เป็นพื้นที่เสี่ยงสูง เฝ้าระวัง3เดือน

ผู้เชี่ยวชาญแนะตรวจปนเปื้อนกัมมันตรังสีรัศมี 5 ก.ม. รอบโรงหลอมเหล็กถลุงกระบอกบรรจุสารซีเซียม ผู้ว่าฯ ปราจีนบุรีแถลงยืนยันตรวจเช็กแล้วไม่หลุดรอดออกนอกโรงงาน เพราะเป็นระบบปิดใช้ความร้อนสูงในการหลอม เหลือเพียงฝุ่นแดงจากการหลอมเท่านั้น และส่งต่อไปโรงงานที่ระยองแล้ว จนท.ตรวจสารในพื้นที่ไม่พบเกินมาตรฐาน ตรวจร่างกาย 70 คนงานก็ไม่พบปนเปื้อน จ่อดำเนินคดีโรงไฟฟ้าฐานความผิดพ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ชาวระยองผวาหนัก ผู้ว่าฯ รุดตรวจสั่งตีกลับผงเหล็กทันทีถึงไม่พบการปนเปื้อนก็ตาม

ซีเซียม – นายรณรงค์ นครจินดา ผวจ.ปราจีนบุรี พร้อมนพ.สุรินทร์ สืบซึ้ง สสจ.ปราจีนบุรี, พล.ต.ต.วินัย นุชชา ผบก.ปราจีนบุรี และนายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ เลขาธิการ สนง.ปรมาณูเพื่อสันติ ร่วมแถลงการแก้ไขปัญหาวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 อันตราย ซึ่งพบว่าถูกหลอมไปแล้ว เมื่อวันที่ 20 มี.ค.

‘ซีเซียม’โดนถลุงแล้ว
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 20 มี.ค. นายรณรงค์ นครจินดา ผวจ.ปราจีนบุรี พร้อมด้วย นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ นางมาลินี จินดารัตน์ หัวหน้าสำนักงาน ปภ.ปราจีนบุรี นายพักทอง กิตติวัฒน์ อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ร่วมกันแถลงข่าวที่ห้องประชุมศูนย์การเรียนรู้ ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี กรณีท่อบรรจุสารนิวเคลียร์ซีเซียม-137 หายจากโรงไฟฟ้า บริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ แพลนท์ 5 เอ จำกัด ต.ท่าตูม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี โดยเจ้าหน้าที่เข้าตรวจวัดรังสีในอุตสาหกรรมโรงหลอมโลหะจากเศษเหล็กที่เลิกใช้แล้วแห่งหนึ่งเมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา

นายรณรงค์เผยว่า หลังทราบข่าวหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ได้ร่วมกันเข้าตรวจสอบตามร้านรับซื้อของเก่าและโรงงานรับหลอมเหล็กจากเศษเหล็กที่ใช้แล้วใน จ.ปราจีนบุรี จำนวน 5 แห่ง ภายหลังจากที่ได้รับรายงานการตรวจพบโรงงานแห่งหนึ่งว่า มีการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีซีเซียม -137 ในฝุ่นโลหะที่ได้จากกระบวนการผลิต เจ้าหน้าที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติใช้เครื่องมือในการตรวจวัดค่าพบอยู่ภายในถุงบิ๊กแบ๊กที่ใช้สำหรับใส่ฝุ่นโลหะ ก่อนมีคำสั่งให้ควบคุมพื้นที่ และตรวจสอบโดยรอบพื้นที่ของโรงงาน ไม่พบการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 และจากการตรวจสอบสภาพอากาศ น้ำโดยรอบพบว่าไม่มีการปนเปื้อนใดๆ

ไม่ฟันธง-ใช่ตัวที่หาย
“ฝุ่นโลหะที่ได้จากกระบวนการผลิตจะมีลักษณะเป็นผลึกคล้ายเกลือ ไม่ใช่เป็นฝุ่นผงที่มีการฟุ้งกระจายในอากาศ ขณะที่โรงงานดังกล่าวมีกระบวนการผลิตในระบบปิดทั้งหมด ดังนั้นฝุ่นที่ปนเปื้อนเหล่านี้มีระบบกรองป้องกันไม่ให้เกิดการฟุ้งกระจายออกสู่สิ่งแวดล้อมอย่างแน่นอน อีกทั้งฝุ่นโลหะปนเปื้อนได้ถูกระงับการเคลื่อนย้าย และจำกัดไม่ให้ออกนอกบริเวณโรงงาน เจ้าหน้าที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติดำเนินการตรวจวัดการเกิดปนเปื้อนทางรังสีของผู้ปฏิบัติงานทั้งหมดภายในโรงงาน ผลการตรวจสอบไม่พบการปนเปื้อนทางรังสีของผู้ปฏิบัติงาน และสามารถสรุปได้ว่า ฝุ่นโลหะปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีซีเซียม 137 มีการปนเปื้อนในบริเวณที่จำกัด และถูกควบคุมโดยผู้เชี่ยวชาญของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ” ผวจ.ปราจีนบุรีกล่าว

นายณรงค์ยังระบุว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าสารซีเซียม-137 ที่พบในโรงงานหลอมเหล็กดังกล่าว เป็นท่อบรรจุสารนิเคลียร์ซีเซียม-137 ที่หายออกจากโรงไฟฟ้าที่ถูกระบุไว้หรือไม่ โดยเจ้าหน้าที่จะขอเวลาสอบสวนเพื่อยืนยันให้แน่ชัดอีกครั้ง และขอให้ประชาชนอย่าได้ตื่นตระหนกถึงการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี เนื่องจากสารดังกล่าวได้มีการควบคุมอยู่ในพื้นที่จำกัดแล้ว

รัฐยันไม่มีปนเปื้อน
นายเพิ่มสุข เผยว่า หลังได้รับแจ้งว่าวัสดุเก็บสารซีเซียม-137 หายไปจากโรงไฟฟ้าดังกล่าว สำนักงานปรมาณูฯ ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจวัดรังสีในอุตสาหกรรมโรงหลอมโลหะจากเศษเหล็กที่เลิกใช้แล้วในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี 5 แห่ง โดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์รังสีตรวจสอบสำรวจปริมาณรังสี และวิเคราะห์ชนิดของสารกัมมันตรังสีจากวัตถุต้องสงสัย ผลการตรวจสอบพบการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 จำนวน 1 โรงงาน ในฝุ่นโลหะที่ได้จากการถลุงโลหะ เพื่อทำเหล็กรีดเป็นแท่ง

ผู้เชี่ยวชาญเข้าควบคุมและตรวจสอบพื้นที่โรงงานโดยรอบ พบว่า โลหะที่ได้จากกระบวนการผลิตไม่พบการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 แต่เมื่อตรวจวัดปริมาณรังสีโดยรอบพื้นที่ในบริเวณโรงงานพบว่า ระดับปริมาณรังสีอยู่ในระดับปกติตามปริมาณรังสีในธรรมชาติ นอกจากนี้ตรวจสอบคุณภาพอากาศน้ำบริเวณโดยรอบของโรงงาน ระดับรังสีอยู่ในระดับปริมาณตามปกติปริมาณรังสีในธรรมชาติเช่นกัน ไม่มีการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีในสิ่งแวดล้อม

ตรวจ 70 คนงานไม่ปนเปื้อน
ส่วนการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในฝุ่นแดง เกิดขึ้นจากโรงงานหลอมโลหะรีไซเคิลที่รับซื้อเศษโลหะมือสองที่มีการปะปนของวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 เข้าไปในกระบวนการหลอมโลหะ เมื่อเข้าสู่กระบวนการหลอมสารซีเซียม-137 ถูกหลอมและระเหยกลายเป็นไอ กระจายอยู่ในเตาหลอมซึ่งมีระบบการกรองของเสียจากกระบวนการผลิต และเป็นการทำงานในระบบปิดทั้งหมด ทำให้ซีเซียม-137 ปนเปื้อนไปอยู่ในฝุ่นโลหะที่ได้จากกระบวนการหลอม ฝุ่นปนเปื้อนเหล่านี้มีระบบกรองป้องกันไม่ให้เกิดการฟุ้งกระจายออกสู่สิ่งแวดล้อม และถูกจัดเก็บควบคุมอยู่ในระบบปิดทั้งหมด ดังนั้น ฝุ่นโลหะปนเปื้อนถูกระงับการเคลื่อนย้ายและจำกัดไม่ให้ออกนอกบริเวณโรงงาน

“สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติดำเนินการตรวจวัดการเปรอะเปื้อนทางรังสีนอกร่างกายของผู้ปฏิบัติงานทั้งหมดภายในโรงงาน ทั้งหมด 70 คน โดยมีคนไทย 10 คน และแรงงานต่างด้าว 60 คน ผลการตรวจสอบไม่พบการเปรอะเปื้อนทางรังสีของผู้ปฏิบัติงานแต่อย่างใด จึงสามารถสรุปได้ว่า ฝุ่นโลหะปนเปื้อนสารซีเซียม-137 ปนเปื้อนในบริเวณจำกัด และถูกควบคุมโดยผู้เชี่ยวชาญของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ และเหตุการณ์ ในครั้งนี้ไม่เกิดการแพร่กระจายของสารซีเซียม-137 ทั้งดิน น้ำ และอากาศ ไม่เกิดผล กระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่โดยรอบและบริเวณใกล้เคียง” เลขาธิการสำนักงานปรมาณูฯ กล่าว

เร่งล่าคนฉกซีเซียม
ต่อมา นพ.สุเทพ เพชรมาก ผู้ตรวจราชการ สธ. เขตสุขภาพที่ 6 เผยผลการตรวจสุขภาพของคนงานในโรงหลอมเหล็กทั้ง 70 คน และตรวจหาสารซีเซียมด้วยเครื่องมือวัดสารกัมมันตรังสีโดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมาเสร็จสิ้นเมื่อเวลา 16.00 น. ว่าผลปรากฏไม่พบคนงานในโรงงานได้รับผลกระทบจากซีเซียม-137 พร้อมรายงานให้สธ.ทราบแล้ว ส่วนการติดตามเฝ้าระวังผลกระทบของซีเซียมในสิ่งแวดล้อมหรืออาหารจะมีการสุ่มตรวจต่อไปในอนาคต

การที่ไม่พบสารซีเซียม-137 ก็ทำให้สบายใจได้ส่วนหนึ่งแล้วว่าสารดังกล่าวไม่ได้หลุดรอดออกมา ทำให้ใครได้รับผลกระทบ และจะมีการเฝ้าระวังต่อไปอีก 3 เดือน นำคนงานมาตรวจสุขภาพ ทั้งตรวจเลือด ตรวจปอด แต่ระหว่างนี้หากมีใครเจ็บป่วยให้รีบพบแพทย์ทันที ส่วนระดับครอบครัวของคนงานจะติดตามเช่นกัน ทั้งนี้ ต้องทำความเข้าใจว่าสารซีเซียม-137 มีอันตรายน้อยกว่า สารโคบอลต์ที่เคยเกิดปัญหาเมื่อปี 2543

“การติดตามคนในได้รับกระทบ ขณะนี้เหลือเพียงยังไม่ได้ตรวจสุขภาพคนที่เป็นคนลักลอบนำสารซีเซียม-137 ออกมาเท่านั้น จึงอยากเรียนว่าให้มาตรวจสุขภาพหากมีความผิดปกติเกิดขึ้น เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องว่าจะถูกดำเนินคดี เนื่องจากมีความห่วงใยต่อสุขภาพ ด้วยตัวสารมีอันตรายหากสัมผัสใกล้ชิด ขณะที่เกิดรั่วไหล โดยสามารถเข้ารับบริการ ได้ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ปราจีนบุรี หรือ ร.พ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร” นพ.สุเทพกล่าว

จ่อเอาผิดโรงไฟฟ้า
พล.ต.ต.วินัย นุชชา ผบก.ภ.จว.ปราจีนบุรี กล่าวว่า หลังตำรวจได้รับแจ้งจากโรงงานว่า อุปกรณ์บรรจุสารซีเซียม-137 หายไป เมื่อ วันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา ได้ส่งชุดสืบลงพื้นที่ แต่ติดอุปสรรคที่ทางโรงงานไม่ยินยอมให้เข้า แม้กระทั่งผวจ.ปราจีนบุรียังเข้าไม่ได้ จากนั้นเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนแกะรอยตามกล้องวงจรปิดตามจุดต่างๆ แต่ยังไม่แน่ชัด และ ขอความร่วมมือกับทางบริษัทเพื่อนำมาวิเคราะห์ คาดว่าน่าจะเป็นคนภายในโรงงานที่จะนำวัตถุสิ่งนี้ออกมาจากโรงงาน

เจ้าหน้าที่เรียกพนักงานที่เกี่ยวข้องเข้ามา สอบปากคำมากกว่า 10 ราย ทั้งหมดให้การปฏิเสธไม่รู้เห็นการหายไปของอุปกรณ์ ส่วนในเรื่องของกฎหมาย ทางเจ้าหน้าที่จะแจ้งความผิดตามพ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ.2559 ฐานอุปกรณ์บรรจุสารกัมมันตภาพรังสีหายแล้วไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบในทันที

กรมรง.เร่งสอบสวน
นายจุลพงษ์ ทวีศรี อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่าทางเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม ร่วมกับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดปราจีนบุรี ตรวจสอบโรงงานเคพีพี อ.กบินทร์บุรี พบสารซีเซียม-137 หรือสารไอโซโทปของซีเซียม ซึ่งเป็นสารกัมมันตรังสี อยู่ในฝุ่นแดงบริเวณโรงงาน คาดว่าเกิดจากการหลอมอุปกรณ์ที่หายไปของโรงไฟฟ้าบริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ ซัพพลาย ทำให้พบฝุ่นแดง ส่วนจะหลอมเมื่อไรต้องมีการสอบถามทางโรงงานอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 2 มี.ค.ทางโรงงานเคพีพีนำฝุ่นแดง 12.4 ตันในโรงงานเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลที่โรงงานจ.ระยอง จึงให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบฝุ่นแดงในห้องแล็บว่าสารซีเซียม-137 ปนเปื้อนฟุ้งกระจายไปหรือไม่ ล่าสุดเจ้าหน้าที่แจ้งมาแล้วว่า ไม่มีสารซีเซียม-137 ปนเปื้อนที่โรงงานรีไซเคิล ที่จ.ระยอง ส่วนสารปนเปื้อนซีเซียม-137 ที่ตรวจพบในโรงงานเคพีพี ทางสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กฎหมายเฉพาะจะเป็นผู้ดำเนินการต่อไป

“หน้าที่ กรอ.จะดูแลเรื่องภาพรวมโรงงาน อย่างกรณีนี้ทางโรงงานจะต้องรายงานความปลอดภัยอุปกรณ์ต่างๆ ทุกเดือนเม.ย. ซึ่งปี 2565 พบว่าปริมาณชิ้นส่วนยังครบ 10 ชิ้น แต่ปีนี้โรงไฟฟ้าตรวจสอบเมื่อเดือนมี.ค. เพื่อรายงานต่อ กรอ.ในเดือนเม.ย.นี้ จึงรู้ว่าอุปกรณ์หายไป 1 ชิ้น ปกติหน่วยงานที่ดูแลชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่มีสารกัมมันตรังสีเป็นหน้าที่ของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ที่ทุกโรงงานจะต้องแจ้งรายละเอียด และการตรวจสอบ ส่วนใหญ่โรงถลุงเหล็กจะมีการนำเข้าจากต่างประเทศและในประเทศ ต้องรายงานสำนักปรมาณูเพื่อสันติทุกครั้งเพื่อตรวจสอบ ต่อไปทาง กรอ.และสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติจะหารือเชื่อมข้อมูลระหว่างกันให้มากขึ้นเพื่อป้องกันเหตุให้รัดกุมมากที่สุด” นาย จุลพงษ์กล่าว

สธ.จัดทีมดูแล
ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัด สธ.เผยว่า ขณะนี้สำนังานปรมาณูเพื่อสันติ และจ.ปราจีนบุรี กำลังสอบสวนอย่างใกล้ชิด สธ.มีนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) ปราจีนบุรี เปิดหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉิน (อีโอซี) ส่วนหน้าที่จังหวัด เพื่อติดตามสถานการณ์โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพประชาชน ผู้สัมผัส และผู้มีโอกาสสัมผัส รวมถึงเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร

ทั้งนี้ สารกัมมันตรังสีมองไม่เห็น ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส แต่ตรวจจับได้ด้วยเครื่องมือว่าแผ่รังสีหรือไม่ การเกิดพิษขึ้นกับสารแต่ละชนิดที่มีอันตรายแตกต่างกัน ความเข้มข้นสาร ระยะเวลาสัมผัส และระยะห่างในการสัมผัสจะมีความรุนแรงแตกต่างออกไป อาการมีทั้งแบบเฉียบพลัน เช่น สัมผัสใกล้ชิด อยู่ในระยะที่ไม่ห่างนัก มีตั้งแต่อาการทำให้เซลล์มีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเซลล์ที่ไปสัมผัส ผิวหนังอาจมีตุ่มพอง ตุ่มน้ำใส เกิดการอักเสบ หรือเนื้อตายได้ถ้าสัมผัสนานๆ หรืออาการทั่วไป เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว ท้องเสีย อุจจาระร่วง

ส่วนผลระยะกลางและระยะยาว ส่วนใหญ่สารกัมมันตรังสีจะไวต่อเซลล์ที่มีการแบ่งตัว เช่น เซลล์เม็ดเลือดขาว หรือเส้นผม ก็จะมีการเฝ้าระวังเชิงรุกใน 3 กลุ่มนี้ คือ 1.กลุ่มมีอาการทางผิวหนังและเนื้อเยื่อ 2.กลุ่มอาการทั่วไป คลื่นไส้อาเจียน และ 3.อาการผิดปกติผิดสังเกต จะมีการลงรายละเอียด เช่น คนมีเม็ดเลือดขาวต่ำกว่าปกติจำนวนมากให้ไปสอบสวนสาเหตุร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับการขีดวงผู้เกี่ยวข้องนั้นคล้ายเวลาเกิดโรคติดต่อโรคระบาดต้องตีวงใครเสี่ยงสูงสุด ต่ำสุด

เร่งตรวจ 3 กลุ่มเสี่ยง
ส่วนที่กังวลว่าจะกระจายออกไปไกล นอกจังหวัด ต้องประสานข้อมูลสำนักงาน ปรมาณูฯ ตรวจสอบว่า ตัวสารพิษแหล่งก่อเกิดปัญหาขอบเขตอยู่แค่ไหน กระจายตรงไหนอย่างไร แต่อย่างน้อยโดยหลักๆ คือ 1.คนในโรงงานกับละแวกใกล้เคียง ใครสัมผัสกี่คน ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สุด ต้องตรวจสุขภาพร่างกายให้ครบถ้วนอย่างใกล้ชิด โดยมีการตรวจสุขภาพทั่วๆ ไป สารปนเปื้อนมีหรือไม่ เช่น ตรวจหาสารซีเซียมในปัสสาวะ เป็นต้น กำลังประสานผู้ใกล้ชิดกับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ซึ่งมีห้องปฏิบัติการในการตรวจ สธ.จะระดมผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้ต่อไป

2.บริเวณอำเภอนั้นๆ ให้ดูอาการตนเองมีอาการเกี่ยวข้องไหม และ 3.ใน จ.ปราจีนบุรี เบื้องต้นหลังจัดระบบเฝ้าระวังยังไม่มีอาการผิดปกติใน 3 กลุ่ม แต่คงไปเจาะข้อมูลให้ละเอียดขึ้น หลังจากวันนี้เหตุการณ์ชัดขึ้น ประชาชนตื่นตัวมากขึ้นก็คงต้องทบทวนว่า ระบบเฝ้าระวังเรามีความไวเพียงพอหรือไม่ เพื่อตรวจจับความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้ ตอนนี้ต้องปูพรมลงไปตรวจสอบให้แน่ชัด โดยเฉพาะบริเวณละแวกใกล้เคียงโรงงาน ทั้งนี้ จะเฝ้าระวังจนกว่าเหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ หรือสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิสูจน์ทราบได้ว่ากัมมันตรังสีหมดไปหรือยัง หรือถูกเก็บเรียบร้อยหรืออยู่ในระยะปลอดภัยหรือยัง เหมือน PM 2.5 ต้นเหตุคือแหล่งเกิดสารพิษ ก็ต้องมีการกำจัดหรือทำให้หมดสภาพจึงถือว่าปลอดภัย

“โรคนี้เกิดผลกระทบจากความเข้มข้นกัมมันตรังสี ระยะที่รับสาร คนหนุ่มสาวเกิดอาการได้หมด เราเฝ้าระวังทุกคนที่อยู่ในพื้นที่เกี่ยวข้อง หรือคนมีโอกาสสัมผัส เด็ก ผู้สูงอายุ โรคเรื้อรัง ร่างกายไม่ค่อยดี เวลารับสารต่างๆ อาจทำให้โรคเดิมกำเริบมากขึ้น แต่ย้ำว่าโรคนี้เป็นได้ทุกคน ไม่ได้แปลว่าแข็งแรงแล้วไม่เกิดโรค การเฝ้าระวังต้องอาศัยความเข้มข้น อย่าคิดว่าตัวเองแข็งแรงสัมผัสแล้วจะไม่เป็นอะไร แต่จับตาดูคนกลุ่มเสี่ยงเปราะบางเป็นพิเศษ ส่วนต้องอพยพออกหรือไม่ ให้เป็นการพิจารณาและแถลงจากทางปราจีนบุรีและสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ แต่ สธ.เตรียมทุกอย่างไว้พร้อม ส่วนการตรวจสอบเฝ้าระวังในสิ่งแวดล้อมต้องอาศัยเครื่องมือพิเศษ เป็นหน้าที่ จ.ปราจีนบุรี และสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเฝ้าระวัง”นพ.โอภาสกล่าว

ย้ำไม่รุนแรงเท่าโคบอลต์ 60
เมื่อถามถึงระยะเวลาคงอยู่ของซีเซียม-137 นพ.โอภาสกล่าวว่า ซีเซียม-137 มีครึ่งชีวิต 30 ปี คือ กว่าจะสลายตัวเหลือครึ่งเดียวใช้เวลา 30 ปี ไม่ว่าจะปนเปื้อนอยู่ที่ไหนทั้งสิ่งแวดล้อมหรือร่างกาย ทั้งนี้ หากเทียบเคียงกับเหตุการณ์เมื่อหลายสิบปีก่อนที่สารโคบอลต์ 60 ที่ใช้รักษาคนไข้หลุดรอดหายไป แล้วมีคนไปเก็บมาทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และประสบภัยจำนวนหนึ่ง กรณีซีเซียม-137 ความเข้มข้นไม่เท่ากับโคบอลต์ 60

ส่วนกรณีนักท่องเที่ยวยกเลิกจองบุ๊กกิ้งมาเที่ยวเพราะกังวล นพ.โอภาสกล่าวว่า ความชัดเจนอยู่ที่จังหวัดไปสอบสวนโรคแล้ว สารกัมมันตรังสีอยู่ตรงไหนอย่างไร หลอมไปแล้วหรือยัง การตรวจจับกัมมันตรังสีที่มีการรั่วไหลหรือปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมมีมากแค่ไหน หัวใจสำคัญ สธ.กำลังติดตามข้อมูลเรื่องนี้ คนอื่นไม่ต้องกังวลมากเกินไป ต้องติดตามข้อมูลว่าหากอาการผิดปกติ ย้ำว่าไม่แน่ใจไปพบเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อรวบรวมข้อมูลต่างๆ ดูว่ามีความเชื่อมโยงหรือไม่

สงสัยป่วยรีบพบแพทย์
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า กัมมันตรังสีซีเซียม-137 ทำให้เซลล์ของมนุษย์เกิดความผิดปกติขึ้น ปัจจัยความรุนแรงขึ้นอยู่กับระยะเวลา วิธีที่สัมผัส และปริมาณสารที่ได้รับ เดิมซีเซียม-137 มีประโยชน์ใช้รักษามะเร็งโดยการฝังแร่ซีเซียม แต่ค่าครึ่งชีวิตนานไปกำจัดยากจึงเปลี่ยนเป็นโคบอลต์ ที่มีครึ่งชีวิต 5 ปี และการแพทย์พัฒนามาเรื่อยๆ จนเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าที่หลายโรงพยาบาลใช้อยู่ในปัจจุบัน การใช้รังสีทางการแพทย์ไม่มีปัญหา มีการจัดการเอาเข้าออกอย่างดี

แต่ที่เกิดขึ้นใน จ.ปราจีนบุรี เกิดจากการถูกขโมยไป หากถูกหลอมไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นต้องดูว่า ลักษณะความร้อนที่สูงมากไม่น่ากังวล สารจะสลายไป แต่ที่น่ากังวลคือ เศษที่มีซีเซียมติดอยู่อาจกระจายออกไป ต้องให้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติตรวจสอบและวัดสารดังกล่าวในสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสารดังกล่าวไม่มีสี ไม่มีกลิ่น มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เป็นเรื่องยากที่จะรู้ว่าร่างกายได้รับสารนั้นมาแล้ว แต่สังเกตได้จากอาการป่วยที่มีประวัติสัมผัสสารดังกล่าวต้องพบแพทย์เพื่อสอบสวนโรค โดยต้องติดตามตั้งแต่เส้นทางการขนย้ายภายในโรงงาน กับพื้นที่โรงงานด้วย

ทั้งนี้ ไม่ต้องกังวลผลกระทบจากกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ไม่เทียบเท่ากับเชอร์โนบิล ที่ยูเครน ดังนั้น ไม่ต้องกังวลมาก อย่างไรก็ตาม คนที่สัมผัสในโรงงานหลอมต้องเฝ้าระวังต่อไป ส่วนคนภายนอก ต้องเฝ้าระวัง หากป่วยสงสัยเข้าข่ายมีอาการทางผิวหนัง หรือความผิดปกติอื่น ก็ควรไปพบแพทย์ เพื่อสอบสวนโรค เนื่องจากตามข้อปฏิบัติการป้องกัน เฝ้าระวังสารกัมมันตรังสีไทยปฏิบัติตาม พ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ.2559 และขั้นตอนปฏิบัติตามมาตรฐานสากล

คพ.ชี้ต้องตรวจรัศมี 5 ก.ม.
นายสุเมธา วิเชียรเพชร อดีตผู้เชี่ยวชาญสารเคมีและวัตถุอันตราย กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงกรณีสารซีเซียม-137 ที่ถูกลักลอบนำไปหลอมว่า ทราบจากข่าวว่าตัวซีเซียม-137 ถูกหลอมไปแล้ว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าไม่มีสารกัมมันตรังสีถูกปล่อยออกสู่สภาพแวดล้อม อย่างไรก็ตามตนคิดว่าในส่วนของตะกรันเหล็กที่ถูกหลอม และตัวกรองที่ดักอยู่บนปล่องนั้นสามารถดักสารต่างๆ ได้หมดหรือไม่ เพราะเมื่อมีการเผาสารต่างๆ จะลอยขึ้นสูง พอเย็นตัวลงอาจตกลงสู่สภาพแวดล้อม จึงต้องมีการติดตามสำรวจสิ่งแวดล้อม การปนเปื้อนในดินในรัศมี 5 ก.ม. เพื่อยืนยันให้ประชาชนมั่นใจว่ามีการกระจายตัวของสารกัมมันตรังสีหรือไม่

นายสุเมธากล่าวว่า ทั้งนี้ คพ. ไม่ได้ดูแลในเรื่องสารกัมมันตรังสีโดยตรง แต่ดูในเรื่องการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ซึ่งคพ.มีเครื่องมือตรวจวัดสารกัมมันตรังสีและสามารถเข้าไปช่วยตรวจได้ เพื่อป้องกันการตื่นตระหนกของประชาชน ถ้าไม่เกินค่าที่มีในธรรมชาติก็ถือว่าปลอดภัย สิ่งสำคัญวันนี้คือต้องติดตามว่าตัวตะกรันเหล็กที่ได้จากการเผา และตัวกรองดักสารกัมมันตรังสีอยู่ที่ไหน ซึ่งส่วนนี้อาจจะมีการปนเปื้อนมากที่สุด จึงต้องติดตามตรวจสอบไม่ให้ออกไปสู่สภาพแวดล้อม

ระยองสั่งตีกลับผงปนเปื้อน
วันเดียวกัน นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผวจ.ระยอง นายสุพจน์ ต่ออาจหาญ รองผวจ.ระยอง นายวิเชียร ทองด้วง อุตสาหกรรมจังหวัดระยอง และนายอัธยา นวลอุทัย ปัองกันจ.ระยอง เข้าตรวจสอบบริษัท อีอาร์พี จำกัด ต.มาบตาพุด อ.เมือง ซึ่งรับผงเหล็กมาจากโรงหลอมเหล็กที่ จ.ปราจีนบุรี ที่หลอมสารซีเซียม-137 โดยน.ส.ฉุน หลิว ผู้จัดการบริษัท กล่าวว่า โรงงานแห่งนี้เป็นโรงงานแยกผงเหล็กสังกะสี รับผงเหล็กมาจากโรงหลอมเหล็กที่ปราจีนบุรี มาตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค. จำนวน 12.4 ตัน รวม 16 ถุงบิ๊กแบ๊ก และยังไม่ได้ดำเนินการหลอม ยังอยู่ในถุงมิดชิดเก็บไว้ภายในโรงงาน

นายไตรภพกล่าวว่า สำนักงานปรมาณูฯ ส่งเจ้าหน้าที่พร้อมด้วยเครื่องตรวจเข้ามาตรวจสอบผงเหล็กทั้งหมด 16 ถุง โดยนำเอาตัวอย่างจากทุกถุงออกมาตรวจสอบ ปรากฏผลตรวจออกมา ไม่พบสารซีเซียม-137 ผลตรวจไม่เกินค่ามาตรฐาน ตรวจพบเพียง 0.15 เป็นค่าปกติ โดยถ้าเกินค่ามาตรฐานต้องมากกว่า 0.45 แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ได้มีคำสั่งให้โรงงานหยุดดำเนินการเคลื่อนย้าย คัดแยก และเตรียมให้อุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ประสานไปทางโรงงานหลอมเหล็กที่ จ.ปราจีนบุรี เพื่อส่งผงเหล็กทั้งหมดกลับไปภายใน 3 วัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับชาวบ้านในชุมชน นอกจากนี้ยังเตรียมพร้อมหากพนักงานในโรงงานอาจจะไปสัมผัสกับพนักงานที่มาจากโรงหลอมเหล็กที่ปราจีนบุรี อาจจะมีสารติดมาด้วยจึงให้เฝ้าระวัง หากพบอาการผิดปกติ ให้แจ้ง 1669 ทางสาธารณสุขจังหวัดระยอง ได้จัดเตรียมพร้อมให้การรักษาอย่างเร่งด่วน

ด้านนายอิทธิ แจ่มแจ้ง ประธานชุมชนบ้านหนองแฟบ ใกล้โรงงานดังกล่าว ระบุว่า ขณะนี้ชาวบ้านในชุมชนต่างทราบเรื่องและเริ่มตื่นตระหนก เพราะมันคือสารอันตรายและไม่มั่นใจเพราะเป็นผงเหล็กที่มาจากโรงงานที่พบว่ามีการหลอมซีเซียม-137 ที่หายไป อาจจะมีปะปนมาด้วย และการตรวจสอบจะมั่นใจได้แค่ไหน แต่เบื้องต้นต้องการให้ขนย้ายผงเหล็กทั้งหมด 12.4 ตัน ออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด เพื่อลดความตื่นกลัวของชาวบ้านในชุมชน โดยให้กลับไปยังโรงงานที่สั่งซื้อมา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน