โปลิศ2ประเทศร่วมคลี่ปม ‘บิ๊กเด่น’ย้ำคดีรถนำทัวร์จีน คาดโทษถึงผู้บังคับบัญชา

ตำรวจไทยประสานไต้หวันสอบดาราสาว ก่อนสรุปปมถูกด่านรีดไถเงิน โฆษกตร.ชี้อีก 2 วันชัดเจน ผลสอบอาจช้าแต่ชัวร์ เผยสอบพยานแล้วกว่า 10 คน ทั้งคนขับแกร็บ-แท็กซี่-คนในสถานบันเทิง ไม่พบหลักฐานเรียกรับเงิน ทั้งไม่มีใครยื่นบุหรี่ไฟฟ้าให้ ยอมรับส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ตำรวจ และการท่องเที่ยวไทย ผบ.ตร.ตั้งสอบวินัยร้ายแรงและดำเนินคดีอาญา 4 ตำรวจเอี่ยวนำขบวนนักท่องเที่ยวจีน เตรียมกำหนดกฎเหล็กให้ผู้บังคับบัญชาร่วมรับผิดชอบด้วย

เมื่อวันที่ 29 ม.ค. พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจ นครบาล (บก.สส.บช.น.) ลงพื้นที่ในการรวบรวมพยานหลักฐาน กรณีดาราสาวชาวไต้หวันอ้างว่าถูกตำรวจตั้งด่านตรวจแล้วไถเงิน 27,000 บาท เพื่อให้ความกระจ่างชัดในคดีนี้แล้ว หลังจากสอบปากคำคนขับรถแกร็บและแท็กซี่ที่รับส่งกลุ่มดาราสาวไต้หวัน เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมคำให้การไว้เป็นหลักฐาน ขอให้เจ้าหน้าที่ทำงานสักระยะ คาดใช้เวลา 1-2 วัน จึงจะมีความชัดเจนมากขึ้น ยอมรับถ้ามีการตำหนิว่าล่าช้า แต่ขอแบบชัวร์ก่อนดีกว่า

เวลา 17.00 น. วันเดียวกัน ภายหลังประชุมกว่า 2 ชั่วโมง ที่บช.น. พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผบช.น. ในฐานะโฆษกบช.น. เปิดเผยว่า สอบปากคำพยานไปแล้วกว่า 10 คน แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประจำด่านตรวจ 6-7 คน, คนขับแกร็บคาร์, คนขับรถแท็กซี่ และพยานจากสถานบันเทิงที่นักท่องเที่ยวสาวไปใช้บริการอีกจำนวนหนึ่ง เบื้องต้นยังไม่พบหลักฐานว่ามีการเรียกรับเงินตามถูกกล่าวอ้าง

พล.ต.ต.จิรสันต์กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบวัตถุพยาน ทั้งกล้องวงจรปิดตามจุดต่างๆ กล้องหน้ารถของคนขับแกร็บ และกล้องคอมแบ็ตคาเมร่า ที่ติดตัวของตำรวจ ทั้งหมดถูกส่งให้กองพิสูจน์หลักฐานแล้ว เบื้องต้นยืนยันแล้วว่ากล้องหน้ารถของคนขับ แกร็บ ไม่สามารถกู้ไฟล์ภาพวิดีโอได้ถึงวันที่เกิดเหตุ เนื่องจากระยะเวลาผ่านเลยมานานกว่า 20 วัน แต่ในส่วนอื่นๆ อยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติม โดย ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กับตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในวันดังกล่าว และการตรวจค้นพบบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมาย ยืนยันสามารถดำเนินคดีได้ตามพ.ร.บ.ศุลกากร และขอยืนยัน ว่าไม่มีใครยื่นบุหรี่ไฟฟ้าให้สาวชาวไต้หวันตามที่กล่าวอ้าง

พล.ต.ต.จิรสันต์กล่าวอีกว่า ในส่วนของเพื่อนชาย ทั้ง 3 คน ที่เดินทางมาด้วยกันในวันเกิดเหตุ พบว่าทั้ง 3 คน เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค.และ วันที่ 9 ม.ค. โดยเดินทางตามสาวชาวไต้หวันคนดังกล่าว ซึ่งปลายทางไม่ใช่ที่เดียวกัน ขั้นตอนหลังจากนี้จะให้กองบังคับการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประสานไปยังกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อประสานไปยังสำนักงานเศรษฐกิจและการไต้หวัน เพื่อให้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจไต้หวัน เข้าไปสอบปากคำหญิงสาวคนดังกล่าว ทั้งนี้หากตำรวจไต้หวันต้องการให้ตำรวจไทยร่วมสอบปากคำด้วย ก็พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ไปสอบทันที ทั้งนี้ยืนยันว่าไต้หวันไม่มีอินเตอร์โพล หรือเครือข่ายตำรวจสากลแต่อย่างใด

พล.ต.ต.จิรสันต์กล่าวด้วยว่า เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ ยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทบถึงความเชื่อมั่นการท่องเที่ยวในประเทศไทย จึงต้องการให้สาวชาวไต้หวัน รวมถึงพยานเข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงกับตำรวจเพื่อให้กระจ่างมากขึ้น และขอให้สังคมออนไลน์ติดตามข้อมูลต่างๆ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น ยืนยันว่าไม่ได้ปกป้องหรือทำลายพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดดังกล่าว หากพบว่ามีการรีดทรัพย์ สาวชาวไต้หวันจริงจะดำเนินการโดย ไม่ละเว้นทางวินัยและอาญา

โฆษกตร.กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีปรากฏคลิปภาพเคลื่อนไหวตามสื่อสังคมออนไลน์ และสื่อมวลชนที่มีข้าราชการตำรวจอำนวยความสะดวก และใช้รถติดสัญญาณไฟวับวาบ นำนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ว่า หลังจากที่ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์สั่งการด่วนตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ ให้จเรตำรวจเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าตำรวจที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว เป็นข้าราชการตำรวจสังกัดกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 จำนวน 2 นาย กองบังคับการตำรวจจราจร จำนวน 2 นาย โดยได้ใช้รถ ส่วนตัวติดสัญญาณไฟวับวาบและเครื่องหมายโล่เขน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นว่า พฤติการณ์การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายเป็นความผิดอาญาและมีมูลเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจต่างสังกัดกันร่วมกันกระทำความผิด ผบ.ตร.จึงได้มีคำสั่งที่ 68/2566 ลงวันที่ 27 ม.ค.2566 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพื่อดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรง ส่วนการดำเนินการทางอาญา ได้ส่งเรื่องให้ สภ. ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดำเนินการอีกส่วนหนึ่งแล้ว พร้อมทั้งให้ต้นสังกัดสั่งให้ตำรวจทั้ง 4 นายไปปฏิบัติหน้าที่ ประจำศปก. โดยให้พ้นจากหน้าที่เดิม

โฆษกตร.กล่าวอีกว่า เพื่อวางมาตรการป้องกันมิให้เหตุการณ์ในทำนองดังกล่าวเกิดขึ้นอีก ผบ.ตร.ได้มีคำสั่งที่ 69/2566 ลงวันที่ 17 ม.ค.2566 แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อรวบรวมสภาพปัญหาศึกษาวิเคราะห์ ระเบียบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดมาตรการและแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจน โดยแต่งตั้งให้ พล.ต.ท.วีระ จิรวีระ รองจเรตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ร่วมกับตำรวจหน่วยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วรายงานผลให้ ผบ.ตร.ทราบ ภายใน 15 วัน เพื่อพิจารณาสั่งการ ต่อไป

ทั้งนี้จะเห็นว่าตำรวจได้ดำเนินการอย่างจริงจังและรวดเร็วในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งการดำเนินการทางอาญา วินัย กับตำรวจที่กระทำความผิด พร้อมวางมาตรการไม่ให้เกิดขึ้นอีก ซึ่งกรณี ดังกล่าวเป็นการกระทำของบุคคล ส่วนไหนที่ไม่ดีต้องลงโทษแก้ไข เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน โดย ผบ.ตร.เน้นย้ำว่าต่อไปจะวางมาตรการ กำกับดูแลป้องกันเข้มข้นไม่ให้เกิดขึ้นอีก หากเกิดขึ้น นอกจากตัวตำรวจแล้ว ผู้บังคับบัญชาต้องร่วมรับผิดชอบด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน