ขึ้นแบล็กลิสต์ถาวรห้ามมาไทย สมาคมปิดร้าง-แต่ยังเรี่ยไรเงิน จเรตำรวจเร่งประชุมกก.สอบ นายพล จ.-สารวัตรซัว-ดาบศร
ภาพถ่ายคู่ ‘บิ๊กวีไอพีไทย’ เต็มบ้าน ‘หยู ซินฉี’ประธานสมาคมมณฑลส่านซีสมาคมแห่งประเทศไทย ตร.คุมตัวไปค้น ตัวสมาคมปิดร้างแต่เจอหลักฐานเรี่ยไรเงินเพียบ ‘บิ๊กโจ๊ก’ ชี้การเปิดสมาคมได้เป็นเรื่องใหญ่ของชาวจีน ยิ่งถ่ายภาพคู่กับคนสำคัญของประเทศ เป็นช่องทางใช้แอบอ้างสร้างความน่าเชื่อถือให้เพื่อนร่วมชาติเพื่อความสะดวกในการหลอกคนจีนในไทยเพื่อเรี่ยไรเงิน ส่วนจเรตำรวจนัดจันทร์นี้เรียกประชุมชุดสอบสวน นายพล ‘จ.’-สารวัตรซัว-ดาบศร ‘ชูวิทย์’เขย่าอีก แฉยิบเส้นทางขอวีซ่ากลุ่มจีนเทา
เมื่อวันที่ 18 ก.พ. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผบช.สตม. พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รองผบช.สตม.สั่งการให้ พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว รองผบก.ศูนย์เทคโนโลยี ตม. สนธิกำลังตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และสน.คันนายาว คุมตัวนายหยู ซินฉี ประธานมณฑลส่านซีสมาคมแห่งประเทศไทย ออกจากห้องกักภายในสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซอยสวนพลู ไปค้นหาพยานหลักฐานจากกรณีที่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองและนายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล เปิดเผยเรื่องราวว่า มีการจัดตั้งสมาคมไม่ถูกต้องและมีการแอบอ้างเบื้องสูง และผู้นำประเทศ แสวงหาผลประโยชน์
โดยเจ้าหน้าที่ตรวจค้น 2 จุด จุดแรกตรวจค้นบ้านพักตั้งอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งบนถนนจตุโชติ ย่านวัชรพล-วงแหวน ที่พักของนายหยู จากการตรวจค้นพบเอกสารสำคัญและ รูปถ่าย นายหยูกับบุคคลสำคัญจำนวนมาก โดยชุดสืบสวนนำเอกสารที่อยู่ในบ้านและรถยนต์ของนายหยูไปตรวจสอบ เรื่องการจัดตั้งสมาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งการแอบอ้างในเรื่องต่างๆ ตำรวจได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไปพอสมควร และอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีต่อไป โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนในวันที่ 20 ก.พ.นี้
ส่วนจุดที่สองตรวจค้นที่ตั้งมณฑลส่านซีสมาคมแห่งประเทศไทย ตั้งอยู่ห้องเช่าแห่งหนึ่งย่านถนนเสนานิคม 1 ถนนเกษตรนวมินทร์ แต่ปัจจุบันพบว่านายหยูเลิกเช่าไปแล้ว โดยในจุดนี้ไม่พบหลักฐานสำคัญแต่อย่างใด

ค้นบ้าน‘หยู’ – ตร.คุมตัวนายหยู ซินฉี ประธานมณฑลส่านซี สมาคมแห่งประเทศไทยไปค้นหาพยานหลักฐานที่บ้านพักย่านคันนายาว ยึดรูปถ่ายคู่กับบุคคลสำคัญ เอกสารการเรี่ยไรเงินจำนวนมากไปตรวจสอบ จ่อแจ้งดำเนินคดี 3 ข้อหา พร้อมขึ้น แบล็กลิสต์ถาวร เมื่อวันที่ 18 ก.พ.
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า จากการตรวจค้นวันนี้ เจ้าหน้าที่ตรวจยึดพยานหลักฐานเอกสารสำคัญรวมถึงภาพถ่ายของนายหยูที่ถ่ายรูปคู่กับบุคคลสำคัญ ตลอดจนหลักฐานการเรี่ยไรเงิน ที่นายหยูนำไปใช้แอบอ้าง การที่เขาสามารถเปิดสมาคมได้สำหรับคนจีนด้วยกันถือว่าการตั้งสมาคมเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ทำให้มีหน้ามีตา จากนั้นเขาจะใช้สมาคมเป็นฉากหน้าสร้างความน่าเชื่อถือให้คนจีนด้วยกัน ก่อนจะมีการถ่ายรูปบุคคลสำคัญ ถ่ายรูปผู้ใหญ่ นำไปใช้กระทำความผิดหลอกคนจีนในไทยเพื่อเรี่ยไรเงิน
เจ้าหน้าที่เตรียมรวบรวมพยานหลักฐานแจ้งข้อกล่าวหากับนายหยู 3 ข้อหาหลัก ประกอบด้วย ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร, และการตั้งสมาคมเถื่อนหรือจัดตั้งสมาคมโดยไม่มีใบอนุญาต ซึ่งได้เพิกถอนวีซ่าของนายหยูเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้จะเป็นขั้นตอนของทางพนักงานสอบสวนสน.คันนายาว เจ้าของพื้นที่จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยชาวจีนรายนี้จะถูกดำเนินคดีในไทย และจะผลักดันออกนอกประเทศ พร้อมขึ้นบัญชีแบล็กลิสต์เป็นการถาวรและห้ามเดินทางเข้าประเทศอีกต่อไป
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) ในฐานประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็น ‘สารวัตรซัว’ พ.ต.ท.วสวัตติ์ มุครสกุล อดีตสารวัตรฝ่ายโยธาธิการ 2 กองโยธาธิการ สังกัดกองโยธาธิการ สำนักงานส่งกำลังบำรุง ที่มีชื่อพัวพันธุรกิจการพนันออนไลน์ และพาดพิงตำรวจนายพล ‘จ’ ว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง และเรียกรับผลประโยชน์ ทั้งยังพาดพิงถึงการเรียกรับผลประโยชน์น้ำมันเถื่อน
พล.ต.อ.วิสนุ เผยว่า หลังจากที่ได้มีหนังสือแต่งตั้งคณะกรรมการจเรตำรวจไปแล้ว โดยในวันที่ 20 ก.พ. เวลา 14.30 น. จะเรียกประชุมคณะกรรมการนัดแรก เพื่อวางกรอบแนวทางการทำงาน โดยเฉพาะการประชุมหารือกันว่าจะเชิญใครเข้ามาสอบถามข้อมูลบ้าง เนื่องจากมีการพาดพิงถึงนายพล ‘จ’ และ ‘ดาบศร’ ซึ่งเป็นตำรวจ ขณะเดียวกันจะเชิญนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ออกมาแฉข้อมูลเกี่ยวกับผู้กระทำผิดในขบวนการนี้ แต่จะเป็นวันไหนอย่างไรนั้นยังไม่สามารถเปิดเผยได้ แล้วแต่นายชูวิทย์จะสะดวก
“คาดว่าจะมีความชัดเจนภายหลังการประชุมในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ พร้อมยืนยันว่าในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงที่ได้รับมอบหมายจาก พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. จะเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา และจะรายงานผลให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติรับทราบตามกรอบเวลาที่กำหนดต่อไป” พล.ต.อ.วิสนุกล่าว
วันเดียวกัน นายชูวิทย์โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก เรื่อง “ตม. โดดเด่น จีนเทา แปลงวีซ่า” โดยมีรายละเอียดว่า ข้อมูลชุด “หยู ซินฉี” ที่เก็บไว้ชุดสุดท้าย ถูกส่งต่อให้ใช้อภิปรายในสภา ได้ผลตามคาดการณ์ไว้ เพราะ “ดาวสภา” ส.ส.โรม แสดงการปกป้องสถาบันจากการแอบอ้างของจีนเทา ฉายา “ดร.ฉี” ได้ดีเยี่ยม ทันทีที่ผมพูดเปรยช่วงก่อนหน้านี้ มันขนสมาคมหนี ส่งคนไปดูอยู่เสนา ป้ายหายทันที ผมแกะรอยจึงพบว่าไปอยู่ที่หมู่บ้านที่ส่งให้ตำรวจไปจับโดนไป 3 ข้อหา พ.ร.บ. คอมพ์, เรี่ยไร และตั้งสมาคมเถื่อน
ไอ้ฉี เป็นจีนเทาอีกจำพวก ที่สร้างเรื่องราวของตัวเองว่าเป็นผู้สร้างสัมพันธ์จีนไทย เก่งอย่างโน้นอย่างนี้ บรรยายสรรพคุณในเว็บไซต์ภาษาจีน ข้อหาที่ 4 บอกได้เลยว่า บิ๊กโจ๊กต้องตั้ง “ม.112” อันนี้ชัดเจนกว่าไปตั้งให้เด็กนักศึกษา เพราะเอาตัวเองไปใกล้ชิด และเขียนไว้ว่าได้มอบของขวัญให้ผู้ที่คนไทยรักเทิดทูน ทั้งที่ไม่เป็นความจริง เหตุเกิดที่งาน “เมาลิดกลาง” กรุงเทพฯ ต่างหาก ไอ้ฉี ใช้ “วีซ่าท่องเที่ยว” แล้วมาแปลงเป็น “วีซ่าเกษียณ” ที่ชลบุรี ทั้งๆ ที่ตัวอยู่กรุงเทพฯ แท้ๆ เหมือนกับที่ “จีนเทา” รู้ว่าต้องไปทำวีซ่า นักศึกษา อาสาสมัคร แถวอีสาน ส่วนวีซ่าเกษียณทำแถวภาคกลาง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา บรรดา “จีนเทา” รู้ได้อย่างไร?
ก็มาจากการฮั้วกันของเอเยนต์ กับ ตม. เพราะค่าหัวในการทำมีการจัดสรรทั่วถึง รายหนึ่ง ราคา 200,000 บาท ในราคานี้รวมถึงการไม่ต้องไปพบ ตม. ด้วยตัวเอง และเงินขั้นต่ำที่ระบุไว้ว่าต้องมีหากจะมาทำวีซ่าประเภทเกษียณอายุ แสดงในบัญชี 800,000 บาท ก็โกหกทั้งเพ เพราะเป็นการบริการของ เอเยนต์ เอาเงิน 800,000 บาท เข้าบัญชีไว้ในวันแสดงให้ ตม. ดู เสร็จแล้วถอนออกจากบัญชีทันที แค่ให้เห็นชื่อผู้ขอวีซ่ากับสมุดบัญชีมีเงิน 800,000 บาท ไม่ได้ดูเลยว่าฝากมานานหรือยัง
เรื่องบานปลายมาถึงขนาดนี้ ทั้งตม. อีสานที่ผมเคยแฉไปช่วงตู้ห่าว ฉาวโฉ่มาถึง “ไอ้ฉี” แอบอ้างเอาสถาบันมาหากินกับคนจีน ทุกคนล้วนผ่านกระบวนการ “โดดเด่น” ของ ตม. ทั้งสิ้น ทำให้จีนเทาพาเหรดกันเข้าเมืองไทย ด้วยผลประโยชน์ของ ตม. แต่เสียหายกับประเทศ แปลงวีซ่าได้ตามใจชอบ อยู่กรุงเทพฯ ไปทำวีซ่านักเรียนที่ สกลนคร ขอนแก่น ทำท่าเอาขนมให้เด็กกิน ก็ได้วีซ่าอาสาสมัคร ทำมาหากินแอบอ้างสถาบันก็ขอวีซ่าเกษียณ เงินไม่มีจริง แค่จ่าย 200,000 บาท ก็เรียบร้อยโรงเรียนจีนเทา ประเทศไหนเขาทำแบบนี้กันบ้าง? และไม่เคยพบเห็นประเทศอื่นว่า ตม. ไปขึ้นกับตำรวจเพราะเป็นงานความมั่นคง
ตำรวจงานมากอยู่แล้ว โลกเปลี่ยนไป แต่ก่อน หลายอย่างขึ้นอยู่กับตำรวจจนงาน ท่วมหัว แนะนำว่า ตม. ต้องไปขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย เพราะหากปล่อยแบบนี้ไป ได้ จีนเทา อินเดียเทา รัสเซียเทา สารพัดเทาเข้ามาประเทศไทย ตม.ไทย เปิดประตูอ้าแขนรับสารพัดต่างชาติเทา แต่บ้านเมืองจะมีอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับต่างชาติยังไงไม่สน เพราะปล่อยเข้าแล้วเป็นอันหมดเรื่อง แถมต่อให้อีกต่างหากด้วยวิธีการพิสดารในราคา 200,000 บาท แบ่งสันปันส่วนกันลงตัวตลอด จนต่างชาติเทาๆ ทั้งหลายแผลงฤทธิ์อย่างที่ผมเอามาแฉ
รัฐบาลช่วยยกเครื่อง ตม. ออกจากตำรวจทีเถอะ เพราะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอยู่แล้ว ทุกวันนี้ รายได้ ตม. โดดเด่นเสียเหลือเกิน