ผู้ว่าฯยกระดับเฝ้าระวังดาวเทียมชี้จุดอันตราย
กรุงเทพฯ-ปริมณฑลสำลักฝุ่นพิษ ค่าเกินมาตรฐานพุ่งสูงอีก ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สั่งกทม.เวิร์กฟรอมโฮม ย้ำประชาชนสวมหน้ากาก งดออกกำลังกายกลางแจ้ง ระบุ ผอ.เขตมีอำนาจประกาศเขตเดือดร้อนรำคาญ คุมการเผาไหม้ ยังไม่สั่งปิดโรงเรียนสังกัดกทม. พบ 70 พื้นที่ทั่วประเทศฝุ่นพิษระดับอันตราย ขณะที่สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 คลุ้ง 52 จังหวัดค่าเกินมาตรฐาน จิสด้าเผยข้อมูลดาวเทียมพบจุดความร้อนในไทย 1,208 จุด ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตร พบมากสุดในจ.ชัยภูมิ สธ.เผยค่าฝุ่นเกินมาตรฐานติดต่อกัน 3 วัน ใน 14 จังหวัด สั่งเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน ยอดผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับฝุ่น 3.76 แสนคน เพิ่มขึ้น 1.63 แสนคน เป็นกลุ่มโรคทางเดินหายใจสูงสุด
ฝุ่นพิษอ่วม 52 จว.ทั่วไทย
เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 2 ก.พ. ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศรายงานการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศ โดยภาพรวมปริมาณค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 ในประเทศพบเกินค่ามาตรฐาน 52 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ ปทุมธานี กรุงเทพฯ นนทบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรปราการ เชียงราย เชียงใหม่ น่าน แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำปาง แพร่ ลำพูน อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิจิตร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ อุทัยธานี สิงห์บุรี ลพบุรี สระบุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม ประจวบคีรีขันธ์ สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง บึงกาฬ หนองคาย เลย อุดรธานี นครพนม หนองบัวลำภู สกลนคร มุกดาหาร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ นครราชสีมา และบุรีรัมย์
เกินค่าทุกภาคยกเว้นใต้
ภาคเหนือ เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 43-119 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 57-158 มคก./ลบ.ม. ภาคกลางและตะวันตก เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 48-110 มคก./ลบ.ม. ภาคตะวันออก เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 40-79 มคก./ลบ.ม. ภาคใต้ ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ตรวจวัดได้ 17-28 มคก./ลบ.ม. กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยสถานีตรวจวัดของ คพ. ร่วมกับกทม. เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 62-139 มคก./ลบ.ม.
เฝ้าระวังกทม.-ปริมณฑล
กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ คาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ในวันที่ 3-4 ก.พ.นี้ พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลควรเฝ้าระวังการสะสมของฝุ่นละออง เนื่องจากสภาพอากาศที่นิ่งและปิด พื้นที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ พื้นที่กรุงเทพฯ กลาง กรุงธนเหนือ และใต้ (พื้นที่ท้ายลม) พื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือควร เฝ้าระวังบริเวณภาคเหนือตอนบนและล่าง โดยเฉพาะช่วงวันที่ 3-4 ก.พ.นี้
ชัชชาติสั่งเวิร์กฟรอมโฮม
วันเดียวกัน ที่ศาลาว่าการกทม. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึงสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพฯ ว่า สถานการณ์มาจาก 2 ส่วน คือสภาพอากาศปิดและลมต่ำมาก ทำให้ฝุ่นหมุนเวียนในกรุงเทพฯ ไม่ได้ระบายออก ต้นกำเนิดฝุ่นมาจากรถยนต์และการเผาชีวมวลรอบนอก พบจุดความร้อนค่อนข้างสูงราว 1,200 จุดในเขตประเทศไทย ประกอบกับทิศทางลมเปลี่ยนจากลมตะวันออกเฉียงเหนือมาเป็นลมตะวันออก ทำให้การเผาไหม้ในประเทศเพื่อนบ้านคือกัมพูชาพัดมายังประเทศไทย ส่งผลให้หลายจังหวัดค่าฝุ่นสูง สิ่งที่ดีคือการพยากรณ์แม่นยำขึ้น เห็นตั้งแต่ 3 วันก่อนแล้วว่ามีฝุ่นรุนแรง จึงประกาศเตือนล่วงหน้ามาตลอด มีระบบเตือนภัยในโรงเรียนที่เข้มข้นขึ้น ต้องดูแลตนเองและสวมหน้ากากเมื่อออกพื้นที่โล่งแจ้ง
ยังไม่สั่งปิดร.ร.สังกัดกทม.
ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวต่อว่าทั้งนี้มีแผนฝุ่น แห่งชาติเป็นวาระแห่งชาติ หากฝุ่นสูงเกิน 75 มคก./ลบ.ม. ต่อเนื่องกัน 3 วันรวมพยากรณ์ ต้องมีมาตรการต่างๆ กทม.พยากรณ์ว่าวันที่ 1-3 ก.พ. จะมีค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน จึงสั่งให้หน่วยงานในสังกัดเวิร์กฟรอมโฮมทันที พร้อมสั่งการไปยังสำนักงานเขตขอความร่วมมือบริษัทเอกชนออกมาตรการเวิร์ก ฟรอมโฮม ส่วนราชการได้แจ้งนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน เพื่อแจ้งนายกรัฐมนตรีแล้ว สำหรับโรงเรียนในสังกัด กทม. ตัดสินใจไม่ปิด เพราะอาจสร้างภาระให้พ่อแม่ อย่างน้อยเด็กมาโรงเรียน อยู่ในห้องปิด ใส่หน้ากากอนามัย ไม่ให้ออกไปวิ่งเล่น ห้ามทำกิจกรรมในพื้นที่โล่งแจ้ง มีหน้ากากอนามัยแจก หากเด็กมาไม่ได้ไม่เป็นไร ให้หยุด 2 วันนี้ ทั้งนี้ผู้อำนวยการเขตทั้ง 50 เขต มีอำนาจประกาศเป็นเขตเดือดร้อนรำคาญ ตาม พ.ร.บ.สาธารณสุขฯ จะควบคุมการเผาได้ ขอร้องไปถึงเรื่องธูป เทียน และการเผากระดาษเงิน-ทอง แต่คงบังคับมากไม่ได้เพราะเป็นเรื่องความเชื่อ รวมทั้งกิจกรรมก่อสร้างที่ กทม.เป็นเจ้าของโครงการด้วย
เผยตัวเองวิดพื้น-วิ่งในห้อง
นายชัชชาติกล่าวต่อว่า ควรงดออกกำลังกายกลางแจ้ง ช่วงนี้ตนเองก็หยุด หากออกกำลังกายกลางแจ้งต้องใส่หน้ากาก สูดหายใจยาก หน้ากาก N 95 ไม่จำเป็นมาก เพราะหายใจยาก ราคาแพง อาจใส่หน้ากากอนามัยทั่วไปสามารถกันฝุ่นได้แล้วร้อยละ 60 หากใส่หน้ากากอนามัย 2 ชั้นอาจกันได้ถึงร้อยละ 80 ส่วนตัวออกกำลังกายในห้อง วิดพื้น-จ๊อกกิ้ง วันใดค่าฝุ่นพิษจะถึงจุดสูงสุดยังพยากรณ์ไม่ได้ โดยวันนี้ค่าฝุ่นสูงที่สุด
ไทย-เพื่อนบ้านพบจุดร้อนอื้อ
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและ ภูมิสารสนเทศ หรือ จิสด้า (GISTDA) เผยข้อมูลจากดาวเทียมซูโอมิ เอ็นพีพี ของระบบเวียร์ว่า ไทยพบจุดความร้อนวันที่ 1 ก.พ.2566 จำนวน 1,208 จุด ในขณะที่กัมพูชาประเทศเพื่อนบ้านพบจุดความร้อน 1,713 จุด ตามด้วยเมียนมา 1,072 จุด ลาว 927 จุด เวียดนาม 522 จุด และมาเลเซีย 4 จุด โดยจุดความร้อนในประเทศไทยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่เกษตร 294 จุด พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 293 จุด พื้นที่ป่าอนุรักษ์ 273 จุด พื้นที่เขต ส.ป.ก. 204 จุด พื้นที่ชุมชนและอื่นๆ 127 จุด และพื้นที่ ริมทางหลวง 17 จุด
มากสุดชัยภูมิ-กาญจน์-ลพบุรี
จังหวัดที่พบจุดความร้อนมากที่สุด คือ ชัยภูมิ 133 จุด กาญจนบุรี 128 จุด และลพบุรี 50 จุด จากภาพแสดงให้เห็นว่าจุดความร้อนยังคงกระจายตัวอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศ (ยกเว้นภาคใต้) คาดว่าน่าจะเกิดจากการเตรียมพื้นที่เพื่อการเกษตร หรือการเข้าไปหาของป่า เนื่องจากพื้นที่ที่พบจุดความร้อนมากที่สุดคือพื้นที่เกษตรและพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ทั้งนี้ จากการรวบรวมข้อมูลจุดความร้อนตั้งแต่ 1 ม.ค. – 1 ก.พ. 2566 พบว่าภาคเหนือมีจุดความร้อนแล้วจำนวน 6,076 จุด ตามด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3,800 จุด และภาคตะวันออก 1,105 จุด
พื้นที่สีแดง 70 จุดทั่วไทย
ที่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีคพ. ในฐานะประธานศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) จัดแถลงข่าว “การยกระดับมาตรการเพื่อลดแหล่งกำเนิด PM2.5 และป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย” นายปิ่นสักก์กล่าวว่าเช้าวันเดียวกันนี้ เวลา 07.00 น. ตรวจวัดค่าฝุ่น PM2.5 วัดค่าได้ระหว่าง 17-158 มคก./ลบ.ม. (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม.) คุณภาพอากาศอยู่ในระดับคุณภาพดีมากถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ วันนี้มีพื้นที่สีแดงรวม 70 พื้นที่ ทั่วประเทศ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ส่วนใหญ่อยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ถือว่าค่าฝุ่นสูงติดต่อกันเป็นวันที่สอง ปัจจัยสำคัญมาจากสภาพอากาศปิด ลมสงบ การจราจรติดขัด ส่งผลให้ฝุ่นสะสมตัวมากขึ้น
ตั้งเป้าลดจุดความร้อน 50-60%
นายปิ่นสักก์กล่าวถึงสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ร่วมบูรณาการกับกรุงเทพมหานคร มีข้อสรุปตามมาตรการไปแล้ว อาทิ หน่วยงาน กทม. เวิร์กฟรอมโฮมยกเว้นส่วนบริการประชาชน และขอความร่วมมือจากหน่วยงานราชการในพื้นที่ให้เวิร์กฟรอมโฮม โดยให้ผู้อำนวยการเขตประสานกับเอกชนในพื้นที่ โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ให้ความร่วมมือในการเวิร์กฟรอมโฮมด้วยเช่นกัน ส่วนโรงเรียนยังไม่ประกาศปิด แต่ให้งดทำกิจกรรมในพื้นที่โล่งแจ้ง ทั้งนี้หากค่าฝุ่นในกรุงเทพฯ ยังอยู่ในระดับ 3 (ค่าฝุ่นอยู่ระหว่าง 51-75 มคก./ลบ.ม.) ทางกทม. จะขอความร่วมมือ แต่หากค่าฝุ่นอยู่ในระดับ 4 (ค่าฝุ่นมากกว่า 75 มคก./ลบ.ม.) ติดต่อกันเกิน 3 วัน กทม. สั่งการตามมาตรการได้ โดยภาครัฐตั้งเป้าลดจุดความร้อนทั่วประเทศให้ได้ร้อยละ 50-60
คาดรุนแรงกว่าปีก่อน
“คพ. คาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล วันที่ 3-4 ก.พ. นี้ ควรเฝ้าระวังการสะสม ของฝุ่นละออง เนื่องจากสภาพอากาศนิ่งและปิด พื้นที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ พื้นที่กรุงเทพกลาง กรุงธนเหนือ และใต้ (พื้นที่ท้ายลม) และพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือตอนบนและล่าง โดยเฉพาะช่วงวันที่ 3-4 ก.พ. นี้” อธิบดี คพ.กล่าวและว่า 2 ปีที่ผ่านมา สถิติค่าฝุ่นลดลงในทุกๆ ปี แต่ในปี 2566 คาดว่าค่าฝุ่น อาจรุนแรงกว่าปี 2565 เนื่องจากสภาพอากาศที่จะแล้งมากขึ้น อย่างไรก็ตามคาดหวังว่าจะควบคุมปริมาณฝุ่นไม่ให้รุนแรงไปกว่าปีก่อน
สธ.เปิดศูนย์ฉุกเฉิน 14 จังหวัด
นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ในประเทศไทย มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในหลายพื้นที่ โดยวันเดียวกันนี้พื้นที่ที่มีค่าฝุ่น PM 2.5 เกิน 51 มคก./ลบ.ม. ติดต่อกันเกิน 3 วัน (พื้นที่สีแดง) มี 14 จังหวัด ได้แก่ ลำพูน เชียงใหม่ สุโขทัย นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี อ่างทอง สมุทรสาคร ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรปราการ นครพนม และกทม. พบ 23 เขตใน 50 เขต ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 101-158 มคก./ลบ.ม. จึงเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขกรณีฝุ่น PM 2.5 ใน 14 จังหวัด เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์อย่างเป็นระบบ
ป่วยทางเดินหายใจ-ผิวหนังพุ่ง
นพ.ณรงค์กล่าวว่าจากข้อมูลการเฝ้าระวังโรคจากมลพิษทางอากาศระหว่างวันที่ 1-31 ม.ค. 2566 พบว่าสัปดาห์นี้มีจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศจำนวน 376,165 ราย เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่ผ่านมา 163,491 ราย กลุ่มโรคที่เจ็บป่วยสูงสุด ได้แก่ กลุ่มโรคทางเดินหายใจ พบ 165,879 ราย เพิ่มขึ้น 72,430 ราย กลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ พบ 80,248 ราย เพิ่มขึ้น 31,571 ราย กลุ่มโรคตาอักเสบ พบ 70,206 ราย เพิ่มขึ้น 29,605 ราย โรคหลอดเลือดหัวใจและสมองอุดตันขาดเลือด พบ 54,434 ราย เพิ่มขึ้น 26,828 ราย ขอย้ำให้ประชาชนตรวจสอบคุณภาพอากาศก่อนออกจากบ้าน หากค่าฝุ่นละอองอยู่ในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ให้ลดหรืองดกิจกรรมกลางแจ้ง หรือสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่อาจได้รับผลกระทบทางสุขภาพรุนแรงกว่าคนทั่วไป ส่วนประชาชนที่อยู่บริเวณพื้นที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ (พื้นที่สีแดง) ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองหากจำเป็นต้องออกนอกบ้าน หากมีอาการทางสุขภาพควรปรึกษาแพทย์