เพื่อยุติปัญหาค้าน-หนุน รมต.ย้ำยืดหยุ่น-ยุคใหม่
ศธ.เลิกคุมทรงผม นักเรียนทั้งเห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย ที่ปรึกษากก.ร.ร.ขอนแก่นวิทยายน ซัดศธ.คลายล็อก เปิดเสรีทรงผมทั้งทีทำไมไม่ชี้ให้ชัดไปเลย กลับโยนภาระให้โรงเรียนกับนักเรียนต้องมาเผชิญหน้ากัน ทั้งที่ศธ.กำหนดเองได้ เผยนักเรียนตื่นตัวกันมาก เร่งประสานผู้บริหารศึกษาทำโพลสำรวจความคิดเห็น ด้านผอ.ร.ร.มัธยมดังเมืองโคราช หนุนเต็มที่ นักเรียนชายบางคนอยากตัดทรงโอปป้า ยอดฮิตแบบพระเอกเกาหลี ขณะที่น.ร.หญิงส่วนใหญ่ไว้ผมยาว ผูกโบเรียบร้อยอยู่แล้ว ประธานสภานักเรียนดังโคราชก็ขานรับ ยันทรงผมไม่เกี่ยวกับผลการเรียน ขอให้เหมาะสม ไม่สุดโต่งเกินไป รมว.ตรีนุช ย้ำปลดล็อกทรงผม เพื่อให้ร.ร. ยืดหยุ่น สอดรับกับปัจจุบัน ค้านลงโทษกล้อนผมเด็ก ชี้มีวิธีอื่นลงโทษอีกมาก
เมื่อวันที่ 25 ม.ค. น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า จากการที่ตนลงนามประกาศยกเลิกระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 และศธ.ได้ยกร่างแนวนโยบายเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนของสถานศึกษาไว้ เพื่อให้สถานศึกษากำหนดลักษณะทรงผมความสั้น-ยาว การดัด ย้อม ไว้หนวด ไว้เครา ได้ตามพันธกิจ บริบท และความเหมาะสมของแต่ละสถานศึกษานั้น เหตุที่ยกเลิกมาจากเสียงเรียกร้องให้มีการแก้ไขปรับปรุงระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการไว้ทรงผมมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ศธ.จึงพยายามหากลไก เพื่อให้แต่ละโรงเรียน แต่ละพื้นที่สามารถวางกฎระเบียบและจัดการการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ได้ และเพื่อให้นักเรียนได้เรียนอย่างมีความสุข
น.ส.ตรีนุชกล่าวว่า ศธ.จึงได้มีหนังสือหารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรณีแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียน ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ให้ความเห็นว่า รมว.ศธ.ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดอาจอาศัยอำนาจตามมาตรา 12 ประกอบกับมาตรา 39 (1) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 กำหนดเป็นนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดนำไปปฏิบัติได้ ตนจึงยกเลิกระเบียบดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับปัจจุบันมากขึ้น เพราะแต่ละโรงเรียนก็มีบริบท มีอัตลักษณ์ มีเป้าหมายการจัดการเรียนการสอนที่แตกต่างกันไป
น.ส.ตรีนุชกล่าวต่อว่า เมื่อศธ.ให้อิสระกับโรงเรียนไปออกแนวปฏิบัติเรื่องทรงผมแล้ว ต่อไปโรงเรียนจะต้องนำเรื่องดังกล่าวไปหารือ กับคณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง และนักเรียน เพื่อมาวางแนวปฏิบัติร่วมกันว่าโรงเรียนเรามีเป้าหมาย มีวิสัยทัศน์อะไร จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีความเข้มงวดในเรื่องของทรงผม เพราะ ศธ.มองว่าการจัดการศึกษาไม่ควรมีสูตรตายตัว ควรมีความยืดหยุ่น หลากหลาย และสอดรับกับบริบทของแต่ละโรงเรียน อย่างโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีประมาณ 30,000 แห่ง แต่ละโรงเรียนก็จะมีเป้าหมาย มีวิสัยทัศน์ การยกเลิกระเบียบว่าด้วยทรงนักเรียนไป โรงเรียนก็จะมีความยืดหยุ่นสามารถกำหนดระเบียบให้สอดคล้องกับบริบท อัตลักษณ์ของตนได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีนักเรียนกังวลเมื่อกระจายอำนาจให้โรงเรียน โรงเรียนอาจกำจัดสิทธิของนักเรียนเพิ่มมากขึ้น เพราะอาจไปออกระเบียบที่เคร่งมากกว่าเดิม น.ส.ตรีนุชกล่าวว่า การปลดล็อกครั้งนี้ ศธ.มีเป้าหมายและเจตนา คือไม่อยากให้เรื่องของทรงผมเป็นกรอบในการพัฒนาเยาวชน การเรียนรู้และจำกัดความสุขของเด็ก ซึ่งต่อไป ศธ.จะออกแนวนโยบายเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนของสถานศึกษาไว้ เพื่อที่จะให้โรงเรียนนำไปปฏิบัติตามได้
เมื่อถามว่า เด็กกังวลว่าต่อไปหากโรงเรียนออกกฎทรงผมที่เข้มมากขึ้น อาจจะมีการละเมิดสิทธิเด็ก และทำโทษเด็กด้วยการกล้อนผมมากขึ้น น.ส.ตรีนุชกล่าวต่อว่า เป็นคนละเรื่องกัน ทั้งนี้ ศธ.มองว่าแนวทางการลงโทษนักเรียนด้วยการกล้อนผมเป็นแนวทางที่ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม ครูไม่ควรจะไปทำเช่นนั้นกับเด็ก ปกติแล้วเวลานักเรียนทำผิดโรงเรียนก็จะกำหนดการลงโทษไว้อยู่แล้วว่านักเรียนจะได้รับโทษแบบใด เช่น ทำความเข้าใจกับเด็ก เรียกพบทำความเข้าใจกับ ผู้ปกครอง หรือหักคะแนนความประพฤติ
ด้านความเคลื่อนไหวของโรงเรียนต่างๆ ภายหลัง การยกเลิกระเบียบศธ. ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 ที่โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน ถนนกลางเมือง เขตเทศบาลนครขอนแก่น นายอลงกรณ์ บุดดา ที่ปรึกษาคณะกรรมการนักเรียนโรงเรียนขอนแก่นวิทยายน จ.ขอนแก่น ให้สัมภาษณ์ว่า คณะกรรมการนักเรียนเตรียมหารือแนวทางในการสำรวจความคิดเห็น ทั้งในรูปแบบของการลงคะแนนหรือแสดงความคิดเห็นจากคำสั่งการยกเลิกระเบียบศธ.ดังกล่าว
“ขณะนี้กระแสการตื่นตัวของนักเรียนทุกระดับชั้นของโรงเรียน และเชื่อว่าทั่วทั้งประเทศจะมีการพูดคุยกันชัดเจนมากขึ้น ดังนั้นคณะกรรมการนักเรียนจะเร่งประสานงานกับผู้บริหารสถานศึกษาในการสำรวจและลงคะแนนเสียงว่าเมื่อระเบียบดังกล่าวถูกยกเลิกและกลับมาสู่กระบวนการการไว้ทรงผม แบบเสรี จากนี้ไปจะทำอย่างไร แต่ยังคงงง ว่าทำไม ศธ. ที่กำกับควบคุมดูแล จึงออกคำสั่งดังกล่าว ที่แม้จะเป็นคลายล็อก แต่ก็ผลักภาระมาให้กับโรงเรียนได้มาพูดคุยกับนักเรียนเองว่าจะเอาแบบใด ทั้งที่กระทรวงควรประกาศยกเลิกได้โดยตรงเองทั้งหมด เหมือนกับ ผลักภาระให้โรงเรียนและนักเรียนมาเผชิญหน้ากันเอง” นายอลงกรณ์กล่าว
นายอลงกรณ์กล่าวต่อว่า การสำรวจความคิดเห็นนั้นจะเป็นการเสนอในรูปแบบเสรี ทรงผม ทุกระดับชั้นภายในโรงเรียน ยกเว้นการเรียนรักษาดินแดน (ร.ด.) ซึ่งมีระเบียบบังคับชัดเจน และคนละส่วนกับกฎของศธ. ซึ่งหากมติออกมาในรูปแบบใดเชื่อว่าทุกฝ่ายพร้อมที่จะปฏิบัติตาม เพราะเราจะไม่กำหนดกฎเกณฑ์อะไรภายในโรงเรียน เพื่อให้ทุกฝ่ายและนักเรียนในโรงเรียนกว่า 4,500 คน ตั้งแต่ ม.1-ม.6 ได้แสดงออกถึงสิทธิของตนเอง และโต้แย้ง หรือลงคะแนนเสียงได้อย่างเสรี ซึ่งหากมติผ่านเป็นเอกฉันท์ว่าโรงเรียนอนุญาตให้ไว้เสรีทรงผมได้ทุกระดับชั้น ไม่แน่แฟชั่นนิสต์คนต่อไปที่มีชื่อเสียงระดับโลกอาจอยู่ที่เมืองไทยก็เป็นไปได้
ขณะที่โรงเรียนพิมายวิทยา อ.พิมาย จ.นครราชสีมา นายชูชีพ แรงใหม่ ผู้อำนวยการ โรงเรียนพิมายวิทยา เปิดเผยว่า ทางโรงเรียนพิมายวิทยาไม่เคยประสบปัญหาเรื่องการไว้ทรงผมของนักเรียนมาก่อน เพราะนักเรียนและผู้ปกครองได้ให้ความร่วมมือปฏิบัติตามระเบียบที่โรงเรียนกำหนดอย่างดีมาตลอด และเมื่อมีประกาศของศธ.ออกมา ทางโรงเรียนจะประชุมปรึกษาหารือกับสภานักเรียน, สมาคมผู้ปกครองนักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษา ว่า มีความคิดเห็นอย่างไร จะได้หาข้อสรุปที่เหมาะสมเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติร่วมกันต่อไป
ด้านนายวุฒิชัย ประตูชัย นักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนพิมายวิทยา กล่าวว่า การไว้ทรงผมในปัจจุบันควรจะเปิดเสรีได้แล้ว เพราะเป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล และจะทำให้นักเรียนรู้สึกมั่นใจในบุคลิกภาพของตนเองมากขึ้น ซึ่งตนเรียน ร.ด. นักศึกษาวิชาทหาร ก็มีความจำเป็นจะต้องตัดผมสั้น เพื่อความเป็นระเบียบตามวินัยทหาร
นายธีระ เทพดีม นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนพิมายวิทยา บอกว่า เป็นการเปิดกว้างให้นักเรียนตัดผมทรงอะไรก็ได้ ทำให้นักเรียนมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เพราะสามารถตัดผมหรือไว้ผมยาวในทรงที่ตนเองชอบได้โดยไม่ต้องกังวล แต่ก็ต้องดูให้เหมาะสมด้วย และเป็นข้อดีที่นักเรียนจะได้ไม่ต้องมาถูกควบคุมหรือถูกลงโทษด้วยการกล้อนผมที่โรงเรียนตามที่เป็นข่าว
ที่โรงเรียนบุญวัฒนา อ.เมือง จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ มีนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้น ม.1-ม.6 รวมกันกว่า 4,000 คน พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ได้ทราบข่าวการประกาศยกเลิกระเบียบการไว้ทรงผมแล้ว หลายคนรู้สึกดีใจที่ได้ไว้ทรงผมที่ตนเองชื่นชอบ โดยเฉพาะนักเรียนชาย ซึ่งระบุว่าเทรนด์ทรงผมพระเอกเกาหลีกำลังมาแรง ที่ก่อนหน้านั้นไว้ไม่ได้
นายสุพล จอกทอง ผอ.โรงเรียนบุญวัฒนา กล่าวว่า การยกเลิกระเบียบศธ.เรื่องทรงผมนั้น ทางโรงเรียนบุญวัฒนา ต้องมาหารือ กันใหม่ โดยเน้นที่การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย 4 ฝ่าย ได้แก่ โรงเรียน ชุมชน ผู้ปกครอง และนักเรียน ซึ่งจะต้องมีการประชุมร่วมกันเพื่อหารือกำหนดระเบียบการไว้ทรงผมนักเรียนใหม่
“ทางโรงเรียนเป็นห่วงเรื่องทรงผมนักเรียนชายมากกว่านักเรียนหญิง เพราะนักเรียนหญิงซึ่งมีผมยาว ก็จะผูกโบกันเป็นระเบียบเรียบร้อยดี แต่นักเรียนชายหลายคนทุกวันนี้ จะมีทรงผมเทรนด์เกาหลีเข้ามามีอิทธิพล ทำให้บางคนอยากจะไว้ผมยาวเกินระเบียบเดิมที่ วางไว้ จึงเกิดความไม่เสมอภาคกัน ครูก็ไม่สามารถเข้าไปไล่ตักเตือนทุกคนได้ เพราะถ้าทำอะไรที่ขัดใจนักเรียนมากไปก็จะกลายเป็นประเด็นขึ้นมาอีก ดังนั้นถ้าได้มีการหารือร่วมกันแล้วมีข้อตกลงที่ชัดเจนออกมาประกาศใช้ในโรงเรียน และนักเรียนก็เห็นด้วยพร้อมปฏิบัติตาม ก็จะทำให้ครูไม่ลำบากใจด้วย ซึ่งคาดว่าระเบียบใหม่จะบังคับใช้ไม่ทันเทอมนี้ เพราะต้องหารือกันก่อน แล้วค่อยกำหนดออกมาประกาศใช้ในเทอมหน้าต่อไป นายสุพลกล่าว
ด้านนายรัชพล แก่นทองหลาง อายุ 18 ปี นักเรียนชั้น ม.6/1 และเป็นประธานสภานักเรียนโรงเรียนบุญวัฒนา กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับการที่รมว.ศธ. ยกเลิกระเบียบว่าด้วยการไว้ทรงผมนักเรียน และให้อำนาจโรงเรียนกำหนดทรงผมเอง เพราะจะทำให้นักเรียนมีโอกาสได้ใช้สิทธิ์ออกเสียงร่วมกับโรงเรียนว่าควรจะไว้ทรงผมแบบใดดี ให้ถูกใจนักเรียน และไม่กระทบต่อการเรียนการสอน ซึ่งตนเองคิดว่าการไว้ทรงผมไม่เกี่ยวกับผลการเรียนการสอนแน่นอน แต่ก็ต้องให้มีความเหมาะสม ไม่สุดโต่งจนเกินไป ซึ่งเมื่อมีการหารือและตกลงร่วมกันระหว่างนักเรียนและโรงเรียนแล้ว ก็ให้ถือว่าเป็นที่สิ้นสุด และให้ทุกคนปฏิบัติตามระเบียบนั้นอย่างเคร่งครัด เพราะการมีระเบียบวินัยจะเป็นผลดีกับลักษณะนิสัยของนักเรียน ติดตัวไปใช้ในสังคมเมื่อจบการศึกษาไปแล้ว