‘หนู-ทสท.’แนะนิรโทษคนเห็นต่าง ชทพ.ชงเพิ่มโทษคนโกง-ทำคดีไว

เวทีแรกคึกคัก เครือมติชนจัดใหญ่รับเลือกตั้ง บิ๊กเนม 8 พรรคร่วมประชันนโยบาย จุดยืน-จุดขาย-จุดแข็ง เพื่อไทย-ก้าวไกลหนุนแก้มาตรา 112, 116 คุ้มครองการวิจารณ์โดยสุจริต ภูมิใจไทยเห็นด้วยนิรโทษกรรมคนเห็นต่าง ‘สุวัจน์’ไม่ค้านปฏิรูปกองทัพ พปชร.ยันพร้อมแก้รัฐธรรมนูญ ก้าวข้ามขัดแย้ง บอกถ้า ‘บิ๊กป้อม’ ได้เป็นนายกฯ วันรุ่งขึ้นมีรายได้จากบัตรสวัสดิการประชารัฐทันที 700 บาท ‘จุรินทร์’ ลั่นต้องปิดสวิตช์ส.ว.โหวตนายกฯ เพื่อไทยย้ำคิดใหญ่ 310 เสียงเพื่อคนไทย ‘เสี่ยหนู’ คุยทำทันที ถ้าได้เป็นนายกฯ แห่ชูจุดขาย หนุนเลือกตั้งท้องถิ่น ใช้ซอฟต์เพาเวอร์โกยรายได้เข้าประเทศ

ประเดิม – เครือมติชน ประเดิมจัดเวทีแรกแคมเปญ “มติชน : เลือกตั้ง 2566 บทใหม่ประเทศไทย” หัวข้อ “ย้ำจุดยืน ชูจุดขาย ประกาศจุดแข็ง” ที่มีตัวแทนจาก 8 พรรคการเมืองชั้นนำ ร่วมขึ้นเวทีประชัน ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ (รางน้ำ) เมื่อวันที่ 13 มี.ค.

8 พรรคประชันนโยบาย
เมื่อวันที่ 13 มี.ค. เวลา 09.00 น. ที่โรงแรม พูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ (รางน้ำ) เครือ มติชนจับมือ 5 พันธมิตร ได้แก่ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) สถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย, วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFEC และศูนย์ข้อมูลมติชน (MIC) จัดแคมเปญ “มติชน: เลือกตั้ง 2566 บทใหม่ประเทศไทย” เปิด 5 เวที 10 ยุทธศาสตร์ 2 กลยุทธ์ ซึ่งวันนี้เป็นเวทีแรก ประชันนโยบาย “ย้ำจุดยืน จุดขาย ประกาศจุดแข็ง”

สำหรับตัวแทน 8 พรรคการเมืองที่ร่วมขึ้นเวทีประชันนโยบาย อาทิ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการด้านนโยบายและเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย (พท.) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานยุทธศาสตร์การเมือง พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในงานเป็นไปอย่างคึกคัก โดยเฉพาะเมื่อนายจุรินทร์เดินทางมาถึง มีแฟนคลับที่มารอต้อนรับส่งเสียงเชียร์ดังสนั่นว่า จุรินทร์เป็นนายกฯ จุรินทร์สู้ๆ พร้อมชูป้ายข้อความ อาทิ “ทีมจุรินทร์” “สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ” ซึ่งเป็นสโลแกนหาเสียงของปชป. โดยนายจุรินทร์ทำมือท่าหัวใจ ไอเลิฟยู ส่งให้ พร้อมโอบกอดและกล่าวขอบคุณ ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่ามีเพียงพรรคเดียวที่แฟนคลับมาเชียร์หัวหน้าพรรคในวันนี้

พริษฐ์ วัชรสินธุ

‘ไอติม-หมอมิ้ง’ย้ำจุดยืนแก้ม.112
ส่วนการประชันนโยบาย “ย้ำจุดยืน ชูจุดขาย ประกาศจุดแข็ง” แบ่งเป็น 3 รอบ คือ รอบที่ 1 “ย้ำจุดยืน”

เริ่มที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบาย ก.ก. กล่าวในหัวข้อ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 116 ก.ก.จะรับมือหรือคลี่คลายกรณีที่สังคมเห็นต่างข้อกฎหมายอย่างไรว่า มาตรา 112 เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครอง และการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ มองว่ามี 3 ปัญหาที่เสนอแก้ไข คือ 1.ปัญหาการบังคับใช้ เพราะกฎหมายเขียนว่าเป็นกฎหมายการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ แต่หลายครั้งถูกนำมาใช้ในกรณีที่ดูแล้วไม่น่าจะเป็นการหมิ่นประมาท ก.ก.จึงเสนอให้แก้ไขการเขียนให้ชัดเจน เพื่อคุ้มครองการวิจารณ์โดยสุจริต โดยเขียนว่าให้ชัดเจนว่า ถ้าเป็นการพูดความจริงที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และเป็นการติชมโดยเป็นธรรมก็สามารถกระทำได้

2.ปัญหาความหนักของโทษ หากเปรียบเทียบกับกฎหมายหมิ่นประมาทในประเทศอื่นที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะเห็นว่าโทษจำคุก 3-15 ปีในกรณีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามมาตรา 112 ของไทย ถือว่าสูงกว่ามาตราฐานสากลเป็นอย่างมาก ก.ก.จึงเสนอให้ลดโทษจำคุก 0-1 ปี และ 3.ปัญหาเรื่องผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ ปัจจุบันมาตรา 112 ที่อยู่ในหมวดความมั่นคง ทำให้ใครสามารถร้องทุกข์กล่าวโทษใครก็ได้ จึงเกรงว่า จะทำให้เกิดปัญหาในหลายมิติ จึงเสนอให้จำกัดผู้มีสิทธิร้องทุกข์กล่าวโทษ แต่ให้เป็นตัวแทนของผู้เสียหายเพียงผู้เดียว คือ สำนักพระราชวัง

ส่วนมาตรา 116 เป็นมาตราที่อุปสรรคต่อเสรีภาพการแสดงออกเช่นกัน ที่เขียนไว้ค่อนข้างกว้างว่าอะไรเข้าข่ายการยุยงปลุกปั่น จึงต้องทบทวนจำกัดนิยามให้แคบลง เพื่อไม่ให้ใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้ง ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ขอทิ้งท้ายว่าไม่ว่าจะเป็นกฎหมายฉบับใดในประเทศนี้ ทางออกที่ดีที่สุดคือการพูดถึงปัญหาอย่างตรงไปตรงมาเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ

นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า เมื่อพูดถึงมาตรา 112 ตนเห็นด้วยที่มีกฎหมายปกปักรักษาประมุขเป็นเรื่องจำเป็น แต่ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในกรอบของกฎหมาย อาจต้องปรับเปลี่ยนเนื้อหาสาระให้สอดคล้องกับสถานการณ์มากขึ้น ตนเห็นด้วยกับรายประเด็นที่ก.ก. เสนอว่าต้องมีการแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องของผู้ที่จะเป็นผู้ฟ้อง เรื่องกระบวนการการใช้กฎหมาย

แต่เมื่อมีความคิดเห็นที่แตกต่างการแก้ไขจึงต้องเข้าสู่กระบวนการของสภา และเรายึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์

พปชร.พร้อมแก้รธน.-ข้ามขัดแย้ง
ต่อมาคำถามที่ 2 ถามว่า หากเป็นรัฐบาลจะแก้ไข ร่างใหม่ หรือดำเนินการอย่างไรกับรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ที่เป็นข้อถกเถียงกันในปัจจุบัน

นายสนธิรัตน์กล่าวว่า จุดยืนของพปชร.ยืนยันว่า สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ หากเรื่องใดก็ตามที่นำมาบังคับใช้แล้ว ไม่สามารถขับเคลื่อนตามเจตนารมณ์ของผู้ร่างในขณะนั้น หรือเกิดข้อถกเถียงในมุมมองความคิด หัวใจสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญคือประโยชน์ของประชาชน เรามีจุดยืนชัดเจน เป็นพรรคที่ไม่ใช่พรรคการสืบทอดอำนาจ อย่างที่หลายพรรคอยากให้เราเป็น สิ่งที่เรายึดมั่นและได้แสดง ออกมาแล้วจากจดหมายน้อยของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพปชร.ว่าเคารพ ในหลักการประชาธิปไตย เคารพในการที่ประเทศจะต้องมีการเปลี่ยนผ่านเชื่อมั่นว่าประชาธิปไตยที่แท้นั้นจะต้องนำไปสู่การมีรัฐบาลที่ดี และสร้างรัฐบาลที่ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งของพรรคการเมืองต่างๆ และของผู้คนในประเทศ

ส่วนประเด็นสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) ในการเลือกนายกฯ หลายคนกังวลใจ แต่ความจริงในรัฐธรรมนูญ ส.ว.ไม่มีบทบาทเลย หากสภาล่างสามารถรวมตัวได้มากกว่า 250 เสียง ความจริงเรื่องนี้เกิดขึ้นแล้วในปี 2562 หากพปชร.ในวันนั้นรวมเสียงได้ ส.ว.ก็ไม่มีความหมาย ตนไม่ได้บอกว่าเห็นด้วยหรือไม่ที่ส.ว.สามารถเลือกนายกฯ ได้ แต่นั่นคือกลไกที่เกิดขึ้นแล้ว และหากสิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคก็สามารถหารือกันได้ หากพปชร.ได้เป็นรัฐบาล มีเสียงมากพอที่จะแก้ไขในส่วนที่คลางแคลงใจให้ประชาชน ในส่วนที่ทำให้ประชาธิปไตยมีความไม่ราบรื่น

สิ่งที่พรรคเป็นห่วงมากที่สุดคือไม่อยากเห็นว่า มีการนำจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ จุดอ่อนของพรรคการเมืองมาสร้างความแตกแยก นำไปสู่โอกาสของความขัดแย้ง พปชร.มีจุดยืนคือการจะทำทุกอย่างเพื่อให้ก้าวข้ามความขัดแย้ง พล.อ.ประวิตรได้กล่าวแล้วว่า เป็นผู้ที่พร้อม เป็นผู้มีบารมี เป็นผู้ที่พร้อมยื่นมือโอบกอดทุกพรรคการเมือง และพร้อมที่จะรวบรวมพรรคการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาล และ ก้าวข้ามความขัดแย้ง

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

‘อู๊ดด้า’ยันปิดสวิตช์ส.ว.
ด้านนายจุรินทร์กล่าวว่า ปชป.เป็นพรรคที่เมื่อลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 ประกาศชัดว่าไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนั้น ด้วยเหตุผลของการไม่เป็นประชาธิปไตยสากลที่ครบถ้วน และ มีบทเฉพาะการที่เห็นว่ายังจำเป็นต้องแก้ไขในหลายประเด็น และเมื่อเราเข้าร่วมรัฐบาล ประกาศชัดเจนว่าต้องมีเงื่อนไข 3 ข้อ คือ ต้องรับนโยบายประกันรายได้เกษตรกร ต้องบริหารราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เหตุผลสำคัญคือเมื่อปชป.เป็นพรรคร่วมรัฐบาล เรามีแค่ 52 เสียง ไม่สามารถเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่สุดท้ายจุดยืนชัดเจน เราร่วมกับพรรคการเมืองแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ฉบับ แต่ผ่านแค่ร่างเดียว คือเรื่องรูปแบบในการเลือกตั้ง

ส่วนมาตรา 256 ที่ต้องแก้วิธีการแก้รัฐธรรมนูญ ว่าใช้เสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของ 2 สภา แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องมีส.ว. หนึ่งในสาม ต้องมีพรรคร่วมฝ่ายค้าน 20 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป จึงกลายเป็นประเด็นปัญหาแก้ไม่จบ บทบาทส.ว. ต้องมีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย และเป็นสภาในการตรวจสอบรัฐบาลเท่านั้น แต่ไม่ควรมีหน้าที่โหวตนายกฯ

สุวัจน์ ลิปตพัลลภ

‘สุวัจน์’-กก.หนุนปฏิรูปกองทัพ
คำถามที่ 3 เรื่องการปฏิรูปกองทัพถูกพูดถึงมาอย่างต่อเนื่อง พรรคของคุณมีจุดยืนอย่างไรและมีข้อเสนออย่างไร

นายสุวัจน์กล่าวว่า รัฐธรรมนูญในหมวดว่าด้วยการปฏิรูปมาตรา 258 เขียนชัดเจนว่ารัฐบาลมีหน้าที่ในการปรับปรุง ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้เกิดความทันสมัยและทันกับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งการปฏิรูปกองทัพเป็นเรื่องปกติที่จะพูด ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ไม่ปกติ เพราะกองทัพเหมือนราชการทั่วไปที่อาจมีข้อบกพร่อง

วันนี้กระแสสังคม ก็กดดันแสดงความเป็นห่วง ถ้าแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้จะเป็นเรื่องดี เช่น ควรจะเกณฑ์ทหารหรือไม่ สำหรับแนวคิดของชพก. อาจจะเป็นประเด็นที่เบาทันที คนอาจอยากเป็นทหารด้วยซ้ำไป เพราะได้ปกป้องประเทศชาติ ปกป้องมาตุภูมิ รักษาความมั่นคง แต่ถ้าจะทำให้เรื่องการเกณฑ์ทหาร มีรายได้ดี เป็นอาชีพที่ดีอย่างหนึ่ง ตำแหน่งหน้าที่สามารถไหลโฟลว์ไปสู่จุดสูงสุดได้ ถ้าเราสร้าง incentive สร้างรายได้ที่เพียงพอ คนที่ประสงค์เป็นทหารอาจจะมากมายเพียงพอจนไม่ต้องคุยกันเรื่องเกณฑ์ทหารแล้ว

ด้านนายพริษฐ์กล่าวว่า ก.ก.มี 5 เป้าหมายในการปฏิรูปกองทัพ คือ 1.การทำให้กองทัพไม่แทรกแซงการเมือง โดยให้อยู่ภายใต้รัฐบาลพลเมือง 2.กองทัพต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ คือการจัดตั้งผู้ตรวจการ กองทัพ ที่ยึดโยงกับสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเข้าไปตรวจสอบกองทัพว่าใช้อำนาจไม่ชอบธรรมหรือไม่ หรือใช้งบประมาณที่ไม่โปร่งใสหรือไม่ เพื่อให้ประชาชนเห็นได้ว่ามีรายได้เท่าใด รวมถึงการดึงธุรกิจของกองทัพมาอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาล ถ้ากำลังพลต้องการสวัสดิการอะไรก็มาขอผ่านกระบวนการปกติ

3.การทำให้กองทัพเท่าทันโลก คือการลดขนาดกองทัพลง 30-40% 4.การไม่ให้ทหารถืออภิสิทธิ์เหนือประชาชน และพลเรือน เพราะปัจจุบันสวัสดิการของนายพล ยังมีหลายส่วนที่มากกว่าข้าราชการพลเรือนทั่วไป เช่น ค่าใช้จ่ายเหมาจ่ายแทนรถประจำตำแหน่งที่ 70% อยู่ที่กระทรวงกลาโหม และ 30% อยู่กับข้าราชการพลเรือน และ 5.การทำให้พลทหารทุกระดับชั้นปลอดภัยมั่นคงมีอนาคตไม่ถูกธำรงวินัย และให้มีสวัสดิการที่เพียงพอ มีอนาคตก้าวหน้าได้

อนุทิน ชาญวีรกูล

‘หนู’เห็นด้วยนิรโทษคนเห็นต่าง
คำถามที่ 4 ข้อเสนอหนึ่งในการพาสังคมไทยออกจากความขัดแย้งคือการนิรโทษกรรม คุณเห็นด้วยหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยควรจะเอาแค่ไหน ครอบคลุมไปถึงใครบ้าง

นายอนุทินกล่าวว่า ภท.เห็นด้วยมาโดยตลอด สำหรับการนิรโทษกรรมผู้ที่มีความเห็นต่างทางการเมือง แต่ไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมผู้ที่ทำการทุจริตต่อบ้านเมือง คอร์รัปชั่นและต้องการสร้างให้เกิดความแตกแยกอย่างตั้งใจ ทำลายทรัพย์สินต่างๆ ของบ้านเมือง เรื่องทางการเมืองก็เช่นกัน ถ้าเป็นเรื่องความเห็นต่าง เช่น บางคนไปใช้สิทธิ์ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรนูญ ถือเป็นสิทธิ์ของเขาในฐานะที่เป็นตัวแทนประชน

การเลือกตั้งปี 2566 ที่จะเกิดขึ้นภายใน 2 เดือนข้างหน้าโดยประมาณ น่าจะเป็นการรีเซ็ตระบบของการอยู่ด้วยกันในประเทศนี้ ระบบของสังคม ระบบของการเมือง ให้เกิดความชัดเจน ความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ ความขัดแย้งให้มากที่สุดได้ เรื่องที่ตนค่อนข้างมีความกังวลคือ เราจะปล่อยให้โอกาสที่การเลือกตั้งครั้งนี้ในรอบ 10 ปี จะเป็นการเลือกตั้งที่ถือว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด เพราะไม่มีเรื่องตัวช่วยต่างๆ ในเรื่องการเปลี่ยนผ่านของระบอบเข้ามาเกี่ยวข้อง และพรรคการเมืองควรมีความเห็นร่วมกันก่อนว่า ในทางประชาธิปไตยสิ่งไหนที่ควรได้รับการแก้ไขก่อน เพื่อให้สังคมเดินหน้าต่อไปด้วยความเข้าใจกันกฎกติกามารยาทในการที่จะนำพาประเทศไทยไปจะเป็นอย่างนี้ ถ้ามีความเห็นขัดแย้งกันใช้เวทีไหนแก้ปัญหา ใช้เวทีสภา หรือใช้เวทีที่มีตามหลักรัฐธรรมนูญ ก็จะไม่มีปัญหาอะไร

‘ศิธา’ชี้เคส‘แม้ว’ต้องยึดหลักสากล
ขณะที่น.ต.ศิธา ธิวารี เลขาธิการทสท. กล่าวว่า ข้อเสนอหนึ่งในการพาสังคมไทยออกจากความขัดแย้ง คือ นิรโทษกรรม แต่ประเด็นที่ต้องมองคือนิรโทษกรรมในบริบทแบบไหน คนที่พูดนิรโทษกรรมอย่างเป็นกลางจะขัดแย้งกับฝั่งที่ซ้ายสุดและขวาสุด ส่วนแรกคือการนิรโทษกรรมต่อประชาชน ซึ่งเขาอาจไม่ได้เป็นแกนนำหรือเป็นบุคคลสำคัญ แต่เข้าไปร่วมในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่ทำให้ตัวเขาทำผิดกฎหมายบ้านเมือง การนิรโทษกรรม สามารถทำให้คนกลับมาอยู่ในภาวะปกติเข้ากับสังคมได้ ในสมัยหนึ่งที่มีระบอบคอมมิวนิสต์เข้ามาและเราพยายามที่จะปราบ เมื่อปราบ 1 เกิด 10 ทุกคนตระหนักในข้อนี้ แต่ในที่สุดแล้วทุกคน ชูความเป็นชาติไทยและกลับมาร่วมพัฒนาชาติไทย ฉะนั้นในส่วนของรายย่อยหรือประชาชนทั่วไปควรเป็นแบบนี้

ส่วนของบุคคลสำคัญซึ่งมีผลอย่างยิ่งและทำให้การเมืองไทยติดหล่มแบบทุกวันนี้ ตนคิดว่าการนิรโทษกรรมที่สำคัญคือการนิรโทษกรรมต่อบุคคลที่คนเห็นว่าเขาผิดหรือไม่ผิด อย่างกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ คนกลุ่มหนึ่งมองว่าผิดและต้องมารับผิด แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งคิดว่าไม่ผิด ฉะนั้นตนคิดว่าต้องเป็นจุดที่พอดี การที่เลือกเอาคนที่เราเกลียดและไปตัดสินอย่างเดียว คนอาจจะไม่ยอมรับ อาจต้องเข้ามาพิจารณาในระบอบมาตรฐานสากลที่ทุกคนยอมรับ

ภท.เยสกัญชาเสรี-โนบุหรี่ไฟฟ้า
ส่วนคำถามที่ 5 หัวข้อ กัญชา-สุราเสรี-บุหรี่ไฟฟ้า ทั้ง 3 อย่างเป็นสิ่งที่อยู่ในสังคมไทย พรรคของคุณมีจุดยืนอย่างไรกับทั้ง 3 เรื่องนี้

นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า สำหรับเรื่องกัญชา ตนเชื่อว่าสามารถใช้ทางการแพทย์ได้ และเป็นทางเลือกสำคัญที่ประเทศยังไม่มี จุดยืนของพท.คือส่งเสริมกัญชาเพื่อทางการแพทย์ มีกฎหมายควบคุม และรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ส่วนเรื่องสุราเสรี จุดยืนของพท.เห็นว่าเพื่อไม่ให้มีปัญหา ควรแบ่งเรื่องนี้ออกเป็นระดับต่างๆ คือ 1.เรื่องสุราพื้นบ้าน 2.สุราเสรี ที่น่าจะต้องมีกฎหมายอีกระดับหนึ่งที่คอยเปิดโอกาสให้มีการคิดสร้างสรรค์ขึ้นมา เพื่อให้เกิดในเรื่องเศรษฐกิจรากฐานให้คนใหม่ๆ ขณะที่เรื่องบุหรี่ไฟฟ้า ควรมีการควบคุมอย่างดี เพราะขณะนี้ถือว่ามีโทษมากกว่าบุหรี่ธรรมดา

ด้านนายอนุทินกล่าวว่า เรื่องกัญชาทางการแพทย์ ถ้าพท.ทำตามที่นพ.พรหมินทร์ พูด ป่านนี้กฎหมายกัญชาคงผ่านไปเรียบร้อยแล้ว แต่ในส่วนของ ภท.คำว่ากัญชาเสรี มีสร้อยต่อไปคือกัญชาเสรีทางการแพทย์ สุขภาพ และเศรษฐกิจ ซึ่งเราไม่เคยหลุดจากกรอบนี้เลย และต้องขอบคุณก.ก. ที่ในช่วงเสนอกฎหมายนี้ ให้การสนับสนุน แต่ในส่วนที่ไม่ถูกหลักตามความคิดของท่าน ท่านก็ได้แสดงความเห็นในที่ประชุมสภา หลังการเลือกตั้ง ถ้าภท.ได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล หรือพรรคร่วม แต่หวังว่าจะเป็นแกนนำ คิดว่ากฎหมายนี้จะต้องผ่าน เพราะเป็นกฎหมายที่มีประโยชน์ต่อประชาชน ต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นอันมาก และเรื่องการใช้ที่ไม่ถูกต้องก็จะถูกจำกัด เพียงแต่มีการนำไปบิดเบือนว่าเป็นกัญชาเสรี สูบที่ไหนก็ได้ ทำอะไรก็ได้เพื่อให้เกิดการมึนเมา ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่เจตนารมณ์

เรื่องบุหรี่ไฟฟ้า ต้องขออนุญาตกราบเรียนตรงๆ ว่า ในความเป็นหัวหน้าภท. แล้วอยู่กระทรวงสาธารณสุขมา 4 เต็มๆ ก็อิน ไม่สามารถทำให้บุหรี่ไฟฟ้าได้รับการสนับสนุนอย่างถูกกฎหมายได้ ต้องขออภัยผู้ที่สนับสนุนด้วย ส่วนเรื่องสุราเสรี เราต้องจำกัดการใช้ และมีการควบคุมให้ถูกต้อง ดังนั้นเรื่องกัญชาเสรี YES บุหรี่ไฟฟ้า NO

วราวุธ ศิลปอาชา

ชทพ.ชงเพิ่มโทษโกง-ทำคดีไว
คำถามที่ 6 มองปัญหาคอร์รัปชั่น และธุรกิจสีเทาทุกวันนี้อย่างไร นายจุรินทร์กล่าวว่า หัวใจหลักสำคัญของปัญหาคอร์รัปชั่นคือที่มา ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ที่มาของการทุจริต คือการซื้อสิทธิ์ขายเสียง การประมูลตัวผู้แทนราษฎรเข้าพรรค ตนคิดว่าไม่มีใครลงทุนมหาศาลขนาดนั้นแล้วไม่ถอนทุนคืน ฉะนั้นการถอนทุนคืนคือการทุจริต เราต้องไม่ส่งเสริมและสนับสนุนในเรื่องนี้ สิ่งที่สำคัญลำดับต่อไปคือกระบวนการยุติธรรม ต้องมีการบริหารจัดการอย่างเข้มงวดในทุกระดับ ส่วนกระบวนการจัดการธุรกิจสีเทาทราบว่าเกิดมาจากจุดอ่อนของระบบราชการ และการเมืองบางส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง ปชป.ไม่สนับสนุนทั้งปัญหาคอร์รัปชั่น และธุรกิจสีเทา

ส่วนนายวราวุธกล่าวว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นและธุรกิจสีเทา 1.สาเหตุมาจากคนที่รู้สึกว่ากฎหมาย บทลงโทษยังไม่มีความรุนแรง 2.การบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้มีความ เข้มข้น สิ่งที่สำคัญ ชพท.คิดว่าควรเพิ่มบทกฎหมายให้มีความเข้มแข็ง และบทลงโทษที่รุนแรง เชื่อมั่นว่าจะทำให้ผู้คนทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสีเทา หรือผู้มีส่วนร่วมในวงการคอร์รัปชั่นมีความเกรงกลัวกฎหมายมาก ยิ่งขึ้น ที่สำคัญ การพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับคอร์รัปชั่นต้องดำเนินด้วยความรวดเร็ว บางคดีใช้เวลาหลายปีกว่าจะตัดสิน ผู้ที่จะถูกลงโทษก็รู้สึกว่ากำลังเดือดร้อน บวกกับบทลงโทษที่ยังไม่รุนแรง ทำให้เกิดปัญหาคอร์รัปชั่น ธุรกิจสีเทาขึ้น แนวทางชพท. คือ 1.ทำให้บทกฎหมายมีความรุนแรง เด็ดขาด 2.พิจารณาคดีรวดเร็ว ฉับไว

แนะทางแก้ฝุ่น PM2.5
คำถามที่ 7 กว่าครึ่งประเทศประสบปัญหาคุณภาพอากาศ โดยเฉพาะ PM2.5 มองปัญหานี้ใหญ่แค่ไหน มีข้อเสนอในการแก้ไขอย่างไร

นายวราวุธกล่าวว่า ปัญหา PM 2.5 เป็นปัญหาที่ใหญ่และลึกมาก แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ กทม. และต่างจังหวัด ในส่วนกทม. แหล่งที่มาของ PM 2.5 ที่เยอะที่สุดมาจาก ท้องถนน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะ เครื่องยนต์ จำเป็นที่จะต้องออกกฎหมาย มาตรการมาควบคุมให้เข้มงวดตรวจสอบบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเช่นกัน

ในส่วนพื้นที่ต่างจังหวัด ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานในหน้าที่ของตน เนื่องจากแต่ละกระทรวงจะมีบทบาทชัดเจนอยู่แล้ว และเป็นหน้าที่ของคนไทยทั้ง 66 ล้านคน รวมทั้งพรรคการเมืองที่จะต้องมีนโยบาย เวลาทำงานภาคส่วนราชการ เอกชน ประชาชนจะต้องร่วมมือกัน

ด้านนายสุวัจน์กล่าวว่า PM 2.5 เป็นเรื่องใหญ่ทุกคนประสบปัญหา ประการแรก ต้องเข้มงวดเรื่องผังเมืองทุกจังหวัด โซนที่อยู่อาศัยก็ต้องเป็นโซนที่อยู่อาศัย ทุกวันนี้ผังเมืองยังมีอุตสาหกรรมอยู่กลางเมือง ย่านที่พักอาศัย ผลกระทบ PM 2.5 จากผังเมืองจึงมีมาก ประการที่ 2 เรื่องน้ำมัน ต้องมีการใช้น้ำมันให้น้อยลง โดยเฉพาะน้ำมันรถยนต์ เรื่องมาตรฐานของน้ำมัน ยูโรต่างๆ ต้องยอมที่จะลงทุน ลดไอเสียจากการผลิตน้ำมันที่มีคุณภาพ ประการที่ 3 ทุกวันนี้เรื่องรถไฟฟ้ามาแรง การส่งเสริมอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า EV จะเป็นต้นทุนสำคัญในการต่อสู้ PM 2.5

ประการที่ 4 ฝุ่นที่เยอะทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการก่อสร้างถนน ก่อสร้างตึกอาคาร จึงควรมีการแก้ไขเทศบัญญัติ และมาตรการก่อสร้างให้ชัดเจน ประการที่ 5 ฝุ่นมาจากปัญหาการติดขัดจราจร หากเน้นการแก้ไขจราจรที่เป็นต้นเหตุ ตรงนี้แก้ไขปัญหาไปได้เยอะ ประการที่ 6 อุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงงานผลิตไฟฟ้าต่างๆ ที่ยังใช้น้ำมันเตา น้ำมันโซลาร์ วันนี้ต้องหันมาใช้พลังงานทดแทนทั้งหมด จะลดการกำเนิดฝุ่นได้อย่างชัดเจน ประการสุดท้าย 7 ต้องรณรงค์ไม่ เผาป่า ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญ

“ชพก. มีนโยบายในเรื่องของ Green Economy ที่ชัดเจน ในการบริหาร สนับสนุน ฟุตปรินต์ในเรื่องคาร์บอนเครดิต อุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการพัฒนาเศรษฐกิจและลดปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย”

ทสท.-พปชร.หนุนลต.ท้องถิ่น
คำถามที่ 8 คิดอย่างไรที่เราทั้งมี กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอและผู้ว่าฯ จากการแต่งตั้ง นอกจากนี้ ยังมีอบต. เทศบาลและอบจ. และจำเป็นต้องมีผู้ว่าฯ จากการเลือกตั้งโดยตรงหรือไม่

น.ต.ศิธากล่าวว่า ในระบอบประชาธิปไตยสิ่งสำคัญที่สุดคือการกระจายอำนาจ การที่จะเปลี่ยนจากการเป็นประชาธิปไตยแบบเดิมๆ กลับมาเป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น การกระจายอำนาจเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้น ทสท.สนับสนุนให้มีการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นจนถึงระดับผู้ว่าฯ แต่ต้องกลับมาคุยกันว่า ในกระบวนการเดิมซึ่งอาจจะต้องมีช่วงเปลี่ยนผ่านจากการบริหารจัดการรวมศูนย์จากกระทรวงมหาดไทยและกระจายไปเลย เราจะได้ตัวแทนที่เหมาะสมและมีคุณภาพกับประชาชนหรือเปล่า

ยอมรับว่าตอนนี้ระบบการเลือกตั้งของไทยไม่เหมือนต่างชาติ ประเทศไทยขึ้นอยู่กับ 1.กระแส คนนิยมในพรรคการเมืองไหน นโยบายไหน 2.กระสุน ใครนำเงินมาจ่ายมากก็ได้ และ 3.บ้านใหญ่ ใครมีคอนเน็กชั่นทางหัวคะแนนก็เอากระสุนไปใส่และลงไปตามช่องทาง เขาก็ชนะเลือกตั้งเหมือนกัน เป็น สิ่งที่เราต้องมาพิจารณาว่าถ้าเลือกตั้งสมบูรณ์แบบแล้วได้คนที่ประชาชนต้องการจริงๆ คนที่สามารถทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติจริงๆ หรือได้คนที่มีการจัดตั้งระบบหัวคะแนนและมีเงินมาสนับสนุน นักการเมืองที่ได้มาไม่สามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้

ด้านนายสนธิรัตน์กล่าวว่า พปชร.เห็นด้วยในเรื่องการกระจายอำนาจ เพราะการกระจาย อำนาจคือการทำให้ท้องถิ่นแข็งแรงขึ้น การเปลี่ยนผ่านไปสู่การกระจายอำนาจ หลักการรวมศูนย์จะต้องถูกลดบทบาทลง หัวใจสำคัญเรื่องที่มาของอำนาจคือการเลือกตั้งนายกอบต. หรือเทศบาล หากปล่อยให้การเมืองเข้าไปครอบงำการเลือกตั้งเหล่านี้ จะทำให้การใช้อำนาจเกิดการบิดเบี้ยว

ส่วนการเลือกตั้งผู้ว่าฯ เป็นโมเดลที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย แต่ไม่ได้เลือกตั้งทั้งประเทศ เราน่าจะส่งเสริมให้จังหวัดใดก็ตามที่มีขนาดเศรษฐกิจสำคัญ และมีรูปแบบที่พร้อมต่อการเลือกตั้งผู้ว่าฯ เช่น จ.ภูเก็ต เป็นจังหวัดที่มีความพร้อม มีศักยภาพ ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ให้เขามีโอกาสดูแลและเปลี่ยนแปลงจังหวัดของเขาเอง

กระตุ้นซอฟต์เพาเวอร์
ช่วงที่ 2 เป็นการดีเบตด้านเศรษฐกิจ โดยการจับคู่ โดยนายพิสิฐ ลี้อาธรรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ ประธานนโยบายปชป. กับนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ พปชร. หัวข้อ มีนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์และซอฟต์เพาเวอร์อย่างไร

นายพิสิฐกล่าวว่า เรื่องซอฟต์เพาเวอร์มีการพูดกันมาก ทุกวันนี้ยอมรับว่าการท่องเที่ยวเป็นเศรษฐกิจที่มีความสำคัญมาก ต่อเศรษฐกิจไทย ทำรายได้เข้าประเทศปีหนึ่งเกือบ 2 ล้านล้านบาท ก่อนที่จะเกิดโควิด ซึ่งโควิดทำให้รายได้ของประเทศไทยขาดหายไปไม่ต่ำกว่า 3 ล้านล้านบาท นโยบายของปชป. จะต้องดึงการท่องเที่ยวกลับเข้ามา รวมถึงเรื่องธุรกิจต่อเนื่อง โดยการช่วยเรื่องเงินทุน เรามีการตั้งกองทุนประมาณ 3 แสนล้านบาท เพื่อช่วยเสริมทุนให้กับเอสเอ็มอี เพื่อที่จะสร้างซอฟต์เพาเวอร์ให้กับประเทศไทย เงินทุนเหล่านี้จะทำโดยไม่มีการสร้างหนี้ให้งบประมาณ เป็นเงินนอกงบประมาณที่มีอยู่แล้ว แต่ข้าราชการนั่งทับไว้

ขณะเดียวกัน ปชป.มีการตั้งธนาคารหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 2 ล้านบาท เงินที่จะลงไปต้องผ่านการกรองอย่างดีและลงไปยังจุดที่จะช่วยให้ชุมชนต่างๆ สามารถสร้างซอฟต์ เพาเวอร์ให้ตัวเองในการหารายได้เข้าท้องถิ่น โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรม ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวให้ชาวต่างประเทศ และยังมีซอฟต์เพาเวอร์ด้านอื่นๆ ที่สามารถส่งออกได้ เช่น มวยไทย อาหารไทย แต่เรื่องเงินทุนที่ขาดหายไป ดังนั้นปชป.มีนโยบายชัดเจนที่จะ เสริมซอฟต์เพาเวอร์เหล่านี้ให้แข็งแรงขึ้นโดยการใช้เงินที่มีอยู่ ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน ไม่ต้องมีการก่อหนี้ใหม่

ด้านนายสนธิรัตน์กล่าวว่า ภาคบริการเป็นภาคที่มีส่วนในการกระตุ้นและรับผิดชอบเศรษฐกิจไทยค่อนข้างสูง และหัวใจหนึ่งที่ขับเคลื่อนภาคบริการคือซอฟต์เพาเวอร์ การ ปฏิรูปซอฟต์เพาเวอร์มีหลายมิติ แต่สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญมี 5 ด้าน 1.อาหาร คือเรื่องสำคัญที่สุด ต้องผลักดันอาหารไทยสู่ตลาดโลก 2.เฟสติวัล คือเสน่ห์ของไทยที่มีความหลากหลายของประเพณีและวัฒนธรรม ต้องหยิบมาขายและสร้างการรับรู้ให้ทั้งโลก 3.แฟชั่น ประเทศไทยต้องเป็นศูนย์กลางแฟชั่นที่มีมิติทางวัฒนธรรม แล้วสร้างมิตินี้ให้เกิดการขับเคลื่อนซอฟต์เพาเวอร์สำคัญ 4.ธุรกิจภาพยนตร์และโฆษณา และ 5.การต่อสู้มวยไทย

แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ
นายอนุทินกล่าวหัวข้อ การเตรียมนโยบายของภท.เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวย คนจน ธุรกิจขนาดใหญ่ และผู้ค้าขายรายย่อยว่า ความเหลื่อมล้ำจะลดหายได้อย่างแรกคือ ประชาชนต้องมีสิทธิได้รับการดูแลจากรัฐให้มากที่สุด ไม่ใช่ว่าต้องเท่าเทียมกันทุกคน โดยดูว่าคนในฐานานุรูปไหนจะได้รับการดูแลจากรัฐอย่างไร เช่น การรักษาพยาบาล ตรงนี้ต้องขอบคุณโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ไม่มีทางไปล้มได้ แต่ต้องต่อยอดให้มีบริการที่ดียิ่งขึ้น ให้คนไทยทุกคนได้รักษาทุกที่ มะเร็งฉายรังสีทุกจังหวัด การล้างไตฟอกไตได้ครบทุกโรงพยาบาล ดังนั้นการเข้าถึงระบบสุขภาพของคนไทยทุกคนมีอย่างเท่าเทียมกัน

ส่วนเรื่องการศึกษาของภท. อาจไม่ตรงกับบางพรรค เพราะบางคนไม่มีความสามารถในการจ่ายค่าเรียน รัฐก็ให้ยืม ไม่มีดอกเบี้ย ไม่ต้องมีคนค้ำประกัน และอย่าไปฟ้องเขา แต่ไม่ต้องให้กู้ เมื่อเขาใฝ่ดี ต้องให้เขามีชีวิตที่ดี แล้วเขาจะมาดูแลประเทศของเรา และดูแลพวกเราในยามแก่เฒ่า

ด้านนพ.พรหมินทร์กล่าวว่า พท.ชัดเจนว่าหน้าที่ของเราคือการสร้างรายได้ภายใต้ 8 ปีที่เศรษฐกิจถดถอย ล้าหลัง สิ่งสำคัญคือเราแก้ทุกมิติ เศรษฐกิจจะเติบโตได้ รากฐานหรือคนที่มีรายได้น้อยจะต้องได้รับการดูแลก่อน เมื่อรดน้ำที่รากจะทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน มีการจ้างงานได้มากขึ้น รัฐบาลจะมีภาษีเพิ่มมากขึ้นและภาษีนี้จะกลับมาดูแลเรื่องสวัสดิการต่างๆ

สิ่งที่มองข้ามไม่ได้คือการส่งต่อความเหลื่อมล้ำ อยู่ที่เรื่องของการศึกษา เพราะ 25% ของความเหลื่อมล้ำเกิดจากการศึกษา เราจึงมีเรื่องนโยบายการศึกษาที่จะดูแล เรียนรู้เพื่อรายได้ โดยใช้เทคโนโลยีใหม่มาจัดการ การที่เราเสนอคำขวัญคิดใหญ่ ทำเป็น เพราะพท.ใช้การคิดแบบภาพรวมทุกเรื่อง ยกระดับไปพร้อมๆ กันตั้งแต่ข้างล่าง แล้วความเหลื่อมล้ำจะหายไป นโยบายดีๆ ใครๆ ก็พูดได้ แต่พรรคที่ทำได้คือ พท.

ยุทธศาสตร์ค่าแรงขั้นต่ำ
น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าก.ก. กล่าวหัวข้อ ค่าแรงขั้นต่ำที่จะทำให้มีชีวิตที่ดี ว่า ก.ก.มีแนวทางจะเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 450 บาทต่อวัน แต่ประเด็นที่สำคัญคือค่าแรงขั้นต่ำต้องขึ้นทุกปี โดยพิจารณาจากเงินเฟ้อ หรืออัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ว่าอันไหนจะขึ้นมากกว่ากัน เพราะแรงงานในระบบเบื่อเหลือเกินที่จะต้องรอให้ค่าแรงขั้นต่ำถูกกำหนดจากแต่ละพรรคการเมือง หรือรอให้มีการเลือกตั้งว่าค่าแรงขั้นต่ำจะเป็นเท่าไหร่ เราจึงต้องวางระบบให้ค่าแรงขั้นต่ำให้สามารถเพิ่มขึ้นทุกปี

ก.ก.มีนโยบายที่จะลดผลกระทบให้กับ เอสเอ็มอีจากค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น โดยการงดจ่ายประกันสังคม 6 เดือน และการนำค่าแรงมาลดหย่อนภาษีได้สองเท่า เพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปพร้อมกันได้ และให้แรงงานมีอำนาจต่อรองกับนายจ้างได้ ทำให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง โดยไม่ต้องมีใครเสียสละเพื่อให้ประเทศเติบโตได้

ด้านนายสันติ กีระนันทน์ กรรมการนโยบายและยุทธศาตร์ ชทพ. กล่าวว่า การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำหรือค่าแรงขั้นต่ำไม่ใช่หน้าที่โดยตรงของรัฐบาล โดยกลไกคณะกรรมการ 3 ฝ่ายทั้งตัวแทนนายจ้าง ตัวแทนลูกจ้าง และภาครัฐ ที่ไม่มีส่วนได้เสีย ไปกำกับเพื่อให้เกิดความยุติธรรม โจทย์เรื่องนี้จึงไม่ใช่การกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ แต่จะอัพสกิลและรีสกิลคนในระบบเศรษฐกิจทั้งระบบ เท่าที่ได้คุยกับสภาอุตสาหกรรม และสภาหอการค้าหลายรอบ เขาพูดกับตนตลอดว่ายินดีจ่ายค่าแรงที่สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำตราบเท่าที่แรงงานมีศักยภาพที่สูงขึ้น มีทักษะตอบสนองต่ออุตสาหกรรมมากขึ้น รัฐควรให้แรงจูงใจอย่างอื่นประกอบ

จิ๊กซอว์สำคัญ คือ ภาคการศึกษาของประเทศไม่ได้ตอบสนองต่ออุตสาหกรรม ดังนั้น ต้องศึกษาว่าจะปรับการศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบ เพื่อตอบสนองต่อการยกคุณภาพแรงงานอย่างไร ชทพ.เตรียมนโยบายไว้พร้อมแล้ว เพื่ออัพสกิลและรีสกิลงาน ยกระดับการศึกษา ทำให้กำหนดค่าแรงเป้าหมายที่สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำ ไม่ได้เป็นนโยบายที่เพ้อฝันไม่ได้คิดเอาเอง แต่เกิดจากการรับฟังประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย เหมือนกับที่เราพูดตลอดว่าพรรคชทพ.รับฟัง ทำจริง

แขวนกม.ที่ปิดกั้นการหาเงิน
รอบที่ 2 เป็นการดีเบตหัวข้อ การหาเงินเข้าประเทศ ในสถานการณ์ที่ประเทศมีค่าใช้จ่ายหลายด้าน มีแนวทางหารายได้เข้าประเทศอย่างไร

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี รองหัวหน้าพรรคและประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ ทสท. กล่าวว่า เรื่องหาเงินเป็นเรื่องใหญ่เพราะนโยบายทั้งหลายที่ออกมาส่วนใหญ่ใช้เงินทั้งหมด แต่การหาเงินอยู่ตรงไหน เราต้องสร้างกลไกให้คนตัวเล็กๆ ขึ้นมาแข็งแรง ให้มีโอกาสสามารถเข้ามาช่วยประเทศมีรายได้มากขึ้น วันนี้อุปสรรคของคนหาเงินคือกฎหมาย ดังนั้น ต้องยกกฎหมายเกี่ยวกับการทำธุรกิจแขวนไว้เพื่องดบังคับใช้ชั่วคราว ทสท.คิดที่จะออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 1 ฉบับ เพื่อแขวนกฎหมายเหล่านี้ โดยเฉพาะเรื่องอาหารและยา(อ.ย.เป็นอุปสรรคมาก เครื่องดื่ม อาหาร เครื่องสำอาง ต้องขออย.หมด ซึ่งไม่จำเป็นเพราะอาหารและยา ดูเรื่องการแพทย์ก็พอ

ด้านนายสุวัจน์กล่าวว่า แนวทางในการ หารายได้เข้าประเทศ อยู่บนพื้นฐานว่า มีงาน มีเงิน และของไม่แพง ฉะนั้นเศรษฐกิจใหม่เราต้องมองถึงจุดแข็งของประเทศ ชพก.ได้พัฒนานโยบายหาเงินเข้าประเทศเพิ่มเติมอีก 5 ล้านล้านบาท หัวหน้าพรรคคำนวณไว้แล้วว่า อย่างน้อย 5 ล้านล้านบาท ที่จะเป็นเงินใหม่งานใหม่ เร็วที่สุดวันนี้ต้อง “ท่องเที่ยว” ซึ่งไม่ต้องการความเชื่อมั่นอะไรมาก ขอให้นักท่องเที่ยวมาเมืองไทยแล้วปลอดภัย 40 ล้านคน รายได้จากการท่องเที่ยวคนละ 10 วัน วันละ 50,000 บาท เราบอกว่า 40 ล้าน เป็น 70 ล้านได้ไหม อยู่ 10 วัน เป็น 12 วันได้ไหม ใช้จ่ายวันละ 5,000 เป็น 6,000 ได้ไหม 70 ล้าน x 12 วัน x 6,000 บาท กลายเป็น 5 ล้านล้านบาททันที ซึ่งเราทำได้อยู่แล้ว เพราะประเทศไทยเป็นเมืองท่องเที่ยวของโลกและเรามีความพร้อม

ขณะเดียวกัน ใช้พลังซอฟต์เพาเวอร์ ในเรื่อง ‘Film-Fighting-Fashion-Food festival’ บูมกันให้เต็มที่ เพราะเป็นจุดแข็งของสังคมไทย คือการหารายได้เข้าประเทศที่เร็วที่สุด ส่วนเรื่องการเกษตร จุดแข็งของสังคมไทย เราเป็นมหาอำนาจด้านการเกษตร แต่วันนี้เราส่งเป็นสินค้าวัตถุดิบ เพียงเปลี่ยนเป็นอุตสาหกรรมเท่านั้น งานอีกหลายล้านตำแหน่ง รายได้อีกหลายร้อยเท่าจะเข้ามาทันที

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

‘เจ๊หน่อย’โชว์จุดขายทสท.
รอบที่ 3 เป็นการนำเสนอจุดขายและจุดแข็งของพรรค คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า จุดแข็งของทสท.คือ 1.เราคิดต่าง วันนี้ทสท.มาเพื่อที่จะสร้างให้ประชาชนชนะ การเมืองติดลูปความขัดแย้งมา 17 ปีตั้งแต่รัฐประหารเป็นต้นมา และการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งสำคัญที่เรียกว่าเป็น Last War ของทั้งสองขั้วอำนาจ ตนไม่อยากเห็นว่าจบการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเริ่มต้นวิกฤตชาติครั้งใหม่ ทสท.ไม่คิดเป็น Last War แต่เราคือจุดเริ่มต้นของอนาคตประเทศไทย และจะทุ่มเทประสบการณ์ของตนและผู้ก่อตั้งทสท.มาสร้างประเทศไทยที่ดีที่สุด เพื่อส่งมอบให้คนต่อไป เรามาเพื่อเสียสละ ตนคิดแบบคนเป็นแม่ที่ห่วงอนาคตของลูกตัวเองและลูกคนอื่น เรามาสร้างให้ประชาชนชนะเพราะประชาชนแพ้มาตลอด คนไทยต้องอยู่อย่างมีความมั่นคง อยู่อย่างมีศักดิ์ศรีตั้งแต่เกิดจนแก่

2.เราคิดเพื่อคนตัวเล็กเพราะคนตัวเล็กตั้ง เอสเอ็มอี ไปจนถึงเกษตรกรคือคนส่วนใหญ่ของประเทศ คนตัวเล็กคือสเป๊กของทสท.ที่จะ Empower และ Liberate ให้เขาหายจน ให้ได้ เราจะเปลี่ยนรูปร่างของเศรษฐกิจจากสามเหลี่ยมที่รวยกระจุกจนกระจายเป็นลูกรักบี้ รวยนิดเดียวจนนิดเดียวนอกนั้นพออยู่พอกิน

3.เรากล้าคิด จะทำให้ประเทศไทยยืนหนึ่งบนแผนที่การแข่งขันโลก เราต้องสร้างพื้นที่ที่จะดึงดูดการลงทุนจากคนทั่วโลกให้มาลงทุน ต้องพลิกวิกฤตโลกให้เป็นโอกาส 4.เราคิดสุจริต โมเดลการปราบโกง เราจะทำสงครามกับคอร์รัปชั่น ลากคนโกงทั้งนักการเมืองและข้าราชการมาติดคุก 5.เราคิดแล้วเราทำทันที เราไม่มีส.ส.ในสภาแต่เราได้เสนอกฎหมายเข้าสภาไปแล้ว 4 ฉบับที่เกี่ยวกับแต้มต่อและการสร้างพลังให้กับประชาชน

“วันนี้ไทยสร้างไทยขอเป็นทางรอดของประเทศไทย ยุติความขัดแย้งทางการเมืองสองขั้ว เรามาช่วยกันจุดไม้ขีดคนละก้านเพื่อแสงสว่าง เผาไล่ความมืดมิด กำจัดการสืบทอดอำนาจเผด็จการ คอร์รัปชั่น อำนาจนิยมที่กดหัวคนไทย มาสร้างให้คนไทยชนะ และเรามั่นใจว่าเราทำได้แน่นอน”

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

‘พิธา’ชี้รัฐสวัสดิการเป็นคำตอบ
นายพิธากล่าวว่า ตนรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้มีโอกาสพูดในช่วงที่ 1 และช่วงที่ 2 เนื่องจากเป็นเหยื่อของฝุ่นพีเอ็ม 2.5 จนเป็นหลอดลมอักเสบ และเสียงไม่เต็มร้อย แต่ใจเต็มร้อยแน่นอน แต่แค่ช่วงนี้ช่วงเดียวตนสามารถตอบทุกคำถามตั้งแต่ช่วงที่ 1 และช่วงที่ 2 ทั้งการปฏิรูปกองทัพ ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 และการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ด้วยสไลด์เพียงหนึ่งสไลด์ ตนสามารถตอบจุดแข็งของก.ก.ด้วยคำเดียวคือ รัฐสวัสดิการ ที่จะทำให้การเมืองดี ปากท้องดี และมีอนาคต มาจากจุดแข็งย่อยที่เราคิดมาตลอดว่า การเมืองกับเรื่องปากท้องเป็นเหรียญเดียวกันที่แยกกันไม่ออก

ตนไม่เชื่อว่าประเทศไทยจะทำเหมือน เมื่อ 40 ปีที่แล้วได้ แต่เราต้องมองไปถึงอนาคต ว่าประเทศจะต้องเจริญเติบโต และลดความเหลื่อมล้ำไปพร้อมกันได้ เราไม่ได้มองแค่ว่าจุดแข็ง ให้กลายเป็นโอกาส แต่เรามองจุดอ่อนให้เป็นโอกาสด้วย ทั้งหมดนี้ สามารถย่อยออกมาได้เป็นรัฐสวัสดิการ เรามีเงินจ่ายทำได้จริง โดยการรีดไขมันจากกองทัพ การลดงบกลาง การทำภาษีความมั่งคั่ง รวมถึงต้องปรับโครงสร้าง และปฏิรูปเรื่องต่างๆ ใครที่บอกว่าเป็นไปไม่ได้ต้องคิดใหม่ ที่สำคัญเลือกก.ก. เพื่อให้ไทยก้าวหน้า

‘บิ๊กป้อม’นายกฯ-ได้ 3 สิ่ง
นายสนธิรัตน์กล่าวว่า หากเลือกพปชร. จะมีพล.อ.ประวิตร เป็นนายกฯ และจะมี 3 สิ่งเกิดขึ้นในประเทศไทย สิ่งที่ 1 มีเราจะไม่มีความขัดแย้ง สิ่งนี้คือจุดยืนทางการเมืองที่สำคัญของพปชร.

สิ่งที่ 2 มีเราค่าครองชีพลดทันที ได้แก่ 1.ปฏิรูปพลังงานด้วยการปฏิรูปค่าน้ำมัน ปฏิรูปการสร้างรายได้ให้ประชาชนด้วยการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาเรือน และใช้ระบบหัก ลบ กลบ จ่าย หลังคาของประชาชนจะเกิดเป็นรายได้และลดค่าใช้จ่าย รวมทั้งปรับโครงสร้างราคาแก๊ส 2.ประชาชนมีรายได้เพิ่มทันทีจากบัตรสวัดดิการประชารัฐ 700 คน ทันทีที่พปชร.เป็นรัฐบาล วันรุ่งขึ้น ประชาชน 14 ล้านคนจะมีรายได้ 700 บาท และจะต่อยอดด้วยกลไกการสร้างงานสร้างอาชีพ ให้โอกาสฝึกทักษะ เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่ได้อยู่ในเส้นรายได้น้อยตลอดไป 3.คนไทยทุกช่วงวัยจะได้รับการดูแล โดยนโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 3 พัน 4 พัน 5 พัน ภายใต้อายุ 60 70 80 ที่ประกาศไปแล้ว

สิ่งที่ 3 มีเราเศรษฐกิจฐานรากต้องฟื้น ได้แก่ 1.แถลงโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม นำพาทุกคนไปสร้างงานที่ฐานราก ตามนโยบาย “มีเรามีที่ทำกิน มีเราไม่มีแล้ง” 2.พปชร.มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการสร้างให้ เอสเอ็มอีมีโอกาสพลิกฟื้นจากภาวะเป็นหนี้ด้วยกองทุนของพปชร. เติมทุนให้ตั้งตัวได้ 3.ยกระดับเศรษฐกิจจากเครื่องยนต์เดิม เปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในเรื่องนวัตกรรม ดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว

‘อนุทิน’ทำทันทีถ้าได้เป็นผู้นำ
นายอนุทินกล่าวว่า ถ้าเลือกภท.จะได้ตนเป็นนายกฯ ภท.ชูจุดยืน คือ จะไม่เป็นปัจจัยความขัดแย้ง จะไม่ต้องการเอาชนะพรรคการเมืองด้วยกันหรือกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งแล้วบอกว่าตัวเองชนะ เพราะไม่มีประโยชน์ คนที่ชนะพรรคภูมิใจไทยได้มีกลุ่มเดียวคือประชาชน ส่วนจุดขาย จุดแข็ง คือภท.พูดแล้วทำ เสนออะไรต้องปฏิบัติได้จริง ทำได้เลย ทำได้เร็ว กล้าตัดสินใจสนับสนุนในสิ่งที่เป็นประโยชน์ กล้าคัดค้านสิ่งที่ไม่ ถูกต้อง โดยเฉพาะการทุจริตต่อบ้านเมือง

ภท.ทำได้ทั้งระดับท้องถิ่น คือทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่อย่างดี และระดับนานาชาติ คือไปไหนไม่อายใครอย่างแน่นอน สามารถทำให้นานาอารยประเทศให้ความเชื่อมั่น เชื่อถือต่อประเทศไทย

“รัฐมนตรีทุกคนของพรรคภูมิใจไทยสามารถทำงานเข้ากับข้าราชการได้ ด้วยความเข้าใจและให้เกียรติซึ่งกันและกัน ทั้งยังทำงานร่วมกันระหว่างการเมืองต่อการเมืองได้ในกรณีที่เราไม่มีความเห็นที่ขัดแย้งกันในเรื่องของอุดมการณ์ ภท.จึงอยากจะย้ำจุดยืน ชูจุดขาย และประกาศจุดแข็ง ให้พี่น้องประชาชนทราบ เราจะทำทันทีตามที่ได้พูดหลังจากที่เราได้เป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาล และถ้าเป็นไปได้ผมจะได้เป็นนายกฯ”

นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช

พท.คิดใหญ่เพื่อคนไทย
รอบที่ 3 เป็นการนำเสนอจุดขายและจุดแข็งของพรรค นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า ตนนำเสนอบันได 3 ขั้น คือ 1.ที่เราต้องนำเสนอเรื่องแลนด์สไลด์ คือต้องมีพรรคใหญ่ที่ชนะเลือกตั้งแล้วยืนอย่างมั่นคงในการที่จะเป็นรัฐบาล เป้าหมายแรกคือการจัดตั้งรัฐบาลที่ต้องมีเสียงไม่ต่ำกว่า 250 คืือ 310 เสียง เพื่อจะสกัดกั้นการตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่สนับสนุนโดยส.ว.

2.การชูธงเพื่อให้ได้เสียงของประชาธิปไตย เราไม่นิยมการเอาปลาให้กินแค่มื้อเดียว แต่จะสอนวิธีทำมาหากิน เอาวิธีการตกปลาให้ประชาชนทุกกลุ่มเพื่อให้ยืนอยู่ได้ตลอดไป 3.การแก้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่ยึดอำนาจ ของประชาชนไป เราจะใช้กระบวนการประชาธิปไตยคือ การตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เราจะหยุดการสืบทอดอำนาจ สร้างอำนาจและเพิ่มอำนาจให้ประชาชน สร้างกลไกที่เป็นประชาธิปไตย กระจายอำนาจและตรวจสอบ ถ่วงดุล ย้ำว่าพท.คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน

นายสุวัจน์กล่าวว่า ชพก.จะให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ อยู่ในแนวคิด “มีงาน มีเงิน ของไม่แพง”

วิธีการจากนี้ไป เราจะต้อง ‘รบ’ บนจุดแข็ง อะไรที่ไม่ใช่จุดแข็ง ไม่รบ เอาจุดแข็งมาเป็นเศรษฐกิจ จุดแข็งที่เห็นคือ 1.สินค้าการเกษตร 2.เมืองไทยอุดมสมบูรณ์ในการเป็นอาหารป้อนโลก 3.ไทยเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ทั่วโลกยอมรับ 4.ไทยเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ด้วย ซอฟต์เพาเวอร์, ‘ล’ ลบสิ่งที่เป็นอุปสรรค มี 2 เรื่อง 1.ปัญหาความขัดแย้งในสังคม และ 2.เสถียรภาพทางการเมือง ที่ทางพรรคจะต้องเข้าไปมีส่วน สร้างเสริม และลดปัญหาสังคม

ปชป.ย้ำอุดมการณ์แน่วแน่
ด้านนายจุรินทร์กล่าวว่า ปชป.มีจุดแข็งหลายข้อ แต่วันนี้ขอกล่าวเพียง 3 ข้อ คืออุดมการณ์ 1.อุดมการณ์ประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2.ประชาธิปไตย สุจริต ที่จะรักษาประชาธิปไตยไว้ได้ และ 3.อุดมการณ์ประชาธิปไตยท้องอิ่ม คนไทยต้องท้องอิ่ม ไม่เช่นนั้นประชาธิปไตยจะไป ไม่รอด

นายวราวุธกล่าวว่า ชทพ. เชื่อว่าจุดแข็งจะต้องเป็นนโยบายที่สามารถแก้ปัญหาวันนี้และอนาคตพร้อมกัน ต้องเป็นแนวนโยบายที่สามารถแก้ไขตั้งแต่คนระดับรากหญ้าจนถึงระดับประเทศ นี่คือสิ่งที่เรานำเสนอเกี่ยวกับ Asia-Pacific Regional Carbon Credit Center ศูนย์นี้จะทำหน้าที่วัด ประเมิน ศึกษา ซื้อขายพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับคาร์บอนเครดิต คำถามมีอยู่ว่า พอมีศูนย์นี้แล้วดีกับคนไทยอย่างไร เป็นการสอดคล้องกับนโยบาย WOW Thailand ของชทพ.

“แนวคิดของชทพ. ที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้เราไปยืนอยู่บนเวทีโลกมาแล้ว วันนี้เรากำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าโลกใบนี้ให้ประเทศอื่นๆ เห็น เราจะอุ้มคนตัวเล็ก อำนวยความสะดวกคนตัวโต เราจะทำให้ประเทศไทยยั่งยืนจนถึงชั่วลูกชั่วหลาน นี่คือแนวคิดของ WOW Thailand คิดไปจนถึงอนาคต ตั้งแต่ระดับ รากหญ้าไปจนถึงระดับนานาชาติ”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน