ไล่ออก‘แก๊งสารวัตร’ลงมืออุกอาจกลางกรุง

อุ้มจีนรีดเงินบาน ไล่ออก 4 ตำรวจตม. เข้าร่วมแก๊งมังกรก่อเหตุ ลากนักธุรกิจ-ล่ามจากหน้าบ้านย่านดินแดง เอาตัวขึ้นขับวนบังคับโอน จนได้ 3 หมื่นเหรียญคริปโต ถึงนำตัวส่งที่เดิม บิ๊กโจ๊กเผยมีตร.-พลเรือนร่วมกันก่อเหตุ ขณะสภ.หนองปรือ ตามจนพบรถเสี่ยชาวจีนแล้ว ส่วนเมีย-พี่ชายยังไร้ร่องรอย สอบเสี่ยยอมรับแอบโอนเงินให้ไปร่วมล้านแล้ว แต่ยังไม่เปิดเผยเบื้องลึกเบื้องหลัง

วันที่ 21 มี.ค. พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. รับรายงานจากพล.ต.ต.อัฐธพร วงศ์ศิริปรีดา ผบก.น.1 และพ.ต.อ.นราวุฒิ รักษาวงศ์ ผกก.สน.ดินแดง กรณีหญิงชาวไทย อาชีพล่ามแปลภาษาจีน ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์รูปพรรณสัณฐานคล้ายตำรวจ 5-6 คน อุ้มตัวขึ้นรถไปรีดค่าไถ่ในพื้นที่สน.ดินแดง จึงสั่งการ ให้พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รองผบช.น. รุดไปตรวจสอบสำนวนการสอบสวน

โดยช่วงเย็นวันที่ 20 มี.ค. น.ส.นามี แซ่ลี อายุ 38 ปี อาชีพล่ามแปลภาษาจีน เดินทางเข้าแจ้งความว่า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา นายตี้หลุง (นามสมมติ) อายุ 62 ปี ชาวจีน ติดต่อให้มาพบที่บ้านพักในซอยประชา สงเคราะห์ 2 แขวงและเขตดินแดง กทม. เพื่อไปต่ออายุหนังสือเดินทางและวีซ่า ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อไปถึงพบเพื่อนชายชาวจีนของนายตี้หลุงขับรถเก๋ง ไม่ทราบยี่ห้อมารับไปยังที่หมาย แต่ไม่สามารถทำธุรกรรมได้ เนื่องจากเอกสารของนายตี้หลุงไม่ปกติ ตอนนั้นตนเริ่มเอะใจและขอเดินทางกลับมาตั้งหลักกันก่อน โดยมีเพื่อนนายตี้หลุงขับรถเก๋งมาส่งที่บ้านพักนายตี้หลุงเช่นเดิม ระหว่างลงจากรถเข้าบ้าน มีชายฉกรรจ์รูปพรรณสัณฐานคล้ายตำรวจมารออยู่แล้ว 5 คน ทั้งหมดโดยสารยานพาหนะรถเก๋ง มาด้วยกัน 3 คัน

น.ส.นามีกล่าวต่อว่า จากนั้นนายตี้หลุงและตนก็ถูกอุ้มขึ้นรถไปคนละคัน โดยมีเพื่อนของนายตี้หลุงขับตามประกบเป็นขบวน รวม 4 คัน ระหว่างที่อยู่บนรถนั้น ชายในรถอ้างว่าเป็นตำรวจสอบถามถึงที่มาที่ไปว่ารู้จักกับนายตี้หลุง ก็ตอบไปตามตรงว่ารู้จักกันมา 1 ปี ในฐานะล่ามแปลภาษา จากนั้นชายฉกรรจ์ทั้งหมดก็พาตนและนายตี้หลุงขับรถวนบนถนนเส้นแจ้งวัฒนะ ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง ก่อนจะพาตนและนายตี้หลุงมา ปล่อยทิ้งไว้ที่ซอยประชาสงเคราะห์ 2 ในช่วงใกล้ค่ำ

น.ส.นามีกล่าวอีกว่า หลังจากนั้นนายตี้หลุงยอมรับกับตนว่ามาอยู่ในประเทศไทย โดยมีเพื่อนชายชาวจีนคนดังกล่าวแนะนำให้สวมบัตรประชาชนคนไทย ก่อนเกิดเหตุเพื่อนมาบอกว่าวีซ่ากับหนังสือเดินทางมีปัญหาใกล้หมดอายุ ให้ไปทำด้วยกัน จึงไหว้วานให้ตนเดินทางไปด้วยจนถูกอุ้มขึ้นรถ โดยระหว่างที่ถูกควบคุมตัวอยู่บนรถ มีชายอ้างตัวเป็นตำรวจ ข่มขู่ว่า จะต้องรับโทษฐานปลอมแปลงบัตรประชาชน และขอเรียกค่าไถ่ เป็นเงินคริปโต 60,000 USDT เพื่อแลกกับการปล่อยตัวเป็นอิสรภาพ จึงขอต่อรองครึ่งหนึ่ง เหลือ 30,000 USDT ซึ่งคนร้ายก็ตอบตกลง จากนั้นได้ประสานให้ทางบุตรชายโอนเงินให้ผ่านแอพพลิเคชั่น imtoken ไปที่บัญชีปลายทางซึ่งก็ไม่รู้เป็นของผู้ใด เมื่อกลุ่มคนร้ายตรวจสอบยอดเงินเข้าบัญชีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงยอมปล่อยตัวตนและนายตี้หลุง ด้วยการขับรถมาส่งที่บ้าน

น.ส.นามีกล่าวด้วยว่า หลังจากนั้นตนก็ ไม่สามารถติดต่อนายตี้หลุงได้อีก มารู้ข้อมูลอีกทีคือ เจ้าตัวได้เดินทางออกจากราชอาณาจักรไทย กลับไปอยู่กับบุตรชายที่ประเทศจีนแล้ว ตอนนี้ตนจึงรู้สึกหวาดกลัวและเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย เนื่องจากเชื่อว่าคนร้ายทำผิดแบบเป็นกระบวนการ และไม่แน่ใจว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐรู้เห็นด้วยหรือไม่ จึงรวบรวมสติและนำความเข้าปรึกษากับคนใกล้ชิด ก่อนตัดสินใจเดินทางเข้าแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ

หลังรับแจ้งชุดคลี่คลายคดีได้เช็กประวัตินายตี้หลุงพบว่าเจ้าตัวมีบัตรประชาชนคนไทย ชื่อนายสาโรจน์ ทองค้าไม้ อายุ 55 ปี ชาว จ.สมุทรปราการ ไว้ในความครอบครองและเคยใช้ทำธุรกรรม ซึ่งจะต้องตรวจให้ลึกถึง รายละเอียดว่าเจ้าของบัตรยังมีชีวิตหรือไม่ และบัตรประชาชนมาอยู่ในมือบุคคลต่างด้าวได้อย่างไร นอกจากนี้เมื่อลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในละแวกจุดเกิดเหตุ ก็พบภาพรถต้องสงสัย 4 คัน และชายฉกรรจ์คนร้ายรวม 6 คน ก่อเหตุอุ้มน.ส.นามี และนายตี้หลุง ขึ้นรถไปจริงตามคำให้การ โดยผู้ต้องสงสัย 2 ใน 6 คน มีรูปพรรณสัณฐานคล้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสารวัตร สังกัดสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบให้เกิดความชัดเจนอีกครั้ง ก่อนเชิญตัวมาให้ปากคำในฐานะผู้ต้องสงสัยต่อไป

รายงานแจ้งว่า ชุดทำงานของพล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบตามจุดเกิดเหตุ ร่วมกับทีมสืบสวนตำรวจนครบาล, สืบ 1 และสน.ดินแดง โดยไล่กล้องวงจรปิดตามเส้นทางตามข้อมูลที่ได้ จนถึงขณะนี้พอที่จะทราบตัวกลุ่มผู้ก่อเหตุแล้ว

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นได้สั่งการให้ชุดทำงานเร่งสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีโดยเร็ว ซึ่ง จากแนวทางสืบสวนพบว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุมีข้าราชการตำรวจ และพลเรือนร่วมอยู่ด้วย ในจำนวนนี้มีชั้นสัญญาบัตร 3 นาย และชั้นประทวน 1 นาย ขณะนี้กำลังขอหมายจับกลุ่มผู้ก่อเหตุทั้ง 4 ราย และจะขยายผลเพื่อติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีทั้งหมดโดยเร็ว เบื้องต้นเข้าข่ายความผิดใน 3 ข้อหา ฐานร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยว, ร่วมกันกรรโชกทรัพย์ และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามกฎหมายอาญา มาตรา 157

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวอีกว่า ส่วนสาเหตุที่ชาวจีนยอมจ่ายเงินให้ตำรวจตม.นั้น เพราะคนจีนเหล่านี้รู้ว่าตัวเองอยู่อาศัยในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่ก็ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนไม่ใช่ไปเรียกรับผลประโยชน์ สำหรับคนจีนรายนี้ต้องมาตรวจสอบด้วยว่าทำอะไรผิดกฎหมาย เช่น โอเวอร์สเตย์ หรือเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ทั้งนี้ยืนยันว่าตำรวจมีหลักฐานการกระทำผิดที่ชัดเจน ทั้งหลักฐานการโอนเงินและรูปภาพต่างๆ

รองผบ.ตร.กล่าวอีกว่า ส่วนการดำเนินการทางวินัย ผบ.ตร.จะมีคำสั่งไล่ออกเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้กระทำความผิดทั้งหมดส่วนความผิดทางอาญาให้ดำเนินคดีโดยชัดเจน และตนยังได้พูดคุยกับผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในฐานะต้นสังกัดของผู้ก่อเหตุ มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ผู้บังคับบัญชาในระดับผู้บังคับการและผู้กำกับการของตำรวจ ตม. ที่กระทำความผิด จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบกับกรณีที่เกิดขึ้น เพราะการกระทำความผิดของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไม่ได้เกิดเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้มีการดำเนินคดีกับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง 107 นาย ที่เอื้อประโยชน์ในการต่อวีซ่าให้กับกลุ่มนายทุนจีน ในส่วนตัวมองว่าการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจทุกวันนี้ มีภาคประชาชนคอยตรวจสอบเมื่อพบการกระทำความผิดที่มีพยานหลักฐาน ก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมายโดยไม่ละเว้นและไม่ช่วยเหลือ

เบื้องต้นจากการสอบปากคำพฤติกรรมกลุ่มผู้ก่อเหตุทั้งหมดร่วมกันกรรโชกทรัพย์ให้ผู้เสียหายนำเงินดิจิทัลมาแลกกับการไม่ดำเนินคดี ส่วนชายชาวจีนตอนนี้ได้เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว แต่เพื่อนของเขายังอยู่ในไทย ซึ่งหลังจากศาลออกหมายจับผู้ก่อเหตุ จะต้องเชิญตัวชาวจีนผู้เสียหายมาสอบปากคำอีกครั้ง

ที่สน.ดินแดง พนักงานสอบสวนนำเอกสารข้อมูลต่างๆ ของคดีขึ้นรถแล้วขับออกไปจากโรงพัก เพื่อขออนุมัติหมายจับผู้กระทำ ความผิด ขณะที่พล.ต.ต.อัฐธพร วงศ์ศิริปรีดา ผบก.น.1 เรียกประชุมตำรวจชุดคลี่คลายคดีผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน ทั้งตำรวจสืบสวนสอบสวนนครบาล บก.น.1 และสตม. โดยการประชุมดังกล่าวเป็นไปอย่างเคร่งเครียด

ขณะที่ตำรวจได้นำตัวผู้ก่อเหตุ 3 ราย มาสอบปากคำแล้ว ส่วนอีก 1 รายยังคง หลบหนี และตำรวจกำลังขยายผลถึงบุคคล ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งอาจมีคนชี้เป้าอีกรายที่เป็นคนไทย

วันเดียวกัน ที่สภ.หนองปรือ จ.ชลบุรี ตำรวจชุดสืบสวนคงระดมทีมลงพื้นที่หาข่าวกรณีคนร้ายลักพาตัวภรรยานายหม่า หมิงชุน นักธุรกิจจีนอายุ 33 ปี และพี่ชายพร้อมรถ นิสสัน เทอร่า สีดำ ทะเบียน จธ 1856 ชลบุรี โดยเฉพาะจุดที่คนร้ายนำตัวประกันไปซ่อนตัว แต่ก็ยังไร้วี่แวว โดยเชื่อว่าคนร้ายยังอยู่ใน พื้นที่อ.บางละมุง และกำลังเร่งติดตาม

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 20 มี.ค. ตำรวจสายตรวจ สภ.หนองปรือ พบรถยนต์ เอสยูวี นิสสัน เทอร่า สีดำ ทะเบียน จธ 1856 ชลบุรี ถูกจอดทิ้งไว้ในป่าลึกเข้าไปประมาณ 500 เมตร จากถนนมอเตอร์เวย์สาย 7 (พัทยา-กรุงเทพฯ) หมู่บ้านโป่งบ้านล่าง หมู่ 3 ต.โป่ง อ.บางละมุง จ.ชลบุรี มีพยานเห็นว่า ถูกนำมาจอดตั้งแต่ช่วงเวลา 09.30 น. แต่ไม่มีใครเอะใจ เบื้องต้นตำรวจประสานจนท.กองพิสูจน์หลักฐาน เข้ามาตรวจสอบลายนิ้วมือแฝงของคนร้าย เพื่อใช้ในการหาเบาะแสของกลุ่มคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุ

จากการสอบปากคำนายหม่า เพิ่มเติม เจ้าตัวยอมรับว่า ด้วยความเป็นห่วงภรรยาและพี่ชาย จะไม่ได้รับความปลอดภัย จึงโอนเงินผ่านกระเป๋าตังค์คริปโต เป็นสกุลเงินดิจิทัลไปแล้วกว่า 200,000 หยวน คิดเป็นเงินไทยประมาณ 970,000 บาท ตำรวจต้องสั่งให้หยุดระงับการโอนเงิน เนื่องจากเกรงว่ากลุ่มคนร้ายจะได้ใจ คิดว่าผู้เสียหายมีเงิน และขู่ให้โอนเงินตลอดเวลา พร้อมทั้งสอบปากคำผ่านล่ามชาวจีน หาจุดเชื่อมโยง สาเหตุจูงใจในการลงมือก่อเหตุในครั้งนี้ รวมถึงกลุ่มผู้ต้องสงสัย ซึ่งตำรวจเชื่อว่ารู้จักกันเป็นอย่างดี ทั้งนี้ นายหม่าไม่ยอมพูดถึงเรื่องอื่น โดยเฉพาะเรื่องธุรกิจ ที่สำคัญไม่ยอมพูดอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี

สำหรับนายหม่าเข้ามาประเทศไทยตั้งแต่ พ.ค.2565 เปิดธุรกิจร้านอาหารย่านพัทยาเหนือ (ไซน่าทาวน์) และเพิ่งปิดตัวลง ส่วนบ้านพักปัจจุบันเช่าอยู่เดือนละ 55,000 บาท อาศัยอยู่กับภรรยา ลูกชาย และพี่ชาย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน