แจกเครื่องวัด ให้ชุมชนเสี่ยง ผู้ว่าฯยันคุมอยู่

กบินทร์บุรีแจกเครื่องวัดสารซีเซียม-137 ให้ชาวบ้าน ผู้ว่าฯ ปราจีนบุรียันคุมสารพิษซีเซียมให้อยู่ในพื้นที่เฉพาะ ไม่มีหลุดรอดออกนอกโรงหลอมเหล็ก ส่งจนท.ตรวจคุณภาพอากาศ-ดิน-น้ำ สสจ.รุดเยี่ยม-ให้คำแนะนำชุมชน ผลตรวจร่างกาย 70 พนักงานโรงงานไม่พบสารปนเปื้อน ชาวมาบตาพุด ระยองหมดกังวลหลังบริษัทเอกชนขนย้ายผงเหล็ก 12 ตันไปแล้ว ศูนย์พิษรามาธิบดีแจงซีเซียมที่หายมีปริมาณ 505 ไมโครกรัม มีความรุนแรงน้อยกว่าเหตุเชอร์โนบิล 56.7 ล้านเท่า และฟูกุชิมะ 11 ล้านเท่า เป็นไอ-ฝุ่นฟุ้งกระจายไม่ถึงพันก.ม. เตือนภัยสารให้สีน้ำเงิน หรือพลัสเซียนบลู แม้รักษาพิษซีเซียมได้ แต่ห้ามซื้อมาใช้เอง เพราะที่ขายอยู่เป็นเกรดใช้เขียนภาพเท่านั้น

ผวจ.ยันคุมซีเซียมได้แล้ว
เมื่อวันที่ 22 มี.ค. ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลหาดนางแก้ว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี นายรณรงค์ นครจินดา ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ร่วมประชุมกับ หัวหน้าส่วนราชการ นายกอบต.กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้าน ทั้งนี้สืบเนื่องจากมีการตรวจพบสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 เมื่อเย็นของวันที่ 19 มี.ค. ในโรงหลอมเหล็ก ต.หาดนางแก้ว

นายรณรงค์กล่าวว่า ขณะนี้ขอยืนยันว่า ซีเซียม-137 ที่ปนเปื้อนในฝุ่นโลหะถูกควบคุมและกำจัดอยู่ในพื้นที่เฉพาะ ไม่กระจายออกจากโรงงาน และตรวจหาสารปนเปื้อนในร่างกายของพนักงานทุกคนรวม 70 คน ไม่พบสารปนเปื้อนอยู่ ตามหลักวิชาการที่ใช้เครื่องมือตรวจสอบ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สามารถควบคุมและกำจัดสารซีเซียม-137 อยู่ในเฉพาะพื้นที่ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าซีเซียม-137 ที่พบในโรงหลอมเหล็กนี้จะเป็นชิ้นเดียวกับที่สูญหายจากบริษัทในนิคม 304 หรือไม่ ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกี่ยวข้องก็ติดตามและประเมินผลวันต่อวัน ซึ่งวันนี้ระดมเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพอากาศ ดินและน้ำ และมอบเครื่องตรวจวัดระดับรังสีให้กับผู้นำหมู่บ้านเพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนที่มีบ้านเรือนอยู่ใกล้เขตโรงงานหลอมเหล็ก

ด้านนายกิตติ์กวิน อร่ามรุณ หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กล่าวยืนยันว่า ทางสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติอยู่ในพื้นที่ตลอดเวลา มั่นใจว่ายังไม่พบสารปกติแต่อย่างใด เพื่อความมั่นใจแก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ จึงได้มอบเครื่องตรวจวัดระดับรังสีติดตัวไว้ หากมีรังสีเครื่องตรวจวัดจะปรากฏให้เห็นให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที ในส่วนรถบรรทุกที่วิ่งเข้าออกในโรงหลอมเหล็กนั้นอยู่ชั้นนอกไม่ได้เข้าไปในพื้นที่ปิด ซึ่งทาง ผู้ประกอบการได้ตรวจเข้มภายในโรงงานควบคู่ไปด้วย ขณะที่ผู้ประกอบการขอซื้อเก็บเศษโลหะมือสองซึ่งมีความต้องการในท้องตลาดสูงมาก จึงขอประกอบการควบคู่ไปด้วย ด้านลุงสมเดช เอี่ยมสะอาด ชาวบ้านหมู่ที่ 6 ที่อยู่ใกล้โรงหลอมเหล็ก ได้ปลูกมะม่วง ปลูกผลไม้รวม เกรงว่าจะได้รับผลกระทบจากสารปนเปื้อน ทางเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่และซื้อผลไม้จากสวนของลุงอีกด้วย

วัดรังสี – นายรณรงค์ นครจินดา ผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตรวจวัดระดับรังสีจากซีเซียม-137 บริเวณที่ดินของชาวบ้านรอบโรงหลอมเหล็ก ต.หาดนางแก้ว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 22 มี.ค.

สสจ.เยี่ยมชุมชนรอบรง.
ขณะที่นพ.สุรินทร์ สืบซื้ง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี ได้นำทีมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมประชาชนที่พักอาศัยอยู่บริเวณโดยรอบโรงงาน และได้สื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนว่า ขณะนี้ไม่พบซีเซียม-137 รั่วไหลออกสู่ชุมชนโดยรอบ ทำให้ชุมชนรับรู้และคลายความวิตกกังวล ทั้งนี้ สสจ.ปราจีนบุรี ร่วมกับทีมสหวิชาชีพ (ทีม MCATT) จาก ร.พ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ร.พ.กบินทร์บุรี สำนักงานสาธารณสุขอำเภอกบินทร์บุรี รพ.สต.หาดนางแก้ว รพ.สต.ลาดตะเคียน อสม. และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ลงพื้นที่ประเมินสุขภาพจิตประชาชน หมู่ 6 และหมู่ 8 ต.หาดนางแก้ว และต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมทั้งสื่อสารสร้างการรับรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง รวมถึงจัดทีมเฝ้าระวังเชิงรับในโรงพยาบาล/โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุกแห่ง เพื่อคัดกรอง และประเมินผู้ที่มีอาการผิดปกติในชุมชน

ระยองโล่งย้ายผงเหล็กพ้นรง.
ที่จ.ระยอง บริษัทบริษัท อี อาร์ พี ได้เริ่มขนผงเหล็ก จำนวน 12.4 ตัน บรรจุอยู่ถุง บิ๊กแบ๊ก จำนวน 16 ถุง ขึ้นรถบรรทุก 6 ล้อ ย้ายออกไปจากพื้นที่บริษัทที่ตั้งใกล้กับชุมชนบ้านหนองแฟบ ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ตามที่ชาวชุมชนต้องการ ให้โดยมีรถของ เจ้าหน้าที่ตำรวจนำไปส่งคืนบริษัทต้นทาง เพื่อนำไปกำจัดอย่างถูกวิธีต่อไป โดยมีนายวิเชียร ทองด้วง อุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ควบคุมการขนย้าย กระบวนการขนออกไป โดยติดตั้งระบบจีพีเอสเพื่อควบคุมรถ โดยปิดมิดชิด ป้องการผงเหล็ก ฟุ้งกระจายด้วย

ที่สุโขเพลส ศ.นพ.วินัย วนานุกูล หัวหน้าศูนย์พิษวิทยาและหัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ร.พ.รามาธิบดี พร้อมด้วย รศ.พญ.สาทริยา ตระกูลศรีชัย ศูนย์พิษวิทยาและภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์ ร.พ.รามาธิบดี และ ผศ.ดร.กฤศณัฏฐ์ เชื่อมสามัคคี ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ร.พ.รามาธิบดี ร่วมกันแถลงข่าวซีเซียมกับยาต้านพิษ พรัสเซียนบลู

ชี้รุนแรงน้อยกว่าเชอร์โนบิล
ผศ.ดร.กฤศณัฏฐ์กล่าวว่า ตามปกติซีเซียม-137 มีการใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและใช้ในร.พ. โดยในโรงงานอุตสาหกรรมนำมาใช้วัดระดับขี้เถ้า วัดระดับสิ่งต่างๆ หรือการวัดความหนาของกระดาษหรือเหล็ก ซึ่งกรณีซีเซียมที่หายไปจากแถลงของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ความแรงรังสีอยู่ที่ 41.4 mCi จากเดิม 80 mCi เนื่องจากเวลาผ่านไปเกือบ 30 ปี ก็ลดลงครึ่งหนึ่งตามค่าครึ่งชีวิต หากแปลงเป็นค่าน้ำหนักอยู่ที่ 0.000505 กรัม หรือ 505 ไมโครกรัม หากเปรียบกับเหตุการณ์ที่เคยเกิด เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล วันที่ 26 เม.ย.2529 ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม 27 กิโลกรัม ก็ต่างกัน 56.7 ล้านเท่า ส่วนกรณีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะ วันที่ 11 มี.ค. 2554 ก็ต่างกัน 11 ล้านเท่า ส่วนกรณีเทียบกับเหตุการณ์โคบอลต์ 60 ที่สมุทรปราการ ปี 2543 ความแรงรังสีที่เกิดจากการผ่าตัววัสดุห่อหุ่มข้างนอก ก็รุนแรงกว่าครั้งนี้ 1 พันเท่า โดยในแง่ของตัวพลังงานโคบอลต์ 60 รักษามะเร็งมีพลังมากกว่าซีเซียมประมาณ 2 เท่า ทำให้เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต

สำหรับซีเซียม-137 มีจุดเดือดต่ำกว่าเหล็ก คือจุดเดือด 671 องศาเซลเซียส เมื่อเกิดการหลอมซีเซียมจึงระเหยเป็นไอ ไม่อยู่ในแผ่นเหล็กที่หลอมออกมา แต่ซีเซียมจะระเหยเป็นไอและฝุ่นในห้องหลอม

แนะประชาชนแจ้งเบาะแส
ส่วนที่ถามว่าซีเซียม-137 ที่ถูกหลอม เป็นตัวที่หายไปหรือไม่ ผศ.ดร.กฤศณัฏฐ์กล่าวว่า อาจต้องใช้ระยะเวลาและวิธีการเฉพาะพิสูจน์ ต้องใช้ความรู้ทางนิติวิทยาศาสตร์และทางเคมี มี 2 วิธีใหญ่ๆ พิสูจน์ คือ 1.การรวบรวมฝุ่นที่เกิดขึ้น วัดปริมาณรังสีในฝุ่น แล้วทำให้คาดการณ์ปริมาณรังสีเริ่มต้นได้ ซึ่งตอนนี้กำลังรวบรวมฝุ่นกลับมา และ 2.จากการสอบถามนักเคมีจะใช้วิธีการหาปริมาณตัวซีเซียม-137 ที่ออกมาจากตัวสารกัมมันตรังสี ฝุ่นที่โรงงานหลอม เปรียบเทียบกับซีเซียมที่เป็นสารคงตัวในธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ระหว่างรอกระบวนการพิสูจน์ ขอแนะนำให้ประชาชนในพื้นที่หรือจังหวัดข้างเคียงเฝ้าสังเกต หากพบวัสดุต้องสงสัย ให้แจ้งสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สายด่วน 1296 และปิดกั้นบริเวณที่เจอ

ด้านรศ.พญ.สาทริยา กล่าวว่า ซีเซียม-137 เป็นสารกัมมันตรังสี มีค่าครึ่งชีวิต 30 ปี สลายตัวจะปล่อยรังสีเบตาและแกมมา เมื่อรับเข้าไปจะส่งผลต่อร่างกาย แต่ผลขึ้นกับปริมาณหรือขนาดที่รับ ระยะเวลา หรือบริเวณของร่างกาย มีทั้งผลระยะสั้นและระยะยาว โดยระยะสั้นมีผลเฉพาะที่ เช่น ผิวหนังมีผื่นแดง คันบวม ตุ่มน้ำหรือแผลขึ้นได้ อาจมีผมหรือขนร่วงได้ ส่งผลต่อระบบต่างๆ ในร่างกายโดยฉับพลัน คือ กลุ่มอาการที่เกิดจากการรับปริมาณรังสีสูงฉับพลัน จะเกิดอาการหลายระบบ มีอาการนำ เช่น คลื่นไส้อาเจียน ถ่ายเหลว จากนั้นอาการจะหายไปชั่วคราว 1-3 สัปดาห์ จากนั้นจะมีอาการระบบต่างๆ 3 ระบบ คือ ระบบโลหิต มีผลไขกระดูกทำให้เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดงต่ำลง ระบบทางเดินอาหาร คลื่นไส้อาเจียน และระบบประสาท ซึม ชัก สับสน ขึ้นกับความรุนแรงที่ได้รับ ส่วนผลระยะยาว คือ มีโอกาสเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้ สำหรับการเฝ้าระวังรอบโรงงาน เชื่อว่า ร.พ.บริเวณดังกล่าวและกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีมาตรการตรวจ และแนวทางปฏิบัติอยู่แล้ว ประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง

เตือนห้ามซื้อสารรักษาเอง
รศ.พญ.สาทริยา กล่าวว่า ส่วนที่มีการกล่าวถึงผลวิจัย “พรัสเซียนบลู” ในการแก้พิษซีเซียมนั้น พรัสเซียนบลูเป็นสารให้สีน้ำเงินใช้ในการเขียนภาพ ถูกนำมาใช้เป็นยาต้านพิษสำหรับภาวะพิษที่เกิดจากซีเซียม ข้อบ่งชี้หลักของพรัสเซียนบลู คือ คนไข้ปนเปื้อนซีเซียม-137 เฉพาะที่อยู่ในร่างกายคนไข้เท่านั้น เช่น จากการกินเข้าไปหรือสูดเอาไอเข้าไป โดยพรัสเซียนบลูจะช่วยลดการดูดซึมซีเซียมจากทางเดินอาหาร ลดการดูดซึมเข้าร่างกาย แต่ก็มีผลข้างเคียง ทำให้ท้องผูก ระดับโพแทสเซียมในเลือดต่ำ เยื่อบุ อุจจาระ หรือฟันอาจเปลี่ยนสีไปได้ ถ้าหยุดใช้ผลข้างเคียงก็น่าจะหายไป แต่การจะใช้พรัสเซียนบลูจะต้องมีระดับรังสีที่มาก จึงต้องตรวจวัดปริมาณรังสีในร่างกายว่ามีขนาดเท่าไร ถ้าต้องใช้ผู้ป่วยจะต้องมีปริมาณสูง มีขนาดยาให้ต่อวัน ซึ่งการกินจำนวนวันขึ้นกับปริมาณรังสีในร่างกาย อาจจะไม่ใช่แค่ 5-7 วัน ขึ้นกับผู้ป่วยในแต่ละคน ส่วนคนที่กลัวว่าจะรับซีเซียมแล้วจะเอามากินป้องกันก็ไม่แนะนำเช่นกัน สำหรับพรัสเซียนบลูที่ใช้ในการรักษา จะเป็นเกรดที่ใช้ผลิตเป็นยาใช้ในมนุษย์ ไม่มีการปนเปื้อน แต่ที่ใช้เขียนสีจะเป็นคนละเกรดอาจมีการปนเปื้อน และพรัสเซียนบลูต้องใช้ภายใต้การรักษาของแพทย์เป็นหลัก

ขณะที่ ศ.นพ.วินัยกล่าวว่า พรัสเซียนบลูเป็นยาต้านพิษโลหะหนักบางตัวด้วย ซึ่ง 20 กว่าปีที่แล้ว ศูนย์พิษวิทยามีสต๊อกไว้บ้าง แต่ไม่เคยได้ใช้ก็หมดอายุไป

“ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มียาพรัสเซียนบลูที่ใช้ แต่ทาง อย.ได้เริ่มพยายามจัดซื้อเข้ามาแล้วเพื่อให้มีอยู่ เป็นการเตรียมพร้อม ซึ่งจากสถานการณ์ตอนนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้ ส่วนการจัดหายาต้านพิษที่ใช้น้อย ตามปกติเรามีกระบวนการร่วม อภ. สปสช. สำรองยาต้านพิษ ส่วนการใช้พรัสเซียนบลูรักษาใช้ได้ในทุกสิทธิการรักษา ขอย้ำว่าไม่แนะนำให้ซื้อพรัสเซียนบลูมาใช้เอง เพราะแม้จะเป็นพรัสเซียนบลูเหมือนกัน แต่คนละเกรด ความบริสุทธิ์ของเนื้อยามากน้อยต่างกัน เอาไว้เป็นสีก็ไม่ต้องบริสุทธิ์มาก แต่ที่ใช้เป็นยาต้องมีการพิสูจน์ตรวจสอบว่ามีปริมาณที่ถูกต้องในแต่ละเม็ดไม่มีสารปนเปื้อนอื่นที่อันตราย” ศ.นพ.วินัยกล่าว

ยันไม่กระจายเป็นพันก.ม.
เมื่อถามว่าต้องตรวจซ้ำในคนและสิ่งแวดล้อมนานแค่ไหนจึงมั่นใจว่าปลอดภัย ผศ.ดร.กฤศณัฏฐ์กล่าวว่า จะตรวจติดตามในพื้นที่อีกระยะ อย่างน้อยอาจต้องเป็นปี เพราะซีเซียม-137 ค่าครึ่งชีวิต 30 ปี จะมีวิธีการตรวจที่มีความละเอียดมากขึ้น เช่น ในแหล่งน้ำ แทนที่เอาน้ำมาตรวจ ก็มีวิธีการตรวจที่คาดการณ์ปริมาณรังสีมากขึ้น เช่น ตะกอนใต้แหล่งน้ำหรือชั้นดินที่อยู่ลึกลงไป เพื่อทราบปริมาณรังสี

ส่วนกรณีมีข้อมูลว่าฝุ่นซีเซียมแพร่กระจายกว่า 1 พันกิโลเมตร ศ.นพ.วินัยกล่าวว่า ไม่จริง เพราะปริมาณซีเซียมในครั้งนี้น้อยมาก ประมาณ 505 ไมโครกรัม จะถูกเจือจางในธรรมชาติ เวลาลมพัด ฝุ่นโลหะน้ำหนักมากกว่าฝุ่นทั่วไป หรือ PM 2.5 จึงปลิวไม่ไกล แต่กรณีฟูกุชิมะลงไปในน้ำทะเล และกรณีเชอร์โนบิลปริมาณมหาศาลมากถึง 27 กิโลกรัมและเกิดการระเบิด การฟุ้งกระจายจึงมากกว่าในไทย

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีผู้คนไม่กล้ากินผัก ผลไม้จากพื้นที่นี้เพราะปนเปื้อน ผศ.ดร.กฤศณัฏฐ์กล่าวว่า ในผลไม้ ในนมที่ดื่ม ข้าวที่เรารับประทาน มีสารกัมมันตรังสีในธรรมชาติอยู่แล้ว ปริมาณรังสีพื้นหลังที่เรารับตามธรรมชาติ ทั้งนี้ กระบวนการพวกนี้ต้องใช้เวลา รังสีสู่ดิน น้ำ ไปสู่ผลไม้ หากปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมตัวเลขปัจจุบัน ปริมาณที่เกิดเหตุในครั้งนี้ 41.4 mCI ไม่มีโอกาสทำให้ผลไม้ในพื้นที่ เช่น ทุเรียนปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีตัวนี้ มั่นใจได้ รับประทานอาหารจากพื้นที่ได้

จี้ภาครัฐตั้งศูนย์แจง
ด้านรศ.ดร.พีระศักดิ์ เภาประเสริฐ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวถึงการเคลื่อนย้ายฝุ่นแดงที่มีซีเซียม-137 ปนเปื้อน หลังถูกหลอมจากโรงงาน จ.ระยอง กลับไปยังโรงหลอม จ.ปราจีนบุรี ว่า กระบวนการขนย้ายข้ามจังหวัด ซึ่งมีความเสี่ยงที่น่ากังวล และมีความจำเป็นต้องมีแผนการทำงานที่รัดกุม และประกาศให้ประชาชนได้รับรู้ ขณะที่ภาครัฐควรนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่มีความน่าเชื่อถือ มีข้อมูลสนับสนุนทางวิชาการ ตรวจสอบย้อนกลับได้ และสื่อสารผ่านศูนย์ปฏิบัติการฯ เฉพาะกิจ ที่จัดตั้งโดยรัฐบาล โดยนำเสนอข้อมูลไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อป้องกันความสับสน และสร้างความเชื่อมั่นภาคประชาชน

ดร.รุจิภาส บวรทวีปัญญา อาจารย์ประจำสาขาวิชาฟิสิกส์ คณะวิทย์ มธ. กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจเป็นกรณีสุดวิสัย แต่ยังคงต้องอาศัยกระบวนจัดเก็บหรือกำจัดอย่างปลอดภัย และยังมีความจำเป็นต้องการจัดโซนนิ่งแยกพื้นที่ปลอดภัย และพื้นที่เป็น 3 ระยะ คือ สีแดง คือ ระยะอันตราย สีเหลือง คือ ระยะปลอดภัยสำหรับผู้ปฏิบัติหน้าที่ และสีเขียว คือ ระยะปลอดภัย

ขณะที่ ดร.ณัฐฐา แสงนรินทร์ เหมจินดา อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทย์ มธ. กล่าวว่า แม้สารซีเซียม-137 จะถูกเผาและแปรสภาพเป็นผงฝุ่นสีแดงแล้ว ยังคงมีคุณสมบัติไม่ต่างจากลักษณะแท่งยังแผ่รังสีได้ ซึ่งความน่ากังวลของเหตุการณ์คือ ผงฝุ่นสีแดงที่เกิดขึ้นหลังการหลอมถูกพบบรรจุในถุงบิ๊กแบ๊กเพียง 90% และอีก 10% ที่ยังตรวจสอบไม่ได้ และยังคงคุณสมบัติเดิม ดังนั้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและตระหนักรู้แก่ภาคประชาชน ภาครัฐจึงควรออกมาให้ความรู้และสร้างฐานข้อมูลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่จำเป็น

สั่งบูรณาการช่วยชาวบ้าน
ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ติดตามเหตุการณ์ กรณีการปนเปื้อนวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในโรงงานหลอมโลหะ จ.ปราจีนบุรี อย่าง ต่อเนื่อง และได้สั่งการกำชับแนวทางการบูรณาการการทำงาน ป้องกันผลกระทบ วางแนวทางแก้ไขระยะยาวเพื่อปกป้องประชาชน รวมทั้ง สั่งการให้ ผบ.ตร. ส่งชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่ไปตรวจสอบหา ข้อเท็จจริง ซีเซียม-137 หายออกจากโรงงานได้อย่างไร เพื่อหาตัวคนผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน