ขึ้นเงินให้กำนัน ผญบ.-อบต.ด้วย ตรึงดีเซลต่อ2ด.

ครม.เทงบทิ้งทวนเทกระจาด 1.7 แสนล้าน 88 วาระ ถกมาราธอนกว่า 7 ชั่วโมง ต่อเวลาปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงลิตรละ 5 บาท อีก 2 เดือน จนถึงวันที่ 20 ก.ค. เจ้าบุญทุ่มเพิ่มเงินช่วยค่าก๊าซหุงต้มคนละ 20 บาท/เดือนเป็นเวลา 3 เดือนเริ่มเม.ย. รวมทั้งจ่ายค่าตอบแทนกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเงินค่าตอบแทนองค์กรอบต.ทั้ง 6 ช่วงระดับ ทั่วประเทศ เผยสูงสุดนายก อบต.รับเหนาะๆ เดือนละ 7.5 หมื่น ด้านรองนายกฯ วิษณุรับเองทิ้งทวนท้ายรัฐบาลเป็นเรื่องปกติ

ขึ้นเงินกำนัน-ผญบ.-จนท.ของรัฐ
เมื่อวันที่ 14 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ครม.เห็นชอบ ปรับเพิ่มอัตราเงินตอบแทนตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ รวมงบประมาณจากการปรับเพิ่มอัตราเงินตอบแทนตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ แบบปรับฐาน จำนวน 4,393.50 ล้านบาทต่อปี และแบบขั้นวิ่ง จำนวน 402.15 ล้านบาทต่อปี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น จำนวน 4,795.65 ล้านบาทต่อปี

แบ่งเป็นรายละเอียด ดังนี้ 1.กำนัน อัตรากำลังคน 7,036 อัตราเงินตอบแทน 12,000 บาทต่อเดือน เงินที่ปรับเพิ่มจำนวน 2,000 บาทต่อเดือน, ผู้ใหญ่บ้าน อัตรากำลังคน 67,673 อัตราเงินตอบแทน 10,000 บาทต่อเดือน เงินที่ปรับเพิ่มจำนวน 2,000 บาทต่อเดือน, แพทย์ประจำตำบล อัตรากำลังคน 7,036 อัตราเงินตอบแทน 6,000 บาทต่อเดือน เงินที่ปรับเพิ่มจำนวน 1,000 บาทต่อเดือน, สารวัตรกำนัน อัตรากำลังคน 14,072 อัตราเงินตอบแทน 6,000 บาทต่อเดือน เงินที่ปรับเพิ่มจำนวน 1,000 บาทต่อเดือน, ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายปกครอง อัตรากำลังคน 149,418 อัตราเงินตอบแทน 6,000 บาทต่อเดือน เงินที่ปรับเพิ่มจำนวน 1,000 บาทเดือน, ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายรักษาความสงบ อัตรากำลังคน 46,181 อัตราเงินตอบแทน 6,000 บาทต่อเดือน เงินที่ปรับเพิ่มจำนวน 1,000 บาทต่อเดือน

2.ปรับเพิ่มอัตราเงินตอบแทนตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ แบบขั้นวิ่ง เดิมจากขั้นละ 200 บาทต่อปี ปรับเพิ่มเป็นขั้นละ 300 บาทต่อปี และในกรณีที่ได้ 2 ขั้น จะปรับจาก 400 บาทต่อปี เป็น 600 บาทต่อปี ดังนี้ กำนัน แบบขั้นวิ่งใหม่ 29.13 บาทต่อเดือน ผู้ใหญ่บ้าน 280.15 บาทต่อเดือน แพทย์ประจำตำบล 29.13 บาทต่อเดือน สารวัตรกำนัน 58.26 บาทต่อเดือน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายปกครอง 618.59 บาทต่อเดือน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายรักษาความสงบ 191.19 บาทต่อเดือน

เพิ่มเงิน 5.3 พันอบต.-ทั้ง 6 ช่วง
นายอนุชาแถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า ครม.เห็นชอบร่างระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยเงินค่าตอบแทนนายกองค์การบริหารส่วนตำบล รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล รองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบล และเลขานุการสภาองค์การบริหาร ส่วนตำบล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … โดยให้จ่ายค่าตอบแทนตามบัญชีอัตราค่าตอบแทนใหม่ตั้งแต่ วันที่ 1 ต.ค.2566 เป็นต้นไป โดยมีการกำหนดช่วงอัตราเงินค่าตอบแทนขึ้นอยู่กับ รายได้ของ อบต. ซึ่งปัจจุบันมี 5,300 แห่ง แบ่งออกเป็น 6 ช่วง ดังนี้

1.รายได้ไม่เกิน 10 ล้านบาท อัตราค่าตอบแทนของนายก อบต. รวม 25,800 บาทต่อเดือน รองนายกอบต.รวม 15,480 บาทต่อเดือน ประธานสภาอบต. และรองประธานสภา อบต. 10,880 บาทต่อเดือน สมาชิกสภา เลขานุการนายก อบต.และเลขานุการสภา อบต.รายละ 7,080 บาทต่อเดือน 2.รายได้เกิน 10-25 ล้านบาท (3,562 แห่ง) อัตราค่าตอบแทนของนายกอบต.รวม 35,600 บาทต่อเดือน รองนายก อบต.รวม 21,180 บาทต่อเดือน ประธานสภา อบต. 15,180 บาทต่อเดือนและรองประธานสภา อบต.12,420 บาทต่อเดือน สมาชิกสภา เลขานุการนายก อบต. และเลขานุการสภา อบต. 9,660 บาทต่อเดือน 3.รายได้เกิน 25-50 ล้านบาท (525 แห่ง) อัตราค่าตอบแทนของนายกอบต.รวม 40,800 บาทต่อ เดือน รองนายก อบต. รวม 24,840 บาทต่อเดือน ประธานสภา อบต. 15,840 บาทต่อเดือน และรองประธานสภา อบต. 12,960 บาทต่อเดือน สมาชิกสภา เลขานุการนายก อบต. และ เลขานุการสภา อบต. 10,080 บาทต่อเดือน 4.รายได้เกิน 50-100 ล้านบาท (166 แห่ง) อัตราค่าตอบแทนของนายก อบต. รวม 46,000 บาทต่อเดือน รองนายก อบต. รวม 28,500 บาทต่อเดือน ประธานสภา อบต. 16,500 บาทต่อเดือน และรองประธานสภา อบต. 13,500 บาทต่อเดือน สมาชิกสภา เลขานุการนายก อบต. และ เลขานุการสภา อบต. 10,500 บาทต่อเดือน

สูงสุดเดือนละ7.5หมื่น
5.รายได้เกิน 100 – 300 ล้านบาท (30 แห่ง) อัตราค่าตอบแทนของนายกอบต. รวม 63,000 บาทต่อเดือน รองนายก อบต. รวม 38,220 บาทต่อเดือน ประธานสภา อบต. 24,720 บาทต่อเดือนและรองประธานสภา อบต. 20,250 บาทต่อเดือน สมาชิกสภา เลขานุการนายก อบต. และ เลขานุการสภา อบต. 15,750 บาทต่อเดือน 6.รายได้เกิน 300 ล้านบาท (8 แห่ง) อัตราค่าตอบแทนของนายกอบต.รวม 75,530 บาทต่อเดือน รองนายก อบต.รวม 45,540 บาทต่อเดือน ประธานสภา อบต. 30,540 บาทต่อเดือนและรองประธานสภา อบต. 24,990 บาทต่อเดือน สมาชิกสภา เลขานุการนายก อบต. และ เลขานุการสภา อบต. 19,440 บาทต่อเดือน

นายอนุชากล่าวว่า เงินค่าตอบแทนที่ปรับเพิ่มในครั้งนี้ มีอัตราเดียวกับบัญชีเงินเดือนและค่าตอบแทนของเทศบาล การปรับเพิ่มเงินค่าตอบแทนจะใช้งบประมาณจากรายได้ของอบต. จากเดิม 9,522.05 ล้านบาท เป็น 13,774.69 ล้านบาท ที่เพิ่มขึ้นจากเงินค่าตอบแทนปัจจุบัน 4,252 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 44.66

อนุมัติมือถือให้บริษัทเอ็นที
ด้านน.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.อนุมัติหลักการให้บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ดำเนินโครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 4G/5G บนคลื่น 700 เมกะเฮิร์ตซ์ (MHz) มีกรอบวงเงินตามโครงการทั้งสิ้น 61,628 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ 14 ปี โดยคาดว่าจะเริ่มเปิดบริการได้ภายในปี 2566 เป็นต้นไป

สำหรับกรอบวงเงินดำเนินการ 61,628 ล้านบาท นั้น แยกเป็น ค่าใช้จ่ายในการลงทุน 30,602 ล้านบาท เช่น ค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ 700 MHz 20,584 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการจัดหาโครงข่ายร่วมกับพันธมิตร 9,300 ล้านบาท และอุปกรณ์โครงข่าย 718 ล้านบาท และเป็นค่าใช้จ่ยในการดำเนินงาน 31,026 ล้านบาท เช่น ค่าดำเนินการโครงข่าย Network Cost 29,236 ล้านบาท ค่าบุคลากร 1,615 ล้านบาท และ ค่าดำเนินการอื่นๆ 175 ล้านบาท

ไฟเขียวทางด่วนต่อขยายจตุโชติ
น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อนุมัติให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ดำเนินโครงการทางพิเศษฉลองรัชส่วนต่อขยาย (ช่วงจตุโชติ-ถนนลำลูกกา) ระยะทาง 16.21 ก.ม. เพื่อรองรับการเดินทางและการขนส่งสินค้าระหว่างพื้นที่ กทม. และจังหวัดใกล้เคียง ช่วยบรรเทาปัญหาจราจรติดขัดบนถนนรังสิต-นครนายก และโครงข่ายถนนโดยรอบ รวมถึงเพิ่มทางเลือกการเดินทางของประชาชนระหว่างจังหวัดปทุมธานีและจังหวัดใกล้เคียงเข้าสู่กรุงเทพฯ ชั้นใน รองรับการขยายตัวของแหล่งชุมชน ที่อยู่อาศัย สถานศึกษาและนันทนาการของภาครัฐทั้งที่เปิดบริการแล้วและอยู่ระหว่างการพัฒนา

โดยโครงการนี้ มีมูลค่าการลงทุน 24,060.04 ล้านบาท แยกเป็นค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 3,726.81 ล้านบาท ส่วนนี้จะใช้จ่ายจากงบประมาณรัฐบาล และค่าก่อสร้างและค่าควบคุมงาน 20,333.23 ล้านบาท กทพ.จะระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund : TFF) 14,374 ล้านบาท และออกพันธบัตรในกรอบวงเงิน 5,960 ล้านบาท

ประกันรายได้ผู้ปลูกข้าวโพด
ด้านน.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม.เห็นชอบหลักการโครงการประกันรายได้เกษตรกร ผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2565/2566 วงเงิน 716.10 ล้านบาท และมาตรการคู่ขนาน ได้แก่ โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปี 2565/2566 วงเงินสินเชื่อ 1,000 ล้านบาท ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ

โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2565/2566 นี้ ยังคงยึดหลักการและเงื่อนไขเดิม โดยประกันราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ ความชื้น 14.5 %ในราคา 8.5 บาทต่อกิโลกรัม ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ไร่ และไม่ซ้ำแปลง สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรและแจ้งเพาะปลูกตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2565-31 พฤษภาคม 2566 ส่วนระยะเวลาโครงการ เริ่มตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2565-30 เมษายน 2567

และมีระยะเวลาการจ่ายเงิน รวม 12 งวด ตั้งแต่ 20 พฤศจิกายน 2565-31 ตุลาคม 2566 ทั้งนี้ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2565-มีนาคม 2566 ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีราคาสูง 11-12 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าราคาประกัน 8.5 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ไม่ต้องจ่ายเงินชดเชย 5 งวด ตามช่วงเวลาดังกล่าว

อนุมัติเปิดโครงข่ายงบบิ๊กร็อก
ด้านน.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมครม. มีมติเห็นชอบการเปิดโครงข่ายขยายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต (โครงการงบ Big Rock) ตามหลักการโครงข่ายแบบเปิด (Open Access Network) ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเสนอ เพื่อให้เชื่อมโยงเครือข่ายไปให้บริการปลายทาง (Last Mile Access) ยังทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นการใช้โครงข่ายดังกล่าวให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า การประชุมครม.วันเดียวกันนี้ ยาวนานมาราธอน ถึง 6 ชั่วโมง ซึ่งถือว่านานกว่าทุกครั้ง เริ่มการประชุมตั้งแต่เวลา 10.00 น.และเสร็จสิ้นลงเมื่อเวลา 16.05 น. โดยมีวาระทั้งสิ้น 71 วาระ แบ่งเป็นวาระเพื่อทราบ 17 เรื่อง วาระพิจารณา 29 เรื่อง และวาระจรอีก 25 เรื่อง

วิษณุยอมรับอนุมัติทิ้งทวน
ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมครม.ที่ใช้เวลากว่า 7 ชั่วโมง ถือเป็นการทิ้งทวนก่อนยุบสภาหรือไม่ ว่า เป็นทุกสมัยไม่ว่ารัฐบาลไหน หลายเรื่องไม่ต้องเข้าในสัปดาห์นี้ แต่เราไม่อยากไปดำเนินการในสัปดาห์ต่อๆ ไป แต่ไม่ถือว่าเป็นการทิ้งทวนอะไร เพราะมีเรื่องเวลามาล็อกไว้ เนื่องจากหากยุบสภาไปแล้วหลายเรื่องจะพิจารณาไม่ได้

เมื่อถามกรณีที่มีการถอนวาระพิจารณาโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม นายวิษณุกล่าวว่า เมื่อ ครม.ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่ และหลายฝ่ายเห็นว่าควรรอคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดที่ใกล้จะตัดสินแล้ว เมื่อถามย้ำว่า เรื่องดังกล่าวจะกลับมาเสนอทันในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ยากที่จะเสนอมาในรัฐบาลนี้ เพราะหาก ครม.ไม่ได้อนุมัติไว้แล้ว จะติดเงื่อนไขรัฐธรรมนูญมาตรา 169 (1) เมื่อถามอีกว่า ทั้งรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีส้ม จะไม่ทันในรัฐบาลชุดนี้ใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวยอมรับว่า ใช่

อังคารหน้ายังมีประชุมครม.
เมื่อถามว่า การประชุม ครม.ครั้งนี้ เป็นการประชุม ครม.นัดสุดท้ายที่จะอนุมัติโครงการต่างๆ ได้ใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า หากงบประมาณใดที่วงเงินติดอยู่ในวงเงินงบประมาณแล้วสามารถอนุมัติได้ แต่ถ้าไม่อยู่ในรายการงบประมาณแล้วเกิดมีการยุบสภาครั้งนี้ก็จะเป็นครั้งสุดท้ายถ้ายุบสภา แต่ถ้าสภาครบวาระจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง หากยุบก่อนวันที่ 21 มี.ค. จะอนุมัติโครงการไหนไม่ได้ เมื่อถามว่า นายกฯ ได้ส่งสัญญาณจะยุบสภาเมื่อไหร่แล้วหรือยัง นายวิษณุกล่าวว่า ท่านไม่ได้พูดอะไร พูดแต่เพียงว่าอาทิตย์หน้าประชุม ครม.

อนุมัติแก้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ
นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม.เห็นชอบแนวทางการดำเนินการและกรอบวงเงินชดเชย ตามโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรลูกหนี้ธนาคารของรัฐ 4 แห่งคือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคาร สงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) วงเงิน 15,481.657 ล้านบาท

การดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าวที่รัฐจะต้องรับภาระในการจัดสรรชดเชยให้กับธนาคารของรัฐ 4 แห่ง ได้แก่ เงินต้นครึ่งหลัง 50% และดอกเบี้ยของเงินต้นเดิม ให้เบิกจ่ายจากงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2568 -2580 ให้กับธนาคารที่เกษตรกรทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ จำแนกตามข้อมูลของแต่ละธนาคารได้ ดังนี้ ธ.ก.ส. จำนวนลูกหนี้ 47,973 ราย เงินต้นครึ่งหลัง 7,340.176 ล้านบาท ดอกเบี้ย 6,718.949 ล้านบาท วงเงินชดเชย 14,059,125 ล้านบาท ธ.ออมสิน จำนวนลูกหนี้ 552 ราย เงินต้นครึ่งหลัง 81.184 ล้านบาท ดอกเบี้ย 173.385 ล้านบาท วงเงินชดเชย 254.569 ล้านบาท, ธอส. จำนวนลูกหนี้ 2,008 ราย เงินต้นครึ่งหลัง 153.207 ล้านบาท ดอกเบี้ย 478.649 ล้านบาท วงเงินชดเชย 631.856 ล้านบาท และ ธพว. จำนวนลูกหนี้ 88 ราย เงินต้นครึ่งหลัง 146.861 ล้านบาท ดอกเบี้ย 389.246 ล้านบาท วงเงินชดเชย 536.107 ล้านบาท รวมจำนวนลูกหนี้ทั้งสิ้น 50,621 ราย เงินต้นครึ่งหลัง 7,721.428 ล้านบาท ดอกเบี้ย 7,760.229 ล้านบาท

ยืดเก็บภาษีดีเซลต่ออีก 2 เดือน
นายอนุชากล่าวอีกว่า ครม. อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ขยายระยะเวลาปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงลิตรละ 5 บาท ออกไปอีก 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค. – 20 ก.ค. 2566 บรรเทาความเดือดร้อน ลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนและภาคธุรกิจจากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบที่ยังคงผันผวน

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังประเมินผลกระทบต่อรายได้ของรัฐและผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งระยะเวลาการดำเนินการในครั้งนี้ ประมาณ 2 เดือน จึงคาดว่ารัฐจะสูญเสียรายได้ประมาณ 20,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การลดอัตราภาษีสรรพสามิตสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันในครั้งนี้ ช่วยรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศซึ่งเป็นต้นทุนในภาคส่วนต่างๆ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำไม่ให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วหรือในระดับที่จะเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ พิจารณาแล้ว ภาพรวมในระบบเศรษฐกิจ ทุกมิติ จะสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง

ช่วยค่าก๊าซบัตรคนจน 3 เดือน
นายอนุชา เปิดเผยว่า ครม. เห็นชอบโครงการยกระดับความช่วยเหลือส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม สำหรับผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ อีก 20 บาท/คน/3 เดือน ในช่วงเดือนเม.ย.-มิ.ย. 2566 สำหรับผู้ใช้สิทธิ 7.5 ล้านราย รวมเงิน 150 ล้านบาทความช่วยเหลือส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม สำหรับผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ โดยปรับเพิ่มความช่วยเหลือส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มจากมติครม.เดิม 80 บาท/คน/3 เดือน เพิ่มอีก 20 บาท/คน/3 เดือน รวมเป็น 100 บาท/คน/3 เดือน โดยเริ่มใช้สิทธิได้ใน วันที่ 1 เม.ย. 2566

นายอนุชากล่าวว่า ครม. เห็นชอบหลักการ เพื่อปล่อยสินเชื่อวงเงิน 5,000 ล้านบาท ให้ดำเนินโครงการโคล้านครอบครัว ให้สมาชิกกองทุนหมู่บ้าน และชุมชนเมือง ที่มีจำนวน 79,610 กองทุน นำไปปล่อยกู้ให้สมาชิกครัวเรือนละไม่เกิน 50,000 บาท ครอบคลุม 100,000 ครัวเรือน เพื่อซื้อโคครัวเรือนละ 2 ตัว รวมสมาชิกกองทุนฯจะมีโคเลี้ยงจำนวน 200,000 ตัว

ทั้งนี้ โครงการกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ ธ.ก.ส.เรียกเก็บจะมีอัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี กองทุนหมู่บ้านฯ ต้องชำระคืนเงินกู้ให้สถาบันการเงินให้แล้วเสร็จภายใน 4 ปี โดยกองทุนหมู่บ้านฯ จะชำระคืนเงินต้นปีที่ 3 อัตรา 50% ของวงเงินที่กู้ยืม และชำระคืนเงินต้นที่เหลือในปีที่ 4 ซึ่งกองทุนหมู่บ้านฯ สามารถชำระคืน เงินต้นก่อนกำหนดได้ โดยรัฐจะชดเชยให้กับสถาบันการเงินตามต้นทุนทางการเงินที่เกิดขึ้นจริง หรืออัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี ภายในกรอบวงเงิน 600 ล้านบาท

งบประมาณ 67 วงเงิน 3.35 ล้านล.
นายอนุชากล่าวว่า ครม.เห็นชอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 วงเงิน 3,350,000 ล้านบาท จำแนกตามรายละเอียดต่างๆ ดังนี้ วงเงินและโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 วงเงิน 3,350,000 ล้าน แบ่งเป็น รายจ่ายประจำ (2,490,860.5 ล้านบาท) รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง (33,759.1 ล้านบาท) รายจ่ายลงทุน (717,199.6 ล้านบาท) รายจ่ายชำระคืนเงินกู้ 117,250.0 ล้านบาท วงเงินเพื่อชดเชยการขาดดุล (593,000.0 ล้านบาท) ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (19,421,600 ล้านบาท)

งบประมาณดำเนินการตาม พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐฯ พ.ศ. 2561 และประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ เรื่องกำหนดสัดส่วนต่างๆ เพื่อเป็นกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 93,000 ล้านบาท – งบประมาณเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ (เฉพาะเงินต้น) วงเงิน 117,250 ล้านบาท รายจ่ายผูกพันข้ามปีงบประมาณ (รายการผูกพันใหม่) วงเงิน 333,674.3 ล้านบาท รายจ่ายลงทุน วงเงิน 717,199.6 ล้านบาท รายจ่ายลงทุน ไม่น้อยกว่าวงเงินขาดดุลงบประมาณประจำปีนั้น 717,199.6 ล้านบาท พร้อมงบประมาณ จำแนกตามกลุ่มงบประมาณ งบประมาณ จำแนกตามกระทรวง

เทกระจาด 1.7 แสนล.-88 วาระ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 14 มี.ค.ที่คาดว่าจะเป็นการประชุมนัดสุดท้ายก่อนการยุบสภา โดยเมื่อเป็นรัฐบาลรักษาการจะไม่สามารถอนุมัติงบประมาณ งบประมาณผูกพันและนโยบายสำคัญได้อีก ดังนั้น กระทรวงต่างๆ จึงส่งเรื่องเข้ามาพิจารณารวมทั้งวาระพิจารณา วาระเพื่อทราบ และวาระพิจารณาจร รวมแล้วมากกว่า 100 วาระ ใช้เวลาในการประชุมร่วม 7 ชั่วโมง และมีการอนุมัติโครงการที่ต้องใช้เงินงบประมาณ การลดภาษี การให้สินเชื่อ และการชดเชยวงเงินให้กับสถาบันการเงิน รวมวงเงินกว่า 173,850 ล้านบาท

ฉลุยแผนกลุ่มจว.4.1 หมื่นล้าน
เมื่อวันที่ 14 มี.ค. น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด พ.ศ.2566-70 ฉบับทบทวน ซึ่งได้มีการนำเสนอข้อมูลสำคัญด้านต่างๆ เพื่อประกอบการวิเคราะห์ กำหนดประเด็นการพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดที่สอดคล้องกับศักยภาพ ตัวชี้วัดและค่าเป้าหมาย ที่เหมาะสมและเป็นไปได้ และให้จังหวัดและกลุ่มจังหวัดนำความเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ ไปปรับปรุงแผนที่เกี่ยวข้องต่อไป

พร้อมกับอนุมัติแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด รวมทั้งสิ้น 1,747 โครงการ วงเงินรวม 41,903.46 ล้านบาท โดยเมื่อจำแนกตามประเภทโครงการ พบว่าส่วนใหญ่เป็นโครงการด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (ร้อยละ 57) รองลงมาเป็นโครงการด้านการท่องเที่ยว (ร้อยละ 16) ด้านการเกษตร (ร้อยละ 9) ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ (ร้อยละ 5) ด้านสังคม คุณภาพชีวิตและความมั่นคง (ร้อยละ 5) ด้านอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ร้อยละ 4) ด้านการค้าการลงทุนและสินค้า OTOP (ร้อยละ 3) และอื่นๆ (ร้อยละ 1)

น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า ตามแผนปฏิบัติราชการ แยกเป็น 1.โครงการของจังหวัด 76 จังหวัด 1,545 โครงการ วงเงิน 31,290.47 โครงการ ซึ่งประกอบด้วย โครงการที่มีความสำคัญลำดับแรก เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์จังหวัด มีความจำเป็นเร่งด่วนและเป็นปัญหาสำคัญของจังหวัด 1,169 โครงการ วงเงิน 20,662.52 ล้านบาท และโครงการที่มีความสำคัญและจำเป็นรองลงมา 376 โครงการ วงเงิน 10,627.95 ล้านบาท

2.โครงการและงบประมาณกลุ่มจังหวัด 18 กลุ่มจังหวัด ทั้งโครงการและงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดตามความต้องการของพื้นที่ และเพื่อขับเคลื่อนแผนพัฒนาในลักษณะคลัสเตอร์ รวม 202 โครงการ งบประมาณ 10,612.99 ล้านบาท แยกเป็นโครงการที่มีความสำคัญลำดับแรก 177 โครงการ วงเงิน 8,651.99 ล้านบาท และโครงการที่มีความสำคัญและจำเป็นรองลงมา 25 โครงการ วงเงิน 1,961 ล้านบาท

น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า ครม.ยังได้อนุมัติข้อเสนอโครงการของส่วนราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ที่สอดคล้องกับเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาภาค พ.ศ.2566-70 รวม 364 โครงการ วงเงิน 787,765.03 ล้านบาท ซึ่งแยกเป็นโครงการที่สอดคล้อง และมีการกระจายประโยชน์ในระดับภาคสูง 88 โครงการ วงเงิน 101,711.41 ล้านบาท และโครงการที่สอดคล้องกับเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาภาค 276 โครงการ วงเงิน 686,053.62 ล้านบาท

หากแยกเป็นรายภูมิภาคแล้วภาคเหนือ 105 โครงการ 223,656 ล้านบาท, ภาคตะวันออก เฉียงเหนือ 111 โครงการ วงเงิน 348,487.93 ล้านบาท, ภาคกลาง 129 โครงการ วงเงิน 1,386.53 ล้านบาท, ภาคตะวันออก 31 โครงการ วงเงิน 86,424.11 ล้านบาท ภาคใต้ 57 โครงการ วงเงิน 124,733.6 ล้านบาท และภาคใต้ชายแดน 31 โครงการ วงเงิน 3,076.6 ล้านบาท

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน