คพ.ห่วง 27 จว.สำลักฝุ่นพิษ ทั้งเหนือ กลาง ตะวันออก กรุงเทพฯ และปริมณฑล เกินค่ามาตรฐาน112 พื้นที่ พิษณุโลกหนักสุด ตามด้วยสุโขทัย ชี้กทม. ปริมณฑลแนวโน้มฝุ่นสูงขึ้น ‘จิสด้า’ พบจุดความร้อนของไทย 682 จุด กาญจนบุรีมากสุด 123 จุด ขณะที่เชียงใหม่ติดอันดับ 8 เมืองอากาศแย่สุดของโลก ด้านกรมอนามัย-สสส.ดัน‘ห้องปลอดฝุ่น’ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 30 แห่งในพื้นที่เสี่ยง พร้อมทำแพลตฟอร์มค้นหาห้องปลอดฝุ่นในพื้นที่

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 20 ก.พ. ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศพื้นที่ทั่วประเทศ คุณภาพอากาศอยู่ในระดับ คุณภาพดีมากถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ ตรวจวัดค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 พบค่าฝุ่นระหว่าง 9-124 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) โดยค่ามาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม. พบเกินมาตรฐานใน 27 จังหวัด รวม 112 พื้นที่ โดยเป็นพื้นที่สีแดง (กระทบต่อสุขภาพ) 5 พื้นที่ กรุงเทพฯ และปริมณฑล ตรวจวัดค่าฝุ่นระหว่าง 45-107 มคก./ลบ.ม. พบเกินมาตรฐานใน 6 จังหวัด รวม 84 พื้นที่ เป็นพื้นที่สีแดง 2 พื้นที่ ได้แก่ ริมถนนกาญจนาภิเษก เขตบางขุนเทียน ค่าฝุ่น 107 มคก./ลบ.ม. และต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ค่าฝุ่น 99 มคก./ลบ.ม.

ภาคเหนือ ตรวจวัดค่าฝุ่นระหว่าง 14-124 มคก./ลบ.ม. พบเกินมาตรฐานใน 11 จังหวัด รวม 12 พื้นที่ เป็นพื้นที่สีแดง 2 พื้นที่ ได้แก่ ต.ธานี อ.เมือง จ.สุโขทัย ค่าฝุ่น 122 มคก./ลบ.ม. และต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก ค่าฝุ่น 124 มคก./ลบ.ม.

ภาคกลาง ตรวจวัดค่าฝุ่นระหว่าง 36-99 มคก./ลบ.ม. พบเกินมาตรฐานใน 7 จังหวัด 7 พื้นที่ เป็นพื้นที่สีแดง 1 พื้นที่ ได้แก่ต.ลาดใหญ่ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ค่าฝุ่น 99 มคก./ลบ.ม. ภาคตะวันออก ตรวจวัดค่าฝุ่นระหว่าง 34-75 มคก./ลบ.ม. พบเกินมาตรฐานใน 3 จังหวัด รวม 9 พื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ค่าฝุ่นอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทุกพื้นที่

กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ คาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ระหว่างวันที่ 22-25 ก.พ. 66 พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลอาจมีแนวโน้มฝุ่นละอองขึ้นสูงได้ในบางพื้นที่ สำหรับพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน หากสามารถควบคุมจุดความร้อนได้ดี

ด้านสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ จิสด้า (GISTDA) เผยข้อมูลจากดาวเทียมซูโอมิ เอ็นพีพีของระบบเวียร์ ไทยพบจุดความร้อนในวันที่ 19 ก.พ. จำนวน 682 จุด ขณะที่จุดความร้อนของประเทศเพื่อนบ้าน เมียนมายังคงครองอันดับหนึ่ง 1,729 จุด, กัมพูชา 517 จุด, สปป.ลาว 410 จุด, เวียดนาม 55 จุด และมาเลเซีย 11 จุด

สำหรับจุดความร้อนในประเทศไทยส่วนใหญ่พบในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 279 จุด ป่าสงวนแห่งชาติ 179 จุด พื้นที่เกษตร 86 จุด พื้นที่เขตส.ป.ก. 69 จุด ชุมชนและอื่นๆ 68 จุด และริมทางหลวง 4 จุด จังหวัดที่พบจุดความร้อนมากที่สุดคือจ.กาญจนบุรี 123 จุด จ.อุตรดิตถ์ 60 จุด และจ.เลย 55 จุด ตามลำดับ

ทั้งนี้ค่าฝุ่น PM2.5 เมื่อตรวจสอบจากแอพพลิเคชั่น “เช็คฝุ่น” พบว่าหลายพื้นที่อยู่ระดับปานกลาง เว้นภาคกลางที่อยู่ระดับที่เริ่มมีผลต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ก่อนออกจากบ้านควรสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากช่วง 4-5 วันที่ผ่านมา มีฝนตกในพื้นที่จ.เชียงใหม่ ส่งผลให้ฝุ่นควันและค่ามลพิษอากาศคลายลง ล่าสุดวันนี้สภาพตัวเมืองเชียงใหม่เริ่มกลับมามีฝุ่นควันปกคลุมทั่วทั้งตัวเมืองอีกครั้ง และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้รายงานผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศ จ.เชียงใหม่เช้าวันนี้จากสถานีตรวจวัดของกรมควบคุมมลพิษ ในต.ช้างเผือก, ต.ศรีภูมิ, ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่, ต.ช่างเคิ่ง อ.แม่แจ่ม, ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว และต.หางดง อ.ฮอด พบว่าทุกสถานีอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

ด้านเว็บไซต์ Iqair.com ซึ่งรายงานคุณภาพอากาศจากทั่วโลก แจ้งผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศและการจัดอันดับเมืองที่มีมลพิษทั่วโลก เมื่อเวลา 14.00 น. พบว่าจ.เชียงใหม่มีดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ที่ 158 US AQI และค่า PM 2.5 วัดค่าได้ 69.4 มคก./ลบ.ม. ซึ่งเกินค่ามาตรฐาน และอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อทุกคน ผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศดังกล่าวจัดอยู่อันดับ 8 ของเมืองหลักที่มีมลพิษอากาศสูงสุดของโลก โดย 3 อันดับแรก ได้แก่ เมืองลาฮอร์ ประเทศปากีสถาน ดัชนีคุณภาพอากาศ 205 US AQI, เมืองอักกรา ประเทศกานา 202 US AQI และนครเดลี ประเทศอินเดีย 188 US AQI

วันเดียวกัน ที่โรงแรมดิเอ็นเพรส อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นพ.อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองอธิบดีกรมอนามัย พร้อมด้วยนายชาติวุฒิ วังวล ผอ.สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. เปิดประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่องนวัตกรรมห้องปลอดฝุ่นและขับเคลื่อนชุมชนเพื่อลดและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่างยั่งยืน ภายในงานมีการแสดงนวัตกรรมการกำจัดฝุ่นขนาดเล็กเพื่อเป็นทางเลือกในการแก้ไขปัญหาฝุ่น

นพ.อรรถพลกล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์ฝุ่นละอองมีค่าเกินมาตรฐานจนอยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ จากฐานข้อมูลสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พบว่า ตั้งแต่ ม.ค. 2566 การเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะโรคระบบทางเดินหายใจในประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือของไทย ซึ่งจริงๆ สามารถหลีกเลี่ยงได้ สำคัญคือทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน ทั้งนี้ สธ.ยกระดับปฏิบัติการคือ ผลักดันให้มีการจัดทำ “ห้องปลอดฝุ่น” ในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้ประชาชนอยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศสะอาด ปลอดภัยต่อสุขภาพในช่วงที่มี PM 2.5 สูง หลักการคือ “กันฝุ่นเข้า กรองฝุ่นภายในห้อง และดันฝุ่นออก” สามารถทำได้ทั้งที่บ้านและสถานที่สาธารณะ โดยเฉพาะศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เนื่องจากเด็กมีอัตราการหายใจถี่กว่าผู้ใหญ่ ปอดยังพัฒนาไม่เต็มที่ จะส่งผลกระทบต่อสมรรถนะของปอดและคุณภาพชีวิตในระยะยาว

“ปัจจุบันพบว่า เด็กอายุ 0-6 ขวบ กว่า 2.6 ล้านคน อยู่ในพื้นที่เสี่ยงจาก PM 2.5 กรมอนามัย จึงร่วมกับสสส.จัดทำโครงการขับเคลื่อนห้องปลอดฝุ่นฯ พัฒนาแนวทางและต้นแบบห้องปลอดฝุ่นในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกว่า 30 แห่ง เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และขยายผลสู่สถานที่ต่างๆ ในพื้นที่เสี่ยงมลพิษทางอากาศ ได้แก่กทม. กาฬสินธุ์ ขอนแก่น และภาคใต้บางพื้นที่ ที่อาจได้รับผลกระทบจากฝุ่นประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ จัดทำแพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลห้องปลอดฝุ่นให้ประชาชนค้นหาห้องปลอดฝุ่นในพื้นที่ใกล้เคียง และสืบค้นองค์ความรู้ต่างๆ ได้ ร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้งรัฐ สถาบันการศึกษา ชุมชน สมาคม และเอกชน แลกเปลี่ยนเรียนรู้นวัตกรรมจัดทำห้องปลอดฝุ่น ขับเคลื่อนชุมชนอย่างมีส่วนร่วม เพื่อป้องกันผล กระทบต่อสุขภาพและร่วมจัดการปัญหาอย่างยั่งยืน” นพ.อรรถพลกล่าว

นายชาติวุฒิกล่าวด้วยว่า มลพิษทางอากาศมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก สำหรับประเทศไทย พบว่าอยู่ในระดับสีแดง ดังนั้น เพื่อลดและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจาก PM 2.5 สสส.จึงสานพลังกับกรมอนามัย เปิดตัว “ห้องปลอดฝุ่น” เพื่อลดโอกาสการสัมผัสมลพิษทางอากาศภายในอาคารในภาวะที่เกิดฝุ่นละอองสูงในบรรยากาศ ช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยจะเริ่มสร้างต้นแบบที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในพื้นที่เสี่ยง และขยายความร่วมมือในสถานที่ที่มีกลุ่มเสี่ยงจากมลพิษทางอากาศต่อไป รวมถึงในอนาคตที่จะมีการเลือกตั้งนี้ ยังพร้อมนำข้อมูลให้กับพรรคการเมืองที่สนใจเพื่อกำหนดและขับเคลื่อนเป็นนโยบายในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กในระดับภาพรวมของประเทศอีกด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน