พบอีกสารกัมมันตรังสี ตกค้างอยู่ในเตาหลอม บอร์ดนิวเคลียร์สั่งเข้มเฝ้าระวังสูงสุดทั้งพื้นที่
‘ดร.สนธิ’ ชี้หายนะกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ก่อให้เกิดสารก่อมะเร็งในอากาศ พืช ผัก ผลไม้ แหล่งน้ำ รัศมีอย่างน้อย 5 ก.ม. ต้องเฝ้าระวังนาน 5 ปี บอร์ดพลังงานนิวเคลียร์ถกเครียด สั่งให้ระดมทุกภาคส่วนติดตามและตรวจสอบ ประเมินความเสี่ยงและปริมาณสารกัมมันตรังสีที่สูญหาย เผยตรวจ 70 พนักงานเสี่ยงทั้งปัสสาวะและเลือด ประวัติย้อนหลัง 1 เดือนไม่พบการเจ็บป่วยจากสารกัมมันตรังสี กรมโรงงานอุตสาหกรรมล้อมคอก สั่ง 400 โรงหลอมทั่วประเทศตรวจเข้มนำเข้าเหล็กเปื้อนกัมมันตรังสี เอ็นจีโอออกแถลงการณ์ อัดเจ้าของโรงไฟฟ้าหน่วยงานรัฐปล่อยปละละเลยและละเมิดมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติการครอบครองวัสดุกัมมันตรังสีอันตราย ทำผิดกฎหมายและขาดความรับ ผิดชอบต่อสังคมอย่างอุกอาจ
บอร์ดนิวเคลียร์ถกซีเซียม-137
เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 21 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล มีการประชุมคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ มอบหมายให้ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุม โดยมีผู้แทนระดับสูงจากกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้อง และผู้แทนจังหวัดปราจีนบุรีเข้าร่วม
หลังการประชุม ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก ในฐานะรองประธานคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการได้รับทราบการรายงานสรุปสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเมื่อจังหวัดปราจีนบุรีและศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ได้รับแจ้งเหตุกรณีวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 สูญหายจาก โรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล บ.เนชั่นแนล เพาเวอร์ แพลนท์ 5 เอ จำกัด ในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี ก็ได้เข้าปฏิบัติการในพื้นที่เข้าตรวจสอบโดยละเอียดด้วยเครื่องมือวัดทางรังสี ในพื้นที่เกิดเหตุร่วมกับสถานประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยได้ระดมการค้นหาอย่างต่อเนื่องกว่า 1 สัปดาห์
อ้างคุมสารกัมมันตรังสีได้แล้ว
ต่อมาเมื่อวันที่ 19 มี.ค. ก็ได้ตรวจพบวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในโรงงานหลอมเหล็กแห่งหนึ่งในจ.ปราจีนบุรี โดยพบเขม่าหรือฝุ่นแดงที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีฯ แต่ไม่พบวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียมที่เป็นแท่งต้นเหตุที่สูญหาย รวมทั้งไม่พบว่าเหล็กที่หลอมไปแล้วมีปนเปื้อน ทั้งนี้ ได้เก็บตัวอย่างน้ำ ดิน ในบริเวณโรงงานโดยรอบมาวิเคราะห์และไม่พบว่าปนเปื้อน ขณะที่การตรวจวัดระดับรังสีไม่พบการฟุ้งกระจายในอากาศ ในอาคาร และไม่มีการปนเปื้อนออกมาภายนอก ซึ่งขณะนี้สารกัมมันตรังสีซีเซียมฯ ถูกบรรจุในถุงบิ๊กแบ๊ก ซึ่งถูกควบคุมและจำกัดพื้นที่แล้ว
รมว.อว.กล่าวต่อว่า ในด้านสุขภาพของประชาชนได้มีการเข้าไปตรวจสอบพนักงานภายในโรงงานกว่า 70 คน ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยง โดยเก็บปัสสาวะและเลือดเพื่อตรวจหาสารกัมมันตรังสีตามวิธีมาตรฐาน ทั้งนี้ จากการตรวจสอบประวัติสุขภาพย้อนหลัง 1 เดือนของประชาชนในจังหวัดปราจีนบุรี โดยการรายงานของโรงพยาบาลต่างๆ ไม่พบประชาชนรายใดมีอาการสุ่มเสี่ยงว่าเจ็บป่วยจากการได้รับสารกัมมันตรังสี นอกจากนี้ สำนักงาน ปส.ได้รายงานรายละเอียดว่าประเทศไทยมีจุดตรวจวัดปริมาณกัมมันตรังสีในอากาศ 18 จุด และในน้ำ 5 จุดทั่วประเทศ ทำการวัดทุกวันอย่างต่อเนื่องตามมาตรฐานสากล ซึ่งการตรวจเช็กข้อมูลย้อนหลัง 3 เดือนพบว่าอยู่ในระดับปกติทุกวันในทุกจุด รวมทั้งการตรวจสอบข้อมูลการตรวจวัดจากจุดตรวจในต่างประเทศในเครือข่ายไม่พบว่ามีการปนเปื้อนของซีเซียมในสิ่งแวดล้อม
ยังไม่พบผู้ป่วย-เฝ้าระวังสูงสุด
“คณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติได้ข้อสรุปจากการตรวจสอบข้อมูลทางวิชาการ โดยให้ประเมินความเสี่ยงตามหลักการทางวิชาการว่ากรณีที่จะรุนแรงที่สุดจะเกิดผลอย่างไร วิเคราะห์จากลักษณะและปริมาณสารกัมมันตรังสีที่สูญหายแล้ว รวมทั้งได้ตรวจสอบการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีในสิ่งแวดล้อมทั้งในพื้นที่เกิดเหตุ พื้นที่โดยรอบ พื้นที่ใกล้เคียง และบริเวณต่างๆ ของประเทศ รวมทั้งตรวจสอบกับจุดวัดต่างๆ ในต่างประเทศเพื่อให้เกิดความแน่ใจ ทั้งนี้ ไม่พบกัมมันตรังสีในสิ่งแวดล้อม น้ำ ดิน อากาศ และยังไม่พบผู้ป่วยจากกัมมันตรังสี แต่อย่างไรก็ตามได้สั่งการให้ระดมกำลังทุกภาคส่วน โดยนอกจากจะมีนักวิชาการของปส.แล้ว ยังมีนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมติดตามและตรวจสอบทั้งหมดอย่างเข้มงวดและใกล้ชิดที่สุดจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย” ศ.(พิเศษ) ดร.เอนกกล่าว
นายเอนกกล่าวด้วยว่าที่ประชุมได้เห็นชอบกับแนวทางจัดการปัญหาของคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ การปฏิบัติงานของทางจังหวัด รวมทั้งการจัดตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์เกี่ยวกับวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 รวมถึงการดูแลความปลอดภัยของประชาชนและดูแลการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมทุกจุดและทุกพื้นที่รัศมีโดยรอบทั้งดิน น้ำ อากาศ ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้บริหารสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเฝ้าระวังอย่างสูงสุดเพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับอันตรายจากสารกัมมันตรังสีนี้
สาธิตลงพื้นที่ประชุมความพร้อม
ด้านนายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีซีเซียม 137 หายไปจากโรงไฟฟ้าพลังงานไอน้ำที่ตั้งอยู่ ต.ท่าตูม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี และมีกระแสข่าวว่าถูกนำไปหลอมโรงเหล็กแล้วนั้นว่า ช่วงบ่ายของวันเดียวกันนี้ ตนจะลงพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี เพื่อประชุมและเตรียมความพร้อมเรื่องการรักษา หากพบผู้ป่วย ที่ได้รับผลกระทบจากสารดังกล่าว เพื่อให้โรงพยาบาลในพื้นที่มีความพร้อมกรณีมีบุคคลใดสัมผัสหรือใกล้ชิด และสัมผัสมากหรือสัมผัสน้อยอย่างไร โดยเครือข่ายของเราจะให้ความรู้กับพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี จะได้ไปสื่อสารให้ทราบว่าหากมีอาการหรือมีข้อสงสัย เพื่อเตรียมการรักษากรณีมีการรั่วไหลของ สารซีเซียม-137 จริง
นายสาธิตกล่าวต่อว่า และในวันที่ 22 มี.ค. จะเดินทางไปที่โรงพยาบาลมาบตาพุด จ.ระยอง ซึ่งที่ระยองนี้มีศูนย์อาชีวะเวชศาสตร์ พร้อมทั้งจะพาเจ้าหน้าที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ที่มีความรู้เกี่ยวกับสารเคมีที่ใช้ในโรงงาน โดยทุกส่วนของระบบสาธารณสุขจะต้องมีความพร้อม ระบบการรักษาต้องมีความพร้อม 100% ทั้งนี้เบื้องต้นยังไม่พบผู้ที่มีอาการหรือผู้ป่วย แต่มีการ เตรียมข้อมูลว่าหากมีประชาชนในพื้นที่มีอาการ จะให้แจ้งโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เพื่อรับทราบข้อมูล เพราะเราวางใจไม่ได้ สารเหล่านี้หากสะสมในร่างกายจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ และเม็ดเลือดขาว
ตร.เผยรับแจ้งความเป็นคดีแล้ว
ด้าน พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง โฆษกตร. เปิดเผยว่า คดีนี้ได้รับรายงานจากตำรวจว่า เมื่อวันที่ 7 มี.ค. เวลา 08.00 น. บริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ แพลนท์ 5 เอ ตรวจพบว่าสารซีเซียม-137 สูญหายไป และวันที่ 10 มี.ค. ได้มาแจ้งความที่ สภ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ต่อมาวันที่ 19 มี.ค. สำนักงานปรมณูเพื่อสันติ ตรวจพบรังสีจากการหลอมของโรงงาน ที่กบินทร์บุรี พื้นที่ สภ.ศรีมหาโพธิ พงส.ได้รับคำร้องทุกข์ไว้ คดีอาญาที่ 363/2566 ในความผิดฐานในกรณีที่เกิดอันตรายหรือเสียหายอันเกิดจากการประกอบกิจการตามใบอนุญาต ผู้รับอนุญาตมีหน้าที่ระงับเหตุเบื้องต้นตามแผนป้องกันอันตรายจากรังสี และต้องแจ้งเหตุดังกล่าวให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบทันที รวมทั้งต้องให้ข้อมูลและให้ความร่วมมือแก่พนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อแก้ไข บรรเทาหรือระงับซึ่งอันตรายหรือความเสียหายนั้น ตาม พ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติฯ มาตรา 100, 126 และ 143 คดีอยู่ระหว่างสอบสวนและร่วมประชุมกับคณะกรรมการจังหวัด เพื่อเรียกบริษัท มาแจ้ง ข้อกล่าวหาตามกฎหมายต่อไป
พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. สั่งการเพิ่มเติมให้สืบสวนสอบสวนทุกมิติทั้งประเด็นการสูญหายได้อย่างไร มีใครลักลอบเอาออกไป รวมทั้งแหล่งรับซื้อ การส่งผล กระทบต่อประชาชน สิ่งแวดล้อม มีใครต้องร่วมรับผิด รวมทั้งประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมอบหมายให้ชุดเฉพาะกิจ ตร.มี พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผบ.ตร.ในฐานะ ผอ.ศปทส.ตร. รับผิดชอบทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พล.ต.ต.วัชรินทร์ พูสิทธิ์ ผบก.ปทส. ตรวจสอบร่วมกับ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.ภ.2 พิสูจน์หลักฐาน และกรมควบคุมมลพิษ ลงพื้นที่สืบสวนสอบสวน ดำเนินการรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีเอาผิดกับบุคคลที่กระทำผิดในกรณีนี้ให้ครบทุกมิติ
เอ็นจีโอสิ่งแวดล้อมแถลง
วันเดียวกัน มูลนิธิบูรณะนิเวศ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม และกรีนพีซ ประเทศไทย ร่วมกันออกแถลงการณ์ว่าด้วยการกำกับดูแล ความโปร่งใส และภาระรับผิดกรณีวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 สูญหายจากโรงไฟฟ้า จ. ปราจีนบุรีว่าในฐานะเป็นองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานรณรงค์เพื่อความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม มีความเห็นต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีข้างต้น ดังนี้ แท่งซีเซียม-137 ที่ใช้ในโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนของบริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ แพลนท์ 5 เอ จำกัด จัดเป็นวัสดุกัมมันตรังสีอันตรายประเภทที่ 3 ตามการจำแนกของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ International Atomic Energy Agency (IAEA) ซึ่งเอกสารจากกรมควบคุมโรคระบุว่า เป็นแหล่งกำเนิดประเภทที่เป็นอันตราย หากไม่จัดการได้อย่างปลอดภัย อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บถาวรไปยังผู้ที่จัดการ หรือผู้ดูแล หรือผู้ที่เกี่ยวข้องที่อยู่ใกล้เคียงเป็นระยะเวลาหลายชั่วโมง
ชี้ไม่รับผิดชอบต่อสังคมอุกอาจ
กรณีการสูญหายอย่างไร้ร่องรอยของแท่งซีเซียม-137 ชี้ให้เห็นถึงความไม่รัดกุมในระบบการจัดการวัตถุอันตรายของบริษัทเจ้าของโรงไฟฟ้า รวมถึงหน่วยงานราชการที่มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแล ทั้งยังแสดงถึงพฤติกรรมการปกปิดข้อมูลของบริษัท ทั้งในประเด็นเรื่องการแจ้งล่าช้าตามที่ได้มีการแจ้งความบริษัทในข้อหา “ไม่แจ้งโดยพลันแล้ว” แต่ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือการปล่อยปละละเลยและละเมิดกฎหมายตามมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติในฐานะผู้ครอบครองวัสดุกัมมันตรังสีอันตราย จนเป็นเหตุให้หน่วยงานรัฐไม่อาจรับมือสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งสาธารณชนต้องตกอยู่ในความหวาดหวั่นและเสี่ยงภัย ทั้งยังไม่ได้รับข้อมูลและคำแนะนำที่ถูกต้องและกระจ่างแจ้ง ตอกย้ำถึงปัญหาความไม่รู้และความมืดบอดทางข้อมูลมลพิษและวัตถุอันตรายของหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแล ตลอดจนถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายและขาดความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างอุกอาจ
อัดรายงานความผิดปกติล่าช้า
แถลงการณ์ระบุต่อว่า คำอธิบายเกี่ยวกับเส้นทางการสูญหายของแท่งซีเซียม-137 ที่ว่า อุปกรณ์ที่ใช้ตรวจวัดค่าทางอุตสาหกรรมชิ้นนี้มีตำแหน่งติดตั้งอยู่บนที่สูง แต่ได้ร่วงตกลงมา และมีบุคคลนำออกไปจากพื้นที่ มีความไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากโรงไฟฟ้าเป็นพื้นที่ปิด แม้แต่ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 20 มี.ค. เจ้าหน้าที่รัฐต่างระบุว่า เมื่อแรกลงตรวจสอบหลังจากได้รับแจ้งวัตถุอันตรายสูญหาย ก็ยังไม่อาจเข้าไปในพื้นที่ได้ นอกจากนั้นการที่แท่งซีเซียม-137 เป็นอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในกระบวนการผลิต จึงไม่ควรที่จะหล่นหายหรือสูญไปอย่างชนิดไร้ร่องรอย ประกอบกับจากรายงานข่าวที่ระบุว่า อาจมีคนพบเห็นความผิดปกติของระดับเถ้าลอยในไซโลของโรงไฟฟ้ามาตั้งแต่เดือนก.พ. แต่เหตุใดทางบริษัทโรงไฟฟ้ากลับรายงานการสูญหายของแท่งซีเซียม-137 ต่อสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ในวันที่ 10 มี.ค.
ทั้งนี้ ยังไม่นับว่าสำหรับวัสดุกัมมันตรังสีอันตราย ตามกฎหมายแล้วย่อมต้องมีการควบคุมดูแลอย่างเข้มงวด มีการติดตามสถานะ มีการตรวจจับตาและรายงานการคงสภาพเป็นระยะ การปล่อยปละให้ไม่ได้รับการดูแลย่อมเป็นความผิดมหันต์ของผู้ครอบครองรวมถึงหน่วยงานมีหน้าที่กำกับดูแลด้วย เรื่องราวที่น่าเคลือบแคลงนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสืบสวนสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงและเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส
แถลงการณ์ระบุต่อไปว่า การแถลงข่าวของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติที่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า ฝุ่นเหล็กที่พบปนเปื้อนซีเซียม-137 นั้นมาจากแท่งซีเซียม-137 จากโรงไฟฟ้าหรือไม่ ยิ่งตอกย้ำว่าปัจจุบันยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าสารมลพิษที่อาจเกิดจากวัตถุรังสีอันตรายนี้ได้แพร่กระจายไปถึงไหนแล้ว และทำให้สังคมยังอยู่ในสภาวะความไม่รู้ และความมืดบอดทางข้อมูลมลพิษกรณีนี้ต่อไป ขณะเดียวกันการไม่ยืนยันในประเด็นดังกล่าวกลับเปิดประเด็นขึ้นมาใหม่ ว่าแล้วอะไรคือแหล่งที่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนของฝุ่นเหล็ก ซึ่งเท่ากับมีเรื่องที่ต้องสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติมอีกด้วย
จี้ทุกหน่วยตรวจสอบละเอียด
มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) และกรีนพีซ ประเทศไทย (Greenpeace Thailand) ขอเรียกร้องให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดดำเนินการ ดังนี้
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องดำเนินการตรวจสอบการปนเปื้อนกัมมันตรังสีในสถานที่ที่มีเบาะแสว่าอาจได้รับซีเซียม-137 โดยตรวจสอบการปนเปื้อนทั้งในสิ่งแวดล้อมและของเสีย เช่น ฝุ่นเหล็กและผลิตภัณฑ์จากโรงหลอม เพื่อประเมินความเสี่ยงและมีมาตรการในการแก้ไขผล กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนที่ชัดเจน โดยรัฐต้องสนับสนุนมาตรการป้องกันและเยียวยาความเสียหาย เช่น การประกาศพื้นที่เสี่ยงภัย กำหนดรัศมีพื้นที่ที่ต้องมีการตรวจสอบผลกระทบด้าน สิ่งแวดล้อม และต้องให้ประชาชนที่มีความเสี่ยงได้รับการตรวจสุขภาพโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งจัดทำข้อมูลสื่อสารความเสี่ยงเพื่อความเข้าใจและการเฝ้าระวังผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการดำเนินการอื่นใดเพื่อป้องกันไม่ให้มีผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมและประชาชน โดยไม่ผลักภาระให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบต้องรับผิดชอบเอง
นอกจากนั้น จะต้องกำหนดแผนการดำเนินการกับฝุ่นเหล็กและวัสดุต่างๆ ที่ปนเปื้อนรังสีซีเซียม-137 ให้ปลอดภัยและชัดเจนรวมทั้งมีการดำเนินการอย่างโปร่งใส
บี้สอบจริงจังรอบด้านเปิดเผย
กรณีนี้เป็นสถานการณ์อุบัติภัยร้ายแรงซึ่งอยู่ในความสนใจของประชาชนและเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยสาธารณะ หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจึงต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างจริงจังและรอบด้าน แล้วเปิดเผยความจริงต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส โดยจะต้องสืบสวนและตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด นับตั้งแต่ก่อนการสูญหาย ว่าระบบการเก็บรักษาวัตถุกัมมันตรังสีและการกำกับดูแลระบบความปลอดภัยของโรงไฟฟ้าที่เป็น ผู้ครอบครองวัตถุอันตรายร้ายแรงดังกล่าวเป็นอย่างไร การสูญหายเกิดขึ้นได้อย่างไร มี ช่องว่างหรือช่องโหว่อะไรบ้าง เป็นต้น รวมทั้งสืบสวนและตรวจสอบเหตุการณ์ภายหลังจากการสูญหายด้วย โดยควรที่จะต้องมีการสอบย้อนให้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเส้นทาง
แถลงการณ์ระบุต่อไปอีกว่า เมื่อตรวจสอบและพบว่ามีการกระทำความผิด หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องดำเนินคดีกับ ผู้ที่กระทำผิดหรือละเมิดกฎหมายอย่างเคร่งครัด และดำเนินการให้เกิดการรับผิดชอบต่อความเสียหายและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ไม่ควรที่จะต้องใช้งบประมาณของรัฐซึ่งคือภาษีของประชาชนไปกับการดำเนินการทั้งหมดของเรื่องนี้ ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างและเป็นการป้องปรามเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องต้องมีการสรุปบทเรียน จากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น และทบทวนช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมายควบคุมกำกับดูแลความปลอดภัย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำรอยขึ้นอีก
รออีก 14 วัน-ผลซีเซียมในฉี่
วันเดียวกัน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสุขภาพผู้ที่มีโอกาสสัมผัสวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ว่า ได้รับรายงานจากนพ.สุรินทร์ สืบซึ้ง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ปราจีนบุรี ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข จ.ปราจีนบุรี ถึงการตรวจตรวจเลือดคนงานโรงงานถลุงเหล็กที่ดำเนินการหลอมวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ใน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี จำนวน 70 คน เพื่อเฝ้าระวังสุขภาพของพนักงาน พบว่าค่าเม็ดเลือดขาว ค่าเกล็ดเลือด ค่าการทำงานของตับและไตเป็นปกติ โดยนัดตรวจซ้ำอีกครั้งในวันที่ 5 เม.ย. ส่วนการตรวจหาซีเซียมในปัสสาวะ (Urine Cesium) โดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ยังต้องรอผลในอีก 2 สัปดาห์
นพ.โอภาสกล่าวต่อว่า สธ. โดย สสจ.ปราจีนบุรี ยังคงติดตามเฝ้าระวังอาการแสดงของการได้รับรังสีอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตรวจสุขภาพในคนงานโรงงานถลุงเหล็ก การเฝ้าระวังอาการกลุ่มประชาชนทั่วไปในจังหวัดปราจีนบุรี และหากมีข้อมูลว่ามีผู้สงสัยสัมผัสเพิ่มเติมหรือมีการกระจายของกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ออกจากพื้นที่ ก็จะขยายวงในการเฝ้าระวังเพิ่มเติมต่อไป ทั้งนี้ อาการแสดงที่พบจากการสัมผัสซีเซียม-137 มีทั้งทางผิวหนัง เช่น เป็นแผลตุ่มน้ำพอง ผิวหนังอักเสบ อาการทั่วไป เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีค่าเม็ดเลือดขาวผิดปกติ ดังนั้น จึงมีการเฝ้าระวังใน 3 กลุ่มอาการนี้
สั่งปิดโรงงานเป็นพื้นที่ควบคุม
ด้านพล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร.ในฐานะ ผอ.ศปทส.ตร. กล่าวว่ากรณีการตรวจสอบสารซีเซียม-137 สูญหายไปนั้น ผบ.ตร.สั่งการให้ทางศปทส.ตร. รวบรวมข้อมูลและตรวจสอบข้อเท็จจริงถึงกรณีที่เกิดขึ้น โดยทางศปทส.ตร.เฝ้าระวังหาข่าวมา 3-4 วัน พร้อมกับรายงานต่อทางผบ.ตร. ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รับทราบไปแล้ว พร้อมกันนี้ได้จัดชุดทำงาน ซึ่งมี พล.ต.ต.วัชรินทร์ พูสิทธิ์ ผบก.ปทส. ตรวจสอบร่วมกับพล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.ภ.2 สนธิกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สืบสวนสอบสวน ดำเนินการรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐาน
รองผบ.ตร. กล่าวว่าหลังรับแจ้งทางสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติซึ่งมีความชำนาญและเชี่ยวชาญ ได้ร่วมกับทางศปทส.ตร. ใช้เครื่องมือเฉพาะทางตรวจสอบทุกโรงงานในพื้นที่ภาคตะวันออก กระทั่งตรวจพบว่ามีสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในเขม่าหรือฝุ่นแดง อยู่ที่โรงงานแห่งหนึ่งในกบินทร์บุรี พื้นที่สภ.ศรีมหาโพธิ และมีการหลอมไปบางส่วน
พร้อมกันนี้พนักงานสอบสวนได้รับเรื่องราวร้องทุกข์จากสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติแล้ว หลังทางสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ตรวจสอบสารดังกล่าว ผ่านการใช้เครื่องวัด ไกเกอร์-มูลเลอร์ เคาน์เตอร์สำหรับวัดกัมมันตรังสีตรวจพบมีเขม่าฝุ่นแดง ซึ่งไม่เกินมาตรฐาน และไม่ฟุ้งกระจาย แต่ทั้งนี้สั่งการให้ปิดโรงงานดังกล่าวแล้ว พร้อมปิดพื้นที่เป็นพื้นที่ควบคุม มีการเก็บตัวอย่างดิน น้ำ และอากาศ ไปตรวจสอบ ไม่พบการฟุ้งกระจาย หรือปนเปื้อนของสารซีเซียม-137 ที่ส่งผล กระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม ขั้นตอนจากนี้จะตรวจสอบย้อนหลังไล่ไทม์ไลน์ให้ชัดตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง สืบสวนสอบสวนทุกมิติ โดยเฉพาะประเด็นการสูญหายจากต้นทางหายได้อย่างไร มีใครลักลอบเอาออกไปหรือไม่ รวมทั้งแหล่งรับซื้อ และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
แนะเฝ้าระวังรัศมี 5 กม.นาน 5ปี
ดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้าน สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการ สิ่งแวดล้อมไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า หายนะแท่งซีเซียมถูกหลอมในโรงงานหลอมเหล็ก มีทั้งฝุ่นที่ปล่อยออกจากปล่องควัน ฝุ่นแดงในถุงกรองอากาศ ขี้เถ้าหนัก รวมทั้งฝุ่นในโรงงานคืออนุภาคซีเซียมที่ปล่อยรังสีแกมมาและเบตาออกมา คือสารสารก่อมะเร็ง ในอากาศ ในพืช ผัก ผลไม้ แหล่งน้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน รัศมีอย่างน้อย 5 ก.ม. ระยะยาวอาจมีคนป่วยมากขึ้นเรื่อยๆ
ดร.สนธิกล่าวด้วยว่า สิ่งจะเกิดขึ้น ในอนาคตหากสารซีเซียม-137 ปะปนใน สิ่งแวดล้อมทั้งอากาศ ดิน น้ำผิวดิน น้ำใต้ ดินและอาจเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศ วิทยาเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ทั้ง การหายใจและทางอาหาร เช่น สารซีเซียม-137 ลงในน้ำเข้าสู่ตัวปลาและมนุษย์จับปลามากิน เป็นต้นหรือหาย ใจเอาฝุ่นเข้าไปจะสะสมอยู่ในร่างกายซึ่งสารนี้จะปล่อยรังสีแกมม่าและเบต้าออกมา การสลายตัวครึ่งชีวิตใช้เวลาถึง 30 ปี รังสีที่แผ่ออกมาจากฝุ่นซีเซียม-137 จะทำให้เซลล์ในร่างกายเกิด Mutation หรือกลายเป็นเซลล์ที่ผิดปกติ บางส่วนของรังสีจะไปกระตุ้นดีเอ็นเอในยีนให้เปลี่ยนรูป สุดท้ายประมาณ 5-10 ปีก็อาจกลายเป็นมะเร็งได้
นอกจากนี้ ผลกระทบต่อสุขภาพในปัจจุบันอาจไม่ค่อยเห็น แต่ระยะยาวหากรับสารนี้เข้าไปไม่ว่าทางการหายใจหรือการกินมีผลกระทบแน่ ดังนั้น ภาครัฐต้องเฝ้าระวังสุขภาพของพนักงานและประชาชนรวมทั้งในสิ่งแวดล้อมและในอาหารสัตว์น้ำ พืช ผัก ผลไม้ที่ปลูกใกล้เคียงโรงงานอย่างน้อย 1-2 ปี ให้แน่ใจว่าไม่มีตกค้างในห่วงโซ่อาหารแล้วจึงค่อยวางมือ ขณะเดียวกันต้องบอกความจริงเกี่ยวกับผลของการตรวจวัดรังสีและผล กระทบต่อสุขภาพให้ประชาชนทราบรวมทั้งเฝ้าระวังสุขภาพประชาชนกลุ่มเสี่ยงในรัศมี 5 กิโลเมตรอย่างน้อย 5 ปีด้วย
บี้ 400 โรงหลอมเข้มเหล็กเปื้อน
นายจุลพงษ์ ทวีศรี อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ถูกหลอมลวมในเตาหลอมเหล็ก ของบริษัท เค พี พี สตีล จ.ปราจีนบุรี ซึ่งประกอบกิจการรีดเหล็กเส้นกลมและข้ออ้อย และผลิตภัณฑ์เหล็ก ทุกประเภทว่า กรอ.ได้ส่งหนังสือขอความร่วมมือไปยังกรมศุลกากร และโรงงานลำดับที่ 59 ประกอบกิจการเกี่ยวกับการถลุง หลอม หล่อ รีด ดึง หรือผลิตเหล็ก จำนวนกว่า 400 โรงงานทั่วประเทศ ให้ตรวจสอบการนำเข้า ที่อาจปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี รวมทั้งกำชับให้อุตสาหกรรมจังหวัดในฐานะเจ้าหน้าที่ ผู้อนุญาต ต้องขอข้อมูลการตรวจวัดสารกัมมันตรังสีจากผู้ก่อกำเนิดของเสียเพื่อประกอบการอนุญาต เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสี เป็นการเฝ้าระวังปัญหา และสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการและประชาชนอย่างเข้มข้น

ซีเซียม – จนท.สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เข้าตรวจสอบปริมาณกัมมันตรังสีในโรงงานหลอมในอ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี พบปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีซีเซียมในเตาหลอมโลหะระดับเทียบเท่ากับปริมาณรังสีในธรรมชาติ ก่อนเก็บฝุ่นปนเปื้อนบรรจุใส่ถุงขนาดใหญ่นำไปเก็บรักษาตามกระบวนการ เมื่อ 21 มี.ค.
ตรวจพบอีกซีเซียมในเตาหลอม
เวลา 16.00 น.วันเดียวกัน นายกิตต์กวิน อรามรุญ หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ รายงานสถานการณ์การปฏิบัติการ กรณีการปนเปื้อนของซีเซียม-137 ในโรงงานหลอม ได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อติดตามสถานการณ์ และสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจในการเฝ้าระวังและตอบสนองกรณีวัสดุซีเซียม-137 ในโรงงานที่เกิดเหตุ และตรวจสอบตรวจวัดปริมาณรังสีในโรงงานหลอม ผลการตรวจสอบ ระบบการหลอมโลหะทั้งหมด พบการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ใน เตาหลอมโลหะจำนวน 1 เตา จากทั้งหมด 3 เตา ซึ่งผลการตรวจวัดการปนเปื้อนรังสีอยู่ในระดับต่ำ (0.07-0.10 ไมโครซีเวิร์ตต่อ 1 ชั่วโมง) ในขณะที่เตาหลอมหมายเลข 1 และ 2 ไม่พบการปนเปื้อน และไม่พบการปนเปื้อนในชิ้นส่วนอุปกรณ์ถ่ายเทน้ำเหล็ก และยังพบการปนเปื้อนในระบบดูดฝุ่นและระบบกรองฝุ่น และมีฝุ่นจำนวนหนึ่งอยู่ในระบบกรองฝุ่นโลหะปนเปื้อนซีเซียม-137 จากการหลอมโลหะในวันที่ 18-19 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้รอให้ฝุ่นปนเปื้อนดังกล่าวเย็นลงก่อน และจะเตรียมบรรจุลงในถุงขนาดใหญ่ จากนั้นจะนำไปเก็บในโรงเก็บฝุ่นแดงที่ปนเปื้อนก่อนหน้านี้ 24 ตัน
จากนั้น เจ้าหน้าที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติได้ตรวจวัดปริมาณรังสีโดยรอบพื้นที่ บริเวณหน้าดิน รอบโรงงาน ซึ่งปริมาณรังสีที่วัดได้เทียบเท่ากับปริมาณรังสีในธรรมชาติ การตรวจสอบปริมาณรังสีโดยรอบในสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินการโดยใช้เครื่องมือวัดระดับปริมาณรังสีติดตั้งในรถยนต์เพื่อตรวจวัดปริมาณรังสีโดยรอบโรงงานที่เกิดเหตุ ผลการตรวจสอบพบว่าปริมาณรังสีที่วัดได้เทียบเท่ากับปริมาณรังสีในธรรมชาติ (0.03-0.05 ไมโครซีเวิร์ตต่อ 1 ชั่วโมง) ตรวจวัดปริมาณรังสีบริเวณโดยรอบโรงงานในรัศมี 3 ก.ม.