‘บิ๊กต่อ’สั่งตำรวจชุดปราบปรามลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา สนธิกำลังกับ 191 ร่วมกับบก.ปอศ. พร้อมท้องที่สน.ปทุมวัน บุกสโตร์เก็บสินค้าในห้างมาบุญครอง ทลายเครือข่ายลักลอบ นำสินค้าเลียนแบบแบรนด์เนมจากยุโรป-อเมริกา หลอกขายนักท่องเที่ยว ยึดรองเท้าแบรนด์ดังเกือบ 600 คู่ พร้อมจับกุมคนเฝ้า ได้ 2 ราย จึงแจ้งข้อหานำตัวไปดำเนินคดี พร้อมจะสอบเส้นทางเงินเพื่อขยายผลจับกุม ผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย
สืบเนื่องจากศูนย์ปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปลป.ตร.) ได้รับรายงานว่ามีเครือข่ายขบวนการมาเฟียเชื้อสายอินเดียชื่อว่า “บาบู” ลักลอบนำสินค้าแบรนด์เนม รองเท้า กระเป๋า เสื้อผ้า นาฬิกา เลียนแบบสินค้าแบรนด์ดัง มาหลอกขายให้คนไทยและนักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติ ในห้างสรรพสินค้ามาบุญครองและย่านปทุมวัน โดยหลอกลวงว่าเป็นสินค้าหิ้ว หรือสินค้าเอาต์เล็ต โดยเครือข่ายนี้ส่งของกว่า 30 ร้านค้าในบริเวณใกล้เคียง
เมื่อวันที่ 22 มี.ค. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร.ได้สั่งการให้พล.ต.ต.อำนาจ ไตรพจน์ รอง ผบช.สอท. พร้อมชุดทำงานชุดศปลป.ตร. ขออนุมัติหมายค้นจากศาลทรัพย์สิน ทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ประสานสนธิกำลังตำรวจ 191 บก.ปอศ. และสน.ปทุมวัน ท้องที่เข้าตรวจค้นห้องเช่าอเนกประสงค์ ชั้น 3 ของศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ เป็นที่เก็บสินค้าปลอม ประเภทรองเท้า เลียนแบบเครื่องหมายการค้ายี่ห้อดัง (ก๊อบฯเกรดเอ) ไว้เป็นจำนวนมาก พบชาว ต่างชาติเครือข่ายมาเฟียบาบู เป็นผู้เฝ้าห้องสินค้า 2 คน

โกดัง‘บาบู’ – ตำรวจเข้าตรวจค้นห้องเช่าอเนกประสงค์บนชั้น 3 ศูนย์การค้าเอ็มบีเคเซ็นเตอร์ ซึ่งเครือข่ายมาเฟีย ‘บาบู’ ใช้เป็นโกดังเก็บสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ พบรองเท้าก๊อบปี้เกรดเอ แบรนด์ดังรวม 591 คู่ ที่เตรียมนำมาหลอกขายลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างประเทศว่าเป็นของแท้ เมื่อวันที่ 22 มี.ค.
จากนั้นจึงแสดงหมายค้นและขอเข้า ตรวจค้นในห้องที่ดัดแปลงเป็นที่เก็บสินค้า พบของกลางเป็นรองเท้าปลอมเครื่องหมาย การค้าแบรนด์อเมริกาและยุโรปรวมทั้งสิ้น 591 คู่ (1,182 ชิ้น) โดยสินค้าบางส่วนได้กระจาย ไปยังร้านค้าที่สั่งซื้อไว้แล้ว
จากการสอบถามผู้ที่เฝ้าห้องเก็บสินค้ารับว่า สินค้าปลอมนี้จะส่งไปขายให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและบอกว่าเป็นของแท้ โดยจะจำหน่ายในราคาคู่ละ 2,000-8,000 บาท แล้วแต่ความนิยมแต่ละรุ่น มูลค่าความเสียหายในครั้งนี้กว่า 5,000,000 บาท ส่วนความเสียหายจากการหลอกลวงนักท่องเที่ยวยังประเมินไม่ได้ ดังนั้น ชุดตรวจค้นจับกุมจึงแจ้งข้อหาในข้อหา “ร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่าย ซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมาย การค้าปลอมและเลียนของบุคคลอื่นที่ได้ จดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักร” พร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน บก.ปอศ.ดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะสืบสวนขยายผลดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องตามเส้นทางเงินที่ตรวจสอบพบต่อไป