‘คอมมานโด’ชาร์จ-ยิงสู้ กระโดดหน้าต่างสิ้นฤทธิ์ โดน6นัดสาหัสส่งไอซียู หมอผ่าตัดแต่ยื้อไม่ไหว

‘บิ๊กเด่น’กล่อม พ.ต.ท .ปืนคลั่งเองหลังปิดล้อมยาวนาน 28 ช.ม. จนยอมอ่อนลง ก่อนส่ง ‘อรินทราช-คอมมานโด’พยายามบุกหลายรอบทั้งคืนแต่ไม่เป็นผล เพราะอีกฝ่ายก็ชำนาญยุทธวิธีรู้แนวทางดี กระทั่งสบโอกาสจู่โจมอีกครั้ง สารวัตรคลั่งยังไม่ยอมจำนนยิงต่อสู้เปิดทางกระโดดหน้าต่าง ชั้น 2 หนี แต่สุดท้ายถูกยิงร่วงอาการสาหัส เพื่อนสนิทเผยเป็นคนทำงานดี แต่คลั่งลัทธิซาตานและอาจผิดหวังเรื่องความรักจากสาวรุ่นน้อง ตั้ง 5 ข้อหาหนัก-ให้ออกราชการ

ล้อมระทึกตร.คลั่ง
จากกรณีพ.ต.ท.กิตติกานต์ แสงบุญ อายุ 51 ปี สังกัดศูนย์พัฒนาด้านการข่าว บช.ส. มีภาวะทางจิตขาดราชการหลายวัน ชาวบ้านมักจะเห็นถือโทรศัพท์มือถือใส่หูฟังพูดคนเดียวและตะโกนด่าไปเรื่อย อีกทั้งชอบยิงปืนขึ้นฟ้าสร้างความหวาดผวาไปทั่ว โดยก่อน เกิดเหตุชุดปฏิบัติการสันติบาลประสาน ร.พ.ตำรวจ เพื่อมารับตัวไปรักษา เมื่อเคาะประตูเรียกปรากฏว่าพ.ต.ท.กิตติกานต์ไม่พอใจ ใช้อาวุธปืนยิงใส่ประตูไม้ทะลุออกมา 2 นัด เพื่อนและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลต้องวิ่งหนีแตกกระเจิง โชคดีกระสุนปืนไม่ถูกใคร ก่อนขังตัวเองในบ้านทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น เลขที่ 2/269 โครงการบ้านมั่นคง สหกรณ์เลียบคลองสองสามัคคี จำกัด แยกซอยสายไหม 46 เขตสายไหม กทม.

หลังเกิดเหตุ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผบ.ตร. พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผบ.ตร. พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รองผบช.น. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ ผบก.น.2 พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สปพ. พ.ต.อ.รังสรรค์ สอนสิงห์ ผกก.สน.สายไหม พ.ต.ท.สัญชัย คีรีรัตน์ รองผกก.ป. ตำรวจหน่วยอรินทราช 26 และหน่วยคอมมานโดปิดล้อมไว้ทั้งวัน แต่ผู้ก่อเหตุยังไม่ยอมมอบตัว คลุ้มคลั่งอาละวาดยิงปืนขึ้นฟ้าตลอดทั้งวันตั้งแต่ช่วงสายวันที่ 14 มี.ค.ที่ผ่านมา

เผยป่วยจิตต้องรีบรักษา
ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 15 มี.ค. ตำรวจหน่วยอรินทราช 26 และหน่วยคอมมานโด ยังคงปิดล้อมบ้านหลังดังกล่าว พร้อมเจรจาเกลี้ยกล่อมและพยายามจู่โจมเข้าจับกุม แต่พ.ต.ท.กิตติกานต์ผ่านการอบรมยุทธวิธี มาก่อน ทำให้รู้แนวทางการจู่โจมของชุดจับกุม เป็นอย่างดี

หลังปิดล้อมเจรจาเกลี้ยกล่อมนานกว่า 24 ช.ม. เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมาพล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รองผบช.น. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ ผบก.น.2 พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สปพ. พ.ต.อ.รังสรรค์ สอนสิงห์ ผกก.สน.สายไหม พ.ต.ท.สัญชัย คีรีรัตน์ รองผกก.ป. ร่วมประเมินสถานการณ์ร่วมกับนพ.ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต และเจ้าหน้าที่กรมสุขภาพจิต เพื่อประเมินสุขภาวะทางจิตของพ.ต.ท.กิตติกานต์ จากการร่วมสังเกตการณ์และให้เจ้าหน้าที่เจรจาพูดคุย เจ้าหน้าที่กรมสุขภาพจิตประเมินพ.ต.ท.กิตติกานต์มีอาการหวาดระแวงมาก ไม่สามารถเจรจาชักจูงให้ยอมมอบตัวในระยะเวลาอันสั้นได้ จำเป็นที่จะต้องรักษาโดยการให้ยาหรือชอร์ตไฟฟ้าโดยด่วน

พล.ต.ท.ธิติกล่าวว่า จากสถานการณ์ตั้งแต่เมื่อวานและตลอดทั้งคืนจนถึงปัจจุบันเจ้าหน้าที่ ได้ประเมินแล้วว่า ตัวผู้ก่อเหตุยังอยู่ในจุดที่มีความสุ่มเสี่ยงจะก่อให้เกิดอันตราย โดยยังมีอาวุธและเครื่องกระสุนอยู่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบ ต่อประชาชนโดยรอบ แต่การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่จนถึงขณะนี้มีความคืบหน้าที่ดีขึ้น คือสามารถกระชับพื้นที่เข้าไป และสามารถเห็นตัวของผู้ก่อเหตุว่าอยู่ในลักษณะใด

ก่อนสยบ – ภาพถ่ายจากโดรน เจ้าหน้าที่ที่ส่งเข้าไป เก็บข่้อมูลภายในบ้านสารวัตรกานต์ พบว่าหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องพร้อมอาวุธปืน นำมาสู่การวางแผนชาร์จ จับสยบคลั่งที่ยืดเยื้อข้ามคืน

อำพรางตัวป้องกันจู่โจม
โดยภาพจากโดรนที่บินตรวจการณ์เข้าไปด้านในเห็นผู้ก่อเหตุมีการใช้ผ้าต่างๆ มาอำพรางตัว ห่อหุ้มตัวเองปกป้องการจู่โจม ของเจ้าหน้าที่ แต่อย่างไรก็ตาม ความเห็นของนักจิตวิทยาระบุชัดเจนว่ามีอาการป่วยทางจิตยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายในการทำร้ายตนเองต้องใช้วิธีการที่เหมาะสม แต่การสื่อสาร กับตัวผู้ก่อเหตุ ไม่สามารถจะสื่อสารได้ด้วยวิธีการปกติได้ สำหรับสาเหตุนั้น ไม่น่าจะเกี่ยว กับการโยกย้ายสังกัด คาดว่าเป็นภาวะเดิมที่มีมา ตั้งแต่แรกอยู่แล้วและควรได้รับการรักษา

“จากการประเมินอาวุธปืนที่อยู่ในมือ เป็นอาวุธปืนลูกโม่ สันนิษฐานจากลักษณะการยิง คาดว่ามีออโตเมติกด้วย แต่ยังมองไม่เห็น ส่วนมีกระสุนมีจำนวนเท่าไหร่นั้นยังไม่สามารถตอบได้ โดยเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา สารวัตรยังมีการยิงโต้ตอบกับเจ้าหน้าที่อยู่ ถ้าจำเป็นต้องเด็ดขาดก็ต้องทำแต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม อาจจะทำให้ประชาชนรู้สึกไม่ปลอดภัย เกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกายได้” ผบช.น. กล่าว

ตร.ใช้แก๊สน้ำตา-สตันบอมบ์
เมื่อเวลา 02.00 น.ที่ผ่านมา หน่วยอรินทราช 26 และตำรวจคอมมานโด กว่า 20 นาย สนธิกำลังเข้าปิดล้อมทั้งด้านหน้าและด้านหลังบ้านพักผู้ก่อเหตุ ระดมยิงแก๊สน้ำตาเป็น ระยะๆ จำนวนกว่า 20 นัด เข้าไปในบ้านพัก ทำให้กระจกหน้าต่างบานเกล็ดแตกกระจายเสียงดังสนั่น และมีกลุ่มควันฟุ้งไปทั่วบริเวณ แต่ไม่มีเสียงการตอบโต้จากพ.ต.ท.กิตติกานต์ แต่อย่างใด

เวลา 05.05 น. เจ้าหน้าที่หน่วยอรินทราช 26 และหน่วยคอมมานโด นำบันไดตั้งหน้าระเบียงบ้าน ก่อนใช้ระเบิดสตันบอมม์ขว้างเข้าไปในบริเวณบ้าน จากนั้นได้เริ่มใช้โทรโข่งเจรจาเกลี้ยกล่อมให้พ.ต.ท.กิตติกานต์เดินลงมาด้านล่าง แต่ยังไม่มีเสียงตอบรับหรือการโต้ตอบแต่อย่างใด

เวลา 06.07 น. มีเสียงดังคล้ายระเบิดดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกจำนวนกว่า 10 นัด คาดว่าเป็นของฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่ใชดำเนินการตามแผนยุทธวิธี เวลา 07.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเจรจา ได้ร้องเพลง “จดหมายจากแนวหน้า” ของยอดรัก สลักใจ เพื่อกล่อมให้ผู้ก่อเหตุคลายความเครียด แต่ยังไม่มีสัญญาณที่ผู้ก่อเหตุ จะยอมมอบตัวแต่อย่างใด

เพื่อนแฉคลั่งซาตาน
เวลา 08.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผบ.ตร. พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผบ.ตร. เข้าจุดเกิดเหตุบัญชาการเหตุการณ์ เพื่อที่จะควบคุมสถานการณ์และยุติเหตุการณ์ให้ได้โดยเร็ว นอกจากนั้น พล.ต.ต.ธีรเดช อดีตผู้บังคับบัญชา พยายามเกลี้ยกล่อม พ.ต.ท.กิตติกานต์ แต่ไม่เป็นผล ขณะที่เพื่อนสนิท ยังคงร้องเพลงขับกล่อมหลายเพลง พร้อมเจรจา ให้ออกมาได้แล้วพี่พวกเราปส.รักพี่ทุกคน ออกมาหาพวกเรานะพี่ แต่ไร้การตอบรับ

โดยเพื่อนสนิท พ.ต.ท.กิตติกานต์ ซึ่งทำงาน อยู่ในสังกัดเดียวกัน เจรจากับ พ.ต.ท.กิตติกานต์ แต่ไม่มีการตอบโต้อะไร จึงกลับออกมา พร้อมเผยว่า สนิทกันมา 2 ปีแล้ว เพราะอยู่ต้นสังกัดเดียวกัน แต่ก่อนหน้านี้เคยรู้จักกันมาบ้างแล้ว ตอนที่รู้จักช่วงแรก สารวัตรกานต์ จะชอบเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้าซาตาน วันล้างโลก เพราะเป็นคนที่เชื่อเรื่องลัทธิมาก อย่างในช่วงแรกเข้าใจว่าตนจะมาฆ่าเขา ทั้งที่ตนมาเพื่อทำความรู้จักจึงเล่นตามน้ำ แกล้งแสดงว่าตอนนี้ซาตานได้ฆ่าตนไปแล้ว ทำให้สามารถพูดคุยกับสารวัตรกานต์ได้

เมื่อช่วงเช้าได้พูดคุยกับ พ.ต.ท.กิตติกานต์ ผ่านข้อความ อีกฝ่ายอ่านข้อความ แต่ไม่ยอมตอบ สำหรับปัญหาที่ทำให้คลั่งแบบนี้ เชื่อว่าไม่ได้เกิดจากเรื่องทำงาน เพราะที่ผ่านมา เป็นคนทำงานดี มีผลงาน แต่คาดว่าเป็นเรื่องความรักครั้งใหม่ที่ไปแอบชอบผู้หญิงที่มีอายุน้อยกว่า แล้วเขาปฏิเสธ ส่วนตัวแล้วไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้ จึงคิดว่าอาจจะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้คลั่งแบบนี้

กล่อม – พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ กิตติ ประภัสร์ ผบ.ตร. รุดเจรจาเกลี้ยกล่อมสารวัตรกานต์ ให้วางอาวุธมอบตัวแต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายต้อง ส่งคอมมานโดเข้าปฏิบัติการ ที่บ้านมั่นคง 2 ซอยจีระมะกร เขตสายไหม กทม.

‘บิ๊กเด่น’โทร.กล่อมเอง
เวลา 10.30 น. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติ ประภัสร์ ผบ.ตร. ไปถึงจุดเกิดเหตุพร้อมโทรศัพท์กล่อม พ.ต.ท.กิตติกานต์ กระทั่ง เริ่มมีท่าทีอ่อนลง แต่ยังคงไม่ยอมมอบตัว

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์เผยว่า ติดตามเหตุมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 มี.ค. ยอมรับว่านายตำรวจผู้นี้ไม่ได้มีภาวะแบบคนปกติ แต่เรายังไม่ได้ถือว่าเป็นคนร้าย เพราะไม่ได้มีตัวประกัน การทำงานของตำรวจต้องทำภายใต้ความระมัด ระวังไม่ให้เกิดการสูญเสียทั้งสองฝ่าย ทั้งของ พ.ต.ท.ที่มีอาการคลุ้มคลั่งและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติการต้องขอโทษประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งนี้ พ.ต.ท.ที่ก่อเหตุอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบและมีความรู้ยุทธวิธีพอสมควร เพราะได้รับการฝึกสยบไพรี พินาศมาทำให้มีความชำนาญหลายด้าน

การพูดคุยเป็นไปได้ด้วยดี มีบางช่วงบางตอน ที่ผู้ก่อเหตุสามารถพูดประเด็นสาระรับรู้สิ่งที่สื่อสารได้ แต่หลายจังหวะพูดหลงผิดประเด็น พูดเรื่องพระเจ้าพูดเรื่องความเชื่อของตัวเอง โดยระหว่างการพูดคุยผู้ก่อเหตุยังคงถือปืน เอาไว้ตลอดเวลา และระบุว่ายังกลัวกับบุคคลรอบตัว ในส่วนของยาเสพติดยังไม่ได้รับรายงาน แต่มีภาวะทางจิตที่แสดงออกเป็นลักษณะผิดปกติ ถ้าบ้านเรือนประชาชนมีความ เดือดร้อนหรือสูญเสีย ทางตำรวจจะดำเนินการ ชดใช้ให้ โดยสิ่งสำคัญที่สุดคืออยากขอโทษพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการ พักอาศัยบริเวณจุดเกิดเหตุ

“ขอย้ำว่าถ้ามีการจำเป็นจะดำเนินการให้เร็ว ที่สุด ระหว่างการพูดคุยทางผู้ก่อเหตุยังไม่ยอมวางปืนเพราะมีความหวาดกลัว โดย พ.ต.ท.รายนี้ ช่วงที่ทำงานที่กองบัญชาการศึกษายังไม่ปรากฏ อาการใด และก่อนจะย้ายมาที่กองบัญชาการตำรวจสันติบาล เคยผ่านการทดสอบเรื่อง จิตเภทและผ่านมาได้ เรื่องนี้ก็จะต้องไป ตรวจสอบว่าข้อมูลรายงานดังกล่าวเป็นอย่างไร ทั้งนี้คณะกรรมการของตำรวจสันติบาลกำลังพิจารณาเรื่องการให้ออกจากราชการไว้ก่อน เพราะลักษณะดังกล่าวไม่เหมาะสมกับการ จะทำราชการต่อไป” ผบ.ตร.กล่าว

ชาร์จจับตร.คลั่งสาหัส
รายงานข่าวแจ้งว่า หลังผบ.ตร.เดินทาง ออกนอกพื้นที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดปฏิบัติการเข้าควบคุมตัวพ.ต.ท.กิติกานต์ทันที โดยเริ่มเปิดปฏิบัติการเมื่อเวลา 12.15 น. ชุดอรินทราช เข้าไปบริเวณชั้น 2 ของบ้านทางหน้าต่าง จากนั้นพบว่ามีเสียงปืนดังยิงตอบโต้กันไปมา ระหว่างตำรวจกับผู้ก่อเหตุจำนวนหลายสิบนัด ประมาณ 5 นาที และในเวลา 12.20 น. เสียงปืน ได้สงบลง จากนั้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินออกมา ขอให้สื่อมวลชนที่เกาะติดสถานการณ์เปิดทางให้นำรถพยาบาลวิ่งออก และเจ้าหน้าที่กู้ภัย นำรถพยาบาลเคลื่อนถอยหลังไปบริเวณ หน้าบ้านของผู้ก่อเหตุและขับออกไปทันที ก่อนที่พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ และพล.ต.ท.สำราญ ยืนยันว่า พ.ต.ท.กิตติกานต์คือผู้บาดเจ็บที่ถูกนำส่งรักษาที่ร.พ.ภูมิพล การปฏิบัติการครั้งนี้ไม่มีตำรวจได้รับบาดเจ็บ

รายงานเพิ่มเติมว่า การเข้าควบคุมสถานการณ์ ที่เกิดขึ้น ก่อนเกิดการปะทะกันได้ส่งตำรวจอรินทราช 26 กับคอมมานโด เตรียมบุกเข้าไปในบ้านของพ.ต.ท.กิตติกานต์ โดยวางแผนตามภาพถ่ายจากโดรนที่บินเข้าไปสำรวจก่อนหน้านี้ ทำให้ทราบพิกัดของพ.ต.ท.กิตติกานต์ว่าอยู่บริเวณไหนของบ้าน จากนั้นตำรวจ อรินทราช 26 กับคอมมานโด นำกำลังบุกเข้าไป ในบ้านพัก แต่พ.ต.ท.กิตติกานต์ นอนราบ ไปกับพื้น เนื่องจากเคยฝึกยุทธวิธีของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ บช.ปส. และพยายามวิ่งชาร์จเจ้าหน้าที่ชุดจู่โจม ทำให้ตำรวจอรินทราช 26 กับคอมมานโด ต้องตัดสินใจยิงตอบโต้

สยบคลั่ง – ภาพนาทีหน่วยคอมมานโดจู่โจมเข้าบ้านเพื่อชาร์จจับ พ.ต.ท.กิตติกานต์ แสงบุญ ที่มีอาการคลั่งยิงปืนสนั่นข้ามคืน หลังปิดล้อมเกลี้ยกล่อมนานเกือบ 30 ช.ม. เกิดการยิงต่อสู้ก่อนที่สารวัตรกานต์จะกระโดดหน้าต่างหลังบ้านลงมาสิ้นฤทธิ์ถูกนำส่ง ร.พ.ในสภาพสาหัส เมื่อวันที่ 15 มี.ค.

เปิดปมบุกจู่โจม
จังหวะนั้นพ.ต.ท.กิตติกานต์กระโดด ออกจากหน้าต่างชั้น 2 ของบ้าน ลงมาชั้น 1 ด้านหลังบ้าน โดยในมือยังถือปืนและมีดอยู่ ก่อนเจ้าหน้าที่จะเข้าควบคุมตัว เบื้องต้นพบว่า พ.ต.ท.กิตติกานต์ถูกกระสุนอาวุธปืนของ เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ต่อมาเจ้าหน้าที่นำตัวพ.ต.ท.กิตติกานต์ ออกจากบ้านพัก ก่อนพยายามปั๊มหัวใจและนำส่งตัวขึ้นรถฉุกเฉินไปรักษาที่ร.พ.ภูมิพล อาการขณะนี้ ยังน่าเป็นห่วง

สำหรับเหตุผลที่เจ้าหน้าที่ตัดสินใจเข้าจู่โจม เนื่องจากร่วมประเมินกับทีมแพทย์แล้วว่า พ.ต.ท.กิตติกานต์มีท่าทีใจเย็นลง หลังจากได้พูดคุยโทรศัพท์กับผบ.ตร. ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เปรียบมากที่สุด จึงเข้าปฏิบัติการดังกล่าว

เผยอาการร่อแร่
ต่อมาเวลา 15.30 น. พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ ผบก.น.2 เผยว่า เบื้องต้นตรวจสอบอาการพ.ต.ท.กิตติกานต์ ที่ร.พ.ภูมิพล ยังอยู่ในห้องไอซียู คาดว่าจะต้องผ่าตัดเนื่องจากพบว่ามีเลือดอยู่ในช่องท้อง ส่วนโดนยิงกี่นัดนั้น ยังไม่สามารถสรุปได้ เนื่องจากแพทย์ยังไม่ให้เข้าดูอาการ แต่ในเบื้องต้นอาการค่อนข้างสาหัส เบื้องต้นกำชับกับพนักงานสอบสวน และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ในการตรวจ ที่เกิดเหตุ ทางบ้านที่เกิดเหตุ รวมถึงบ้านเรือน และทรัพย์สินของประชาชน บริเวณโดยรอบว่ามีอะไรเสียหายหรือไม่อย่างไร รวมถึงตรวจพิสูจน์ หัวกระสุนและปลอกกระสุน ชิ้นไหนที่มาจากทางฝั่งผู้ก่อเหตุ และชิ้นไหนมาจากทางฝั่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ รวมถึงตรวจสอบ ว่าเจ้าหน้าที่ชุดใด หน่วยงานไหน และใช้ปืนชนิดใด เข้าปฏิบัติการ

เบื้องต้น พบปืนเพียง 1 กระบอกเป็นปืนลูกโม่ แต่เรื่องเครื่องกระสุนยังไม่ยืนยัน ทั้งจำนวนและชนิด แต่ต้องรอทางกองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง สำหรับการปฏิบัติการในครั้งดังกล่าวนั้น ตั้งแต่เริ่มได้รับแจ้งเหตุ ผู้ก่อเหตุได้ยิงปืนออกมาไม่ต่ำกว่า 50-60 นัด การปฏิบัติการนั้น เริ่มต้นจากการปิดล้อมใช้แก๊สน้ำตา 2 ครั้ง โดยยังไม่ได้เข้าบ้าน ของผู้เกิดเหตุเลย และแต่ละครั้งก็ถูกยิงสวนออกมา จนมาถึงเมื่อเช้านี้ประมาณ 05.00 น. เจ้าหน้าที่รายหนึ่งถูกยิงเข้าที่หมวกนิรภัย แต่ไม่ได้รับอันตราย

สำหรับการบุกจับกุมตัวที่เกิดขึ้นในช่วงเที่ยงนั้น สืบเนื่องจากช่วงดึกที่ผ่านมา ทีมแพทย์ จากกรมสุขภาพจิตประเมินเบื้องต้นว่า สภาพจิตของผู้ก่อเหตุมีความเบี่ยงเบนจำเป็น ที่จะต้องมีการรักษาโดยเร็ว หากใช้วิธีเจรจาเพื่อให้ผู้ก่อเหตุมอบตัวอาจไม่ใช้เวลาเร็วแน่นอน รวมถึงเกรงว่าจะเป็นอันตรายกับบุคคลภายนอกด้วย ดังนั้นตำรวจจึงต้องควบคุมตัวเพื่อนำส่งแพทย์โดยเร็ว

โดน 6 นัดทั่วร่างสาหัส
รายงานข่าวแจ้งว่า เหตุการครั้งนี้ใช้เวลานานเกือบ 28 ชั่วโมง ตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุจนถึงบุกจู่โจมเข้าจับกุมตัวได้สำเร็จ ผู้ก่อเหตุได้รับบาดเจ็บระหว่างที่มีการปะทะกับเจ้าหน้าที่ ถูกกระสุนเข้าที่ข้อพับซ้าย, หน้าอกซ้าย, ขาซ้ายท่อนบน, ขาขวา, หน้าอก และหลัง รวม 6 จุด พนักงานสอบสวน ยังไม่แจ้ง ข้อกล่าวหาจนกว่าผู้ก่อเหตุจะต่อสู้คดี โดยผ่าน การยืนยันจากแพทย์ให้ตรวจสอบก่อน หากมีอาการทางจิตให้รักษาก่อน ขณะที่ตำรวจ จะรวบรวมพยานหลักฐานไปก่อน เบื้องต้น ตั้งประเด็นในการสอบสวน ก่อนสอบปากคำผู้ก่อเหตุคือ 1.พยายามฆ่าเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่, 2.ต่อสู้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่, 3.ทำให้เสียทรัพย์, 4.พกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร และ 5.ยิงปืนไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควร

ล่าสุดเวลา 18.36 น. มีรายงานว่า แพทย์ผ่าตัดเอาเลือดออกบริเวณช่วงท้องเรียบร้อยแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้พ.ต.ท.กิตติกานต์ มีเลือดออกในช่องท้องจำนวนมาก แต่สุดท้ายทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน