รุดถกพม่า-ลาว ร่วมหยุดเผาป่า
เผยป่วยจากฝุ่นพิษทั่วประเทศทะลุ 1.7 ล้านคนแล้ว ปลัดสธ.สั่ง 6 จังหวัดภาคเหนือตอนบนเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์ และสาธารณสุข เข้ม 3 มาตรการรับมือลด ผลกระทบ PM 2.5 เน้นจังหวัดภาคเหนือ คณะแพทย์ มช.เผยผู้ป่วยฉุกเฉินจากพิษฝุ่นเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เข้ารับการรักษาแต่ไม่มีเตียงว่าง ด้านมหาวิทยาลัยพะเยางดบรรยาย ซัมเมอร์ออนไซต์ให้น.ศ.เรียนออนไลน์แทน
ภาคเหนือพื้นที่สีแดง 18 แห่ง
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 28 มี.ค. ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศพื้นที่ทั่วประเทศ คุณภาพอากาศอยู่ในระดับคุณภาพดีมากถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ ตรวจวัดค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง พบค่าฝุ่นระหว่าง 12-519 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ซึ่งค่ามาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม.
ภาคเหนือ ตรวจวัดค่าฝุ่นระหว่าง 42-519 มคก./ลบ.ม. พบเกินมาตรฐาน 29 พื้นที่ พบเป็นพื้นที่สีแดง (กระทบต่อสุขภาพ) 18 พื้นที่ ได้แก่ ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ค่าฝุ่น 519 มคก./ลบ.ม. ซึ่งมีค่าฝุ่นสูงสุดในไทย ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย ค่าฝุ่น 314 มคก./ลบ.ม., ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย ค่าฝุ่น 407 มคก./ลบ.ม., ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ค่าฝุ่น 100 มคก./ลบ.ม., ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ค่าฝุ่น 99 มคก./ลบ.ม., ต.ช่างเคิ่ง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ค่าฝุ่น 102 มคก./ลบ.ม., ต.หางดง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ค่าฝุ่น 120 มคก./ลบ.ม., ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ค่าฝุ่น 286 มคก./ลบ.ม., ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง ค่าฝุ่น 104 มคก./ลบ.ม., ต.ลี้ อ.ลี้ จ.ลำพูน ค่าฝุ่น 110 มคก./ลบ.ม., ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ลำพูน ค่าฝุ่น 98 มคก./ลบ.ม., ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ค่าฝุ่น 216 มคก./ลบ.ม., ต.เวียงใต้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ค่าฝุ่น 235 มคก./ลบ.ม., ต.แม่คง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ค่าฝุ่น 169 มคก./ลบ.ม., ต.ในเวียง อ.เมือง จ.น่าน ค่าฝุ่น 149 มคก./ลบ.ม., ต.ห้วยโก๋น อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน ค่าฝุ่น 232 มคก./ลบ.ม., ต.นาจักร อ.เมือง จ.แพร่ ค่าฝุ่น 104 มคก./ลบ.ม. และ ต.บ้านต๋อม อ.เมือง จ.พะเยา ค่าฝุ่น 160 มคก./ลบ.ม.
เผยภาคเหนือตอนบนเฝ้าระวัง
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตรวจวัดค่าฝุ่นระหว่าง มคก./ลบ.ม. พบเกินมาตรฐาน 5 พื้นที่ เป็นพื้นที่สีแดง 3 พื้นที่ ได้แก่ ต.กุดป่อง อ.เมือง จ.เลย ค่าฝุ่น 132 มคก./ลบ.ม., ต.มีชัย อ.เมือง จ.หนองคาย ค่าฝุ่น 101 มคก./ลบ.ม. และ ต.บึงกาฬ อ.เมือง จ.บึงกาฬ ค่าฝุ่น 104 มคก./ลบ.ม.
สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ คุณภาพอากาศอยู่ในระดับคุณภาพดีมากถึงคุณภาพปานกลาง
กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ คาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือมีแนวโน้มที่ควรเฝ้าระวังในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านในวันที่ 29 มี.ค.-4 เม.ย. อย่างไรก็ตาม ระหว่างวันที่ 31 มี.ค.-2 เม.ย.66 สถานการณ์อาจบรรเทาลงได้บ้าง เนื่องจากสภาพอากาศที่เปิดมากขึ้น
สธ.งัด 3 มาตรการ 10 กิจกรรม
ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีหมอกควันและฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานหลายพื้นที่ในไทย ว่า สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ทุกแห่งได้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 17 จังหวัด และพื้นที่ที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน 6 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน ให้พิจารณาเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขตามสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่
นพ.โอภาสกล่าวต่อพร้อมกันนี้ได้ดำเนินงานตามแนวทาง “3 มาตรการ 10 กิจกรรมสำคัญ” ได้แก่ 1.มาตรการลดและป้องกัน ผลกระทบต่อสุขภาพ คือ เฝ้าระวังสถานการณ์แจ้งเตือนความเสี่ยงต่อสุขภาพ, เฝ้าระวัง ผลกระทบต่อสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ, ยกระดับการสื่อสารเชิงรุก และสร้างความรอบรู้ความเข้มแข็งของชุมชน 2.มาตรการจัดบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข โดยสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลแก่กลุ่มเสี่ยง, เปิดคลินิกมลพิษ/จัดเตรียมห้องปลอดฝุ่น, จัดระบบปฏิบัติการเชิงรุก และ 3.เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ โดยมีระบบบัญชาการเหตุการณ์เมื่อเข้าสู่ระยะวิกฤต, ส่งเสริมและขับเคลื่อนกฎหมาย พ.ร.บ.การสาธารณสุข และ พ.ร.บ.ควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม รวมถึงส่งเสริมองค์กรลดมลพิษ
พบผู้ป่วยเพิ่มเป็น 1.7 ล้านคน
นพ.โอภาสกล่าวว่า สำหรับ จ.เชียงราย ซึ่งขณะนี้ค่าฝุ่น PM 2.5 เกินมาตรฐานและมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง สสจ.เชียงรายได้ออกประกาศแนวทางปฏิบัติงานในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตฝุ่น PM 2.5 โดยให้สถานบริการในสังกัดปรับระบบบริการตามบริบทพื้นที่ เช่น เลื่อนนัดผู้ป่วยตามความเหมาะสม จัดส่งยาทางไปรษณีย์ เพื่อลดการเดินทาง รักษาผ่านระบบ Telemedicine จัดเตรียมสถานที่เป็นห้องสะอาด เพื่อเป็น Safety zone พื้นที่ปลอดฝุ่นสำหรับเจ้าหน้าที่และผู้มารับบริการ, สนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันแก่บุคลากรในการปฏิบัติงานและผู้มารับบริการ, จัดระบบการทำงานที่บ้าน และประชุมสื่อสารผ่านออนไลน์ กำชับเจ้าหน้าที่สวมหน้ากากอนามัยป้องกัน สื่อสารประชาสัมพันธ์ให้คำแนะนำประชาชนอย่างต่อเนื่อง
สำหรับข้อมูลเฝ้าระวังโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-19 มี.ค. พบผู้ป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ 1,730,976 ราย สัปดาห์นี้เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่ผ่านมา 228,870 ราย กลุ่มโรคที่พบสูงสุด ได้แก่ กลุ่มโรคทางเดินหายใจ กลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ และกลุ่มโรคตาอักเสบ ขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพตนเองเป็นพิเศษ ลดระยะเวลาหรืองดการออกนอกอาคารโดยไม่จำเป็น หากออกนอกบ้านให้สวมหน้ากากป้องกันฝุ่น, งดการออกกำลังกายกลางแจ้ง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคทางเดินหายใจ และโรคหัวใจ, อยู่ในบ้าน ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด หากทำห้องปลอดฝุ่นได้ ให้อยู่ในห้องปลอดฝุ่น, สังเกตอาการเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว หากมีอาการรุนแรง เช่น แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ให้รีบไปพบแพทย์
ปิดอุทยานลำน้ำกกเชียงราย
นายพิทยา สะศรีสังข์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติลำน้ำกก จ.เชียงราย ประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวน้ำตกขุนกรณ์เป็นการชั่วคราว เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์หมอกควันและไฟป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์จากฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5
นายพิทยาระบุว่า ในห้วงที่ผ่านมาของจังหวัดเชียงรายมีค่าฝุ่นสูงเกินมาตรฐานติดต่อกันมาหลายวัน โดยเฉพาะในพื้นที่ ต.แม่กรณ์ และ ต.ห้วยชมภู อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย ซึ่งเป็นที่ตั้งของแหล่งท่องเที่ยวน้ำตกขุนกรณ์ ได้เกิดจุดความร้อนขึ้นจำนวนมาก ส่งผล กระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและนักท่องเที่ยวโดยทั่วไป ประกอบกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติลำน้ำกก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ระดมพลเพื่อปฏิบัติภารกิจดับไฟป่า ทั้งนี้อุทยานแห่งชาติลำน้ำกกพิจารณาแล้ว เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจด้านไฟป่าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว จึงขอปิดแหล่งท่องเที่ยวน้ำตกขุนกรณ์เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ
ประสานเพื่อนบ้านแก้เผาป่า
ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเป็นประธานประชุมคณะรัฐมนตรี ก่อนขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้เดินมาทักทายสื่อพร้อมระบุว่า “อากาศดีเนอะ ลมเย็นดี” ก่อนจะให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้มีการประชุมครม.ติดตามความคืบหน้าการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และการเผาป่า ที่ได้มีการกำชับไปแล้ว เพราะ ทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบกันไปแล้ว โดยกระทรวงการต่างประเทศได้ประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านไปสักพักแล้ว วันนี้ก็จะย้ำไปอีกครั้งหนึ่ง เพราะจุดความร้อนเกิดขึ้นหลายพื้นที่ ซึ่งจะต้องระมัดระวังเรื่องของผลกระทบ
เมื่อถามว่า จะเป็นวาระอาเซียนด้วยกันหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ก็ต้องทำอย่างนั้น เพราะเรามีข้อมูลอยู่แล้ว ว่าอยู่ในประเทศเท่าไหร่ และรอบบ้านเท่าไหร่ ก็ต้องหารือร่วมกัน เพราะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมายาวนาน และเราก็พยายามแก้ วันนี้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้แก้ปัญหาทั้งในระดับพื้นที่ และส่วนกลาง ซึ่งในระดับประเทศตนได้ลงนามประสานขอความร่วมมือในระดับรัฐบาลไปแล้ว ซึ่งแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน เราถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ดี และในพื้นที่ภาคเหนือเราก็พยายามให้จุดความร้อนมันลดลง แต่ก็ต้องขอความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย โดยเฉพาะการเผาวัชพืชที่ยังเยอะอยู่ เราต้องขอความร่วมมือให้มากที่สุด เกษตรกรคนไทยต้องช่วยเหลือกันให้มากกว่าเดิม ไม่อย่างนั้นจะส่งผลกระทบมากขึ้นอีก ฉะนั้นจะทำอะไรต้องคำนึงถึงผลกระทบกับคนส่วนอื่นด้วย
ท็อปแนะทำตามมาตรการ
นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์ภายหลัง การประชุมคณะรัฐมนตรีถึงการแก้ปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM 2.5 ว่า ในส่วนการเผาไหม้ข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก นายกรัฐมนตรีได้ขอให้กระทรวงการต่างประเทศติดตามและจี้ถามไปยังประเทศเพื่อนบ้านทุกวันเพื่อตอกย้ำความเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา ในส่วนของประเทศไทยได้กำชับให้ทุกหน่วยงานทำตามแผนงานที่เตรียมไว้ แต่หากเร่งรัดเกินไปอาจจะกระทบต่อประชาชนอีกส่วนหนึ่งได้ จึงต้องทำให้เกิดความสมดุล เพราะถ้าไปเข้มงวดมากจนเกินไปอาจจะทำให้เกิดการต่อต้านกลับ ในขณะที่บางกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอาจไม่พอใจให้รัฐเร่งจัดการ จึงต้องบริหารให้ดี และต้องขอความร่วมมือจากหน่วยงานดำเนินการตามมาตรการที่มี
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีมาตรการเร่งด่วน ออกมาดูแลหรือไม่ นายวราวุธกล่าวว่า ที่จริงมาตรการเรามีเรียบร้อยอยู่แล้ว ขอให้ทางจังหวัดโดยผู้ว่าราชการจังหวัดไปดำเนินการอย่างเข้มงวด ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ในการดูแลและแก้ปัญหา สกรีนดูแต่ละพื้นที่ให้มีการสวมใส่หน้ากากเพื่อป้องกันเบื้องต้น เป็นต้น
มท.1 ขอความร่วมมือลดฝุ่น
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเดียวกันว่าเดิมได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าฯ กทม. ทำตาม กรอบกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมควบคุมมลพิษว่าระดับไหนต้องเข้มงวด แหล่งกำเนิดส่วนใหญ่มาจาก การเผา เราพยายามทำเต็มที่ที่จะจับคนที่เผาและดับไฟ แต่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกฝ่ายด้วย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ถือว่าดีขึ้นจุดความร้อนลดลง มีเพียงด้านนอกที่ยังคงมีอยู่จำนวนมาก ส่วนระดับต่อไปจะเข้มงวดเรื่องการใช้ยานพาหนะ โดยจะขอความร่วมมือ แต่ยังไม่ถึงกับบังคับห้ามรถเข้าไปในเขตนั้นเขตนี้ เพราะต้องยอมรับว่า PM 2.5 ส่วนหนึ่งมาจากเรื่องการใช้ยานพาหนะ รองจากการเผาในที่โล่งแจ้ง ส่วนโรงงานอุตสาหกรรมและการก่อสร้างเราก็เข้มงวดอยู่ ทั้งนี้ถ้าเราอยากให้สถานการณ์ลดลงก็ต้องร่วมมือกันเพราะการจะให้เจ้าหน้าที่ไปไล่จับอย่างเดียวก็จะมีปัญหา เพราะส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่เผาไร่เผานา
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการประเมินหรือไม่ว่าต่อไปจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ถ้าคาดหวังว่าสั่งแล้วจะลดลง มันไม่ลดลงหรอก แต่ทุกคนต้องร่วมมือกัน อย่าง กทม. ผู้ว่าฯ บอกว่าหน่วยงานไหนทำงานที่บ้านได้ควรทำ ถ้าทุกคนช่วยกันมันก็ได้ เมื่อถามว่า มาตรการเฉพาะหน้ายังคงดำเนินการหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องฝนหลวง พล.อ. อนุพงษ์กล่าวว่า ฝนหลวงมีการดำเนินการอยู่
ให้แต่ละพื้นที่พิจารณาช่วยเหลือ
เมื่อถามว่า จะมีการประกาศพื้นที่ประสบภัย หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ไม่ต้องประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัย เรื่องนี้หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นในพื้นที่ใดจะมีการแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พิจารณาว่าจะประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้คนเข้าไปในพื้นที่ แต่เรื่องนี้เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ตนได้หารือกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แต่อยากให้เข้าใจว่ากรณีฝุ่น PM2.5 ไม่รู้ว่าจะกำหนดด้วยอะไรค่าอะไร อย่างภัยหนาวกรมอุตุนิยมวิทยาจะรู้ว่ากี่องศาแล้วจะหนาว กี่วัน แต่ PM2.5 เป็นเรื่องยากจะกำหนดค่าอย่างไรถึงจะประกาศเขตภัยพิบัติได้ จะประกาศทั้งจังหวัดหรือเป็นบางพื้นที่ ซึ่งจะตามมาด้วยการดูแลประชาชนว่าจะต้องดูแลอย่างไร เพราะยังไม่มีระเบียบออกมา มันคงยากและอาจกระทบไปถึงการท่องเที่ยวด้วย เพราะเมื่อประกาศภัยพิบัติแล้วจะมีเรื่องของค่าประกันภัยของการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมา สรุปคือยังไม่มีระเบียบที่จะประกาศว่าจะประกาศอย่างไร แต่ยอมรับว่ายังหารือกันอยู่
เมื่อถามว่า เบื้องต้นจะดูแลประชาชนอย่างไรเพราะปัญหา PM 2.5 ถือเป็นอันตรายต่อประชาชน พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า แต่ละพื้นที่ต้องพิจารณา กระทรวงมหาดไทยให้นโยบายไปแล้ว ยอมรับว่าไม่สามารถบอกได้ว่าโยนหรือไม่โยน แต่มันเป็นหน้าที่ของสองคนในประเทศไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด และ ผู้ว่าฯ กทม. ที่จะไปสั่งการได้หากประชาชนได้รับผลกระทบ อย่างเช่นในกทม. ถ้าเห็นว่าไม่ไหวแล้วจะสั่งหยุดใช้รถก็ต้องสั่ง แต่ประเทศไทย ทุกคนรู้ดีว่าถ้าสั่งจะมีปัญหาแน่นอน ประชาชนจะไม่ยอมกัน
“แหล่งกำเนิดรู้หมดแต่คุณไม่ทำกันเลย ไม่ร่วมมือกัน ต่อให้สั่งอย่างไรมันก็ไม่ได้ ผมจะไปสั่งให้คุณสั่งไม่ได้ คุณต้องพิจารณาเอง ไปพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการในจังหวัดของตัวเองมีอำนาจอยู่แล้วทำได้เลย แต่ไม่ได้มีการสั่งจากส่วนกลางไป ถ้าในพื้นที่นั้นลงความเห็นร่วมกันว่าจะไม่ให้รถเข้าไปในเขตเมืองเลยก็ทำ” พล.อ.อนุพงษ์กล่าว
‘ดอน’หารือเมียนมา-สปป.ลาว
วันเดียวกัน นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีกำชับให้กระทรวงการต่างประเทศประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่องในการเร่งแก้ปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM 2.5 ที่ข้ามแดน ว่า กระทรวงการต่างประเทศติดต่อและประสานงานรัฐบาลเมียนมาและรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) มาตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพื่อให้ช่วยกันแก้ปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองข้ามแดน ทั้งนี้ได้แจ้งต่อที่ประชุม ครม.ให้ทราบว่าได้หารือกับเอกอัครราชทูตเมียนมา และเอกอัครราชทูต สปป.ลาวประจำประเทศไทยอีกครั้ง เพื่อเน้นย้ำถึงการแก้ปัญหานี้และฝุ่น พีเอ็ม 2.5 ขณะเดียวกันเอกอัครราชทูตไทยที่ประจำการในเมียนมา และสปป.ลาว ได้พูดคุยประสานงานกับผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศนี้ด้วย โดยครั้งนี้เราได้เน้นย้ำว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ทางการของ 2 ประเทศจะต้องเร่งหาทางลดหรือเลิกการเผาป่าหรือพื้นที่ปลูกพืช เพราะส่งผลกระทบร้ายแรงกับประชาชนในประเทศเหล่านี้ และลุกลามข้ามมาถึงสุขภาพของคนในประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่ฝ่ายเมียนมาและ สปป.ลาวได้รับปากที่จะเร่งดำเนินการเรื่องนี้
นายดอนกล่าวว่า นับจากนี้ เราจะติดตามผลและทวงถามความคืบหน้าทุกวัน พร้อมกับกระตุ้นทางการของทั้ง 2 ประเทศให้เร่งดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าว ทั้งนี้ไม่ใช่เป็นการกดดันประเทศเพื่อนบ้าน แต่เป็นการย้ำให้เขารับรู้ถึงความจำเป็นและความสำคัญของปัญหาดังกล่าวที่ได้สร้างอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนทุกเพศทุกวัยในประเทศเขาเอง รวมถึงอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยที่อยู่ติดกับเมียนมาและ สปป.ลาว โดยเราทราบว่ามีฮอตสปอต 15,000 กว่าจุด

ยังวิกฤต – สภาพฝุ่นพิษปกคลุมพื้นที่ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย วัดค่าพุ่งสูง 405 มคก./ลบ.ม. ส่งผลกระทบต่อการมองเห็น ขณะที่สธ.สั่งเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข ในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคเหนือติดชายแดน เมื่อวันที่ 28 มี.ค.
เชียงรายยังอ่วม-ไฟป่าลุกลาม
ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันคลุมยังอยู่ในขั้นรุนแรง เนื่องจากเกิดไฟป่าขึ้นหลายจุดรอบตัวเมืองเชียงรายและอำเภอใกล้เคียง ในภาพเป็นไฟป่าที่เกิดขึ้นบริเวณบ้านห้วยส้านดอยช้าง เมื่อคืนวันที่ 26 มี.ค. ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่อาสาไฟป่าไม่สามารถเข้าควบคุมได้ เพราะไฟแรงมาก ประกอบกับเป็นพื้นที่สูงชันยากแก่การเดินเข้าไปปฏิบัติงาน
บรรยากาศหมอกควันคลุมเมืองในช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ หมอกควันยังคงหนาแน่น ผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศในพื้นที่ ต.เวียง อ.เมือง, เชียงราย พบปริมาณฝุ่นละออง ขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) มีค่า 405 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อยู่ในเกณฑ์มีผลกระทบต่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังพบปริมาณฝุ่นละออง ขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM 10) มีค่า 435 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อยู่ในเกณฑ์มีผลกระทบต่อสุขภาพ
เมื่อช่วงเย็นวันที่ 27 มี.ค. หลังมีประชาชนชาวแม่สายได้รวมตัวกันเพื่อยื่นหนังสือต่อนายอำเภอแม่สาย ในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่กำลังเป็นปัญหารุนแรงกับประชาชนแล้ว นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้เดินทางไปประชุมที่ว่าการ อ.แม่สาย ชายแดนไทย-เมียนมา ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง และหมอกควัน
นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ กล่าวว่า กรณีมีการขอให้ทางจังหวัดได้ประสานกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการเผาพื้นที่ทางการเกษตรนั้น คงต้องนำเสนอไปยังรัฐบาลเพื่อดำเนินการเพราะถือเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แม้ว่าระดับจังหวัดจะมีความสัมพันธ์ต่อกัน แต่สภาพของปัญหาเกิดขึ้นในวงกว้าง และประเทศเพื่อนบ้านก็มีความหลากหลายของกลุ่มที่อาศัยอยู่ในเขตนั้นๆ
สำหรับปริมาณฝุ่นละอองในอากาศ จังหวัดเชียงราย เช้าวันที่ 28 มี.ค. พบว่าในพื้นที่ อ.เมือง จ.เชียงราย มีปริมาณ 528 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนที่ อ.แม่สาย มีปริมาณ 416 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ยังคงมีหมอกควันหนาแน่น การมองเห็นยังคงต่ำกว่า 1 กิโลเมตร
ม.พะเยาสั่งนศ.เรียนออนไลน์
สถานการณ์หมอกควันในพื้นที่จังหวัดพะเยา ยังคงมีค่าพุ่งเกินมาตรฐานต่อเนื่อง ส่งผลกระทบล่าสุด มหาวิทยาลัยพะเยาประกาศหยุดการเรียนการสอนซัมเมอร์ในมหาวิทยาลัยไปก่อน โดยให้นักศึกษาหันมาเรียนออนไลน์แทน ขณะที่สาธารณสุขแนะให้งดกิจกรรมในที่โล่งแจ้ง ในส่วนพื้นที่ยังคงพบไฟป่าเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยค่า PM 2.5 อยู่ที่ 160 ไมโครกรัม ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ PM 10 อยู่ที่ 180 ไมโครกรัม และ AQI อยู่ที่ 270 ไมโครกรัม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวัดพะเยาเจอมลพิษหมอกควัน PM 2.5 อย่างหนักเข้าขั้น วิกฤต เพราะนอกจากควันและฝุ่นละอองขนาดเล็กทำให้มีผลกระทบต่อสุขภาพแล้วยังมีผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากการเผาในพื้นที่และของประเทศเพื่อนบ้าน และการเกิดไฟป่าด้วย ประกอบกับสภาพภูมิประเทศของจังหวัดพะเยาที่มีภูเขาล้อมรอบ ทำให้มลพิษต่างๆ ถูกกักไว้และแผ่ปกคลุมไปทั่วเมืองพะเยา หมอกควันจึงบดบังวิสัยทัศน์ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน จากผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศในพื้นที่ ต.บ้านต๋อม อ.เมือง, พะเยา พบปริมาณฝุ่นละออง ขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) มีค่า 159 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อยู่ในเกณฑ์มีผลกระทบต่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังพบปริมาณฝุ่นละออง ขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM 10) มีค่า 181 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และ AQI มีค่า 269 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อยู่ในเกณฑ์มีผลกระทบต่อสุขภาพ
จุดความร้อนบาน 3 อำเภอ 18 จุด
ที่ผ่านมาหมอกควันในพื้นที่พะเยาได้เข้าสู่ขั้นวิกฤตและหนักขึ้นทุกวัน และยังมีการเผาป่าอย่างต่อเนื่องและเริ่มหนักขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาได้เกิดไฟป่าและการเผาป่าหลายจุด โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติดอยภูนาง เกิดจุดความร้อนขึ้นในเขตพื้นที่อำเภอเชียงม่วน ปง ดอกคำใต้ รวมจำนวน 18 จุด เจ้าหน้าที่และอาสาอุทยานแห่งชาติดอยภูนาง ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ ภน.1 (ผาตั้ง), ภน.2 (ห้วยสิงห์), ภน.3 (ห้วยยัวะ), ภน.5 (บ่อเบี้ย), ภน.5 (ห้วยฮุง) ภน.7 (ห้วยต้นผึ้ง) และชุดสายตรวจส่วนกลาง กำลังพล 20 นาย ได้เข้าตรวจสอบจุดความร้อนในเขตอุทยานแห่งชาติ ดอยภูนางและได้ควบคุมดับไฟป่าและทำแนวกันไฟบางจุดก่อน
เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูงชัน ระยะทางไกล ต้องเดินเท้าเข้าไปยังจุดความร้อนทำให้การเดินทางเข้าไปดับไฟป่าเป็นไปด้วยความยากลำบาก บางจุดเป็นพื้นที่ป่าไผ่ซางตายขุย ซึ่งยากต่อการควบคุมไฟและเสี่ยงเกิดอันตรายแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานภาคสนาม กำลังพลเจ้าหน้าที่ทำให้พื้นที่ป่าถูกไฟป่าเผาเสียหายทั้งหมด 225 ไร่ ซึ่งสาเหตุหลักๆ ของการเกิดไฟป่าคาดว่าเกิดจากการลักลอบเข้าไปเก็บหาของป่า และการล่าสัตว์ป่าของชาวบ้าน
อสม.แม่ออนเคาะประตูบ้าน
ที่ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ โดยนายชลิต ทิพย์คำ นายอำเภอแม่ออน/ผอ.ศูนย์ฯ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร สภ.แม่ออน ทหาร ชป.แม่ลาย ในอ.แม่ออน นายกอบต.ทาเหนือ และกำนัน ผญบ. ต.ทาเหนือ อ.แม่ออน ในพื้นที่ ซึ่งได้กำชับการปฏิบัติการแก้ไขและป้องกันไฟป่าในพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน พร้อมลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนใน ต.ทาเหนือ รวมถึงคนหาของป่าในพื้นที่ เพื่อขอความร่วมมือเป็นแนวร่วมในการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในช่วง 15 ม.ค.-30 เม.ย.66 นี้
ต่อมา นายอำเภอแม่ออน ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขอำเภอแม่ออน รายงานผลการดำเนินกิจกรรมป้องกันและลดผล กระทบต่อสุขภาพจากภาวะหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 กิจกรรมสื่อสารความเสี่ยงฝุ่น PM 2.5 ทีมงาน อสม. หมู่ที่ 5, 6, 8 ต.ออนกลาง ได้ดำเนินกิจกรรมออกเคาะประตูบ้าน สื่อสารความเสี่ยงฝุ่น PM. 2.5 ให้ความรู้ คำแนะนำการปฏิบัติตนเองให้ปลอดภัยจากฝุ่น PM 2.5 แจกแผ่นพับการปฏิบัติตัว และหน้ากากอนามัยให้กับกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว ได้แก่ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง และกลุ่ม ผู้ปกครองเด็กเล็ก โดยร่วมกันเดินรณรงค์เคาะประตูไปแต่ละหลังคาเรือน จำนวน 73 หลังคาเรือน กลุ่มเป้าหมายจำนวนผู้สูงอายุ 95 คน กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 37 คน ผู้ปกครองเด็กเล็ก 12 คน และประชาชนทั่วไป 92 คน รวม 236 คนเพื่อป้องค่าฝุ่น PM 2.5 ต่อไป
คณะแพทย์มช.ชี้ผลกระทบฝุ่น
รายงานจากจังหวัดเชียงใหม่แจ้งว่า สถานการณ์ปัญหาฝุ่นควัน ไฟป่า และคุณภาพอากาศของจังหวัดเชียงใหม่ยังคงรุนแรงต่อเนื่องนานนับเดือนแล้ว รศ.นพ.เฉลิม ลิ่วศรีสกุล หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์และอาจารย์ประจำหน่วยวิชาระบบการหายใจ เวชบำบัดวิกฤตและภูมิแพ้ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คนอย่างแน่นอน ทั้งผลกระทบในระยะสั้น และผลกระทบในระยะยาว
ผลกระทบระยะสั้นนั้น ในกรณีผู้ที่ไม่มีโรคประจำตัว หากส่วนใดของร่างกายที่สัมผัสฝุ่น จะเกิดอาการตามมาในเวลาไม่นาน เช่น แสบตา,แสบจมูก,ระคายคอ,น้ำมูกไหล,เลือดกำเดาไหล และคันตามผิวหนัง เป็นต้น แต่หากเป็นผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหืดหอบ,โรคถุงลม,โรคหัวใจ และโรคเส้นเลือดสมอง จะอันตรายกว่า และจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล เพราะอาการอาจกำเริบหนักและถึงขั้นเสียชีวิตได้ ซึ่งในช่วงนี้ที่เกิดสถานการณ์ปัญหามลพิษอากาศพบว่ามีผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องเข้ารับการรักษาตัวเพิ่มขึ้นมาก
รศ.นพ.เฉลิมกล่าวต่อว่า ขณะที่ผลกระทบในระยะยาวนั้น การสูดหายใจรับอากาศที่มีฝุ่น PM 2.5 เข้าไปสะสมต่อเนื่องจะส่งผลทำให้การทำงานของปอดแย่ลง และหากสะสมต่อเนื่องยาวนานเป็นสิบปีอาจเลวร้ายถึงขั้นทำให้เป็นมะเร็งปอดได้ โดยที่ผ่านมาจะพบเห็นได้ว่ามีผู้ป่วยมะเร็งปอดที่เป็นกลุ่มผู้ที่มีอายุน้อยๆ และไม่ได้สูบบุหรี่ รวมทั้งไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเชื่อได้ว่าปัจจัยสำคัญน่าจะมาจากมลพิษฝุ่นควัน ทั้งนี้นอกจากผลกระทบต่อระบบหายใจแล้ว สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ฝุ่น PM 2.5 ยังมีผลร้ายต่อหัวใจและสมองด้วย เพราะฝุ่น PM 2.5 มีองค์ประกอบเป็นฝุ่นขนาดจิ๋วหรือที่เรียกว่าฝุ่นนาโน ที่สามารถทะลุจากหลอดลมและถุงลมปอด เข้าสู่ระบบไหลเวียนเลือดและไปยังทุกส่วนของร่างกายได้ ซึ่งหากเข้าไปยังเส้นเลือดหัวใจ อาจทำให้เกิดการอุดตันและกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จนเสียชีวิตได้ หรือหากเข้าไปที่เส้นเลือดสมอง อาจทำให้อุดตันเป็นอัมพาตหรือเส้นเลือดสมองแตก และถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกัน
เผยมีผู้ป่วยฉุกเฉินจำนวนมาก
สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่ต้องได้รับการป้องกัน เฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่น PM 2.5 เป็นพิเศษนั้น นอกผู้ป่วยที่มีโรคประจำเรื้อรังแล้ว ได้แก่ เด็ก,ผู้สูงอายุ และคนตั้งครรภ์ โดยในกลุ่มเด็กนั้น มีความเสี่ยงมีผลกระทบต่อสุขภาพเนื่องจากปอดยังไม่พัฒนาเต็มที่ หากสูดหายใจอากาศที่มีฝุ่น PM 2.5 ปนเปื้อนเข้าไปมากๆ จะส่งผลทำให้ปอดอักเสบและหยุดการพัฒนา ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุ มีความเสี่ยงเนื่องจากการทำงานของปอดเสื่อมไปตามอายุ ประกอบกับมีโรคประจำตัวต่างๆ เช่น โรคหัวใจ, ไขมัน, ความดัน หรือเบาหวาน เป็นต้น ทำให้เสี่ยงที่อาการจะกำเริบรุนแรง ส่วนคนตั้งครรภ์นั้น พบว่าฝุ่น PM 2.5 สามารถเข้าไปได้ถึงรกในครรภ์ ทำให้รกมีเลือดไปเลี้ยงทารกไม่เพียงพอ ทำให้การเจริญเติบโตช้า รวมทั้งมีความเสี่ยงที่จะแท้งหรือคลอดอกมาเสียชีวิต รวมทั้งทารกที่คลอดออกมาจะไม่แข็งแรงตามปกติ, น้ำหนักน้อย และอาจมีโรคประจำตัวไปตลอด
นอกจากนี้ รศ.นพ.เฉลิม เปิดเผยว่า จากสถานการ์ปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 และมลพิษอากาศของจังหวัดเชียงใหม่ในเวลานี้ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพทำให้ผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยในส่วนของโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นั้น พบว่าทุกวันนี้มีผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบเข้าตรวจรักษาที่ห้องฉุกเฉินเป็นจำนวนมาก แต่ไม่สามารถเข้านอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลได้ เนื่องจากหอผู้ป่วยเต็มต่อเนื่อง
‘ยิ่งลักษณ์’เป็นห่วง-แนะวิธีแก้
ด้านน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้โพสต์ข้อความแสดงความเป็นห่วงผล กระทบจากฝุ่นควันขนาดเล็กในเฟซบุ๊กส่วนตัว Yingluck Shinawatra ว่า สมัยเด็กๆ ตอนที่ดิฉันอยู่เชียงใหม่ ไม่เคยมีฝุ่นเยอะขนาดนี้ อย่างน้อยก็แค่ควันไฟธรรมดา แต่ตอนนี้มีเยอะมากไม่ใช่ควันไฟทั่วไปแต่เป็นควันพิษ PM 2.5 ซึ่งทางวิชาการเป็นอันตรายและเป็นอันตรายในระยะยาว ไม่ไช่เฉพาะในปัจจุบัน แต่สิ่งที่น่าห่วงใยคือเด็กๆ ที่ฝุ่นจะสะสมและเห็นผลในอีก 5-10 ปีข้างหน้า
ดิฉันไม่อยากเห็นเด็กๆ ในอนาคตเป็นโรคทางเดินหายใจ กันหมดเพราะฉะนั้น ต้องร่วมกันแก้ไขด่วนรวมถึงพรรคการเมืองทุกพรรค ก็ต้องร่วมกันแก้ไข เพราะเป็นภัยสาธารณะ ส่วนรัฐบาลต้องจริงจังในการแก้ไขปัญหาฝุ่นที่มาจากต่างประเทศ รัฐบาลเท่านั้นที่จะเจรจาได้ คนอื่นทำไม่ได้ ตอนเป็นนายกฯ ก็ได้มีโอกาสไปช่วยดับไฟภาคเหนือร่วมกับทางเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้มาเหมือนกันค่ะ ซึ่งเรื่องนี้ต้องร่วมแรงร่วมใจกันทุกภาคส่วนจริงๆ ค่ะ