ให้รร.ออกระเบียบเอง ยึดตามความเหมาะสม แต่ต้องเปิดเวทีรับฟัง ทั้งจากเด็ก-ผู้ปกครองชุมชนร่วมตัดสินด้วย
รมว.ศธ.เลิกกฎคุมทรงผมนักเรียน จะไว้ผมสั้น ยาว ดัด ย้อมสี หรือหนวดเคราก็ย่อมได้ โดยให้อำนาจแต่ละโรงเรียนพิจารณาตามความเหมาะสม ให้จัดรับฟังความคิดเห็นจากนักเรียน สภานักเรียน เครือข่ายผู้ปกครอง ชุมชนท้องถิ่น หรือบุคคลที่หัวหน้าสถานศึกษาเห็นสมควร จากนั้นเสนอความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารโรงเรียน ก่อนประกาศใช้ เผยแพร่เป็นกฎระเบียบแต่ละสถานศึกษา
เมื่อวันที่ 24 ม.ค. น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่าตามที่มีเสียงเรียกร้องให้แก้ไขปรับปรุงระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 มาอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญการลงโทษเรื่องทรงผมส่งผลถึงร่างกายและจิตใจของนักเรียน ศธ.จึงมีหนังสือหารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรณีแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียน ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นว่า รมว.ศธ. ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุด อาจอาศัยอำนาจตามมาตรา 12 ประกอบกับมาตรา 39 (1) แห่งพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 กำหนดเป็นนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดนำไปปฏิบัติได้
น.ส.ตรีนุชกล่าวว่าดังนั้นเมื่อวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา จึงได้ลงนามยกเลิกระเบียบศธ. ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 และเสนอสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา แล้วออกเป็นหนังสือสั่งการ หรือหนังสือเวียน กำหนดแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียน หรือนักศึกษาไว้อย่างกว้างๆ เพื่อให้หน่วยงานในสังกัดที่เป็นผู้กำกับดูแลสถานศึกษา กำหนดให้สถานศึกษาแต่ละแห่งนำหลักเกณฑ์ในเรื่องนี้ ไปกำหนดเป็นระเบียบ หรือข้อบังคับของสถานศึกษาแต่ละแห่งเอง
รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า ขณะนี้ศธ.ยกร่างแนวนโยบายเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนของสถานศึกษาไว้ดังนี้ 1.การไว้ทรงผมของนักเรียนของสถานศึกษาในสังกัดศธ. และสถานศึกษาในกำกับดูแลของศธ. จะไว้ผมสั้น หรือผมยาวก็ได้ โดยสถานศึกษาอาจกำหนดลักษณะทรงผมได้ตามพันธกิจ บริบท และความเหมาะสมของแต่ละสถานศึกษา และ 2.สถานศึกษาในสังกัดศธ. และสถานศึกษาในกำกับดูแลของศธ. อาจดำเนินการกำหนดแนวปฏิบัติเกี่ยวกับไว้ทรงผมของนักเรียนได้ โดยการวางระเบียบ หรือข้อบังคับของสถานศึกษา และควรระบุบทอาศัยอำนาจของกฎหมายเฉพาะมาตรา 39 (1) แห่งพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตามหลักการมีส่วนร่วม
น.ส.ตรีนุชกล่าวว่า เช่น นักเรียน คณะกรรมการสภานักเรียน คณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครอง หรือผู้แทนผู้ปกครอง ชุมชนท้องถิ่น บุคคล หรือกลุ่มบุคคลอื่นใดที่หัวหน้าสถานศึกษาเห็นสมควร เป็นต้น และเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา หรือคณะกรรมการบริหารโรงเรียนแล้วแต่กรณีก่อนการประกาศใช้ และควรเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ระเบียบ หรือ ข้อบังคับเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนไว้ในระบบสารสนเทศ หรือบริเวณของสถานศึกษา และดำเนินการแจ้งให้นักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดสถานศึกษาทราบเป็นการทั่วไป เพื่อให้การปฏิบัติตนของนักเรียนมีความถูกต้องเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเกิดความชัดเจนในการดำเนินการของสถานศึกษา
รมว.ศธ.กล่าวว่า ระเบียบศธ.ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 เดิมนั้น มี ข้อต้องปฏิบัติเกี่ยวกับการไว้ทรงผมว่า นักเรียนชายจะไว้ผมสั้น หรือผมยาวก็ได้ กรณีไว้ผมยาวด้านข้าง ด้านหลังต้องยาว ไม่เลยตีนผม ด้านหน้าและกลางศีรษะให้เป็นไปตามความเหมาะสม และมีความเรียบร้อย นักเรียนหญิงจะไว้ผมสั้น หรือผมยาวก็ได้ กรณีไว้ผมยาวให้เป็นไปตามความเหมาะสมและรวบให้เรียบร้อย และมีข้อต้องห้ามดัดผม ย้อมสีผมให้ผิดไปจากเดิม ไว้หนวด หรือเครา การกระทำอื่นใดซึ่งไม่เหมาะสมกับสภาพการเป็นนักเรียน เช่น ตัดแต่งทรงผมเป็นรูปทรงสัญลักษณ์ หรือเป็นลวดลาย แต่ต่อไปหลังจากประกาศยกเลิกในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เรื่องการไว้ทรงผมของนักเรียนทั้งหมดจะอยู่ที่สถานศึกษา ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ได้มาจากการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย