เสวนาใหญ่มติชน วิธีสู้ศก.ถดถอย
‘เครือมติชน’ จัดเสวนา ‘Thailand : New Episode บทใหม่ ประเทศ2023’ ฉลองก้าวสู่ปีที่ 46 ดึง 5 กูรูเศรษฐกิจแนะทางออกของประเทศในปี 66 ‘เกรียงไกร’ ประธานส.อ.ท.เตือนปีนี้เศรษฐกิจโลกเริ่มถดถอย ดอกเบี้ยขาขึ้น ระบุสภาพอากาศไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ส่วน ‘กอบศักดิ์’ หนุนคว้าโอกาสท่องเที่ยวฟื้น ปั้น ‘ไทย’ เป็นฮับลงทุนอาเซียน ‘สมโภชน์’ ชี้นโยบายพลังงานพลาดซ้ำซาก จี้ปรับวิธีคิดลดค่าไฟได้แน่ ขณะที่ ‘ชาญศิลป์’ ระบุ ‘การบินไทย’ ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว เร่งเดินหน้าตามแผนฟื้นฟู พร้อมบินทะยานอีกครั้ง ตั้งเป้าสร้างรายได้เดือนละ 1.2 หมื่นล้าน ชี้อุตสาหกรรมการบินหนุนเศรษฐกิจไทย
‘มติชน’เสวนาทางออกปท.
เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 25 ม.ค. ที่ห้อง อินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ (รางน้ำ) กรุงเทพฯ เครือมติชน จัดเสวนาใหญ่ก้าวสู่ปีที่ 46 “Thailand : New Episode บทใหม่ประเทศ 2023” โดยนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในหัวข้อ “New Episode เศรษฐกิจ-อุตสาหกรรมไทย” ว่า ขณะนี้ทั่วโลกเตือนว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ภาวะชะลอตัว โดยเฉพาะธนาคารโลกได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกลดลงเหลือเพียง 1.7% จากภาวะที่เศรษฐกิจยุโรปชะลอตัว ปัญหาความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ปัญหาราคาพลังงาน นอกจากนี้เศรษฐกิจสหรัฐกำลังถดถอยจากการต่อสู้กับปัญหาเงินเฟ้อในประเทศ โดยการใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัวเพื่อดูดเงินจากระบบกลับ ลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ แทนการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ทำให้เงินล้น และนโยบายการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย จากที่เคยต่ำที่สุดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 4.25% และปีนี้ยังเป็นขาขึ้นของดอกเบี้ย เพื่อเป้าหมายที่สหรัฐจะเบรกเงินเฟ้อลงมาเหลือ 2% จากปัจจุบันอยู่ที่ 7%
ขณะที่เศรษฐกิจจีนปีนี้ประกาศเปิดประเทศเร็ว ต้องติดตามว่าจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกได้อย่างไร แต่ยังมีความท้าทายในเรื่องของโควิด-19 ซึ่งส.อ.ท.มองว่าอย่างน้อยใน 3 เดือนแรกจากการเปิดประเทศเร็วก็เกิดการติดโควิดกันมากขึ้นทุกวัน โรงงานยังชะงักอยู่ เปิดบ้างปิดบ้าง นักท่องเที่ยวก็ยังออกมาเที่ยวได้ไม่เต็มที่ คาดการณ์ว่าโมเดลคล้ายกับประเทศอินเดียที่ใช้วิธีการทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ เพราะฉะนั้นมองว่าเมื่อผ่านไป 6 เดือนจะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นในจีน

บทใหม่ประเทศ – เวทีเสวนา ‘Thailand : New Episode บทใหม่ประเทศไทย 2023’ เครือมติชนจัดขึ้นในวาระ ก้าวสู่ปีที่ 46 โดยมีนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย และกก.รองผจก.ใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ, นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ หรือ EA, นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการการบินไทย และนายภูวนาท คุนผลิน พิธีกร-นักจัดรายการ ร่วมเป็นวิทยากร มีน.ส.ปานบัว บุนปาน กก.ผจก.มติชน พร้อมผู้บริหารมติชน ข่าวสด ประชาชาติธุรกิจ ให้การต้อนรับที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ เมื่อวันที่ 25 ม.ค.
ชี้สภาพอากาศไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
นายเกรียงไกรกล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องที่ล้อเล่นไม่ได้ เป็นความท้าทายของมวลมนุษยชาติทั่วโลก เพราะว่าสัญญาณที่รุนแรง ชัดเจนขึ้น จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโลก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีทั้งโอกาสและความท้าทาย โอกาสคือการสร้างธุรกิจใหม่ๆ คาร์บอนเครดิต พลังงานทดแทน พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมสีเขียว บีซีจี โมเดล ซึ่งไทยกำลังจะก้าวไปเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้ได้อย่างไร
“ความท้าทาย แน่นอนว่าไม่มีอะไรได้มาฟรี เพราะจะมีมาตรการกีดกันทางการค้า ที่เรียกว่า Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM : ซีแบม) ที่สหภาพยุโรป ประกาศใช้ในการควบคุมดอกเบี้ย หรือภาษี จากทุกอุตสาหกรรม ที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้โลกร้อน และเกิดอุณหภูมิโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งซีแบมจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2566 นี้ นอกจากนี้คือเรื่องภัยธรรมชาติ และเชื้อโรคใหม่ๆ จำนวนมหาศาลที่ฝังตัวในน้ำแข็งขั้วโลกที่กำลังละลาย” นายเกรียงไกรกล่าว
‘กอบศักดิ์’แนะปั้นไทยฮับลงทุน
ด้านนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทยและกรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวเสวนาหัวข้อ “Thailand opportunity” ว่า ปี 2566 จะเป็นปีที่เริ่มคลี่คลายจากเงินเฟ้อเริ่มลดลง ดอกเบี้ยเริ่มไม่ขึ้น หลังจากที่ขึ้นๆๆๆ และเริ่มชะลอการขึ้น และสุดท้ายจะเข้าสู่จุดสูงสุด และจากนั้นมีผลพวงตามมา หลังจากที่บอกว่าหัวมรสุมผ่านไปมากแล้ว แต่ผลพวงตอนที่มรสุมมันมาตอนที่คลื่นต่างๆ ไปสาดแรงเต็มไปหมด จึงมีภาพการต่อสู้ ซึ่งผลที่ตามมาคือน้ำท่วม และเรากำลังเข้าสู่ภาวะช่วงที่ 2 คือ การที่น้ำท่วมขัง หรือในเศรษฐศาสตร์คือเรื่องของภาวะถดถอยที่กำลังเข้ามาเยือนทุกๆ คน และคิดว่าเป็นเรื่องกำลังเกิดขึ้น ขณะเดียวกันกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (EM) กำลังมีปัญหา และนำมาถึงการฟื้นตัวในสินทรัพย์บางส่วน จึงน่าคิดว่าประเทศต่างๆ ที่เป็นประเทศหลักด้านการส่งออกกำลังเผชิญปัญหาในการส่งออกสินค้า สอดรับกับที่คิดว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย ซึมเศร้า กำลังซื้อลด บริษัทต่างๆ กำลังเตรียมการเคลียร์สต๊อก ไม่ต้องส่งของมา แล้วคนที่ผลิตสินค้าส่งออกกำลังเผชิญชะตากรรม เพราะปีที่ผ่านมา เผชิญความท้าทายที่ตลาดทุน ความผันผวนของสินทรัพย์ แต่ปีนี้ความท้าทายจะอยู่ที่ตลาดจริง คือผู้ผลิตและความซบเซาของดีมานด์ต่างๆ ทั่วโลกที่จะต้องปรับตัวในเรื่องนี้ แม้กระทั่งประเทศไทย
สำหรับประเทศไทยคาดว่าจะผ่านจุดนี้ ไปได้ ไม่มีความจำเป็นว่าทุกคนจะต้องโดนเหมือนกัน โชคดีที่มีภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นในจังหวะที่ถูกต้อง และอยากให้ท่องเที่ยวฟื้นมานาน แต่ท่องเที่ยวบอกว่าฟื้นไม่ได้ เพราะโควิดยังไม่จบ และปีนี้แม้จะเห็น ภาพประชาชนจีนกำลังสู้เรื่องโควิดอย่าง เข้มงวด และคนไทยก็กลัว แต่คาดว่าในเดือนมี.ค.ทุกอย่างจะจบลง และผ่านจุดพีกเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นจะสามารถอ้าแขนรับคนจีนเข้าสู่ประเทศไทยได้เต็มที่ และคนจีนก็พร้อมเที่ยวทุกที่ทั่วโลกอย่างที่ไม่ต้องกังวลใจต่อไป
นายกอบศักดิ์กล่าวด้วยว่า ทั้งหมดนี้จะดีต่อประเทศไทยอย่างยิ่ง เพราะปีนี้เป็นปีที่ต้องการนักท่องเที่ยวยิ่งเยอะยิ่งดี จะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยดี ทั้งหมดนี้มีสิ่งที่มองไม่ทะลุ 2-3 อย่างคือเงินเฟ้อจะดื้อแค่ไหน และถ้าเงินเฟ้อไม่ยอมลงหมายถึงว่าภาวะถดถอยอาจจะลึกมากก่าที่ทุกคนคิด คือสิ่งที่เป็นคำถามที่ยังมองไม่ทะลุ แต่อย่างอื่นค่อยๆ ชัดขึ้นว่ากำลังจะเกิดขึ้น ภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2566 มีคำถามสำคัญอย่างน้อย 2 เรื่อง คือ ความผันผวนระยะสั้นจะรับมืออย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อส่งออกไม่ได้ จะผ่านช่วงนี้ไปได้อย่างไร จะหมุนภาคส่งออกจากที่ส่งไปที่สหรัฐ ยุโรป ไปที่ไหน จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยพอจะผ่านไปได้ จะพึ่งพาท่องเที่ยวให้เข้มแข็งมากขึ้นอย่างไร และที่สำคัญมีอีกคำถามหนึ่งที่เวลาดูภาพเศรษฐกิจปีที่ผ่านมา ปัญหาเฉพาะหน้าเต็มไปหมด ไม่มีเวลาคิดเรื่องนี้ แต่เมื่อปัญหาเฉพาะหน้าเริ่มดีขึ้น ถึงเวลาแล้วที่ไทยจะต้องเริ่มคิดต่อไปว่าจะเตรียมการเพื่ออนาคตหลังวิกฤตอย่างไร
ชี้ปีนี้ 3โอกาสทองของประเทศ
นายกอบศักดิ์กล่าวต่อว่า ปี 2566 มี 3 โอกาส โอกาสแรก คือการลงทุนปี 2566 คือโอกาสการลงทุนที่ดีที่สุด และทุกคนไม่ควรพลาด หากพลาดช่วงนี้จะต้องรออีกหลายรอบ กว่าจะมาถึงจังหวะนี้อีกครั้งหนึ่ง และปีนี้เป็นปีที่น่าสนใจอย่างยิ่งเรื่องของการลงทุน โอกาสที่สอง การเป็นฮับของภูมิภาค เป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะวางอนาคตให้ประเทศไทยก้าวไปอีกระดับหนึ่ง ซึ่งจุดนี้เป็นโอกาสที่ดีที่สุด เพราะทุกคนมองทะลุว่าเอเชียคือเป้าหมายของตลาดทั้งหมด แต่ปัญหาคือสงครามที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว กำลังมีผลต่อเนื่อง กำลังทำให้เอเชียที่เป็นเป้าหมายของทุกคนเข้ายากขึ้นเรื่อยๆ เวลานี้เมืองจีนไม่ง่าย เพราะจีนยังเป็นเครื่องหมายคำถามสำหรับทุกคน ที่เหลือจะมีอินเดียกับอาเซียน แต่อินเดียทำธุรกิจยาก อีกทั้งคนที่ไปทำธุรกิจที่อินเดียน้อยคนที่จะได้กำไร แต่ภูมิภาคที่น่าสนใจที่สุดคืออาเซียน เฟรนด์ลี่ที่สุด น่าสนใจที่สุด เป็นที่ที่กำไรที่สุดสำหรับบริษัทต่างๆ ขณะนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่บริษัทเริ่มหลั่งไหลมาลงทุน ส่งทีมต่างๆ มาดูพื้นที่อย่างเต็มที่ เพราะถ้ามาจุดนี้ได้จะสามารถทำการผลิตและตีตลาดเอเชียทั้งหมดได้ เพราะลิงก์กัน โดยเฉพาะประเทศไทย เป็นโอกาสอย่างยิ่งของไทย
“ขณะนี้มีการขอลงทุนโครงการต่างๆ เช่น โรงงานไฟฟ้า การขยายกิจการ ทำโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ทั้งหมดภายใน 5 ปี จะเปลี่ยนทุกอย่างของอาเซียน นี่คือโอกาส ทุกอย่างกำลังจะเกิดขึ้น เพียงแต่ว่าท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง มี 2 ความท้าทายที่เกิดขึ้นมา คือ เทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนผ่าน โครงสร้างใหม่ที่กำลังลงไปเกิดขึ้น พร้อมกับบุญเก่าที่กำลังหมดไปของประเทศไทยด้วย มีหลายอุตสาหกรรมที่เคยพึ่งพาในอดีต ทั้งยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ฮาร์ดดิสก์ โรงเหล็ก อาหาร กำลังถูกทดแทน โดยรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) คลาวน์ วัสดุใหม่ๆ ที่ผลิตปราศจากคาร์บอนต่ำ อาหารที่กำลังเป็นเนื้อเทียม” นายกอบศักดิ์กล่าว
สุดท้ายคือโอกาสก้าวออกสู่ภูมิภาค นอกจากจะเป็นฮับแล้ว บริษัทของคนไทยเป็นโอกาสสำคัญจะก้าวไปสู่การยึดครองภูมิภาค ทั้งหมดนี่คือโอกาสที่กำลังรอเราอยู่ หัวใจสำคัญที่สุดคือทำโอกาสที่เกิดขึ้นเป็นของเรา สำหรับประเทศไทยจะไปถึงจุดนั้น โค้งสำคัญที่สุดจะกำหนดว่าประเทศไทยจะเป็นใครใน 10 ปีนี้
‘สมโภชน์’จี้ปรับวิธีคิดลดค่าไฟได้แน่
ด้านนายสมโภชน์ อาหุนัย ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรืออีเอ กล่าวเสวนา หัวข้อ “เดินหน้า New S-curve” ว่า ทุกคนน่าจะเห็นภาพแล้วว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความลำบากมากๆ เพราะบุญเก่าที่มีกำลังจะหมดไป ทำให้ในอีกไม่กี่ปีนี้ ไทยยังไม่สามารถทำอะไรได้แบบเป็นชิ้นเป็นอัน เราอาจเห็นลูกหลานไม่มีโอกาสเหมือนกับรุ่นของเราที่เต็มไปด้วยโอกาส ตอนนี้ความรู้สึกของคนรุ่นใหม่ ไม่ได้มีโอกาสเหมือนที่เราเคยเห็นมาในอดีต แต่สิ่งที่พยายามจะบอกคือในวิกฤตมีโอกาสเสมอ หากเราสามารถมองภาพออกเสมอทั้งในอุตสาหกรรมหรือเศรษฐกิจ จะทำให้เห็นภาพว่าโอกาสตรงไหน แต่หากมีวิกฤตที่ต้องมีการปรับปรุง เราจะเข้าไปอยู่ในจุดนั้นได้อย่างไร
นายสมโภชน์กล่าวต่อว่า ยกตัวอย่างวันที่บริษัทเติบโตขึ้นมานั้น ภาพรวมอุตสาหกรรมของไทยช่วงนั้นมีกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เหลือเฟือมาก มีกำลังการผลิตที่มากกว่าความต้องการ (ดีมานด์) เป็น 10% ถือเป็นการดำเนินนโยบายในการวางแผนพลังงานที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นสาเหตุของค่าไฟฟ้าในไทยราคาแพงวันนี้ รวมถึงเราพึ่งพาพลังงานจากก๊าซธรรมชาติมากเกินไป ถือว่าเราโชคไม่ดีต้องเจอการสงครามรัสเซียและยูเครน ทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติจากที่อยู่ในระดับต่ำ ช่วงหลังๆ จึงปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ราคาพลังงานในประเทศไทยยังไม่ได้สะท้อนความเป็นจริง เพราะโครงสร้างการใช้ไฟฟ้าไม่ได้เปลี่ยนแปลงมานาน ทั้งที่ผ่านมากว่า 20 ปีแล้ว รวมถึงโครงสร้างสายส่งของไทยก็ถือเป็นอุปสรรคในการทำให้อุตสาหกรรมเดินไปข้างหน้า จึงต้องประเมินภาพใหม่ เพื่อมองหาการดำเนินนโยบายอย่างไร เพื่อให้ได้โอกาสกลับมา
ดันเชื้อเพลิงสะอาดดูดลงทุนเข้าไทย
“วิธีคิดในการบริหารที่ยังเริ่มจากถูกไปหาแพง แต่ยังไม่ได้มองในภาพใหญ่ว่า หากเรานำของแพงมารวมกัน อาจถูกกว่าก็ได้ ตรงนี้ขึ้นอยู่กับแนวคิดเดิมๆ ที่มีอยู่ในอุตสาหกรรม โดยราคาค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นไม่ได้มาจากต้นทุนวัตถุดิบหรือเชื้อเพลิงอย่างเดียว แต่มาจากการที่เรายังไม่ได้บริหารไปให้ถึงจุดเหมาะสมที่สุด ซึ่งเป็นช่องว่างในสังคมไทยด้วย ปัญหาหลักของเราตอนนี้คือโลกกำลังเปลี่ยนไป ทำให้จำเป็นต้องใช้พลังงานที่มีความบริสุทธิ์มากขึ้น โดยสาเหตุที่ประเทศไทยมีการเข้ามาลงทุน หรือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) เพียง 1 ใน 3 ส่วนของเวียดนาม สาเหตุจุดหนึ่งคือค่าพลังงานของไทยที่สูงกว่า และเราไม่มีพลังงานสะอาดให้ใช้ เพราะอุตสาหกรรมใหม่ๆ ต้องการใช้พลังงานสะอาดในการทำธุรกิจ เมื่อไทยไม่มีก็ต้องเลือกไทยเป็นตัวเลือกหลังๆ เมื่อเทียบกับ ประเทศอื่นๆ ทำให้การที่ไทยมีโรงไฟฟ้าจำนวนมาก แต่เป็นพลังงานฟอสซิล มีราคาที่สูง ถือเป็นอุปสรรคที่หากเราไม่มีนโยบายพลังงาน ที่ชัดเจนว่าเราจะหลุดจากบ่วงกับดักนี้ได้อย่างไร เราจะเดินเหมือนเดิม และจะทำให้การลงทุนไม่เข้ามาประเทศไทย ทั้งนี้หากประเมินจากสถิติที่ไหลเข้ามาในภูมิภาคอาเซียน กว่า 50% ไหลไปยังสิงคโปร์ ทั้งที่แทบไม่มีอะไรเลย แต่ทำไมทุกคนยังเลือกสิงคโปร์ ในการเข้าไปลงทุนมากสุดในภูมิภาคอาเซียน หมายถึงหากเรามองวิกฤตออก เราก็จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้” นายสมโภชน์กล่าว
นายสมโภชน์กล่าวด้วยว่า การหาทางออกของวิกฤตพลังงานคือ green diesel bio-jet fuel จะเป็นคำตอบ เพราะจากการวิเคราะห์มาถือว่าดีกว่า โดยบริษัทได้พัฒนาเทคโนโลยีชาร์จเร็ว หรืออัลตร้าฟาสต์ชาร์จขึ้นมา เพื่อใช้ตอบสนองธุรกิจยานยานต์ขนาดใหญ่ ที่ต้องการการชาร์จแบตเตอรี่แบบรวดเร็วกว่าเดิม อีกด้านคือมองปัญหาในเรื่องคนจะใช้น้ำมันน้อยลง แต่ถือว่าประเทศไทยจะนำเข้าน้ำมันน้อยลง ไม่ต้องเสียดุลการค้า และมีเกษตรกร 2 กลุ่มที่ปลูกอ้อยและมันสำปะหลัง เพื่อเป็นซัพพลายในการผลิตน้ำมันปาล์มและไบโอดีเซล หากทุกคนหันไปใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น 2 กลุ่มนี้จะเป็นปัญหา ทำให้เราต้องเปลี่ยนปัญหานี้ไม่ให้เป็นวิกฤตและหาโอกาสที่มีอยู่ อาทิ บริษัทมีการพัฒนาน้ำมันพืชมาทำเป็นน้ำมันเครื่องบิน หรือน้ำมันที่สามารถในยานยนต์อื่นๆ ได้ ถือเป็นการใช้ผลิตภัณฑ์ในประเทศที่มีอยู่
“หากเราแก้ไขเรื่องต้นทุนพลังงานไม่ได้ ไม่มีประเทศไหนมาลงทุนในไทยเพิ่มเติมแน่นอน เพราะต้นทุนเริ่มต้นบรรทัดแรกเราก็สู้เขาไม่ได้แล้ว หากเราไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน เดินต่อไม่ได้แน่นอน วิธีแก้ไขคือ เริ่มต้นที่แนวคิดก่อน เพราะหากเรายังคิดเหมือนเดิม บริหารเหมือนเดิม ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร เราจึงต้องมองวิกฤตให้เป็นโอกาส” นายสมโภชน์กล่าว
‘การบินไทย’พ้นจุดต่ำสุดแล้ว
นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ผู้บริหารแผนฟื้นฟู บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บรรยายในหัวข้อ “Speed up การบินไทย-ท่องเที่ยวไทย” ถึงแนวทางการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในการฟื้นตัวเศรษฐกิจว่า อุตสาหกรรมหลัง โควิด-19 โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการบินถือว่าเปราะบางมาก ทั้งนี้ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการบินต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ อาทิ เหตุวินาศกรรมไนน์วันวัน กระทบสายการบินทั่วโลกถึง 4 ปี ต่อมาวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ การบินไทยติดลบต่ออีก 2 ปี และหลังจากนั้นก็เติบโตมาเรื่อยๆ ส่งผลให้ อิบิด้ามาร์จิ้นเกือบ 10% ในบางปี แต่ก็ยังมีผลกระทบมาอยู่เรื่อยๆ ช่วงโควิดเป็นช่วงที่ธุรกิจการบินขาดทุนสูงสุดในรอบร้อยปีตั้งแต่มีธุรกิจการบินทั่วโลกราว 4 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตามตนอยู่การบินไทยมา 3 ปี วิกฤตโควิด ปี 2563 หลายประเทศบิดการเข้าออก ต่อมาปี 2564 ประเทศไทยเริ่มมีวัคซีนและเปิดประเทศมากขึ้น ส่งผลให้การบินไทยเริ่มดีขึ้นในช่วงครึ่งปี 2565 โดยประเทศที่ไทยพยายามเน้นก่อนคืออินเดีย เพราะจีนมี Zero COVID และการเลือกตั้งประธานาธิบดีใหม่ เศรษฐกิจยังไม่ลงตัว ด้วยประชากร 1,400 ล้านคน การต่อพาสปอร์ตเพื่อการเดินทางไม่ง่าย ดังนั้น ในยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย จึงเกิดก่อนจีน
นายชาญศิลป์กล่าวต่อว่า การดำเนินธุรกิจของการบินไทยตามวิสัยทัศน์ของรัฐบาล ต้องการเข้าไปสู่กระบวนการฟื้นฟูวันที่ 27 พ.ย.2563 และมีการขอแก้ไขแผนใช้ปัจจุบันคือวันที่ 20 ต.ค. 2565 ถือเป็นแผนที่ดี ทำให้การบินไทยจะกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง คือ1.เจรจาแฮร์คัตหนี้ 2.แปลงหนี้เป็นทุน จึงมั่นใจว่าปี 2566-2568 การบินไทยจะมีสัดส่วนทางการเงินที่ดีและมีทุนเป็นบวก กลับมาขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ปลายปี 2567 หรือต้นปี 2568
นายชาญศิลป์กล่าวว่า คาดว่าปี 2566 การบินไทยจะได้ Economic Value ที่เป็นเงินสด 56,000 ล้านบาท ซึ่งจากช่วงโควิดรายได้ต่ำสุดเดือนละ 283 ล้านบาท ผู้โดยสารเกือบเป็นศูนย์ คาร์โก้ได้เดือนละ 100 กว่าล้านบาท จากปกติยอดขายเฉลี่ยเดือนละ 12,000-13,000 ล้านบาท เมื่อการขนส่งทางเรือมีปัญหาหมด จึงเน้นคาร์โก้ทำรายได้ 2,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันการขนส่งทางเรือกลับมาคาร์โก้ลดลง รายได้ผู้โดยสารปรับขึ้นโดยเดือนธ.ค.2565 ที่ 13,000 ล้านบาท ซึ่งการบินไทยต้องการรายได้เฉลี่ยเดือนละ 12,000 ล้านบาท เชื่อว่าปี 2566 จะดีกว่าปีก่อน ถ้าไม่มีปัจจัยทางการเมืองในประเทศไทย จึงอยากให้ผู้นำร่วมมือกัน
“วันนี้เรายังไม่ได้กู้เงินแต่เรามีเงินใช้ไปถึงปีหน้าและปีต่อไปแล้ว หากเราแปลงหนี้เป็นทุน และปรับโครงสร้างหนี้ได้ เราจะรอด ต้องขออภัยผู้โดยสารทุกคนที่บางครั้งเครื่องบินอาจจะดีเลย์ กระเป๋าช้า อาหารอาจจะไม่อร่อยในช่วงแรก เพราะ supply chain มีปัญหา ราคาน้ำมันก็เป็นปัญหา แต่วันนี้มีค่าขนส่งถือเป็นความท้าทาย ปัจจุบันการบินไทยมียอด ผู้โดยสารเฉลี่ยทั้งในและต่างประเทศวันละ 30,000 คน กว่า 100 เที่ยวบิน เกิดการแข่งขันและมีคู่แข่งระดับโลกหลายทวีป จึงต้องทำงาน 24 ชั่วโมงใน 7 วัน คนการบินไทยต้องพร้อมที่จะแข่งขันปรับตัว ต้องสู้กับสายการบินระดับโลก เพราะการบินไทยมีผลต่อเศรษฐกิจ เมื่อการท่องเที่ยวกลับมา การจ้างงานเข้ามา GDP ที่มาจากท่องเที่ยวต่างชาติ 12% เราต้องทำตามแผนเพื่อหาเงินใหม่เพื่อค้ำจุนการจ่ายหนี้ 13,000 ราย กว่าแสนล้านบาท โดยจะทำใน 3 ข้อหลักคือ1.จดทะเบียนเพิ่มทุนให้แล้วเสร็จ 2.ไม่มีเหตุผิดนัดเจ้าหนี้ 3.ต้องมีกำไรก่อนหลังจากหักค่าเช่าอย่างน้อย 12 เดือน 20,000 ล้านบาท 4.ตั้งกรรมการใหม่ ดังนั้นโควิดที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ว่าเราจุดผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว และได้โอกาสขึ้นมาบินทะยานอีกครั้ง” นายชาญศิลป์กล่าว