ตุ๋นเหยื่อทั่วปท.200ราย ตร.รวบโชว์ 61หมายจับ หนีกบดานที่ ‘แก่งคอย’ ชี้เบาะแสจากหนังควาย

ตร.พีซีทีบุกรวบ ‘เจ๊เพ็ญ’ ตุ๋นลงทุนออมทอง ก่อเหตุตั้งแต่ปี 2563 มีเหยื่อกว่า 200 ราย พบเงินหมุนเวียนกว่า 360 ล้าน หลังหนีกบดานในเซฟเฮาส์ที่แก่งคอย สระบุรี เผยมีหมายจับถึง 61 หมาย แต่หนีรอดมาได้ ตร.เผยเจ้าตัวล่องหนไปตั้งแต่ปี 64 แต่สอบสวนจนทราบว่ามีลูกน้องทำธุรกรรมให้ จึงจัดชุดซุ่มดู จนพบเบาะแสจากร้านอาหารที่ขายหนังควายที่เป็นอาหารโปรด จนรู้ที่พัก ตามรวบสำเร็จ สอบสวนสารภาพหมดเปลือก เคยเปิดแชร์ ก่อนเปลี่ยนเป็นออมทอง หลอกว่านำทองได้จากต่างประเทศราคาถูก จนเหยื่อหลงเชื่อ ที่แท้ใช้เงินใหม่มาทบเงินเก่า ให้ทองผู้ลงทุนรายแรกๆ จนตายใจ สุดท้ายหมุนเงินไม่ทันต้องหลบหนี

วันที่ 18 มี.ค. พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น.หน. PCT ชุดที่ 5 พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น. รอง หน. PCT ชุดที่ 5 พ.ต.อ.จักราวุธ คล้ายนิล ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สส.บช.น. พ.ต.อ.สิทธิศักดิ์ นาคามาตย์ ผกก.กก.สส.บก.น.4 พ.ต.อ.ณรงค์ฤทธิ์ ทองแพ พ.ต.อ.พัชรดนัย การินทร์ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.บช.น. พ.ต.ท.มาโนชย์ ทองแก้ว พ.ต.ต.คณิตนนท์ ถนอมศรี พ.ต.ต.ชัยวัฒน์ จงเจริญ พ.ต.ต.วรุตม์ คำหล้า พ.ต.ต.ภัสสกรณ์ เฉลียวบุญ พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ ร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ ศปอส.ตร. (PCT) ชุดที่ 5 ชุดสืบสวนนครบาล (บก.สส.บช.น.) กก.สส.บก.น.4 นำกำลังสืบสวนติดตามจับกุมตัวน.ส.วันเพ็ญ โคตรทะแก หรือ กวินา กันยากรสกุล อายุ 34 ปี ชาวจ.นครสวรรค์ ผู้ต้องหาตามหมายจับ ข้อหา “ฉ้อโกงประชาชน โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” จำนวน 61 หมายจับ

พร้อมทั้งตรวจยึดโทรศัพท์มือถือจำนวน 2 เครื่อง พบข้อมูลการตั้งวงแชร์อีกหลายวง สมุดบันทึกจำนวน 1 เล่ม ซองใส่ซิม 5 ชิ้น เซฟเฮาส์ลับในชนบทใกล้เขาใหญ่ ในพื้นที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี เมื่อวันที่ 17 มี.ค. เวลาประมาณ 16.15 น. ที่ผ่านมาพบเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า 360 ล้านบาท เหยื่อผู้เสียหายกว่า 200 รายทั่วประเทศ ความเสียหายไม่ต่ำกว่า 37 ล้านบาท

สืบเนื่องจากเมื่อปลายปี 2563 ต่อเนื่องมาถึงต้นปี 2564 น.ส.วันเพ็ญ โคตรทะแก หรือ กวินา กันยากรสกุล ไลฟ์สดผ่านทาง เฟซบุ๊ก โฆษณาเชิญชวนให้ประชาชนร่วมลงทุนขายทอง อ้างนำทองมาจากต่างประเทศ โดยสามารถสั่งนำเข้ามาได้ในราคาเพียงบาทละ 3,000-4,000 บาท ซึ่งถูกกว่าท้องตลาดทั่วไปมาก

ต่อมามีผู้เสียหายจำนวนมากหลงเชื่อและโอนเงินมาร่วมลงทุนเป็นจำนวนมาก ซึ่งน.ส.วันเพ็ญส่งทองหรือจ่ายเงินตอบแทนให้กับผู้สั่งซื้อหรือร่วมลงทุนใน 2-3 ครั้งแรก ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือมากขึ้นในกลุ่มผู้ที่เคยร่วมลงทุนเดิม และยังบอกข้อมูลกันปากต่อปาก ทำให้ยิ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมการลงทุนจำนวนหน้าใหม่เข้ามาเป็นจำนวนมาก

สุดท้ายเหล่าผู้เสียหายต่างทุ่มเงินจำนวนมากมาร่วมลงทุนซื้อทองกับ น.ส.วันเพ็ญ ต่อมาเมื่อได้เงินก้อนใหญ่แล้ว น.ส.วันเพ็ญก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยพร้อมเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 37 ล้านบาท เหยื่อผู้เสียหายกว่า 200 รายทั่วประเทศได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก และเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุทั่วประเทศ

ต่อมาเจ้าหน้าที่สอบสวนจนนำมาสู่การออกหมายจับ และหมายจับของศาล 61 หมายจับทั่วประเทศ ซึ่งจากการติดตามของเจ้าหน้าที่พบว่าน.ส.วันเพ็ญไม่เพียงหายตัวไป การทำธุรกรรมต่างๆ ก็ไม่พบความเคลื่อนไหวใดๆ อีก เข้าขั้นหายตัวไปเลย ต่อมาทีมนักวิเคราะห์แผนประทุษกรรมของพล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. วิเคราะห์ข้อมูลจากระบบการรับแจ้งความออนไลน์และข้อมูลแผนประทุษกรรมจากคดีเดิม โดยพล.ต.ต.ธีรเดชวิเคราะห์ข้อมูลพบร่องรอย จากแผนประทุษกรรมช่วงการก่อเหตุที่ผ่านมา ซึ่งพบตัวละครสำคัญที่คอยดำเนินการทำธุรกรรมให้กับน.ส.วันเพ็ญ

ต่อมาพล.ต.ต.ธีรเดช สั่งการให้พ.ต.ท.มาโนชย์ ทองแก้ว สว.กก.2 บก.สส.บช.น. พ.ต.ต.คณิตนนท์ ถนอมศรี สว.กก.1 บก.สส.บช.น. พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กลุ่มงานสอบสวนฯ ชุด PCT 5 นำกำลังแยกกันลงพื้นที่แกะรอย กระทั่งสืบทราบว่าน.ส.วันเพ็ญหลบหนีไปกบดานอยู่ในพื้นที่ จ.สระบุรี โดยมีลูกน้องคอยเป็นผู้ทำธุรกรรมต่างๆ ให้เพื่ออำพรางการใช้ชื่อตนเอง

จากการสืบสวน PCT 5 พบเบาะแสสำคัญจากร้านอาหารในละแวกดังกล่าวที่จำหน่ายหนังควาย ซึ่งเป็นอาหารที่น.ส.วันเพ็ญชอบรับประทาน นำมาสู่การสืบทราบว่าที่กบดานของน.ส.วันเพ็ญเป็นเซฟเฮาส์ลับ มีรั้วสูงล้อมรอบมิดชิด ใกล้เขาใหญ่ ซึ่งต่อมาพล.ต.ต.ธีรเดชนำกำลังเจ้าหน้าที่ชุด PCT 5 และสืบสวนนครบาลดักซุ่มบริเวณป่าข้างทางใกล้กับเซฟเฮาส์ดังกล่าว จนกระทั่งได้พบน.ส.วันเพ็ญเดินออกมาจากรั้วเซฟเฮาส์ ลักษณะแต่งกายมิดชิด สวมหมวกปิดบังอำพราง แต่ไม่อาจตบตาเจ้าหน้าที่ได้

จึงแสดงตัวเข้าจับกุมตัวน.ส.วันเพ็ญ ตามหมายจับ โดยเจ้าหน้าที่ได้แสดงหมายจับให้ดูกว่า 26 หมายจับ โดยพบว่าน.ส.วันเพ็ญยังเป็นบุคคลตามหมายจับของศาลอีกกว่า 35 หมายจับ ซึ่งรวมทั้งสิ้น 61 หมายจับ โดยจับกุมที่บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 111 หมู่ 4 ต.ชะอม อ.แก่งคอย จ.สระบุรี

โดยระหว่างการขยายผลมีผู้เสียหายจำนวนมากที่เคยถูกหลอกลวงหลายรายเดินทางมาที่บก.สส.บช.น. เพื่อติดตามทวงถามถึงมูลหนี้ที่ได้ถูกโกงไป โดยเจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.คูคต จ.ปทุมธานี ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เจ้าแม่แชร์ – ตำรวจพีซีทีจับกุม น.ส.วันเพ็ญ โคตรทะแก หรือเจ๊เพ็ญ เจ้าแม่แชร์ คาเซฟเฮาส์ในอ.แก่งคอย จ.สระบุรี หลอกลวงเหยื่อลงทุนซื้อขายทองและเล่นแชร์ ผู้เสียหายกว่า 200 รายทั่วประเทศ มีหมายจับติดตัว 61 หมาย เมื่อวันที่ 18 มี.ค.

จากการสอบสวนน.ส.วันเพ็ญรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่าเริ่มชักชวนคนใกล้ตัวรวมถึงผู้อื่นให้ร่วมวงแชร์ทางออนไลน์ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวที่ใช้ชื่อว่า ‘วันเพ็ญ โคตรทะแก’ ซึ่งไม่เคยมีปัญหาใดๆ จนถึงเมื่อประมาณเดือนต.ค.2563 เริ่มคิดอยากจะเปิดวงแชร์แบบใหม่ในลักษณะออมทอง โดยทำระบบการลงทุนออมทองไว้ให้ผู้ลงทุนลงเงินก่อนเป็นจำนวนเงินที่ถูกกว่าราคาทองจริงในตลาดเพื่อให้เกิดความน่าสนใจเป็นระยะเวลา 3 เดือน จากนั้นจะส่งทอง 1 บาทไปให้ โดยวิธีการคือจะสั่งซื้อทองที่ห้างทองสุพรรณ ผ่านช่องทางออนไลน์ในราคาเต็มตามปกติ โดยในช่วงแรกที่เริ่มทำในขณะที่ทองคำราคาประมาณ 28,000 บาท ตนก็จะไปประกาศหาผู้ที่ต้องการลงทุนออมทอง โดยโฆษณาว่าสามารถออมทองในราคาเพียงแค่ 24,000 บาท โดยออมเป็นระยะเวลา 3 เดือน และจะได้รับทองคำจริง 1 บาท ซึ่งสาเหตุที่ในช่วงแรกยังไม่ขาดทุนเพราะยังหาคนที่อยากลงทุนออมทองต่อเนื่องลงเงินออมเพิ่ม และนำเงินส่วนต่างไปเพิ่มเติมในยอดเงินที่ขาดเพื่อให้สามารถซื้อทองคำในราคาเต็มได้ และส่งจัดส่งทองคำที่ได้สั่งซื้อมาให้ผู้ลงทุนคนแรกๆ จึงทำให้น่าเชื่อถือว่าลงทุนจำนวนเงินน้อยแต่สามารถซื้อทองจริงได้ ซึ่งในช่วงเวลาที่มีผู้คนสนใจมากที่สุดมีลูกค้าจำนวนประมาณ 100 คน และมีนักลงทุนบางคนที่ร่วมลงทุนหลายครั้ง จนสะสมเป็นยอดออมทองประมาณ 50 บาท

ต่อมาต้นปี 2564 เริ่มเกิดปัญหาเนื่องจากไม่สามารถหาผู้ลงทุนใหม่ๆ มาลงทุนต่อได้ จึงเริ่มลดราคาโดยเปิดให้เริ่มออมทองในราคาบาทละ 8,000 บาท จากราคาเต็มประมาณ 30,000 บาท (ในขณะนั้น) เพื่อทำให้เกิดความน่าสนใจ และก็ได้มีผู้มาร่วมลงเงินออมทองจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่สามารถหมุนเวียนเงินได้ เพราะต้องนำเงินมาทบยอดไปมาจากลูกค้าหลายคนจนไม่สามารถซื้อทองให้ครบตามจำนวนของผู้ที่ลงทุนได้ จึงได้เริ่มมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความดำเนินคดี จากนั้นก็เริ่มย้ายที่อยู่และเปลี่ยนชื่อนามสกุลจริงเพื่อหลบหนี

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน