‘บิ๊กเด่น’สั่งลุยใช้กม. กทม.-31จว.ยังวิกฤต
ผบ.ตร.สั่งใช้กฎหมายเข้มข้น ตรวจรถควันดำ-โรงงาน-ลอบเผาพืชไร่-ไซต์ก่อสร้าง และแหล่งก่อมลพิษบูรณาการแก้ปัญหาฝุ่นควันพิษ หลังนายกฯ ให้บูรณาการหน่วยงานเร่งแก้ฝุ่น PM 2.5 หมอกควันไฟป่า มอบ 6 กระทรวง ทส.-มหาดไทย-อุตสาหกรรม-คมนาคม-สธ.- บัวแก้ว รวมทั้งตร.-กทม. ผนึกแก้ปัญหา ดาวเทียมจิสด้าชี้ จุดความร้อนไทยลดเหลือ 173 จุด ส่วนใหญ่พบในพื้นที่เกษตร รอง ลงมาป่าสงวนฯ 31 จังหวัด ค่าฝุ่นพิษยังพุ่ง มากสุดที่เมืองสมุทรสงคราม ส่วน 70 พื้นที่กทม.-จังหวัดปริมณฑลยังจมฝุ่น 70 พื้นที่ เพชรเกษม 81 เขตหนองแขม หนักสุด
เมื่อวันที่ 14 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยกล่าวถึงปัญหาฝุ่นละอองขาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ซึ่งสถานการณ์ยังค่อนข้างที่จะรุนแรงในหลายพื้นที่ของประเทศ ซึ่งนายกฯ ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรมกระทรวงคมนาคม และกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร รวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ บูรณาการการทำงานอย่างใกล้ โดยสั่งการให้ยกระดับในเชิงปฏิบัติการให้เข้มข้นมากขึ้น ทั้งในเรื่องการปรับแผน การเพิ่มตรวจสกัดเรื่องของรถควันดำ เข้มงวดการก่อสร้าง โรงงานต่างๆ การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเข้มข้นควบคู่กับการส่งเสริมการ ใช้รถไฟฟ้า รถยนต์ไฟฟ้าและการหยุดเผาในที่โล่งทุกชนิด โดยเฉพาะพืชผลทางการเกษตรวัชพืชต่างๆ และขยะ ซึ่งต้องดูไปถึงแหล่งกำเนิดมลพิษต่างๆ ที่จะเป็นส่วนทำให้ประชาชนทำผิดกฎหมายได้
นายอนุชากล่าวต่อว่า นายกฯ อยากให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนผ่านกลไกระหว่างประเทศ เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยช่วงนี้คงต้องใช้มาตรการที่สำคัญ 3 ส่วน คือการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการของพื้นที่ต่างๆ การป้องกันและการลดการเกิดมลพิษ แหล่งกำเนิดต่างๆ ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการมลพิษ รวมทั้งแผนป้องกันต่างๆ ภายใต้แผนเฉพาะกิจที่บูรณาการ โดยเฉพาะจากผู้ว่าราชการจังหวัด ตามมติครม. ในการลดการเผา
ด้านพล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการความห่วงใยของพล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ต่อประชาชนกับสถานการณ์ฝุ่น พีเอ็ม 2.5 โดยให้ทุกหน่วยบูรณาการยกระดับร่วมกันแก้ไขปัญหาทุกมิติ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ขานรับนโยบาย สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัด ตร.ยกระดับเพิ่มมาตรการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย แก้ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เกินมาตรฐาน ที่มีมาจากหลายสาเหตุ ทั้งการคมนาคมขนส่ง การเผาในที่โล่งแจ้ง การเกิดไฟป่า ภาคอุตสาหกรรม การก่อสร้าง และหมอกควันต่างๆ
พล.ต.ต.อาชยนกล่าวต่อว่า ผบ.ตร.ได้มีวิทยุสั่งการไปยังทุกหน่วยให้ดำเนินการดังนี้ 1.เพิ่มความเข้มตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ที่นำรถยนต์ ที่มีลักษณะปล่อยพิษควันดำมาใช้บนถนน ออกคำสั่งห้ามใช้รถที่ก่อให้เกิดมลพิษ รวมทั้งบูรณาการร่วมกับขนส่ง หน่วยที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน สนับสนุนด้านเครื่องมืออุปกรณ์ เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด
2.เพิ่มมาตรการตรวจสอบบังคับใช้กฎหมายกับผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม ไม่ให้ปล่อยมลพิษทางอากาศ และการก่อสร้างที่ ก่อให้เกิดฝุ่น และ 3.ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับผู้ลักลอบเผาพืชไร่และพื้นที่ เพาะปลูก การเผาในที่โล่งแจ้ง และกิจการที่ก่อให้เกิดอันตราย
นอกจากนี้ ยังสั่งให้สถานีตำรวจท้องที่อำนวยความสะดวกการจราจรให้คล่องตัว และห้ามจอดรถริมถนน ในถนนสายหลัก ป้องกันการจราจรติดขัด ลดการปล่อยควันและสะสมฝุ่นละออง รณรงค์ ไม่ขับ…ช่วย ดับเครื่อง และใช้ระบบขนส่งมวลชนมากขึ้น
“ผบ.ตร.มีความห่วงใยสุขภาพ ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน จึงกำชับให้ทุกหน่วยร่วมกันขับเคลื่อนมาตรการเพื่อลดฝุ่น พีเอ็ม 2.5 โดยเฉพาะมาตรการเพิ่มความเข้มตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย เน้นการ บูรณาการกับทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาในทุกมิติตามนโยบายรัฐบาล หากพบเหตุเพลิงไหม้ ไฟป่า หรือโรงงานสถานประกอบการปล่อยควันมลพิษแจ้งเหตุได้ตามสถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือโทร.สายด่วน 191 หรือ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง” พล.ต.ต.อาชยนกล่าว

ไหม้บ่อขยะ – ภาพมุมสูงเหตุไฟไหม้บ่อขยะของเทศบาลต.โนนบุรี อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ เสียหายกว่า 30 ไร่ ทำให้เกิดฝุ่นควันฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ จนท.ระดมดับไฟและเร่งสอบสวนหาสาเหตุเพลิงไหม้ เมื่อวันที่ 14 มี.ค.
ด้านสำนักงานแผนพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ จิสด้า (GISTDA) เผยข้อมูลจากดาวเทียมซูโอมิ เอ็นพีพี (Suomi NPP) เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2566 ว่า ไทยพบจุดความร้อนจำนวน 173 จุด ขณะที่ประเทศเมียนมายังพบมากที่สุดจำนวน 3,871 จุด รองลงมา กัมพูชา 1,121 จุด สปป.ลาว 403 จุด เวียดนาม 175 จุด และมาเลเซีย 32 จุด
สำหรับจุดความร้อนในประเทศไทย ส่วนใหญ่พบในพื้นที่เกษตร 63 จุด ป่าสงวนแห่งชาติ 42 จุด ป่าอนุรักษ์ 21 จุด พื้นที่เขต ส.ป.ก. 26 จุด พื้นที่ชุมชนและอื่นๆ 19 จุด และริมทางหลวง 2 จุด ในส่วนของจังหวัดที่พบจุดความร้อนมากที่สุดคือ จ.ชัยภูมิ 29 จุด
ส่วนแอพพลิเคชั่น “เช็คฝุ่น” เมื่อเวลา 10.00 น. พบว่าหลายพื้นที่ของประเทศฝุ่น พีเอ็ม 2.5 อยู่ในระดับเกินมาตรฐาน 31 จังหวัด โดยพบมากที่สุดคือ จ.สมุทรสงคราม ซึ่งอยู่ในระดับ 57 มคก./ลบ.ม.
ขณะที่ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศพื้นที่ทั่วประเทศ คุณภาพอากาศอยู่ในระดับคุณภาพดีมากถึงมีผล กระทบต่อสุขภาพ ตรวจวัดค่าฝุ่นพีเอ็ม 2.5 พบค่าฝุ่นระหว่าง 17-81 มคก./ลบ.ม. โดยกรุงเทพฯ และปริมณฑลตรวจวัดค่าฝุ่นระหว่าง 40-81 มคก./ลบ.ม. พบเกินมาตรฐาน 70 พื้นที่ โดยค่าฝุ่นสูงสุดในไทยอยู่ที่ริมถนนมาเจริญ เพชรเกษม 81 เขตหนองแขม กรุงเทพฯ ค่าฝุ่น 81 มคก.
ภาคเหนือ ตรวจวัดค่าฝุ่นระหว่าง 30-75 มคก./ลบ.ม. พบเกินมาตรฐาน 22 พื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตรวจวัดค่าฝุ่นระหว่าง 19-60 มคก. พบเกินมาตรฐาน 2 พื้นที่ ภาคกลาง ตรวจวัดค่าฝุ่นระหว่าง 35-59 มคก./ลบ.ม. พบเกินมาตรฐาน 7 พื้นที่ ภาคตะวันออกตรวจวัดค่าฝุ่นระหว่าง 36-62 มคก./ลบ.ม. พบเกินมาตรฐาน 3 พื้นที่ ส่วนภาคใต้คุณภาพอากาศอยู่ในระดับคุณภาพดีมากถึงคุณภาพดี
กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง คพ. คาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลในที่ 16 มี.ค. เป็นต้นไป สถานการณ์มีแนวโน้มที่ดีขึ้นเป็นลำดับ เนื่องจากลมทางใต้ช่วยพัดพาฝุ่นละอองออกจากพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 15 มี.ค. ควรเฝ้าระวังของพื้นที่เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากฝุ่นละอองข้ามพื้นที่ได้ สำหรับพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือมีแนวโน้มฝุ่นละอองขึ้นสูงในพื้นที่ภาคเหนือทั้งตอนบนและล่าง ระหว่างวันที่ 15-16 มี.ค. และช่วงวันที่ 14-16 มี.ค. มีโอกาสฝนตกในบางพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ประชาชนควรเฝ้าระวังสุขภาพ
ขณะที่สถานการณ์ฝุ่นที่จ.เชียงใหม่ ลำพูนและลำปาง อากาศยังขมุกขมัว โดยที่เมืองเชียงใหม่ มองไม่เห็นดอยสุเทพอย่างต่อเนื่อง เว็บไซต์ Iqair.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่รายงานคุณภาพอากาศและจัดอันดับเมืองที่มีมลพิษทั่วโลก เวลา 08.00 น.วันเดียวกัน จ.เชียงใหม่ยัง อยู่ในอันดับที่ 7 ของโลก ดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ที่ 157 US AQI ส่วนอันดับ 1 อยู่ที่ เมืองเดลี ประเทศอินเดีย 229 US AQI