ย้อนเหตุการณ์ด่านรีด เผย‘3โปลิศ’ยัดข้อหา ผบก.น.1รุดสอบปากคำ นำรูป14สีกากีให้ชี้ยืนยัน เด้งซ้ำผกก.ไปชานกรุง
ผบ.ตร.ลงดาบซ้ำผกก. ห้วยขวาง ลดเกรดเด้งลงโรงพักชานกรุง หนุ่มสิงคโปร์คนจ่ายเงินย้อนนาทีถูกด่านรีดเงิน เผยถูกขู่ถึงติดคุกปมไม่พกพาสปอร์ต 3 พัน และครอบครองบุหรี่ไฟฟ้า 3 อัน อีก 2.4 หมื่น ทั้งที่เพิ่งซื้อมาจากตลาดห้วยขวาง ยืนยันไม่รู้ว่าผิดกฎหมายเพราะเห็นวางขายเกลื่อน ชูวิทย์เปิดภาพกำลังพลสน.ห้วยขวางให้พยานปากเอกชี้ตัว โฆษกตร.-ผบก.น.1 รุดนำคณะพนักงานสอบสวน 5 นาย สอบปากคำในฐานะพยาน
‘บิ๊กเด่น’เด้งซ้ำผกก.ห้วยขวาง
เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. มีหนังสือคำสั่งตร. ที่ 72/2566 ลงวันที่ 30 ม.ค. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ใจความว่า ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการ ถึง รองผู้บังคับการ ในวาระประจำปี 2565 นั้น
เนื่องจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลรายงานว่าสมควรปรับย้ายข้าราชการตำรวจ เพื่อให้การรวบรวมพยานหลักฐานกรณีมีข้าราชการตำรวจในสังกัดสถานีตำรวจ นครบาลห้วยขวางบางราย บกพร่องต่อการปฏิบัติหน้าที่และน่าสงสัยว่ากระทำความผิดทางวินัยหรืออาญาตรงตามความเป็นจริงและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
ดังนั้น อาศัยอำนาจตามความนัยมาตรา 178 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ประกอบมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 7/2560 ลงวันที่ 20 ก.พ.2560 เรื่อง การปรับปรุงระบบ การพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ จึงเปลี่ยนแปลงการแต่งตั้ง และแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ จำนวน 2 ราย
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. เป็นต้นไป โดยให้โอนอัตราเงินเดือนเดิมไปตั้งจ่ายสำหรับตำแหน่งใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.2566 หรือให้ขาดจากอัตราเงินเดือนเดิมไปรับอัตราเงินเดือนใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.2566 เป็นต้นไป
โดยให้ พ.ต.อ.ยิ่งยศ สุวรรณโณ ผกก.สน.ห้วยขวาง โยกไป ผกก.สน.หนองจอก พ.ต.อ.สุกฤต มังคละสวัสดิ์ ผกก.สน.ราษฎร์บูรณะ ให้ไป ผกก.สน.ห้วยขวาง แทน
หลักฐานถึงใครฟันทุกคน
พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง โฆษก ตร. เผยถึงการย้าย ผกก.สน.ห้วยขวาง ว่า เดิม ผบ.ตร.มีคำสั่งด่วนให้ ผบช.น.สั่งการให้ พ.ต.อ.ยิ่งยศไปช่วยราชการที่ ศปก.บช.น. เป็นการลงโทษทางปกครองไปก่อนในฐานะที่เป็นหัวหน้าสถานีไม่สามารถควบคุมกำกับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาในสังกัด ต่อมาถึงช่วงการแต่งตั้งโยกย้ายประจำปี บช.น.พิจารณาแล้วเห็นว่า สมควรปรับย้ายข้าราชการตำรวจ เพื่อให้การรวบรวมพยานหลักฐานกรณีมีข้าราชการตำรวจในสังกัด สน.ห้วยขวาง บางรายบกพร่องต่อการปฏิบัติหน้าที่และน่าสงสัยว่ากระทำความผิดทางวินัยหรืออาญา ตรงตามความเป็นจริงและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายจึงเสนอเปลี่ยนแปลงการแต่งตั้งดำรงตำแหน่ง จำนวน 2 ราย มายัง ตร.
“การลงโทษ พ.ต.อ.ยิ่งยศ ในส่วนนี้เป็นการลงโทษทางปกครอง แต่หากผลการสอบสวนของคณะกรรมการออกมาว่ามีความผิดเพิ่มเติมจะดำเนินการในส่วนเกี่ยวข้องต่อไปอย่างแน่นอน ทั้งนี้ ผบ.ตร.เน้นย้ำกำชับไปยังคณะกรรมการสอบสวนว่า หากพยานหลักฐานสาวถึงใคร ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตาม ให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาดทุกราย ทั้งการดำเนินคดีอาญา วินัย และปกครอง เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง ไม่เกิดเหตุการณ์ แบบนี้ขึ้นอีก” โฆษก ตร. กล่าว
หนุ่มสิงคโปร์ย้อนนาทีถูกไถ
ต่อมาเวลา 14.00 น. ที่โรงแรมเดอะเดวิส สุขุมวิท 24 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ พร้อมด้วย นายสกาย นักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ หนึ่งในพยานสำคัญที่เป็นคนจ่ายเงิน 27,000 บาท ให้ตำรวจชุดตั้งด่านแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมชี้รูปตำรวจที่ก่อเหตุ
นายสกายกล่าวว่า วันเกิดเหตุ ไปร่วมงานวันเกิดเพื่อนอีกกลุ่ม พร้อมกลุ่ม อันหยูชิง หรือ ชาร์ลีน อัน นักแดสงสาวชาวไต้หวัน ระหว่างเดินทางกลับโรงแรมซึ่งอยู่บริเวณถนนรัชดาภิเษก พบตำรวจตั้งด่านใช้ไฟฉายส่องเข้ามาในรถแกร็บที่นั่งอยู่ จากนั้นเจ้าหน้าที่ประจำด่านบอกให้รถจอดเข้าข้างทางให้ทุกคนในรถลงมาจากนั้นเข้ามาจับตามตัว ค้นกระเป๋า ให้นำเอกสาร หนังสือเดินทางออกมาแสดง รวมทั้งให้ถอดรองเท้า แต่ในวันดังกล่าวไม่ได้นำพาสปอร์ตออกมาจากที่พัก
การตรวจเจ้าหน้าที่พบบุหรี่ไฟฟ้า 3 อัน เจ้าหน้าที่ถามว่ามาจากประเทศไหน ตอนนั้นทางกลุ่มเองเริ่มสงสัยแล้วว่าทำไมตำรวจทำเป็นเรื่องใหญ่ สั่งห้ามโทรศัพท์ ห้ามติดต่อใคร หรือถ่ายรูป โดยในกลุ่มมีตนเพียงคนเดียวที่พอพูดภาษาไทยได้บ้าง ระหว่างที่ถามถึงเหตุผลว่าทำไมถึงต้องตรวจมากมาย เพราะไม่ได้ทำกฎหมายแน่นอน พร้อมอธิบายว่าตามปกติแล้วการเดินทางเข้าประเทศไทยของคนสิงคโปร์ไม่จำเป็นต้องมีวีซ่า ยกเว้นกรณีที่อยู่อาศัยเกินกว่า 10 กว่าวันขึ้นไป ส่วนตัวที่เดินทางมาเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2565 เพื่อฉลองเทศกาลปีใหม่และอยู่ต่อเนื่องมาจนถึงวันที่ 5 เป็นวันที่กำหนดเดินทางกลับ

พยานเอก – นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เปิดตัว ‘สกาย’ นักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ เพื่อนดาราสาวไต้หวัน พยานสำคัญเจ้าของเงิน 27,000 บาท แถลงเล่าเหตุการณ์ด่านสน.ห้วยขวางยัดข้อหาแล้วไถเงิน ที่โรงแรมเดอะเดวิส สุขุมวิท เมื่อวันที่ 1 ก.พ.
แฉถูกขู่โทษหนักถึงติดคุก
ส่วนเล่มหนังสือเดินทาง หรือพาสปอร์ต ที่เจ้าหน้าที่พยายามเรียกดู ตอบไปว่าเอกสารต่างๆ อยู่ที่ที่พัก ถ้าจะตรวจขอเวลากลับไปนำมาแสดง ขณะนั้นเจ้าหน้าที่ไม่ฟังและพยายามแย้งว่าต้องแสดงเอกสารทันที ห้ามไปไหน และพยายามแจ้งว่าการที่พกพาบุหรี่ไฟฟ้าเป็นความผิด จึงตอบเจ้าหน้าที่ไปว่า ตนและเพื่อนไม่ทราบว่าผิดกฎหมาย พร้อมถามกลับว่าถ้าผิดกฎหมายจริงถึงขายได้ทั่วไป เพราะบุหรี่ไฟฟ้าที่ตำรวจตรวจพบนั้นซื้อมาจากตลาดที่ห้วยขวางเทอเรส ในราคาประมาณ 800-1,000 บาท ประกอบกับเห็นคนไทยใช้ตามปกติอยู่ และไม่มีใครบอกว่าผิดจึงคิดว่าสามารถสูบได้ตามปกติ
“เมื่ออธิบายเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าเสร็จตอนนั้นเจ้าหน้าที่เริ่มมีทีท่าโมโห และบอกว่าถ้าอย่างนั้นทั้งหมดต้องไปสถานีตำรวจและจะต้องติดคุกอย่างน้อยอีก 2 วัน ถึงแม้ผมจะแย้งไปว่าถึงกำหนดเดินทางกลับแล้ว เมื่อเจรจาได้ระยะหนึ่ง ทางเจ้าหน้าที่พาไปหาเจ้าหน้าที่อีกรายที่ไม่ได้ใส่เครื่องแบบตำรวจและแจกแจงให้กับผมฟังว่า บุหรี่ไฟฟ้า 3 อัน ซึ่งไม่มีของ อันหยูชิง เพราะเธอเอาไว้ที่ห้อง โดยตำรวจแจ้งว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันละ 8,000 บาท 3 อัน เป็นเงิน 24,000 บาท ส่วนที่ ไม่พบพาสปอร์ตอีก 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 27,000 บาท” นายสกายกล่าว
แจงรูปพรรณ 3 ตร.ก่อเหตุ
หนุ่มพยานคนสำคัญระบุว่า ตำรวจที่เข้ามาพูดคุยเรื่องเงินมี 3 นาย นายแรก เป็นตำรวจนอกเครื่องแบบ สวมแจ๊กเกต มีหนวดเครา ทำหน้าที่เรียกและรับเงิน และเก็บเงินเข้ากระเป๋าตนเอง ส่วนตำรวจนายที่ 2 รูปร่างสูงใหญ่ ศีรษะล้าน ทำหน้าที่บังกล้อง ส่วนตำรวจนายที่ 3 เป็นคนรูปร่างผอม ใส่ผ้าคลุมหน้า โดยจะเข้ามาร่วมรับฟังการพูดคุยด้วย หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่หนึ่งรายยื่นบุหรี่ไฟฟ้ามาให้อันหยูชิงถือพร้อมถ่ายภาพ ตอนนั้นทั้งกลุ่มเครียดมาก เพราะไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อน และอยากออกจากจุดนั้นให้เร็วที่สุด รวมถึงอยากออกจากประเทศไทย ไม่อยากอยู่ต่อเพราะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก
“วันที่เกิดเรื่องผมมีเงินติดตัว 30,000 บาท ตอนที่ให้เงินทางตำรวจพาเดินไปที่มุมหนึ่งของด่านตรวจ จากนั้นให้ผมนับเงินให้เรียบร้อยและให้ในกลุ่มของผมมายืนบังมุมกล้อง เมื่อจ่ายเงินเรียบร้อยเจ้าหน้าที่เรียกแท็กซี่ให้และให้บอกแท็กซี่ว่าจะไปไหนต่อ หลังผ่านเหตุการณ์นั้นมาในกลุ่มไม่ค่อยอยากพูดคุยกันเพราะทุกคนยังเครียด แต่ยืนยันว่า ไม่ได้เมาเหมือนที่มีคนออกมาพูด และพยายามสื่อสารกับเจ้าหน้าที่แล้ว ส่วนตัวคิดว่าเจ้าหน้าที่ต้องมีเหตุผล ถ้าอยากจับก็จะต้องมีเหตุผล ถ้าสงสัยอะไรก็ต้องพูดคุย แต่สิ่งที่เกิดตำรวจไม่มีเหตุผลอะไรและบอกว่าต้องไปสถานีตำรวจอย่างเดียว ทำไมต้องทำแบบนี้
ผบก.น.1รุดสอบปากคำ
สำหรับเงินที่จ่ายไป สกายยืนยันว่า ตำรวจกลุ่มนั้นแสดงท่าทีและพูดจาในลักษณะบีบบังคับให้จ่ายเงินตนเองไม่ได้เสนอให้ และเงินที่พกติดตัวมา 30,000 บาท ที่จ่ายไปนั้น ตั้งใจว่าจะซื้อของฝากให้ครอบครัว แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ซื้อ เพราะตำรวจเหลือเงินให้ติดตัวแค่ 3,000 บาท
รายงานข่าวแจ้งว่า จังหวะนั้นนายชูวิทย์จัดทำแฟ้มรายชื่อพร้อมรูปภาพของตำรวจสังกัด สน.ห้วยขวาง มาจำนวนหนึ่ง และเปิดให้สกายดู 2 รูปภาพ แล้วถามว่า จดจำใครได้บ้าง ซึ่งพยานปากเอกดูรูปภาพตำรวจแล้วได้พยักหน้า พร้อมกับดูภาพตำรวจทั้ง 2 นาย ภายหลังจากที่สกายให้ข้อมูลเสร็จก็ออกจากการแถลง เพื่อไปเตรียมความพร้อมที่จะต้องให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ต่อมา 15.30 น. พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง โฆษกตร. พล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผบก.น.1 เดินทางมาร่วมสังเกตการณ์ในการสอบปากคำวันนี้ด้วย โดยพล.ต.ต.อาชยน กล่าวว่า ขอเวลาขึ้นไปพบกับสกาย พยานสำคัญก่อน วันนี้ได้ให้คณะกรรมการและทีมพนักงานสอบสวน 4-5 นาย เข้ามาร่วมสอบปากคำพยานอย่างละเอียดและครอบคลุม ทุกประเด็น
โฆษกตร.เผย 2 วันคดีชัด
พล.ต.ต.อาชยน เผยหลังข้าร่วมสอบปากคำหนุ่มสิงคโปร์ว่า นายสกายให้ข้อมูลในฐานะพยาน ซึ่งข้อมูลที่ได้รับวันนี้ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวน ทางพนักงานสอบสวนได้สอบถามและบันทึกถ้อยคำทั้งหมดแล้ว และมีการชี้ตัวบุคคลที่อยู่ในด่าน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่า มีตำรวจกี่นาย หรือเป็นตำรวจชุดที่มีคำสั่งย้ายให้ไปช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 หรือไม่
ทั้งนี้ต้องตรวจสอบกับพยานหลักฐานที่ตำรววจมี จึงจะสามารถแจ้งข้อหาเรียกรับผลประโยชน์กับตำรวจที่เกี่ยวข้องได้ คาดว่าใช้เวลา 1-2 วัน คดีน่าจะชัดเจนได้ ส่วนกรณี ที่กล่าวถึงชายไม่สวมเครื่องแบบตำรวจเข้าไปยุ่งเกี่ยว ตรวจค้นกลุ่มนักท่องเที่ยวยังอยู่ในระหว่างพิสูจน์ทราบว่าเป็นใคร ถ้าเป็นตำรวจ อยู่ในสังกัดใด
พล.ต.ต.อาชยนกล่าวต่อว่า การพิจารณาว่าจะดำเนินคดีกับสกายในข้อหาจ่ายสินบนหรือไม่ต้องให้ทางคณะกรรมการสอบสวนพิจารณา จากคำให้การของสกายการถูกเรียกรับดังกล่าวเป็นการให้โดยสมัครใจ หรือ ขู่บังคับ พนักงานสอบสวนต้องพิจารณาคำให้การดังกล่าวให้ชัดเจนเพราะจะมีผล ต่อสถานะของสกาย ว่าจะเป็นพยานหรือฐานะอื่น
ทั้งนี้สกาย ถือว่าเป็นพยานคนสำคัญในคดีเพราะเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ที่สื่อสารกับตำรวจโดยตรงและเป็นเจ้าของเงิน 27,000 บาท ที่ตำรวจเรียกไป นอกจากนี้สกายยังเป็นคนเดียวในกลุ่มที่สื่อสารฟังและพูดภาษาไทยได้ดี
ตั้งสอบดต.พัทยารีดเงิน
ส่วนอีกกรณีฉาว นายดาบตำรวจสภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เรียกรับเงิน 6 หมื่นบาทจากไกด์นำเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจาก กรณีที่จับบุหรี่ไฟฟ้าในวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา และมีการไกล่เกลี่ยจนจบที่ 3 หมื่นบาท โดยพ.ต.อ.กุลชาต กุลชัย ผกก.สภ.เมืองพัทยา ตรวจสอบและรายงานไปยัง พล.ต.ต.กัมพล ลีลาประภาภรณ์ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี พร้อมทั้งลงนามในคำสั่งให้ ด.ต.นพกฤษฎิ์ พรวัฒนกิตติ์ ผบ.หมู่ จร. สภ.เมืองพัทยา ไปช่วยราชการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรีทันที เมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา
ล่าสุด พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.ภาค 2 เผยว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางคณะกรรมการและตำรวจภูธรภาค 2 สอบสวนพบว่า ด.ต.นพกฤษฎิ์ พรวัฒนกิตติ์ ผบ.หมู่ จร. สภ.เมืองพัทยา กระทำผิดเรื่องเรียกรับเงินจริง และได้มีคำสั่งให้เข้ามาช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรีก่อน และจะสอบสวนหาความผิดเพิ่มเติมตามระยะเวลา และคำสั่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และจะมีการให้ความเป็นธรรมตรงไปตรงมาทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อจะได้ลงโทษตามระเบียบของทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป
ล่าสุด เมื่อเวลา 08.00 น.วันเดียวกัน ด.ต.นพกฤษฎิ์เข้ารายงานตัวต่อ พล.ต.ต.กัมพล ลีลาประภาภรณ์ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี โดยเปิดใจสั้นๆ ว่า ตามที่ถูกกล่าวหาว่ารีดเงินนักท่องเที่ยวชาวจีน ยังยืนยันในความบริสุทธิ์ใจ และไม่มีการรับเงินจากนักท่องเที่ยวตามที่ถูกกล่าวหา โดยพร้อมให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยที่ผ่านมาตั้งใจทำงานมาโดยตลอด