ห่วงตะวัน-แบม ร่างกาย‘ซีด’แล้ว
กลุ่มมวลชนเดินขบวนนำ 6 พันรายชื่อประชาชนยื่นถึงประธานศาลฎีกา สนับสนุน 3 ข้อเรียกร้อง ‘ตะวัน-แบม’ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ประกันสิทธิเสรีภาพของราษฎร ปล่อย ผู้ต้องหาคดีทางการเมือง ขณะที่ทนายเผยอาการล่าสุดทั้งคู่ยอมจิบน้ำบรรเทาอาการตามที่แพทย์ขอร้อง แต่ยืนยันยังมีความตั้งใจอดอาหารเพื่อเรียกร้องตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ไม่ได้ปรารถนาจะจบชีวิตตนเอง
เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ฝั่งหน้าหอประชุมใหญ่ ถนนหน้าพระธาตุ กทม. กลุ่ม นักกิจกรรมรวมตัวเดินเท้าไปยังสำนักงานประธานศาลฎีกา เพื่อยื่น 6,000 กว่ารายชื่อที่สนับสนุนข้อเรียกร้องของน.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือตะวัน และน.ส.อรวรรณ ภู่พงษ์ หรือแบม ผู้ต้องหาคดีมาตรา 112
ผู้สื่อข่าวรายงานว่านอกจากนักกิจกรรมทางการเมืองแล้ว ในขบวนยังมี รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นางอมรรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โดยตั้งแถวบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เดินผ่านท้องสนามหลวง ถนนราชดำเนินใน เลี้ยวขวาหน้าศาลฎีกา หยุดอ่านแถลงการณ์ข้อเรียกร้อง จากนั้นยื่นหนังสือผ่านนายธนากร พรวชิราภา หัวหน้าฝ่ายกฎหมายสำนักงานประธานศาลฎีกา เป็นผู้แทนมารับเรื่อง เพื่อนำไปมอบให้ประธานศาลฎีกาต่อไป
สำหรับแถลงการณ์ระบุว่า ขณะนี้สาธารณชนได้แสดงออกสนับสนุนข้อเรียกร้อง 3 ข้อของน.ส.ทานตะวัน และน.ส.อรวรรณ โดยรวบรวมรายชื่อประชาชนกว่า 6,000 คน ที่สนับสนุนข้อเรียกร้องเว็บไซต์รณรงค์เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง (Change.org) จึงขอเรียกร้องต่อศาลฎีกาดังต่อไปนี้ 1.ปล่อยตัวนักโทษการเมืองทุกคน ขอให้ศาลฎีกาปกป้องสิทธิเสริภาพของราษฎรด้วยการปล่อยตัวนักโทษการเมืองทุกคน
2.ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนมีความเป็นอิสระ เปิดเผยโปร่งใส ขอให้ศาลฎีกาประกาศโดยชัดแจ้งให้กระบวนการพิจารณาคดีปราศจากการแทรกแซงจากมีผู้อำนาจนำ ที่ส่งผลต่อความยุติธรรมและสิทธิเสรีภาพของการประกันสิทธิเสรีภาพของราษฎร และ 3.ประกันสิทธิเสรีภาพของราษฎรจากการใช้กฎหมายมาตรา 112 และมาตรา 116 อย่างไม่เป็นธรรม ด้วยการยุติการดำเนินคดีที่เกิดจากการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญของราษฎรด้วยยกเลิกมาตรา 112 และมาตรา 116

ยื่นปธ.ฎีกา – ประชาชนเดินเท้าจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ไปยื่น 6,514 รายชื่อประชาชนถึงประธานศาลฎีกา สนับสนุน 3 ข้อเรียกร้องของน.ส.ทานตะวัน และ น.ส.อรวรรณ เมื่อวันที่ 30 ม.ค.
น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม หรือบุ้ง หนึ่งสมาชิกกลุ่มทะลุวังที่มาร่วมยื่นหนังสือ กล่าวว่าอาการล่าสุดของตะวันและแบม เท่าที่ทราบขณะนี้ตัวซีดแล้ว เราไม่มีเจตนาก่อความวุ่นวายใด เช่นเดียวกับการยื่นหนังสือเมื่อครั้งมีการประชุมเอเปค ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นมาจากเจ้าหน้าที่รัฐโดยเสมอมา
ที่กระทรวงยุติธรรม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม พร้อมด้วยนางพงษ์สวาท กายอรุณสุทธิ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม และผู้บริหารกระทรวง หารือกับรศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ นายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือแอมมี่ และนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน แกนนำราษฎร เกี่ยวกับสุขภาพของตะวันและแบมจากการอดอาหารและน้ำ
โดยตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุมกล่าวว่า อยากให้เกิดการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม รวมถึงอยากให้กรมราชทัณฑ์คอยอัพเดตอาการของผู้ชุมนุมที่อดอาหารอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะออกไปรักษาตัวยังโรงพยาบาลภายนอกแล้ว พร้อมเสนอแนวทางการดูแลผู้ต้องขังที่ศาลยังไม่ตัดสินคดี โดยให้ใส่กำไลอีเอ็มแทนการคุมขังในเรือนจำ
นายสมศักดิ์กล่าวว่า ขอยืนยันว่าอะไรที่ทำได้ เช่น อัพเดตอาการผู้ต้องขัง จะรีบประสานไปยังร.พ.ธรรมศาสตร์ ซึ่งกระทรวงยุติธรรมมีความยินดีและตั้งใจที่จะทำให้ เพื่อให้เกิดความสุขทุกภาคส่วน ต้องการให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นในวันข้างหน้า พร้อมยืนยันว่าจะดูแลผู้ต้องขังตามหลักสิทธิมนุษยชน และมาตรฐานสากล ไม่เลือกปฏิบัติอย่างแน่นอน เพราะกระทรวงยุติธรรมมีแนวนโยบายเรื่องหลักสิทธิมนุษยชนบนพื้นฐานประชาธิปไตยอยู่แล้ว
วันเดียวกัน นายชุมสาย ศรียาภัย รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าตะวันและแบมไม่น่าจะมีเจตนากระทำความผิดในมาตรา 112 ตามที่ถูกกล่าวอ้าง เพียงแต่พวกเขาพิจารณาจากเหตุผล มีชุดความคิด และประสบการณ์ในยุคสมัยของเขา ดังนั้น ผู้นำหรือผู้มีอำนาจต้องใช้เมตตาธรรม มองพวกเขาอย่างเข้าใจ อธิบายด้วยเหตุผล พวกเด็กๆ ไม่ใช่คนอื่นไกล คือลูกหลานของประเทศไทยที่จะเป็นกำลังสำคัญของชาติบ้านเมืองต่อไปในอนาคต
นายชุมสายกล่าวว่า หลายประเทศปล่อยนักโทษการเมือง หรือไม่ดำเนินคดีกับผู้ที่มีความคิดเห็นทางการเมือง แตกต่างจากผู้มีอำนาจประเทศเรา พรรคเพื่อไทยทราบและตระหนักในปัญหานี้ เรายึดมั่นอุดมการณ์ประชาธิปไตย ความยุติธรรม หลักนิติธรรมที่เป็นสากล การบังคับใช้กฎหมายขณะนี้ หากเป็นไปตามเจตนารมณ์ และความมุ่งหมายโดยแท้ของบทบัญญัติ เราไม่ขัดข้อง แต่ที่ผ่านมาเราเห็นการหยิบยกกฎหมายในมาตราเหล่านี้ มาใช้เป็นเครื่องมือในการรักษาอำนาจทางการเมือง ปิดปาก และหยุดการกระทำของผู้เห็นต่าง ถือเป็นการตีความการบังคับใช้กฎหมายอย่างบิดผันกระบวนการยุติธรรม ผู้วินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีควรจะต้องรับฟัง และมีทางออกในเรื่องนี้อย่างสันติ โดยใช้หลักเมตตาธรรมนำหลักยุติธรรม
ขณะเดียวกัน ทนายความของตะวันและแบมชี้แจงอาการของทั้งคู่ในวันที่ 30 ม.ค. ว่าทนายความเดินทางไปร.พ.ธรรมศาสตร์ฯ เข้าเยี่ยมตะวันและแบม จากการสอบถามพูดคุยพบว่ามีเพื่อนและครอบครัวมาเยี่ยม รวมถึงมีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 3 คนมาเยี่ยมด้วย จากการสรุปรายงานของแพทย์ระบุว่าตะวันตื่นรู้ตัวดี อ่อนเพลีย ปากแห้ง หลับเป็นพักๆ เนื่องจากมีอาการร้อนในตัว แสบร้อนกลางอก เจ็บแปลบที่หน้าอกข้างซ้ายเวลาตะแคงตัว สามารถโต้ตอบได้ และอารมณ์อยู่ในเกณฑ์ปกติเหมาะสมกับเรื่องที่พูดคุย
ส่วนตะวันตื่นรู้ตัวดี อ่อนเพลีย ปากแห้ง ปวดกรามทั้ง 2 ข้าง นอนหลับเป็นพักๆ เนื่องจากไม่สุขสบายและกัดฟัน สามารถโต้ตอบได้ และอารมณ์อยู่ในเกณฑ์ปกติเหมาะสมกับเรื่องที่พูดคุย ตะวันและแบมได้เล่าให้ฟังอีกว่า จากการพบเจออาจารย์หมอทั้ง 5 ท่าน ได้มีแพทย์ขอร้องให้จิบน้ำเพื่อบรรเทาอาการ สุดท้ายทั้งคู่จึงยอมจิบน้ำ โดยในรายงานของทีมแพทย์ผู้ดูแลของตะวันและแบม ระบุว่ามีความตั้งใจในการอดอาหารเพื่อเรียกร้องตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ไม่ได้ปรารถนาจะจบชีวิตตนเอง ซึ่งรับทราบว่าการอดอาหารมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ไม่ได้แสดงความกลัวต่อความเสี่ยงนั้น
ทนายความระบุอีกว่า รายงานของแพทย์ยังระบุภายใต้หัวข้อการสื่อสารของตะวันและแบมต่อสังคมว่าไม่กลัวตาย หากการตายนี้จะนำมาซึ่งความยุติธรรมและอิสรภาพของผู้ที่ออกมาเรียกร้องและถูกดำเนินคดีเพียงเพราะต้องการการเปลี่ยนแปลงที่จะนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำที่ลดลง การมีชีวิตและประเทศชาติที่ดีขึ้นก็ยินดีเสียชีวิต การเลือกวิธีการอดอาหารและน้ำเป็นแนวคิดที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงมีผลชัดเจนและรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่การตาย และเห็นว่าการมีชีวิตต่อเพื่อการต่อสู้กับสิ่งที่เป็นเป้าหมายหลักสำคัญ ยังเป็นประเด็นที่สำคัญที่อยู่ระหว่างการพิจารณา