เตรียมฟันรตอ.-สตอ.โดนละเว้นบุหรี่ไฟฟ้า บช.น.แถลง-ขอโทษ จ่อบินไต้หวันสอบเพิ่ม

สารภาพแล้ว 1 ทีมตำรวจตั้งด่านถูกดาราสาวไต้หวันโวยข้ามโลกรีดเงิน ‘บิ๊กเด่น’ สั่งน.1 เด้งด่วน ‘ผกก.ห้วยขวาง’สอบประวัติตำรวจชุดตั้งด่านหน้าสถานทูตจีน หลังมีเรื่องร้องเรียนเคยก่อเหตุแบบเดียวกัน มาก่อน ผบช.น.แถลงสั่งดำเนินคดีทั้งทางวินัยและอาญา เอาผิด ม.157 ฐานปล่อยนักท่องเที่ยว ครอบครองบุหรี่ไฟฟ้า แต่ไม่ยึดของกลาง และดำเนินคดี เรียกสอบเค้นยกชุดยันผกก. ส่วนปมชูวิทย์แฉยืนยันกลุ่มดาราสาวมอบเงินให้ตำรวจ อยู่ระหว่างประสานขอสอบปากคำกลุ่มดาราสาว ล่าสุดส่งผู้การศูนย์สืบสวนบช.น.บินไปไต้หวัน

แฉตร.ฉาวสารภาพแล้ว
เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ประชุมคณะกรรมการ กลั่นกรองการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ดำรงตำแหน่งระดับ สว. และรองผกก. ในสังกัดสำนักงานผบ.ตร. ภายหลังจากประชุมผู้บังคับบัญชาหารือในกรณีดาราสาวไต้หวัน อัน หยู ชิง หรือ ชาร์ลีน อัน ถูกรีดเงิน 27,000 บาท ขณะถูกเรียกตรวจที่จุดสกัดบริเวณหน้าสถานเอกอัครราชทูตจีนพื้นที่สน.ห้วยขวาง โดยมีรายงานในการพูดคุยยืนยันว่า ทางตำรวจ ที่ตั้งด่านสกัดในวันนั้นเรียกรับผลประโยชน์เป็นเงินสด จำนวน 27,000 บาท เพื่อแลกกับการไม่ดำเนินคดีโดยกล่าวหานักท่องเที่ยวว่ามีความผิด การจ่ายเงินครั้งนี้จะมีเพื่อนชายชาวสิงคโปร์เป็นคนจ่ายเงินให้กับตำรวจ

ทั้งนี้จากการสอบสวนปากคำอย่างละเอียดของตำรวจแต่ละนายทำให้มีผู้ยอมรับสารภาพว่า ในวันดังกล่าวมีการเรียกเก็บเงินจริง และมีการแบ่งเงินกันที่บริเวณด่านในคืนเกิดเหตุ จากนั้นเมื่อปรากฏเป็นข่าวกลุ่มตำรวจในวันนั้นพยายาม ปกปิดข้อมูลและไม่ยอมรับในช่วงแรก เนื่องจาก เห็นว่าผู้เสียหายเป็นคนต่างชาติและไม่มีการแจ้งความดำเนินคดี อย่างไรก็ตามจะต้องมีการดำเนินคดีอาญากับตำรวจชุดที่ตั้งด่านสกัดอย่างแน่นอน

ขณะที่ความผิดทางวินัยมีโทษถึงขั้นไล่ออก ส่วนผู้บังคับบัญชาระดับสถานีตำรวจจะมีความเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการของ บช.น.ที่ตั้งขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง นอกจากนี้จะต้องไปสอบสวนผู้เสียหายเพิ่มรวบรวมหลักฐานให้ครบถ้วนในการเอาผิดกับผู้ที่ก่อเหตุ

อย่างไรก็ตามทาง ตร.สั่งการให้ บช.น. ให้ตรวจสอบประวัติชุดจับกุมทั้งหมด ว่าก่อนหน้านี้เคยก่อเหตุลักษณะเดียวกันมากน้อยเพียงใด เนื่องจากมีประชาชนแจ้งข้อมูล ร้องเรียนว่าเคยโดนชุดดังกล่าวกระทำการ ในลักษณะเดียวกัน

เด้งด่วนผกก.ห้วยขวาง
ด้าน พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง โฆษก ตร. เผยว่า พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. สั่งการด่วน ให้ ผบช.น. สั่ง ผกก.สน.ห้วยขวาง ช่วยราชการ หลังจากมีข้อมูลว่ามีตำรวจเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกรณี นักท่องเที่ยวชาวไต้หวันถูกเรียกรับเงิน พร้อมกำชับ ผบช.น. ดำเนินการตั้งกรรมการวินัยร้ายแรงและดำเนินคดีอาญาในส่วนของเจ้าหน้าที่ ตำรวจที่กระทำความผิดในเหตุดังกล่าวทุกราย อย่างเด็ดขาด มิให้เป็นเยี่ยงอย่าง

“ผบ.ตร.ได้เน้นย้ำกำชับไปยังตำรวจนครบาล และตำรวจทุกพื้นที่ กรณีการตั้งด่านตรวจ จุดตรวจ จุดสกัด หรือการปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ต้องกระทำตามอำนาจหน้าที่ เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ตามระเบียบแนวทางที่ ตร.ได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ต้องไม่มีการเรียกรับผลประโยชน์ใดๆ อันมิชอบด้วยกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยให้ผู้บังคับบัญชาเพิ่มความเข้ม ในการตรวจตราการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ไม่ให้เกิดพฤติกรรมในทางไม่ดี หากพบว่าพื้นที่ใดมีการกระทำความผิดซ้ำขึ้นอีก จะพิจารณาโทษถึงระดับหัวหน้าสถานีตำรวจ แต่ถ้าเกิดเป็นความผิดซ้ำซาก จะพิจารณาโทษถึงระดับผู้บังคับการ โดยจะดำเนินการเด็ดขาดทั้งทางวินัยอาญา และปกครอง” โฆษก ตร.กล่าว

บช.น.แถลง – พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. หารือรองผบช.น.และผบก.น.1 ก่อนแถลงความคืบหน้ากรณีด่านตำรวจรีดเงินดาราสาวชาวไต้หวัน ล่าสุดมีคำสั่งย้ายผกก.สน.ห้วยขวาง พ้นตำแหน่งแล้ว เมื่อวันที่ 30 ม.ค.

ฟัน 157 ชุดตั้งด่าน
วันเดียวกัน ที่บช.น. พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. พร้อม พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รอง ผบช.น. และ โฆษก บช.น., พล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผบก.น.1 ร่วมแถลงข่าว กรณีนักท่องเที่ยวสาวชาวไต้หวันถูกตำรวจเรียกรับเงิน

พล.ต.ท.ธิติกล่าวว่า จากการรวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้น ปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีการตั้งจุดตรวจบริเวณหน้าสถานทูตจีนจริง และปรากฏภาพนักท่องเที่ยวมีการครอบครองบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจในขณะปฏิบัติหน้าที่ซึ่งพบเห็นวัตถุผิดกฎหมาย ดังกล่าว ไม่ได้ตรวจยึดเป็นของกลางเพื่อส่งตรวจสอบและดำเนินคดีตามกฎหมายกับ นักท่องเที่ยว แต่ให้นักท่องเที่ยวเดินทางออกจากจุดตรวจไป เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 บช.น.ได้สั่งการให้ดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญาแล้วจำนวนหลายนาย

ส่วนเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์จาก นักท่องเที่ยวนั้น จะต้องดำเนินการติดตามพยานหลักฐาน ยังอยู่ระหว่างการรวบรวม ให้ชัดเจน ทั้งพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องที่จะต้องเรียกมาสอบสวน พยานเอกสาร บันทึก รับสารภาพ จำนวนเงินที่แน่นอน ตามที่มีกระแสข่าวนั้น ซึ่งหากพบว่ามีความผิดชัดเจน ก็จะดำเนินการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมไม่ได้ละเว้น ทั้งนี้ จากการตรวจสอบหลักฐานที่ตำรวจ ได้รับมาในขณะนี้ ทำให้ได้ความชัดเจน ในเหตุการณ์ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการเรียกตรวจค้น คณะสอบสวนตั้งประเด็นสอบสวนต่อไปว่า เหตุใดจึงมีการเรียกให้หยุดตรวจค้น และทำไมถึงใช้เวลาตรวจค้นนาน ซึ่งผลการสอบสวนจะถูกนำมาเชื่อมโยงกับหลักฐานจากกล้องวงจรปิด

“ยืนยันว่าตำรวจไม่มีการสั่งการให้ลบภาพจากกล้องวงจรปิดแต่อย่างใด ซึ่งสามารถ ตรวจสอบได้เพราะเป็นกล้องของกรุงเทพมหานคร ส่วนกล้องที่ติดหมวกของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะนี้ได้รวบรวมส่งไปที่สำนักงานพิสูจน์หลักฐานให้ตรวจสอบ เนื่องจากไฟล์ถูกลบจริง แต่เป็นการลบเองหรือไฟล์หมดอายุนั้น ต้องรอผลการตรวจสอบอีกครั้ง ยืนยันว่าไม่มีใครสั่งการให้ทำเรื่องผิดกฎหมาย” ผบช.น.กล่าว

ผู้การศูนย์สืบบินไต้หวัน
พล.ต.ท.ธิติกล่าวอีกว่า สำหรับกล้องวงจรปิด ที่หน้าสถานทูตไม่สามารถจะเข้าไปดำเนินการ อะไรได้อยู่แล้ว ตำรวจทำหนังสือขอรูปภาพจากกล้องดังกล่าวไปแล้วตั้งแต่วันแรก ขณะนี้ ยังอยู่ระหว่างรอการตอบรับอยู่ เนื่องจาก ติดวันหยุดเสาร์อาทิตย์ พร้อมยืนยันว่าหากใคร มีพยานหลักฐานหรือคลิปภาพใดยินดีรับ และจะดำเนินการตามความเป็นจริง ตำรวจ ที่ไม่ดี จะไม่เก็บไว้ในองค์กร ส่วนประเด็นการรับสารภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตั้งด่านนั้น จากการสอบครั้งแรก ยืนยันว่ายังไม่มีใครรับสารภาพ แต่ขณะนี้ได้สั่งการให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมแล้ว ซึ่งจะมีการกลับคำให้การหรือไม่ขอตรวจสอบเพิ่มเติมก่อน แต่หาก หลักฐานชัดก็จะดำเนินคดีเพิ่มเติมทุกราย

สำหรับกรณีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ให้ข้อมูล ว่ามีหญิงไทยเป็นผู้ส่งมอบเงินให้ตำรวจนั้น เรื่องบุคคลในที่เกิดเหตุเป็นประเด็นที่ตำรวจได้วางกรอบการสืบสวนเอาไว้แล้วตั้งแต่แรก โดยจะเร่งรัดติดตามบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดมาสอบสวน ตอนนี้อยู่ระหว่างรอข้อมูล เพิ่มเติมว่า มีบุคคลนอกเหนือจากคนขับรถ หญิงชาวไต้หวัน และเพื่อนชาย 3 คน เข้ามาที่ด่านเพิ่มเติมหรือไม่ ขณะที่เพื่อนชายทั้ง 3 คน พยายามติดต่อให้เข้ามาให้การแล้ว เพราะการจะดำเนินคดีเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์ จะต้องสอบสวนทั้งผู้ให้และผู้รับให้ชัดเจน แต่การประสานงานกับทางไต้หวันต้องทำผ่านเจ้าหน้าที่ เพราะได้ประสานงานโดยตรงไปแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบรับ

รายงานข่าวแจ้งว่า จากภาพวงจรปิดที่ปรากฏ ที่บริเวณด่าน เจ้าหน้าที่มุ่งเป้าการสอบสวน ข้อเท็จจริงไปที่ตำรวจ 2 นาย ที่มีลักษณะ การยืนอยู่ใกล้ชิดกับกลุ่มของนักท่องเที่ยว มากที่สุด แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีการ กระทำความผิดจริงหรือไม่ ส่วนที่มีรายงานว่าในขณะเกิดเหตุมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 นาย ที่ไม่ได้เข้าเวรในวันดังกล่าว แต่เดินทางเข้ามาที่ด่าน ก็อยู่ระหว่างให้ชุดสืบสวนดำเนินการตรวจสอบอยู่เช่นกัน จะมีการเรียกตำรวจชุดตั้งด่านมาสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้ง รวมถึงพล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น เตรียมบินตรงไปไต้หวัน เพื่อสอบปากคำดาราสาวอย่างละเอียดด้วยตัวเอง

พร้อมขอโทษหากตร.ทำจริง
ต่อมาเวลา 11.15 น. บช.น.ออกใบแถลงกรณีตามที่มีกระแสข่าวข้าราชการตำรวจสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวางเรียกเงิน นักท่องเที่ยวชาวไต้หวันนั้น ทาง บช.น. ไม่ได้ นิ่งนอนใจ โดยได้ดำเนินการให้รวบรวมพยานหลักฐาน สอบพยานบุคคล พยานวัตถุ กล้องวงจรปิดต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลให้ได้มากที่สุด ซึ่งในขณะนี้การรวบรวมพยานหลักฐาน เบื้องต้นข้อเท็จจริงปรากฏว่า มีการตั้งจุดตรวจบริเวณหน้าสถานทูตจีนจริง และปรากฏภาพนักท่องเที่ยวมีการครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าหรือบารากู่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีแหล่งกำเนิดหรือผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศและไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากรซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 242, 246

แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจในขณะปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งพบเห็นวัตถุดังกล่าวที่มีลักษณะเป็นบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ตรวจยึดเป็นของกลางเพื่อส่ง ตรวจสอบและดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่ให้นักท่องเที่ยวที่ครอบครองออกเดินทางจาก จุดตรวจดังกล่าวไปเพราะวัตถุต้องสงสัย ซึ่งกรณีนี้เบื้องต้นเข้าข่าย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ซึ่งทาง กองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานแล้ว ให้ดำเนินการ ทั้งวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาดแล้ว

ส่วนประเด็นการรีดเงินนักท่องเที่ยว และกระแสข่าวบางแห่งออกมายืนยันว่ามี เจ้าหน้าที่ตำรวจรับว่ามีการเรียกเงิน โดยมีบุคคล ยืนยันว่าเป็นผู้ให้เงินเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาลขอยืนยันว่าในประเด็นดังกล่าว เราติดตามและให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องตลอดมา แต่ขณะนี้ อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานที่ชัดเจน ทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร บันทึก รับสารภาพ จำนวนเงินแน่นอน ที่ระบุ รวมถึงคำรับของเจ้าพนักงานตำรวจมาให้การรับสารภาพ เพื่อใช้ดำเนินคดีรวบรวมพยานหลักฐาน และตามที่มีกระแสข่าวนั้น

ขณะนี้มีแนวทางการสืบสวนที่สอดคล้องกับกระแสข่าวดังกล่าวอยู่แล้ว และอยู่ระหว่างติดตามพยานมาให้การยืนยันการกระทำความผิดและจำนวนเงินที่ส่งมอบดังกล่าว ว่าใครเป็นผู้มอบสินบนให้เจ้าพนักงาน เพื่อปล่อยตัวนักท่องเที่ยว และเจ้าพนักงานคนใดเป็น ผู้รับสินบน แต่จะต้องมีแนวทางการสืบสวนสอบสวนให้ชัดเจน เพราะข้อมูลบางอย่าง ยังไม่ตรงกัน จึงต้องระมัดระวัง และจะแจ้งข้อมูลที่ชัดเจนให้ทราบต่อไป

ทั้งนี้ หากพยานหลักฐานชัดเจนก็จะดำเนินคดี อย่างเด็ดขาดไม่มีการละเว้น ไม่ว่าฝ่ายใด ทาง บช.น. ต้องขอโทษมายังประชาชน ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้กระทำการให้เป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย

เรียกสอบยกชุดยันผกก.
ช่วงบ่ายวันเดียวกัน พล.ต.ท.ธิติลงนาม ในคำสั่งกองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่ 23/2566 ลงวันที่ 30 มกราคม 2566 ให้พ.ต.อ.ยิ่งยศ สุวรรณโณ ผกก.สน.ห้วยขวาง ไปปฏิบัติราชการที่ศปก.บช.น. โดยขาดจากการปฏิบัติหน้าที่ทางตำแหน่งเดิม และให้พ.ต.อ.สันทัด ลยางกูร รองผบก.น.1 รักษาราชการแทน ผกก.สน.ห้วยขวาง คำสั่งมีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

ส่วนที่ สน.ห้วยขวาง พล.ต.ต.นิตินันท์ เพชรบรม รอง ผบช.น. เรียกประชุมติดตามความคืบหน้าคดี พร้อมระบุว่า วันนี้จะเข้ามาดูเรื่องคำให้การของตำรวจและพยานที่อยู่ ในที่เกิดเหตุว่าสอดคล้องกันหรือไม่ รวมถึงคำให้การของพยานของผู้เสียหายจะนำมาดูประกอบกันว่าพฤติการณ์นั้นมีความผิดอะไรตรงไหนบ้าง จะไล่เรียงว่าในที่เกิดเหตุนั้น มีใครบ้าง ใครทำหน้าที่อะไร และเมื่อมีเรื่องเงิน เข้ามาเกี่ยวข้องต้องดูว่าเงินนั้นได้มาจากใคร ได้มาอย่างไร ความเสียหายตกที่ใคร

การสอบสวนวันนี้จะเชิญผู้กำกับและ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ทั้งหมดในวันนั้นมาสอบ ส่วนคนหน้าด่านที่อยู่ในระดับชั้นประทวน ยศนายสิบ จะยังไม่เชิญมาสอบ และหาก จะเชิญมาก็จะเชิญมาสอบทีละคน การสอบสวน จะรู้ผลภายในวันนี้ ส่วนว่าจะมีความผิดอะไรบ้าง เบื้องต้นจะเป็นความผิดอาญา ม.157 ส่วนความผิดทางวินัยต้องรอตรวจสอบก่อน และหลังจากนี้สำนวนจะถูกส่งไปยังป.ป.ช. และ ปปท. ในการดูความผิดอีกขั้น

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงคนที่ยื่นเงินให้นั้นเป็นชายชาวสิงคโปร์หรือไม่ พล.ต.ต.นิตินันท์กล่าวว่า เป็นชายชาวสิงคโปร์ที่เป็นแฟนหนุ่มของสาวชาวไต้หวัน

จ่อฟันรตอ.-สตอ.
รายงานข่าวจากบช.น.แจ้งว่า พล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผบก.น.1 เรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายปราบปรามสน.ห้วยขวาง ทั้งหมด 14 นาย ที่ตั้งด่านตรวจในวันเกิดเหตุมาสอบปากคำ ที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 (บก.น.1) ชั้นที่ 3 ของบช.น. เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเอาผิดตาม ม.157 กรณีปล่อยนักท่องเที่ยวสาวชาวไต้หวันและเพื่อนชายไม่จับกุมดำเนินคดีในความผิดบุหรี่ไฟฟ้า เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมด เข้าเวรผลัดดึก ตั้งด่านตรวจบริเวณหน้าสถานทูต จีน 7 นาย และฝั่งตรงข้ามถนน 7 นาย มีนายตำรวจยศร.ต.อ.ตำแหน่งรองสว.ป.เป็นหัวหน้าด่าน ส่วนตำรวจที่ถูกแจ้งข้อหา เป็นตำรวจที่ตั้งด่านอยู่ที่หน้าสถานทูตจีน คณะกรรมการอยู่ระหว่างสอบสวนพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ขณะนี้มีตำรวจที่เข้าข่าย ถูกดำเนินคดีแล้ว 2 นาย ยศ ร.ต.อ. และ ส.ต.อ. ตามหลักฐานภาพวงจรปิดพบว่าเจรจากับกลุ่มนักท่องเที่ยวดาราสาวชาวไต้หวัน

ต่อมา เวลา 16.30 น. พล.ต.ต.นิตินันท์ ให้สัมภาษณ์หลังจากสอบปากคำตำรวจชุดปฏิบัติหน้าที่ในวันเกิดเหตุที่มีทั้งหมด 14 นาย ใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง ว่า วันนี้เรียกสอบตำรวจที่เกี่ยวข้องเข้ามาภายในห้องประชุม 5 นาย จากทั้งหมด 14 นาย เบื้องต้นจากการสอบปากคำ ตำรวจที่เกี่ยวข้องปฏิเสธเรื่อง รับเงิน ส่วนรายละเอียดทั้งหมดในวันนี้ ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะในช่วงเย็นวันนี้ ผบช.น. จะเป็นผู้สอบปากคำตำรวจที่เกี่ยวข้องทั้งหมดด้วยตัวเอง โดยขณะนี้มีตำรวจที่เกี่ยวข้องอยู่ที่ กองบัญชาการตำรวจนครบาลแล้ว 2 นาย

พล.ต.ต.นิตินันท์ยังปฏิเสธเรื่องผู้หญิงที่เป็น คนจ่ายเงินให้กับตำรวจ โดยบอกว่าข้อมูลนี้มาจากนายชูวิทย์ ขณะที่จากการตรวจสอบ พบข้อมูลตำรวจ 4 นาย ในที่เกิดเหตุใกล้ชิดกับดาราสาวไต้หวันจำนวน 4 คน อยู่ระหว่างการตรวจสอบและพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

รายงานข่าวแจ้งว่า ตำรวจ 2 นายที่ถูกคุมตัว ไปสอบสวนที่บช.น. คือผู้ที่ยืนประชิดกลุ่มดาราสาวไต้หวันมากที่สุด ล่าสุดตำรวจทุกนาย ยังยืนยันปฏิเสธการเรียกรับผลประโยชน์ แต่จาก การสืบสวนสอบสวนในเชิงลึก มีผู้ยอมรับสารภาพแล้ว 1 นาย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน