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อให้เห็นว่ากระทรวงยุติธรรมให้ความสำคัญกับคดีนี้

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับกรณีดังกล่าว พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. สั่งการให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ดำเนินการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว เนื่องจากเป็นกรณี เจ้าหน้าที่รัฐเรียกรับผลประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่ในทางทุจริต เพื่อทำข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าวให้กระจ่าง พล.ต.อ. สุรเชษฐ์จึงให้ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. เรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมและบุคคลที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณี ดังกล่าวโดยด่วน รวมทั้งให้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ รวบรวมพยาน หลักฐานประกอบตามกรณีดังกล่าว

จากการสืบสวนทราบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการสายตรวจ และ เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วยล่ามคนจีน ได้รับการประสานจากสถานกงสุลนาอูรูประจำประเทศไทยในกรณีที่ นายโอนาซิส ซานริก ดาเม่ อดีตกงสุลนาอูรูประจำประเทศไทย เช่าบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กทม. แต่กลับมีชาวจีนเข้าออกบ้านหลัง ดังกล่าวจำนวนมาก จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ เจ้าหน้าที่จึงขออนุมัติหมายค้นจากศาลเพื่อเข้าตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าวในวันที่ 22 ธ.ค.65 ผลการตรวจค้นพบชาวจีน 2 คน พร้อมด้วยคนงานในบ้าน มีทั้งชาวไทย จีน และเมียนมา อีก 6 คน รวมทั้งพบสุราต่างประเทศ และบุหรี่ซิการ์จำนวนหนึ่ง และยังพบเงินสดไทยจำนวนประมาณ 8 ล้านบาท

หนึ่งในชาวจีนดังกล่าวคือ นายเหมา เติ้ง เผิง เป็นผู้ต้องหาตามหมายแดงของตำรวจสากล ในกรณีเกี่ยวข้องกับแก๊งปลอมพาสปอร์ตสัญชาติหมู่เกาะมาร์แชลและประเทศนาอูรู แต่เจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้นเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการปล่อยตัว โดยให้ล่ามเป็นคนไปรับเงินจากตัวแทนของชาวจีนดังกล่าว บริเวณปั๊มน้ำมันใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ จากนั้น เจ้าหน้าที่ทำบันทึกตรวจยึดเงินสดเพียง 2.5 ล้านบาท และส่งตัวน.ส.เซี่ยง หยาง ผู้ดูแลบ้านดังกล่าว พร้อมเงินที่ตรวจยึดให้พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ ดำเนินคดีในกรณีไม่พกพาหนังสือเดินทาง

ต่อมาเมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานและขออนุมัติศาลออกหมายจับเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมของกองกำกับการสายตรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสิ้น 16 ราย ประกอบด้วย 1.นายตฤณ (ขอสงวนนามสกุล) ผู้อำนวยการส่วนกลั่นกรองและการข่าวคดีพิเศษภาค 2.นายอนัน (ขอสงวนนามสกุล) เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 3.นายอดิศร (ขอสงวนนามสกุล) เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 4.นายอำนาจ (ขอสงวนนามสกุล) เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 5.นายศุภชัย (ขอสงวนนามสกุล) เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ

6.ร.ต.อ.ณรงค์เดช (ขอสงวนนามสกุล) 7.ร.ต.ท.สุรินทร์ (ขอสงวนนามสกุล) 8.ด.ต.สุภชัย (ขอสงวนนามสกุล) 9.ด.ต.ปกิต (ขอสงวนนามสกุล) 10.จ.ส.ต.จีระ (ขอสงวนนามสกุล) 11.จ.ส.ต.อรรถรินทร์ (ขอสงวนนามสกุล) 12.จ.ส.ต.ธรรมนูญ (ขอสงวนนามสกุล) 13.จ.ส.ต.สิทธิพงษ์ (ขอสงวนนามสกุล) 14.ส.ต.อ.ธวัชชัย (ขอสงวนนามสกุล)

ดำเนินคดีในข้อหา เป็นเจ้าพนักงาน ร่วมกันเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือ ผู้อื่นโดยมิชอบ, เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันเพื่อจะช่วยเหลือผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษหรือให้รับโทษน้อยลง ทำให้เสียหายทำลายซ่อนเร้นเอาไปเสียหรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งพยานหลักฐาน ในการ กระทำความผิด

15.ส.อ.มนตรี (ขอสงวนนามสกุล) เจ้าหน้าที่ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ 16.นายอู่ จิน หลง สัญชาติจีน ทำหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษาจีนของดีเอสไอ ดำเนินคดีในข้อหาสนับสนุนให้เจ้าพนักงานร่วมกันเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์ อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ, สนับสนุนเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันเพื่อจะช่วยเหลือผู้อื่น มีให้ต้องรับโทษ หรือให้รับโทษน้อยลง ทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ซึ่งพยานหลักฐานในการกระทำความผิด

ต่อมาผู้ต้องหาที่เป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ตำรวจและ ทหาร ทั้งหมด เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยมีหลักประกัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน