ขอบคุณทุกๆคนที่ยืนยันเรื่องจริง บช.น.เชือดเพิ่ม! 14ตำรวจในด่าน บิ๊กเด่นคุมคดีเอง มีฉาวอีกที่พัทยา
พอใจที่ตำรวจไทยยอมรับผิด ดาราสาวชาวไต้หวัน ‘อันหยูชิง’ ที่ถูกตร.รีดไถ 2.7 หมื่น พร้อมกลับมาเที่ยวเมืองไทยอีก โพสต์อินสตาแกรมขอบคุณสื่อที่รับฟังปัญหาและเผยแพร่ข้อเท็จจริง อีกทั้งซาบซึ้งน้ำใจและมิตรภาพคนไทยที่สอนให้รู้จักความกล้าหาญจนทำให้ความจริงปรากฏ ชื่นชมวัฒนธรรม อาหาร และอุปนิสัยคนไทย ชี้ยังมีความพิเศษเสมอ ด้าน ‘บิ๊กเด่น’ ผบ.ตร.โดดคุมคดีนี้ด้วยตัวเอง พร้อมคลี่ทุกประเด็นให้เคลียร์ และขอโทษเหยื่อที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ บช.น.ฟันเพิ่มอีก 14 ตำรวจชุดตั้งด่าน 7 นายโดนเด้งเข้าประจำและอีก 7 นายให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เตรียมไปสอบพยานรวมถึง เจ้าทุกข์ในคดีนี้ถึงในต่างประเทศ
จากกรณีอันหยูชิง หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Charlene An ดาราสาวชาวไต้หวัน ที่เป็นข่าวถูกตำรวจสน.ห้วยขวางรีดไถเงินจำนวน 27,000 บาท ระหว่างเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย ต่อมาตำรวจที่เกี่ยวข้องจำนวน 14 นาย ถูกย้ายแล้ว 7 นาย ขณะที่ผกก.สน.ห้วยขวาง ถูกย้ายออกจากตำแหน่งนั้น
เมื่อวันที่ 31 ม.ค. อันหยูชิง โพสต์ใน อินสตาแกรมอีกครั้ง ทั้งภาษาไทยและภาษาจีน สรุปได้ว่า “ขอขอบคุณสื่อมวลชนไทยและไต้หวันที่รับฟังปัญหา เผยแพร่ข้อเท็จจริง และขอบคุณทุกข้อความสนับสนุนให้กำลังใจและห่วงใย ทำให้ฉันก้าวผ่านจุดมืดมิดมาได้
ขอบคุณมิตรภาพน้ำใจของคนไทย มิตรภาพของเพื่อนใหม่ชาวไทย ที่สอนให้ฉันได้รู้จักกับความกล้าหาญโดยไม่มีกำแพงทางภาษามาปิดกั้น
สำหรับประเทศไทย วัฒนธรรมของคุณ คนไทย และอาหารไทย ยังคงพิเศษสำหรับฉันเสมอ ฉันหวังว่าในครั้งต่อไปที่ฉันมาเที่ยวประเทศไทย ฉันจะได้รับประสบการณ์ที่ดีกว่าเดิม
เมื่อความจริงปรากฏขึ้นแล้ว เรื่องนี้ก็ถึงเวลาจบลงเสียที ด้วยความสัตย์จริง ลงชื่อ อันหยูชิง”

ขอบคุณ – อันหยูชิง ดาราสาวไต้หวัน โพสต์ไอจี ส่วนตัวอีกครั้ง ขอบคุณทุกคนที่สนับสนุน ให้กำลังใจกรณีถูกตำรวจไทยรีดเงิน พร้อมระบุหลังเรื่องต่างๆ ยุติแล้วอยากกลับมาท่องเที่ยวประเทศไทยอีกครั้ง เมื่อวันที่ 31 ม.ค.
วันเดียวกัน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร กล่าวว่า ขณะนี้รอรับฟังผลการสอบสวนของกองบัญชาการตำรวจนครบาลอยู่ เพื่อให้เกิดความชัดเจนทุกอย่าง ซึ่งเมื่อวานนี้ผบช.น.มีคำสั่งให้ผกก.สน.ห้วยขวางมาปฏิบัติราชการที่ศปก.ไปแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการเร่งให้สอบสวนพยานต่างๆ ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนของบช.น.ก็ทำงานอยู่ ยืนยันว่าจะทำตรงไปตรงมาตามพยานหลักฐาน ใครผิดก็ว่าไปตามผิด ทั้งอาญา วินัย และทางการปกครอง เราจะดูว่าใครบกพร่องอะไรบ้าง ทั้งนี้ การตั้งด่านในวันนั้นมีคนจำนวนมาก จะดูให้เกิดความชัดเจนในทุกๆ คน ให้เกิดความเป็นธรรมว่า ใครผิด ใครบกพร่องอะไรบ้าง ขอเวลาอีกสักระยะ เพื่อให้เกิดความแน่ชัดทุกอย่างให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ยืนยันว่าจะทำอย่างตรงไปตรงมาแน่นอน คนผิดก็ต้องถูกลงโทษ
พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวต่อว่า เรื่องพยานนั้นทางตำรวจก็ยินดี ซึ่งอยู่ระหว่างการประสานงานที่จะนำมาสอบสวน ถึงแม้เกรงจะไม่ปลอดภัยยังไม่มาเมืองไทย หรือจะมา ตำรวจยินดีที่จะให้มาสอบสวน สมมติถ้าเขาไม่มา ตำรวจก็จะเดินทางไปสอบสวนเพื่อให้รู้ความจริงทุกอย่างให้ได้ เพื่อให้ปรากฏให้ชัดเจนว่าใครผิดบ้าง ใครบกพร่องบ้าง ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ แต่ขอเวลาสักระยะหนึ่ง เรื่องนี้ตนเข้ามาควบคุมกำกับดูแลด้วยตนเอง
พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวต่อว่า ประชาชนต้องคาดหวังผู้บังคับใช้กฎหมายสูงอยู่แล้ว เราจะต้องทำให้ดีที่สุด ตอนนี้เตรียมการวางระบบเพิ่มเติมในการตั้งจุดตรวจให้มีมาตรฐานโปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งจะนำเรื่องนี้มาดูให้เกิดความรอบคอบในอนาคตต่อไป ส่วนเรื่องของวินัยจะต้องดูว่าใครผิดบ้างมีความบกพร่อง ส่วนเรื่องอาญาก็เป็นอีกส่วนหนึ่งใครผิดบ้าง วินัยกับอาญาอาจไม่เท่ากัน เช่น อาญาจะโดนกี่คนที่เกี่ยวข้องจริงๆ ส่วนวินัยคือความบกพร่องในการควบคุมดูแลตามสายงานต่างๆ จะต้องมีความรับผิดชอบด้วย
เมื่อถามถึงประเด็นการไม่ดำเนินคดีเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า จะเข้าข่ายความผิดกับชุดจับกุม วันนั้นหรือไม่ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวว่า ผบช.น.ได้ตอบประเด็นนี้ไปบ้างแล้ว ตนขอให้รอความชัดเจนไปในทิศทางเดียวกัน ขอให้รอผลจากคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมา ขณะนี้ได้มีการดำเนินคดีทางอาญาไปแล้ว และมีคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย
เมื่อถามถึงประเด็นการย้าย ผกก.สน.ห้วยขวาง สะท้อนอะไรหรือไม่ในเรื่องข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวว่า ส่วนหนึ่งแสดงว่ามีความบกพร่องเกิดขึ้น จึงมีคำสั่งให้มาช่วยราชการที่ศปก.ก่อน หากผกก.ควบคุมไม่ดีแล้ว รองผกก.ป และสวป.ก็จะต้องโดนด้วย
เมื่อถามว่ากรณีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ กดดันให้ย้ายผบช.น. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวว่า ก็ต้องว่าตามข้อเท็จจริง เพราะเรื่องการกระทำความผิดในกรณีการตั้งจุดตรวจคงจะเป็นระดับข้างล่าง จริงๆ เรามีคำสั่งการกำกับดูแล 1212 (มาตรการควบคุมและเสริมสร้างความประพฤติ และวินัยข้าราชการตำรวจ) ไว้ส่วนหนึ่งว่าผู้บังคับบัญชา 2 ระดับ จากผู้ที่กระทำผิดขึ้นมา เช่น หัวหน้าด่านคือรองสารวัตร ผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบในการควบคุมกำกับดูแลคือสารวัตร และรองผกก. แต่เมื่อคดีนี้เป็นคดีที่เกี่ยวพันกับเรื่องหลายๆ เรื่อง และเป็นเรื่องที่ได้กำชับไว้แล้วเรื่องการตั้งด่านตรวจหรือจุดตรวจ ต้องมีมาตรฐาน หัวหน้าสถานีก็หนีไม่พ้นความรับผิดชอบ จึงต้องเอาถึงหัวหน้าสถานี แต่ถึงผู้บัญชาการตำรวจนครบาลหรือไม่ ตนมองว่าคงไม่ถึงขนาดนั้น ต้องให้ความเป็นธรรมด้วย
เมื่อถามถึงกรณีที่ผู้บังคับบัญชาถูกลูกน้องปิดบังข้อเท็จจริง พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวว่า โดยหลักการผู้ที่ทำความผิดมักจะไม่ยอมรับ เราก็เห็นอยู่เสมออยู่แล้ว แต่เราในฐานะผู้บังคับบัญชาก็ต้องค้นหาความจริงนี้ให้ได้ “ผมได้ให้นโยบายไปหมดแล้วว่า แม้กระทั่งพยานหรือผู้เสียหายต่างๆ หากอยู่ต่างประเทศแต่เนื่องจากเป็นเรื่องที่น่าสนใจเราก็ต้องเดินทางไป ซึ่งได้มุ่งไปที่พยาน หรือคนที่จ่ายเงินก่อนที่ทราบว่าอยู่ที่สิงคโปร์ โดยผมได้ให้นโยบายว่า ต้องพยายามรีบหาความจริงให้ปรากฏให้เร็วที่สุด”

ตาจราจร – พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. พร้อมด้วยนพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ มอบรางวัลและเกียรติบัตร โครงการอาสาตาจราจร ให้เจ้าของคลิปกล้องหน้ารถบันทึกอุบัติเหตุทางถนน หรือการกระทำผิดกฎจราจรสำคัญ จำนวน 28 รางวัล ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 31 ม.ค.
เมื่อถามว่าหากตำรวจไปถึงต่างประเทศแล้วพยานไม่อยากให้ความร่วมมือพูดคุยกับตำรวจไทย แต่ให้พูดคุยผ่านคนกลางอย่างตำรวจสากล จะยินดีที่จะดำเนินการตามนั้นหรือไม่ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวว่า ยินดีหมด อะไรที่สามารถได้ข้อมูลมาเพิ่มเติมให้เกิดความชัดเจน เราก็ยินดีหมด รวมถึงการสอบพยานสาวไต้หวันด้วย
เมื่อถามว่าที่ผ่านมาภาพลักษณ์ของตำรวจค่อนข้างจะมีภาพลบ การสร้างภาพลักษณ์หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวว่า ช่วงนี้เป็นช่วงการแต่งตั้งโยกย้าย หลังจากเข้าไปรับตำแหน่งใหม่แล้ว ก็คงจะประชุมและกำชับอีกที มีมาตรการที่เข้มข้นขึ้น ควบคุมกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของ ผู้ใต้บังคับบัญชา เอาให้จริงจังเราต้องโปร่งใสมากขึ้น เราต้องพยายามใช้กล้องทำงานให้ได้เร็วที่สุด เพราะว่าตอนนี้เรามีกล้องอยู่จำนวนหนึ่งแล้ว กล้องอาจจะไม่ครบ แต่เราได้ของบประมาณเพิ่มเติมแล้ว เพื่อให้ซื้อกล้องในการทำงานให้ครบ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้น จะได้ไม่มีรอยโหว่ในการทำงาน อยากให้ความเชื่อมั่นว่าในเรื่องต่างๆ เราในฐานะ ผู้รักษากฎหมาย ถ้าเกิดตำรวจผู้รักษากฎหมายทำผิด ก็ต้องลงโทษอย่างจริงจัง และก็ตำรวจดีๆ ยังมีอีกเยอะ เรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีความบกพร่องอะไรไป ผมในฐานะหัวหน้าหน่วย ก็ต้องขอโทษผู้ที่ได้รับความเสียหายในเรื่องนี้กับเรื่องที่เกิดขึ้น
เมื่อถามว่าเรื่องเกี่ยวกับตำรวจทำลายภาพลักษณ์ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวว่า เป็นโรคใหม่ โรคของยุคโซเชี่ยลที่มีกล้องจำนวนมาก การกระทำความผิดมันก็ปกปิดได้ยาก จริงๆ มันอาจจะมีมาแต่ไม่มีใครพบเห็น เราก็ต้องแก้กันไป เพื่อว่าในอนาคตมันจะดีขึ้นเรื่อยๆ เชื่อมั่นว่าต้องดีขึ้นแน่นอน เพียงแต่อยากให้เห็นว่าตำรวจที่ดีๆ ก็ยังมีที่เสี่ยงอันตรายช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในการจับกุมคนร้าย
ด้านพล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผบลก.น.1 เปิดเผยว่าได้สอบปากคำตำรวจทั้ง 14 นายที่เกี่ยวข้องกับการตั้งด่านในวันเกิดเหตุเรียบร้อยแล้ว โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 7 นาย ซึ่งกลุ่มแรกเป็นฝั่งกลุ่ม ริมถนนหน้าสถานทูตจีน จำนวน 7 นาย และอีกกลุ่มอยู่ฝั่งเกาะกลางถนน จำนวน 7 นาย กลุ่มที่เป็นประเด็นคือกลุ่มที่อยู่ด้านหน้าสถานทูตจีน เนื่องจากใกล้ชิดกับกลุ่ม นักท่องเที่ยวมากที่สุด เบื้องต้นตำรวจทั้งหมดยังให้การปฏิเสธ แต่ยอมรับว่าได้ถ่ายรูปบุหรี่ไฟฟ้าของนักท่องเที่ยวจริง และไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา จากการพิจารณาล่าสุดได้ให้ตำรวจทั้ง 14 นายหยุดการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว และ 7 ใน 14 นายฝั่งสถานทูตจีนให้มาช่วยราชการที่ศปก. พร้อมทั้งเข้าสู่กระบวนการขั้นตอนการสอบเค้นพิเศษ
ผบก.น.1 กล่าวต่อว่า ในวันเดียวกันนี้ได้เรียกบุคคลที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่คนขับแกร็บ คนขับแท็กซี่ และพนักงานในผับ ซึ่งทุกคนต้องเข้ามาสอบคำให้การ เพื่อยืนยันคำให้การเดิมที่ให้ไว้กับพนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวางก่อนหน้านี้ด้วย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างสอบปากคำคนขับแท็กซี่ชมพูคาดเขียว หรือหนุ่ม อายุ 44 ปี พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากภาคประชาชน หากมีกล้องหน้ารถหรือภาพกล้องวงจรปิด หรือเห็นเหตุการณ์ในวันนั้น รวมถึงกลุ่มเพื่อน ผู้เสียหาย หากไม่สะดวก ตนจะชี้ช่องให้ว่า หากเกรงว่าจะถูกดำเนินคดีข้อหาติดสินบนเจ้าพนักงานก็สามารถให้เพื่อนมาสอบปากคำ ในฐานะพยาน หรือสามารถติดต่อมาทาง เฟซบุ๊กตนได้เลย ชื่อ Atthaporn wongsiripreeda เพื่อวิดีโอคอลให้ข้อมูล เพราะจะเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่ใช้ประกอบสำนวนแจ้งข้อหาในคดีอาญากับตำรวจทั้ง 7 นายได้ ทั้งนี้ ตนเตรียมพนักงานสอบสวนที่มีความสามารถด้านภาษาจีน และภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นตำรวจหญิงไว้รอรับแล้ว
“ยืนยันขอให้ภาคสังคมมั่นใจในการทำงานของตำรวจว่าจะไม่มีการปกป้องคนทำผิด ซึ่งทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ และทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยว รวมถึงยังทำให้องค์กรและประเทศชาติเสียหายอย่างเด็ดขาด และเพื่อให้สังคมสบายใจ ทั้งนี้ คณะกรรมการและพนักงานสอบสวนในคดีนี้ ได้เปลี่ยนทั้งหมด เป็นพนักงานสอบสวนที่น่าเชื่อถือ และไม่เกี่ยวข้องกับสน.ห้วยขวางมาทำคดีนี้” พล.ต.ต.อัฏธพรกล่าว
รายงานว่า คณะกรรมการตรวจสอบการเอาผิดเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายปราบปรามสน.ห้วยขวาง ได้สรุปแจ้งดำเนินคดีมาตรา 157 ตำรวจที่ตั้งด่านหน้าสถานทูตจีนทั้ง 7 นาย เนื่องจากพบพยานหลักฐานและ กล้องวงจรปิดแน่ชัดว่า ไม่ดำเนินคดีกลุ่ม นักท่องเที่ยวในความผิดครอบครองบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งๆที่ถ่ายรูปบุหรี่ไฟฟ้าเอาไว้ด้วย
ส่วนการตั้งคณะการการตรวจสอบเอาผิดคดีเรียกรับเงิน ตามมาตรา 149 นั้น มีรายงานว่า พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. สั่งการให้บก.สส.บช.น. ส่งชุดสืบสวนบินข้ามประเทศไปสอบปากคำพยานสำคัญ 2 ปาก ได้แก่ เพื่อนชายชาวสิงคโปร์ของดาราสาวชาวไต้หวันที่มีข้อมูลว่า เป็นผู้จ่ายเงินจำนวน 27,000 บาท ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ห้วยขวาง ที่ตั้งด่านตรวจหน้าสถานทูตจีน และชุดสืบสวนอีกทีมบินไปประสานทางการไต้หวันเพื่อสอบปากคำนักท่องเที่ยวสาวชาวไต้หวันที่โพสต์ลงในโลกออนไลน์ว่าถูกตำรวจไทยรีดเงินจนตกเป็นข่าวฉาวดังครึกโครม ชุดสืบสวนทั้ง 2 ชุด เตรียมเดินทางไปสอบปากคำและขอข้อมูลพยานทั้ง 2 ราย ในวันที่ 1 ก.พ. เพื่อรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานดำเนินคดีในความผิด ม.149
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีเดียวกันว่า ก็ต้องแก้ไขให้หมด คนมีหลายประเภทด้วยกัน มีทั้งคนดีและคนไม่ดี คนไม่ดีก็ต้องเอาออกไปลงโทษเท่านั้นเอง มันก็เป็นปัญหามายาวนานแล้ว คนที่ไม่ดี นายกฯ ไม่เคยปล่อยปละละเลย มีเรื่องมาก็สั่งสอบสวนทุกอัน ถ้ามีความผิด มีหลักฐานชัดเจน ก็ต้องดำเนินคดีว่ากันไปตามระเบียบวินัยและข้อกฎหมายต่างๆ มันมีคนไม่ดีอยู่ ทุกที่ ตนพยายามทำให้ทุกคนมีความรักในองค์กรให้มากยิ่งขึ้น อย่าทำให้องค์กรเสียหาย เพราะทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กรเสียหาย คนดีมันมีเยอะกว่าอยู่แล้ว เมื่อคนไม่ดีทำให้ภาพลักษณ์องค์กรเสียหายก็ต้องลงโทษ เอาคนไม่ดีออกมาให้หมด
เมื่อถามถึงกรณีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้เปิดโปงขบวนการทุนจีนสีเทา อยากให้ นายกฯ กล่าวคำขอโทษ ในฐานะเจ้าบ้านจำเป็นหรือไม่โดยนายกฯ ไม่ได้ตอบคำถาม
ฉาวอีก ถึงคิวตำรวจเมืองพัทยาเรียกเงินนักท่องเที่ยว คดีจับบุหรี่ไฟฟ้า ไกด์ชาวจีนแฉลูกทัวร์ เปิดเผยประเด็นข่าวใหม่ “ตำรวจพัทยาเรียกเงินนักท่องเที่ยว คดีจับบุหรี่ไฟฟ้า” ที่มีการส่งต่อในกลุ่มไกด์ ซึ่งเรื่องดังกล่าวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วัน โดยข้อมูลเบื้องต้นตำรวจเมืองพัทยา ตรวจพบบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ และเรียกเงินจำนวน 6 หมื่นบาท แลกกับการไม่ดำเนินคดี แต่ต่อรองจนเหลือ 3 หมื่นบาท
ล่าสุด พ.ต.อ.กุลชาต กุลชัย ผกก.สภ.เมืองพัทยา เปิดเผยว่าเบื้องต้นดาบตำรวจคน ดังกล่าวยอมรับว่าเป็นบุคคลในภาพ แต่ปฏิเสธการเรียกรับผลประโยชน์ เบื้องต้นมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่งานจราจร ให้ไปช่วยงานธุรการ ป. สภ.เมืองพัทยา พร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว
วันเดียวกัน พล.ต.ต.กัมพล ลีลาประภากรณ์ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีภาพข่าวจากรายการโหนกระแส ทางสถานีช่อง 3 เมื่อวันที่ 31 ม.ค. ขึ้นข้อความดังนี้ “ข้อความในกลุ่มไกด์กรณีลูกทัวร์ถูกจับบุหรี่ไฟฟ้าที่พัทยา ถูกเรียกค่าปรับ 60,000 บาท นักท่องเที่ยวต่อรองเหลือ 30,000 บาท เหตุการณ์เกิดที่พัทยา ประมาณวันที่ 28-29 ม.ค. ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดังนั้นเพื่อให้ปรากฏข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว อาศัยอำนาจตามความในพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 มาตรา 117 จึงแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ประกอบด้วย พ.ต.อ.โสฬส เอี่ยมสะอาด รองผบก.ภ.จว.ชลบุรี เป็นประธานกรรมการ พ.ต.อ.สมพล นาคขำพันธุ์ ผกก.สอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี เป็นกรรมการ พ.ต.ท.พิทักษ์ เนินแสง สารวัตรสอบสวน สภ.เมืองพัทยา เป็นกรรมการ และร.ต.อ.ทนงศักดิ์ อินผดุง รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองพัทยา เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยให้เสนอสำเนาการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรีพิจารณาภายใน 3 วัน
อนึ่ง ถ้าคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเห็นว่ากรณีมีมูลกระทำผิดวินัย หรือกระทำผิดกฎหมายในเรื่องอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน คำสั่งนี้ หรือกรณีที่การตรวจสอบพาดพิง ไปถึงข้าราชการตำรวจผู้อื่น และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงพิจารณาในเบื้องต้นแล้วเห็นว่า ข้าราชการตำรวจผู้นั้นมีส่วนร่วมหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำในเรื่องที่ตรวจสอบอยู่ด้วย ให้ประธานกรรมการรายงานสรุปผลมาโดยด่วนเพื่อพิจารณาต่อไป